Get Adobe Flash player

รวมเรื่องสั้น “มะริกันข้างถนน” โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ของแม็กซิกันข้างถนน จูลิเบอร์ เบอเรนโต๊ส เปิดฝารถเข็นเล็ก ๆ คล้ายรถขายไอศรีมในเมืองไทยสมัยเก่าเป็นพาหนะที่ใช้ในการประกอบสัมมาอาชีพ ตระเวนเร่ขายข้าวโพดนึ่งเป็นฝัก ๆ อยู่ เขายื่นมือล้วงเข้าไปในหม้อที่ใส่ฝักข้าวโพดนึ่งวางทับซับซ้อนกันเหลืออยู่ ครึ่งหม้อ หยิบขึ้นมาฝักหนึ่งใส่กระดาษแข็ง ๆ รูปยาวรีที่นิยมใช้เป็นพาหนะรองรับฮ้อทด๊อก ก่อนที่จะหยิบขวดเกลือเล็ก ๆ เหยาะเกลือไปบนฝักข้าวโพด มือข้างที่ถือฝักข้าวโพดหมุนไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบขวดเนยป่นเทใส่ลงไปบนข้าวโพดหมุนไปรอบ ๆ ทำแบบเดียวกับการโรยเกลือ เพื่อให้ข้าวโพดนึ่งมีรสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ ขายให้กับลูกค้าชาวแม็กซิกันเพื่อนร่วมเชื้อสายเดียวกับเขาที่ยืนรอรับข้าง โพดนึ่งฝักนั้นอยู่ในราคาฝักละหนึ่งเหรียญ (หนึ่งดอลล่าร์อเมริกัน)

 

 

                “ก็เท่านั้น” (ส่วนผสมข้าวโพดนึ่งฝักละเหรียญ..มีอยู่เท่านั้น) เขาเปล่งสำเนียงเป็นภาษาสแปนนิช กรรมวิธีขายสินค้าของเขามีอยู่เท่านั้นเอง เอาอะไรมากกับสินค้าประเภทกินพอรองท้องแก้หิวได้ในราคาเหรียญเดียว เขาเข็นรถขายข้าวโพดนึ่งไปเรื่อย ๆ จากจุดเริ่มต้นที่หน้าอะพาร์ทเม้นต์ที่อยู่ของเขา เข็นไปร้องขายไปเป็นระยะทางยาวพอประมาณไปอีกจุดหนึ่งเข็นไปเข็นกลับคนละฟาก ฝั่งถนน เป็นกิจวัตรประจำวันในการหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเขา

                “นี่แหละอาชีพของอั้วว้อย..”

                “แล้วคุณ (มึง) บอกหน่อยได้ไหมว่า อั้วทำผิดคิดร้ายอะไร”

.........................

                เบอเรนโต๊ส แม็กซิกันโดยกำเนิด เกิดและเติบโตที่เม็กซิโกเข้าอเมริกามาอย่างผู้ลี้ภัย แต่การลี้ภัยของเขาหาได้ยอมรับจากมะริกันชนไม่ เพราะเขาลี้ภัยเศรษฐกิจหนีความยากจนมาจากบ้านเกิดของเขา ไม่ได้เข้ามะริกาอย่างผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่อย่างสง่างาม หอบเงินเข้ามาอาศัยอยู่ฝั่งมะริกา ในฐานะนักการเมืองผู้ร่ำรวยจากการคอรัปชั่นอย่างเต็มอิ่ม พวกแม็กซิกันชนลี้ภัยการเมืองมาอยู่ในมะริกาได้อย่างสุขสบายมีเงินทองเหลือ เฟือที่โกงชาติโกงประชาชนมาได้ ประเทศเสรีแห่งนี้ต้อนรับคนร่ำคนรวยโกงชาติเหล่านั้น “เวลคัม ทู ยูไนเต็ด เสตท ออฟ อเมริกา” ด้วยความยินดี

                เบอเรนโต๊ส เล็ดลอดเข้ามาทางชายแดนทาง ซานดิเอโก มาเป็นโรบินฮู้ดในแคลิฟอร์เนีย อยู่อย่างคนเถื่อน “Wet Back” ตั้งแต่ เมื่อไรไม่มีใครรู้ เขาถือว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เขาจะซิกแซกเข้ามาอย่างไรเมื่อไหร่มันเป็นความลับสุดยอดไม่ต้องการให้ใครรับ รู้ด้วย คนอื่นไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเขาในการเข้ามาอยู่ในมะริกา เขามาอาศัยญาติอยู่ที่เมืองพาคอยม่า เมืองที่วิ่งจากฟรีเวย์สาย 5 ไปทางทิศเหนือ อยู่ห่างจากวัดไทยเมืองนอร์ธ ฮอลลีวูดไม่ไกลนัก ด้วยภาษาอังกฤษไม่กระดิกหู และด้วยแรงกายที่ถดถอยลงไปมากแล้วตามอายุขัย เขาจึงเลือกเอาการเร่ขาย “ข้าวโพดนึ่ง” หารายได้พอซื้ออาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ เริ่มทำงานเข็นรถเร่ตั้งแต่เวลาสาย ๆ ไปจรดค่ำ สินค้าที่เร่ขายทำรายได้ให้เขาวันละ 20 ดอลล่าร์เป็นอย่างมาก ไม่เคยมากไปกว่านั้น แต่น้อยกว่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา เวลาที่ถูกตะครุบตัวไปก่อนฐานกีดขวางการจราจร หรือเวลาฝนตกที่เขาไม่สามารถจะเข็นรถไปตามจุดต่าง ๆ ที่เคยขายอยู่เป็นประจำได้ครบทุกจุด

                เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเริ่มหรี่ตาเล็งมาที่พวกเขา “เหล่าพ่อค้าเร่ รถเข็นข้างถนน” ไม่ว่าจะเป็นประเภทขายไอศครีม ผลไม้ ข้าวโพดนึ่ง ขายน้ำหวานใส่สี เจ้าหน้าที่ต้องการให้พวกเขายื่นขอใบอนุญาต “Health Permit”

                ความ รุกรุงรังของรถเข็นเร่ขายของ ของเหล่าชายฉกรรจ์หรือชายชรานักสู้แม็กซิกันทำงานสุจริตเพื่อความอยู่รอดของ พวกเขาเหล่านั้น นับวันจะขยายวงกว้างมากขึ้นทุกที เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่พวกแม็กซิกันที่ไม่มีกำลังพอที่จะไปเป็นกุลีรับจ้าง เร่ขายแรงงานประเภทแบกหามอื่น ๆ นับวันจะหันหน้าเหี่ยว ๆ หมดหวังกับชีวิตมายึดอาชีพ “รอวันตายเร่ขายของ” กันอย่างจนตรอกมาก ขึ้นทุกที เพราะแต่ละวัน แม็กซิกันลี้ภัยจากความยากจนซิกแซกวิ่งเข้ามาเข้าทางตีฮัวน่าผ่านด่านซานดิ เอโก แคลิฟอร์เนีย ถูกจับก็มากที่เหลือหลุดรอดมาได้ก็บ่ายหน้าเข้ามาหางานทำในลอสแองเจลิส จนแรงงานประเภทแบกหามขนอิฐขนไม้ขนทรายขนปูน แบกเหล็กแบกดินทำงานก่อสร้างใช้แรงคน ไม่มีมากพอจะให้ทำกันแล้ว “รถเร่ขายของจุกจิก” จึงมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าเกลื่อนถนนแทบทุกหัวระแหงแม้รายได้จะไม่ดี แต่ก็ยังเรียกได้ว่าพอมีกินบ้างไม่ถึงกับอดตาย..

                เจ้า หน้าที่เมืองพาคอยม่า เข้มงวดกวดขันกับพวกแม็กซิกันรถเร่อย่างเอาจริงเอาจังเอาเป็นเอาตาย เพราะเป็นเรื่องขายหน้ามากถ้าหาก “เมืองพาคอยม่า” จะขวักไขว่เต็มไปด้วยรถเร่รกรุงรัง..กับเม็กซิกันชนจากตีฮัวน่า..แม็กซิโก

                ซิ ตี้เมืองพาคอยม่า..รีบเร่งเข็นกฎหมายออกมาเพื่อกำราบพวกเหล่านั้นให้ยับเยิน กระเจิดกระเจิงลงไปคามือคาเท้า บทลงโทษหนักถูกงัดมาใช้กับพวกแม็กซิกันชนคนข้างถนนจะถอนรากถอนโคนคนจนรถเร่ ให้หมดไปจากซิตี้ พาคอยม่า ให้สิ้นซาก

                ผู้ ที่ไม่มีใบอนุญาตขายของ (รถเร่) จะถูกปรับเป็นเงินค่อนข้างสูงเกินเหตุ ทุเรศที่สุดกับการถูกจับค่าปรับแต่ละครั้ง 500 ดอลล่าร์ หรือถ้าไม่มีค่าปรับให้ ต้องใช้หนี้เงินค่าปรับด้วยการติดคุกติดตะรางแทนนานถึง 6 เดือน.. มากไปทำราวกับผู้ร้ายข้ามแดน

                ความสวยงามอร่ามตาของบ้านเมืองย่อมมาก่อนคำว่า “มนุษยธรรม” เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นกังวลว่า “พ่อค้าเร่” เหล่านี้จะเพ่นพ่านขยายพันธุ์ออกไปเกินกว่าจะแก้ไขให้ทันกาลเวลาในอนาคต

                โร บินฮู้ด แม็กซิกันชนหลบหลีกเลี่ยงเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย จะได้รับการสอดส่องป้องกันไม่ให้เล็ดรอดเข้าเมืองมามากมายเหมือนเดิมอีกแล้ว จากหน่วยงานอิมมิเกรชั่นตามชายแดนอย่างแข็งขันอีกต่างหาก

                กะ ว่าจะเอากันให้ถึงมอดม้วยมรณากันละทีนี้ แล้วความเห็นใจเพื่อนมนุษย์มนาด้วยกันก็บังเกิดขึ้นในจิตใจของชาวบ้านธรรมดา ๆ โดยทั่วหน้า ที่ใจยัง “ไม่หิน” พอกับการตามล่าตามล้างตามผลาญของซิตี้ต่อพวกแม็กซิกันชนคนข้างถนนที่ไม่มี ทางออกอื่น ๆ ที่จะยึดเป็นอาชีพทำมาหากินพอประทังชีวิตยามชราเหมือนหมาไล่เนื้อแก่ ๆ ได้ดีกว่านั้น

                ชาวบ้านเมืองพาคอยม่าที่จัดอยู่ในพวกระดับต่ำกว่า “ชนชั้นกลาง” แต่ไม่ถึงกับอยู่ในระดับรากหญ้ายากจนแทบเลือดตากระเด็น เหมือนอย่างพวกแม็กซิกันชนรถเร่ที่เข็นรถมาเสนอขายสินค้า ผัก ผลไม้ ไอศกรีม น้ำหวาน หรือน้ำแข็งกดใส่สี “แม็กซิกันข้างถนน.. คนอับโชคชีวิตมีค่าเท่ากับกระโหลกกะลาเหล่านั้น” ยึดไว้เป็นอาชีพกันตาย หมดหวังแล้วกับการที่จะมาหาชีวิตความเป็นอยู่พอหายใจได้เต็มปอดท้องไส้ไม่หิวโหยในมะริกา แน่นอนว่าขอให้มี “ตากิล่าร์” (เหล้าร้อนแรงราคาถูกของแม็กซิกัน) ดื่มกินเพิ่มชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างพอได้เมาหายจากความทุกข์โศกลงไปได้บ้าง

                “ฉัน เป็นลูกค้าซื้อของจากพวกเขาอยู่เป็นประจำ” หญิงมะริกันชนวัยกลางคนเชื้อสายแม็กซิกัน พูดกับเจ้าหน้าที่ของซิตี้ ที่ออกมาสำรวจความเห็นของชาวบ้าน เพื่อหวังคะแนนเสียงในการช่วยกันปราบปราม แต่ได้รับคำตอบตรงกันข้าม หญิงวัยกลางคนคนเดิมตอกย้ำว่า

                “โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโพดนึ่ง”

                “ทำไม..จะ ต้องจองล้างจองผลาญพวกเขานัก พวกเขาไม่เคยทำความรำคาญให้กับชาวบ้าน ไม่เคยทำความสกปรกเปรอะเปื้อนถนนหนทาง เหมือนพวกแกงสเตอร์ เปิดวิทยุลั่นถนนหนทาง รังควานชาวบ้านเปิดเพลงดังลั่นถนน”

                อนงค์นางนั้นพูดอย่างมีอารมณ์ฉุนจัดไม่เห็นด้วยกับการตามราวีของซิตี้ ออฟ ลอสแองเจลิส

                หนุ่ม ใหญ่มะริกันชน เชื้อสายแม็กซิกันไม่ยอมบอกชื่อคนหนึ่งอาศัยอยู่แถวซานเฟอร์นานโด วัลลี่ย์ ถิ่นของพวกเชื้อสายมะริกัน-แม็กซิกัน อยู่กันมาก เห็นเหตุการณ์การกระชากลากถูชายชราแม็กซิกันชน กับรถเข็นของเขาขึ้นไปบนรถตู้ขนาดใหญ่ของซิตี้ ให้ความเห็นว่า

                “เจ้าหน้าที่ควรหาทางออกให้พวกเขาเหล่านั้นดีกว่านี้” (จับ-ปรับ-เข้าคุก)

                “อยาก จะให้พวกเขาเป็นขอทานกันหรือยังไง” ชายหนุ่มคนเดียวกันเกิดอาการเครียด เมื่อพูดถึงการจองเวรของเจ้าหน้าที่ซิตี้ที่มีกับพวกแม็กซิกันรถเร่เหล่า นั้น

                “อั้วซื้อข้าวโพดนึ่งกินเป็นประจำ ไม่เคยท้องเดินท้องเสีย”

                “จะบอกให้ของที่ขายในร้านอาหารเสียอีกที่กินแล้วซิค (ป่วย)”

                “อย่าตามล้างตามผลาญพวกเขากันนักเลย”

                “ให้เขาทำมาหากินประกอบอาชีพสุจริต ดีกว่าที่จะต้อนให้เขาไปเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย หรือเป็นโจรปล้นจี้เขากิน”

                ซิ ตี้เมืองพาคอยม่า ถูกต่อต้านไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามพวก “รถเร่ขายของกินกระจุกกระจิก” เป็นความหนักใจของเจ้าหน้าที่ซิตี้ชั้นผู้น้อย ที่จะต้องนำนโยบายมาปฏิบัติ มันเป็นคำสั่งของเจ้านายเหนือหัวบัญชาลงมาอีกที เพื่อให้ผู้ใหญ่ระดับเจ้านายมาเห็นถนนหนทางสะอาดเรียบร้อย เป็นการทำงานแบบผักชีโรยหน้าในระบบราชการไม่ว่าจะเป็นที่นี่ มะริกา หรือเท่าที่เคยเห็นมาที่นั่น... ประเทศไทย

                จากการให้ข่าวเรื่องการปราบปรามรถเร่ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง “เค้าท์ซิ่ลแมน” “โจ เฮอร์นานเดซ” มะริกันชนเชื้อสายแม็กซิกัน ที่โชคดีเกิดในมะริกาว่า

                “คนขายของรถเร่ อาจจะไม่รู้ว่า เขาทำสิ่งผิดกฎหมายบ้านเมือง”

                “น่าจะมีใครอธิบายให้พวกเขารู้ว่า บ้านเมืองจะต้องมีกฎมีระเบียบ”

                “ต้องหาทางทำความเข้าใจกัน”

                เขา กล่าวทิ้งท้ายอย่างอึดอัดต่อการที่จะต้องขจัดแม็กซิกันรถเร่ให้หมดไป จากซิตี้เมืองพาคอยม่า ที่เขาเป็นคนหนึ่งต้องรับผิดชอบทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์

                จากรายงานอย่างเป็นทางการ ที่ซิตี้สำรวจไว้เป็นสถิติว่า เมื่อเดือนตุลาคนที่ผ่านมา “รถเร่ตระเวนขายของข้างถนน” โดยโรบินฮู้ดแม็กซิกันชนคนระดับรากหญ้าที่หลบเมืองเข้ามาจากแม็กซิโก มีมากไม่น้อยกว่า 3 พันคน มาอยู่ในถิ่นซานเฟอร์นานโด วัลลีย์ นับรวมเมืองพาคอยม่าไว้ด้วย ปัญหาใหญ่คือ พวกนั้นจะต้องหมดไปจากข้างถนน ก็เพราะว่าสินค้าของกินที่เขาตระเวนขายกันอยู่ ไม่มีโอกาสผ่านเป็นทางการโดยได้รับอนุมัติจาก “Health Department” ไปได้เด็ดขาด แม้จะมีเงินมาเป็นค่าขอใบอนุญาตก็ตาม

                “การต้มข้าวโพดมาจากบ้านใส่หม้ออะลูมิเนี่ยมตระเวนขายไปตามท้องถนน เท่านั้นก็ผิดกฎหมายแล้ว”

                “น้ำแข็งใส ใส่น้ำหวาน ไม่เข้าข่ายจะอนุญาตให้ขายได้”

                โรเบิร์ต แวกเน่อร์ เจ้าหน้าที่ของซิตี้เป็นคนละคนกับ โรเบิร์ต แวกเน่อร์ ดาราหนังฮอลลีวูดผู้ชี้ขาดในการให้ “Permit” ให้ความเห็นถึงเรื่องรถเข็นหรือพาหนะในการเร่ขายอาหารจะเข้าข่ายหรือสมควรจะได้รับใบอนุญาตหรือไม่อย่างแข็งกร้าวว่า

                “ใช้เครื่องไม้เครื่องมือสกปรก ผ้าจับน้ำแข็งใช้แล้วใช้อีก .. คลื่นไส้”

                “ไม่มีการล้างมือไม่ว่าจะด้วยน้ำร้อนหรือน้ำเย็น ใช้มือเปล่าไม่ใส่ถุงมือหยิบอาหารให้ลูกค้า”

                เหตุผลทั้งหลายที่ยกขึ้นมาอ้างแต่ละอย่าง ก็รู้ว่า “แม็กซิกันรถเร่” ไม่มีทางเกิดอย่างถูกกฎหมายตามกฎเหล็กที่ตั้งขึ้นมาได้เลย ในเรื่องการทำมาหากินประเภทที่เขาหารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันอยู่ในหมู่ แม็กซิกัน-มะริกัน

                แม้ ว่าจะไม่อ้างกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมาก็ตาม พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะไปขอเพอร์มิทใบอนุญาตอย่างเป็นทางการได้ กับรายได้การขายของที่มีอยู่เพียง 20-30 ดอลล่าร์ต่อวัน จะเอาเงินเก็บหอมออมอดจากไหนมาจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อขอ “ยันต์กันผี” จากซิตี้ คิดราคาค่าขอใบอนุญาตจาก Health Department อย่างหน้าเลือดตั้งราคาไว้ 243 ดอลล่าร์ต่อการยื่นขอ และอีก 150 ดอลล่าร์ สำหรับใบอนุญาตที่ซิตี้จะออกให้หลังจากขอ Permit จาก Health Dept. เงินเกือบ 400 ดอลล่าร์ คิดหรือพวกเขาจะมีจ่ายเพื่อขอใบอนุญาตต่าง ๆ เหล่านั้น

                โรแบร์เต้ ร้อดริเกส พ่อค้ารถเร่ ขายไอศครีม น้ำแข็งใสใส่น้ำหวาน พูดอย่างขนหัวลุก เมื่อนึกถึงดอลล่าร์ที่จะต้องหามาเป็นค่าขอใบอนุญาตว่า

                “อั้วขายน้ำแข็งไสใส่น้ำหวาน แต่ละวันได้กำไร 15 ดอลล่าร์”

                “เงิน เหล่านั้นต้องซื้ออาหารกิน เหลือเป็นค่าบุหรี่สูบได้วันละมวนสองมวน เบียร์สักกระป๋อง ที่เหลือรวบรวมไว้จ่ายค่าเช่าห้องซุกหัวนอน”

                “คิดหรือว่า..ชาตินี้อั้วจะมีเงินพอจ่ายใบอนุญาต”

                “แล้วอีกกี่ชาติถึงจะมีเงินไปทำ Permit กับเขาได้ล่ะ..”

.............................

                โรบินฮู้ดแม็กซิกัน ตกงานจากการทำไร่ และพวกที่ตกงานจากการใช้แรงงานหนักในโรงงานต่าง ๆ ที่ปิดโรงงานไปเพราะเศรษฐกิจซบเซา เขาเหล่านั้นมาร่วมขบวนการ “รถเร่” ขายของข้างถนน เร่ขายสินค้าไปวันละหลาย ๆ ไมล์เพื่อหาเงินวันละ 15-20 ดอลล่าร์ เป็นค่าอาหาร บางคนก็มีลูกมีเมียรอกินเบอร์ริโต้ส์ (อาหารหลักของแม็กซิกันชนคนยาก) จากเงินรายได้อันน้อยนิดของหัวหน้าครอบครัว ที่เดินเข็นรถเร่ขายของจนน่องโป่ง

                ทำ งานเร่ขายของวันละเก้าชั่วโมงถึงสิบชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นวันที่แดดร้อนเปรี้ยง วันที่ฝนตกกระหน่ำน้ำนองท่วมถนน เหล่าแม็กซิกันชนคนที่เร่ขายของก็ต้องปักหลักอยู่กับที่ ด้วยน้ำตานองหน้า ขาดทุนที่ลงไปน้อยนิดแต่มากโขสำหรับเขา ขาดรายได้ซึ่งหมายถึงค่าอาหารการกินไปหนึ่งวัน แม้ว่าจะเป็นวันสบาย ๆ อากาศไม่โหดร้ายกับพวกเขามากนัก พวกเขาก็ต้องเดินเข็นรถไปวันละเจ็ดถึงเก้าไมล์ เพื่อหารายได้วันละ 15-30 ดอลล่าร์ แล้วแต่ชนิดของสินค้า ไม่มีรถเร่ขายสินค้าใด ๆ ที่จะทำเงินได้เกิน 30 ดอลล่าร์ต่อวัน ค่าใช้จ่ายแต่ละวันท่วมท้น แม็กซิกันชราคนหนึ่งหน้าตาอมทุกข์หมดสนุกแล้วกับบั้นปลายชีวิตที่ยังเหลือ อยู่ เล่าถึงความลำบากในชีวิตประจำวันแสนสาหัสของเขาดังกล่าวข้างต้น

                แม็ก ซิกันแก่อีกคนมีเมียหนึ่งลูกสาม เล่าให้ฟังว่า เดินขายลูกโป่งให้กับเด็ก ๆ ทั้งวันได้กำไรมาวันละ 15 ดอลล่าร์ ฟังแล้วอยากตาย.. ความยากไร้ของแม็กซิกันชนที่มาอยู่ในมะริกาดีกว่าหมาข้างถนนนิดเดียว (ดีกว่าหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ)

                เบอเรนโต๊ส แม็กซิกันรถเร่ข้างถนนขายข้าวโพดนึ่ง กล่าวไว้อีกหลายประโยคด้วยความอัดอั้นตันใจด้วยซุ่มเสียงหมดอาลัยตายอยากใน ชีวิต ก่อนที่จะจากกันไปว่า

                “ฉันเร่ขายของอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะทำอวดดีเล่นเอาเถิดเอาล่อกับกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรอกคุณ”

                “แต่เพราะว่าฉันยังต้องการอาหารกินเพื่อยืดลมหายใจไม่ให้ต้องสิ้นใจไปเสียก่อน”

                “ไม่เคยทำตัวรุงรังเป็นคนกินนอนข้างถนนให้เป็นภาระของบ้านเมือง”

                “ถึงจะไม่มีเงินจะยากจะจนอย่างไรไม่เคยแบมือขอเงินขอทานสี่แยกไฟแดง”

                (มีแต่มะริกันชนที่ยืนขอเงินจากคนขับรถติดไฟแดงตามสี่แยกที่มีสัญญาณไปทั่ว ๆ และมีมากขึ้นทุกที)

                “ฉันเพียงแต่เป็นคนยากจนที่พยายามช่วยเหลือตัวเอง ทำงานสุจริต”

                “ไม่เคยมีประวัติเป็นอาชญากร ไม่เคยติดคุกติดตะรางมาก่อน”

                “หารายได้จากการขายข้าวโพดนึ่งอยู่อย่างอัตคัดขัดสนไปวัน ๆ เป็นปัญหาถึงกับต้องจองล้างจองผลาญกันให้ไม่มีทางเลือกเชียวหรือ..?”

                “ฉันไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม ไม่เคยคิดจะเป็นโจรผู้ร้าย”

                “..เมื่อไม่ต้องการให้ทำงานสุจริตแล้ว..”

                “ต่อไปไม่รู้ว่า ชื่อ จูลิเบอร์ เบอเรนโต้ จะมีประวัติเป็นอาชญากร หลังจากวันนี้หรือไม่..”

                ฟัง แล้วสะเทือนใจกะเหรี่ยงชนคนที่มาไกลมาจากประเทศไทยยังถือว่าโชคดีที่ยังไม่ ถูกต้อนเข้ามุมหาทางออกไม่ได้เหมือนพวกแม็กซิกันชน คนรถเร่ขายของข้างถนนเหล่านั้น

                ในประเทศศิวิไลย์ ลมหายใจของคนยากจนเดินตัวลีบอย่างเจียมตัวเจียมตน สวนกันไปมาอยู่บนท้องถนนเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจของมะริกันชนเจ้าของประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นอันมาก ยากที่จะอยู่รวมกันได้ระหว่างมะริกันชนที่ทนเหม็นกลิ่นสาปของแม็กซิกัน คนเข็นรถเร่ขายสินค้าข้างถนนไม่ได้ (ทั้ง ๆ ที่พวกแม่งมีเชื้อสายแม็กซิกัน)

                จะต้องพิฆาตให้หมดไปจากเขตเฟอร์นานโด วัลลีย์ในไม่ช้านี้

                หมดไปพร้อม ๆ กับลมหายใจของเฮือกสุดท้าย..

                ของแม็กซิกันข้างถนนเหล่านั้นด้วย .. อย่างไม่มีทางเลี่ยง ...