Get Adobe Flash player

รวมเรื่องสั้น “มะริกันข้างถนน” โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

คำคม…อารมณ์ขัน ผมกะเหรี่ยงชนหน้าจ๊อย จับพลัดจับผลูมาอยู่กับมะริกันชนคนหน้าจืดหน้าขาวเจ้าของประเทศ มานานหลายสิบปีในสังคมของมะริกันชน กะเหรี่ยงชนยากจนเซ่อซ่าคบหากับมะริกันชนคนเหล่านั้นอยู่ได้ในระดับเดียว คือระดับ “มะริกัน..ข้างถนน” หรือจะให้ดีขึ้นไปกว่านั้นอีกสักนิดเป็นชาวบ้านมะริกันชนธรรมดามีรายได้ค่อน ข้างเตี้ย น้อยนักที่จะคบกับมะริกันชนระดับปานกลางค่อนข้างลงมาทางต่ำ..มากกว่าจะขึ้น ไปในระดับสูงกว่าปานกลาง ที่เปรียบเทียบอย่างนั้น ก็เหมือนเล่นไฮโล นั่นแหละ ..ไม่ว่าจะแทงสูงแทงต่ำ เจ้ามือแด็กส์หมด .. เจ้ามือในที่นี้ก็คือมะริกันชนเจ้าของประเทศจะเป็นใครที่ไหนอีกล่ะ

 

                มะริกันชน ที่ผมคบหาสมาคมด้วย (อันที่จริงพวกนั้นต่างหากล่ะที่ให้โอกาสผมคบด้วย) มีความเป็นอยู่ในระดับทำเงินรายได้ไม่มากนัก ส่วนมากจะทำงานอยู่ในฐานะลูกจ้าง รายสัปดาห์ รายเดือน.. เป็น ผู้ใช้แรงงานแลกเงิน ความรู้ไม่ถึงระดับปริญญา ถ้าจะมีความรู้ก็อยู่เพียงแค่เทรนนิ่งไม่กี่สัปดาห์ก็ออกมาทำงานได้ เพียงแต่ได้รับการฝึกสอนให้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือซ่อมแซมเครื่องจักร เครื่องยนต์เสียแหละมาก ถูไถทำงานกันไป คนที่ไต่ขึ้นมาจากการทำงานระดับต่ำเตี้ยอย่างนั้น บางคนโชคดี ได้เป็นเจ้าของโรงงานย่อย ๆ ก็มีอยู่ แต่มีน้อย จากการทำงานลงมือลงแรงเอง งานที่ไม่ต้องใช้ความรู้ท่วมหัวเพื่อเอาตัวรอดแต่อย่างไร

                กะเหรี่ยง ชนจากประเทศไทยเบี้ยน้อยหอยนิดความรู้น้อยอย่างผม ปากหนักพูดภาษาอังกิดอ้อมแอ้มไม่เอาไหน พูดพอได้เพียงแค่เอาตัวรอดในการทำงานไปวันหนึ่ง ๆ ไม่คิดหวือหวาสร้างวิมานในฝันถึงเรื่องอนาคตอนาเคล็ดอะไรในประเทศนี้ รู้อยู่ว่ายากสส์.. อยู่มาได้ไม่ถึงกับอดอยากยากไร้ก็ดีแล้ว ดีกว่าไม่มีที่อยู่อาศัยต้องร่อนเร่พเนจรแบบ “มะริกัน..ข้างถนน” ที่มีจำนวนสมาชิกนับแสน อยู่ลำบากยากจนกว่าผมยังมีอยู่อีกไม่น้อย จะเอาอะไรหนักหนามากกับการมาอยู่บ้านเมืองของคนอื่นเขา

                จัดอันดับตัวเองไว้ว่า ..อันตัวข้ากะเหรี่ยงน้อยผู้นี้.. ไม่ ถึงกับไร้ที่อยู่จะซุกหัวนอนได้ก็เป็นบุญแล้วแก้วตาเอ๋ย ไม่เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบใครแม้กับกะเหรี่ยงด้วยกัน ที่เขาประสบความสำเร็จในชีวิต มีความเป็นอยู่สบาย ๆ ฐานะดีเป็นเศรษฐีในมะริกา ขอแสดงความยินดีด้วยอย่างสุดหัวใจ ไม่เคยนึกอิจฉาตาเหลือกตาถลนใด ๆ กับท่านเหล่านั้น ให้ตายหอง.. ซิเอ้า ทางใครทางมัน กรรมใครกรรมมัน .. ใคร จะกำอะไรไว้ตัวเกล้ากระผมกะเหรี่ยงน้อยไม่เกี่ยว ตัวเดียวอันเดียวชีวิตเดียวยังจะเอาตัวไม่รอด แล้วยังไม่จะอยากไปสอดไปเสือกเรื่องของคนอื่นเขา.. ไม่เข้าท่า เรื่องใครจะจนใครจะรวยช่วยไม่ได้.. แต่เรื่องความสุขความทุกข์ในใจ.. ใครจะแบกทุกข์แบกสุข ครึ่งสุกครึ่งดิบไว้เท่าไหร่ ตัวใครตัวมันแล้วละเรื่องนี้

                ผมเป็นคนไม่ค่อยคิดมากแถมยังไม่มีห่วงอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สมบัติ ดอลล่าร์สมบัติ เผอิญผมโชคดี..หมด ห่วงไปได้ทั้งสองเรื่องเพราะผมไม่มีทั้งสองอย่าง ถ้ามีมากก็น่าเห็นใจว่ามันน่าเป็นห่วงอยู่ คิดมากห่วงหน้าพะวงหลัง พวกที่สะสมสมบัติไว้ส่วนใหญ่จะมีความสุขใจน้อยกว่าผม.. นับว่าการที่เป็นห่วงอยู่ คิดมากห่วงหน้าพะวงหลัง พวกที่สะสมสมบัติไว้ส่วนใหญ่จะมีความสุขใจน้อยกว่าผม.. นับว่าการที่เป็นคนจนก็ยังได้เปรียบคนมั่งมีเศรษฐีทั้งหลายอยู่เหมือนกัน ควรจะถือว่า ความไม่มีทรัพย์สมบัติเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะไม่มีบ่อเกิดทำให้เป็นโรคประสาท

                แต่ที่ขาด ๆ อยู่มีความสำคัญมากสำหรับผม ก็คืออารมณ์ขัน ..อารมณ์ เช่นนั้นผมเคยรวยมาก่อน เคยเป็นคนรวยอารมณ์ขันอยู่ไม่น้อย ทุกวันนี้นับว่าจะแล้งขอดอารมณ์ขันมากขึ้นทุกที มันไร้อารมณ์ขันไม่ค่อยจะออก ที่เคยกักตุนไว้ติดอยู่ในหัวใจนับวันจะแห้งหายหมดลงไป ขาดแคลนมานานหาเพิ่มเติมไม่ค่อยจะทัน สวนทางเสียความรู้สึกกับการมีชีวิตอย่างอัตคัดขัดสนในประเทศนี้ มันจะขาดแคลนไปเสียทุกสิ่งทุกอย่างกันทีเดียวเชียวหรือแม้แต่อารมณ์ขันที่ ไม่ต้องเสียสตังค์ซื้อหายังหาไม่ค่อยจะได้.. นี่หรือชีวิต

                ผมอาจจะเป็นคนประสาทช้า..ภาษาเลว ในการมาทำมาหากันอยู่ในมะริกา รับอารมณ์ขันของมะริกันชนไม่ง่ายนัก แล้วก็นึกถึงคนสร้างอารมณ์ขันให้คนอื่นอายุยืน อย่าง บ๊อบ โฮป เพิ่งตายไปเมื่ออายุได้ร้อยปีเท่านั้น เชื่อว่าที่เขาอายุยาวขึ้นเลยสามตัวได้นั้น เพราะร่ำรวยอารมณ์ขัน เขาใช้คำคมสร้างอารมณ์ขัน.. แต่ เผอิญว่าผมเป็นคนหัวทื่อรับคารมคมคายของเขาไม่ทันจึงขันไม่ออก อย่างไรก็ดีผมก็พยายามหาอารมณ์ขันใส่ตัวจากการเสียสตังค์ไม่มากนักดูหนังตลก มะริกันนาน ๆ ที หนังที่มีแอ็คชั่นพอกล้อมแกล้มไปได้หัวร่อไม่ถึงกับงอหายก็ยังดีกว่าไม่มี อารมณ์ขันเอาเสียเลย

                ผมนับถือคนสร้างหนังตลก ให้อารมณ์ขันเป็นยาอายุวัฒนะกับผู้ชม แต่การสร้างหนังประเภทนั้นยังถูกมะริกันชนคอหนังเลือกดู (ส่วนผมถ้าไม่ได้ดูก็ด้วยเหตุขัดข้องประการเดียว ไม่มีสตังค์จะซื้อตั๋วเข้าไปดูหนัง) ไม่ใช่ว่าจะดูไปหมดเสียทุกเรื่อง.. ก็ แน่นอนว่า ผู้สร้างหนังตลกมากราย หัวเราะไม่ออกได้แต่นั่งกรอกหน้า บางรายก็ถึงกับหัวใจวายเอาเลยก็มี เมื่อยอดรายรับจากหนังที่ออกฉายทำเงินรายได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเงิน ที่ไปหยิบยืมกู้มาสร้างหนัง.. หนังที่ออกมาแบบตลกด้าน ผู้สร้างก็ดับ.. ชีวิตด้วนดวงกุดไปกับหนังด้วยถึงกับม้วยมรณา ถ้าไม่ตายก็กลายเป็นคนแคระเลี้ยงไม่โต

                หนังตลกที่เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับผู้ขาดอารมณ์ขันอย่างผม นาน ๆ จะออกมาฉายสักที ..ยัง ช้าไม่ทันความต้องการของตัวเองต้องสร้างอารมณ์ขันขึ้นมาบ้างจากสิ่งที่พอจะ หยิบฉวยได้จากข้างถนน ที่ผ่านไปผ่านมา อย่างเช่นคัทเอ้าท์ โฆษณาที่มักจะสอดแทรกอารมณ์ขันไว้ให้ผู้อ่านข้อความโฆษณาอยู่เสมอ ๆ

                โฆษณาจากป้ายมหึมาที่โผล่ขึ้นมาจากข้าง ๆ ฟรีเวย์หลาย ๆ สาย เขียนไว้ว่า

                “ถ้ายังสูบบุหรี่อยู่ ขอให้ลองสูบคาร์ตันดูซีคุณ”

                โฆษณาชิ้นนี้เนี๊ยบ .. เหมาะกับกาลเทศะเป็นอย่างยิ่งในขณะที่มีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่เสียที (ซิว้อยส์พรรคพวก…)  ไม่ ได้ชักชวนแต่ถ้ายังไม่เลิกสูบบุหรี่ก็หันไปลองใช้ยี่ห้อที่เขาโฆษณาไว้ ไม่สะเทือนใจผู้ที่รณรงค์ ถึงกับจะมารื้อป้ายโฆษณาบุหรี่ตัวทำลายสุขภาพออกไปไม่ให้รกหูรกตา เนื่องจากมีอารมณ์เครียดที่คาดหน้าตราโทษไว้ว่า บุหรี่เป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งในปอด… ช่างน่าหวาดรวมกับน่าเสียว น่าหวาดเสียวอะไรเช่นนั้น

                มะริกันชน… ทุกวันนี้ขี้กลัว กลัวภัยไปเสียทุกอย่าง ภัยเศรษฐกิจ ภัยสงคราม ภัยผู้ก่อการร้าย เข็ดขามอย่างลืมไม่ลงกับ September 11 แม้จะผ่านมานานแล้วก็ตาม ภาพหลอนยังคุกคามโสตประสาทมะริกันชนอยู่ รวมทั้งภัยใกล้ตัวคือเรื่องของสิ่งที่ทำลายสุขภาพ “บุหรี่” จึงจัดอยู่ในประเภท “ไอ้ตัวร้ายติดอันดับ” ต้องพยายามกำจัดเสียไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด พยายามทำให้ล้มหายจากลงไปให้ได้.. แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะขจัดให้สิ้นซากลงไป ตราบใดที่ยังมีมะริกันชนวัยรุ่น หาทางออกโดยพึ่งพาอาศัยใช้ควันรมทุกชนิด ตั้งแต่บุหรี่ กัญชายาดูด ยาฉีด ยาเสพติดทั้งหลายนำไปสู่ความสงบทางด้านจิตใจ “Calm down” กับ สภาพแวดล้อมที่รุมเร้าเร่งรีบหาความสงบไม่ได้เลยในสังคมที่ต่างก็เร่งหาเงิน ตรามาแลกกับการได้สูบ (บุหรี่) และเสพ (เมถุน) เฉกเช่นในสังคมมะริกา บุหรี่เป็นทางออกทำให้อารมณ์เคลิบเคลิ้มผ่อนคลายความเครียดได้บางขณะ หาซื้อง่ายที่สุดในสิ่งที่จัดอยู่ในประเภท “เสพติด” อย่างถูกกฎหมายแม้ว่ามหันตภัยในการทำลาย “สุขภาพ” ทำให้เกิดเป็นมะเร็งในปอด ในตับ และความดันโลหิตสูงได้อย่างง่ายดายก็ตาม การรณรงค์เรื่อง “บุหรี่” จึงแข็งขันค่อนข้างแข็งโด่ดูเด่นกว่าเรื่องอื่นใจในวันนี้

                ตาม ร้านอาหารที่เคยเป็นแหล่งสูบบุหรี่กันได้เสรีสูบกันอย่างสบายอารมณ์ จอดไม่แจวแล้วด้วยกฎหมายห้ามสูบบุหรี่.. บนเครื่องบิน ..ขี้ยากระอักกระอ่วนซวนเซที่จะเดินทางไกลโดยการใช้บริการนั่งเครื่องบิน เพราะถูก “ห้ามสูบบุหรี่” สูบไม่ได้ทั้งนั้นไม่ว่าที่ไหน แม้จะแอบหลบไปสูบในส้วมก็ไม่ได้.. ห้ามสูบอย่างเอาจริงเอาจังแข็งขัน

                คนติดบุหรี่... เป็นบุคคลน่าเกลียดไปแล้วในสายตามะริกันชนส่วนใหญ่

                กะเหรี่ยง ชนคนอรชรอ้อนแอ้นผอมแห้งแรงน้อยอย่างผม มองปร้าดเดียวก็รู้ว่าเป็น “ขี้ยา” ติดบุหรี่มาอย่างงอมแงม สูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้า ก็เหมือนกับถูกลงโทษให้ “ตายหอง..ตายฮ่ะ” ไปกับการถูกรณรงค์ในเรื่องบุหรี่ด้วย จุดบุหรี่สูบไม่ได้ก็ไม่ว่า หลบเสียด้วยการพกบุหรี่เป็นซอง ๆ อยู่ตลอดมาเป็นกำลังใจกันลงแดงตายเพราะอดสูบบุหรี่ ถ้าอยากจนตัวสั่นตัวซี่ก็หยิบขึ้นมาดม..พอหายงุ่นง่านได้บ้าง ทำอย่างนั้นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกัดฟันเลิก ..เลิกได้สนิทแล้วในเวลานี้.. เลิกเด็ดขาดเพราะถ้าสูบไปก็ตายเหมือนกัน ประมาณว่าตายเร็วกว่าที่ควรจะตายเสียด้วยซ้ำไป.. เพราะราคาค่าบุหรี่ ณ วันนี้ ราคาสูงถึงซองละ 3 เกือบ 4 ดอลล่าร์ เหมือนกับว่า “เผาแบ้งก์เล่นก็ไม่ปาน”

                เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนในแอลเอ ก็จะพบป้าย “ห้ามสูบบุหรี่” กันให้เกร่อไปหมด

                ผม ยังติดใจในการโปรยคำพูดโฆษณาหาทางออกของบุหรี่ยี่ห้อคาร์ลตัน ใช้คำพูดอย่างไม่สะเทือนใจของผู้สูบบุหรี่ หรือผู้รณรงค์ไม่ให้สูบบุหรี่ ไม่เครียดจัดนักทั้งสองฝ่าย

                อารมณ์ขัน ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดปล่อยก้าก ๆๆ เอิ๊กๆๆ อ้ากๆๆ ออกมาจนน้ำหูน้ำตาไหลพรากๆ ดิ้นไปดิ้นมาตัวคดตัวงอ

                เพียงแค่อมยิ้มนิด ๆ เป็นการผ่อนคลายความเครียด คลายความหงุดหงิดใจลงไปได้บ้างก็พอ ถือว่าดีมีอารมณ์ขันบ้างแล้ว

                ป้ายติดไว้หน้าบ้านอย่างดาษดื่นว่า “ระวังนะบ้านนี้..หมาดุ” ที่เห็นอยู่เป็นประจำ ไม่เห็นจะน่าขันแต่ตรงไหน แต่ป้ายในทำนองเดียวกันที่ติดไว้ว่า

                “บ้านนี้..ไม่มีหมา..มีแต่ปืน (โว้ย)”

                นั่น นะซีคิดเสียว่าพูดกันเล่น ๆ เป็นอารมณ์ขัดก็พอรับได้ แต่สำหรับคนที่กำลังเครียด ๆ อยู่ไม่ขันด้วย ก็อาจจะตะโกนให้เจ้าของบ้านได้ยินด้วยคำพูดประชดประชันด้วยคำพูดสั้น ๆ ว่า

                “ฟั..ยู”

........................

                ว่า กันว่าคนที่กำลังมีภัยมาถึงตัวจะหาอารมณ์ขันยาก ก็จริงอยู่ ตัวเองกำลังจะเท่งทึงอยู่แล้วจะนึกหาอารมณ์ขันมาจากไหนกันล่ะ..คุณพี่ละ ก้อ..

                แต่ต้องขอยกเว้นไว้สักรายเพราะพบเห็นมาด้วยตนเอง นึกขึ้นมาครั้งใดอดอมยิ้มไม่ได้ทุกทียังขันหัวเราะหึ..หึ..อยู่ในใจ เรื่องมีอยู่ว่า

                ผม เคยทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งมีออฟฟิตติดอยู่กับฟรีเวย์สาย 5 ซานตาแอน่าฟรีเวย์ ทางโค้งตรงหน้าที่ทำงานผมก่อนจะแยกไปเข้าเกลนเดลฟรีเวย์ ทางโค้งหักข้อศอกนั้นพิฆาตตีนผีมามากต่อมากแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คิลส์ ออฟ เดอะ โร้ด” พวกรถบรรทุกแหกโค้งรถคว่ำคะมำหงายคนขับไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต

                มี อยู่ครั้งหนึ่งที่เห็นรถเก๋งคันเล็ก ๆ เหาะแหกโค้งมรณะหลุดจากฟรีเวย์มาดิ้นอยู่ข้างทางหลายตลบ ก่อนจะหยุดนิ่งลงไป เพื่อน ๆ มะริกันชนที่ทำงานผมวิ่งกรูกันไปที่รถคันนั้น บางคนวิ่งเข้าไปโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล เพื่อช่วยเหลือคนขับให้พ้นจากมือพญายม

                ตัว ผมเองอยู่ในกลุ่มที่วิ่งไปที่รถคันนั้นกับเพื่อนอีกสามสี่คนด้วย เข้าไปช่วยลากมะริกันชนหนุ่มน้อยวัยคะนองออกมาจากรถ อุ้มมานอนอยู่ข้างฟรีเวย์ ห่างจากตัวรถที่กองอยู่ใต้พุ่มไม้ ถ้าไม่มีต้นไม้ต้นขวางไว้ก็มีหวังพลิกหงายต่อไปอีกหลายตลบ คิดว่า ถ้าน้ำมันรั่วจากตัวรถอีกไม่นานก็คงจะได้ยินเสียงรถระเบิดตามมาแน่ จึงลากกันถูลู่ถูกังให้ออกห่างจากบริเวณอันตราย

                สำรวจ ดูตามเนื้อตามตัวของคนขับแล้วไม่มีรอยแหกรอยปูดหรือหน้าแตกแต่อย่างไร รอดมาได้อย่างปลอดภัย เพียงแต่คนขับบอกว่ารู้สึกปวดกระดูกสะโพกเท่านั้น ต้องส่งไปโรงพยาบาลให้เอ็กซเรย์ดูถึงจะรู้ผล

                “รีบร้อนไปไหนวะ...” เพื่อนมะริกันชนคนหนึ่งของผมบ่น มากกว่าจะเป็นคำถาม

                ก่อนที่จะถามคนขับว่า จะให้โทรศัพท์ไปบอกใครไหมว่า เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ

                เด็กหนุ่มคนขับให้เบอร์โทรศัพท์ช่วยโทรศัพท์ไปบอกเกิร์ลเฟรนของเขาว่า

                “ขอโทษด้วยคงจะไปไม่ทันเวลาที่นัดไว้ไปดินเน่อร์”

                อ้ายนี่เกือบจะตายอยู่รอมร่อแล้วยังมีอารมณ์ขันอยู่ไม่น้อย แทนที่จะให้โทรไปบอกพ่อแม่ แต่ดันเป็นห่วงแฟน โถ!! อ้ายหอยหลอด

                โจ.. เพื่อนผมเป็นคนโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล ไต่เนินดินขึ้นมาสมทบถามเด็กหนุ่มคนขับว่า

                “ขับรถอะไร ดูคล้าย ๆ รถสปอร์ตเปิดประทุนน่ะ”

                “เมื่อก่อนไม่ใช่..ตอนนี้กลายเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนไปแล้วก็ไม่รู้..”

                เด็กหนุ่มตอบอย่างคนมีอารมณ์ขัน

                พวกเราหัวเราะกันครืน เพราะเห็นสภาพรถว่าหลังคาบุบบู้บี้ไม่มีชิ้นดี อ้ายโจ... คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ขันด้วย บ่นกะปอดกะแปดว่า

                “รู้ยังงี้..ไม่เรียกรถพยาบาลให้ก็ดี..”

                ..............................

                อารมณ์ ขันของมะริกันชน มีมาบ่อย ๆ ในรูปแบบของคำแสบสันต์ ส่วนใหญ่แล้วจะหาอ่านกันได้ตามห้องน้ำ แต่ยังมีคนกล้าหาญชาญชัยเอามาติดไว้ในห้องโถงที่ทำงาน บางข้อความก็มันหยดส์ อย่าง

                “NOBODY PERFACT”

                เขียนไว้ให้เจ้านายเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคงอยากให้รู้ว่า “นักปราชญ์ ยังรู้พลั้ง” นี่หว่า

                “BOSS ALWAYS RIGHT”

                ป้าย แรกติดได้ไม่ทันจะถูกดึงทิ้ง มีอีกป้ายที่สองขึ้นมาประกบติดไว้ข้าง ๆ คงจะมาจากคนระดับซุปเปอร์ไว้เซอร์ ที่ใกล้ตัวคนงานมากกว่าที่จะมาจากผู้จัดการใหญ่ เป็นการเอาใจเจ้านาย แต่ป้ายอันใหม่ (อันที่สาม) ติดเอาไว้ล่าสุด อ่านแล้วสะดุดใจ มันส์เข้าไส้ทะลุไปถึงกึ๋น

                NOTICE TO EMPLOYEES

                DUE TO THE OUTBREAK OF AIDS

                KISSING ASS

                WILL NO LONGER BE TOLERATED

                คำแปลนั้น มีความมันส์อยู่ในตัว ถอดออกมาเป็นภาษาไทยคงจะได้ความว่า

                ประกาศ ถึงพนักงานลูกจ้าง

                เนื่องจากอยู่ในระหว่างโรคเอดส์กำลังเพ่นพ่าน

                การเลียตูด..จูบก้นเจ้านาย

                ไม่อนุญาตให้ทำได้อีกต่อไป (เดี๋ยวเอดส์..แด็กส์นะ)

                ………………………

                กระ เหรี่ยงชนคนอย่างผมหน้าตาพอเทียบได้กับเต้าหู้ยี้จืด ๆ ตั้งหน้าตั้งตาลุยจ๊อบไม่มีปากไม่มีเสียงกับใคร ไม่ชอบหาความดีความชอบใส่ตัว .. โยนความชั่วไปให้ ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการเลียตูดเลียก้นเจ้านาย หรือเอาความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเพื่อนร่วมงานไปฟ้องเจ้านาย ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

                สะใจเหลือหลายกับผู้เขียนคำคม..อารมณ์ขัน ผู้นั้นเป็นยิ่งนัก…

                ที่เขียนบทกวีอย่างคนเข้าใจชีวิตได้น่ายกย่องที่สุด

                ทั้งแสบทั้งมันส์…ซ่านซ่าเข้าไปถึงทรวง…