Get Adobe Flash player

คนไทยป่วยด้วยโรคเรื้อรัง.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

                ความวุ่นวายของประชาชนคนไทย ตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร พูดอาฆาตมาดร้าย ประเทศไทยไว้อย่างหมดเปลือกถึง “สำนึกเถื่อน”แสดง ความโหดร้ายของเขา จับใจความความได้ว่า “ถ้าเขา (อยู่เมืองไทย) ไม่ได้  อยู่ไม่มีความสุข  (คนไทย) ทุกคนก็จะอยู่อย่างมีความสุขไม่ได้เหมือนกัน” การพูดเช่นนั้นไม่ควรจะออกมาจากปาก ของคนที่ถูกเรียกว่า “นักการเมือง” อยู่ในข่ายของ “บุคคลสาธาณะ”  เป็นบุคคลที่จับต้องได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้

                ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม การกระทำ ความคิดความอ่านข้างต้นนั้นๆ จะแปลความหมายอย่างไร ให้คุณให้โทษกับ ประเทศชาติบ้านเมืองหรือไม่ อยู่ที่เจตนาของคน ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร คำพูดประโยคเดียวมีความหมาย “น่าเกลียดน่าชัง น่าสพึงกลัว” เป็นอย่างยิ่ง เพราะความ “ไม่ธรรมดา” ของเขา มาจากความวิปริตบิดเบี้ยวทางเยื่อสมอง จน “จิตเบี่ยง”  เอาแต่ได้ตักตวงผลประโยชน์จากคนร่วมชาติ คนรอบข้างและรอบตัวเขา พูดได้ว่า “เลวล้วนๆ เลวหมดจด ทุกอริยาบท ทุกการกระทำ” ถามว่า แล้วคนอย่างเขาผงาดขึ้นมามีอำนาจได้อย่างไร ตอบได้ว่า “เนื่องจากการจัดสรรผลประโยชน์ได้ลงตัว” โดยไม่เข้าเนื้อของตัวเอง ผลประโยชน์ที่เอามาแบ่งปันให้กับพวก “หมาหิว” ส่วนใหญ่มาจาก “สมบัติชาติ” เงินทองของประเทศทั้งสิ้นแม้กระทั่ง “ภาษี” รายได้  ที่เขาเล่นแร่แปรธาตุรวมกันเป็นแสนล้าน อย่างเช่นการขายสมบัติของชาติ เช่นขายดาวเทียมไทยคม (สมบัติของประเทศ) ให้กับสิงคโปรประมาณเจ็ดหมื่นกว่าล้าน เสียภาษีรายได้หรือไม่ คำตอบคือไม่มี.. เงียบหายไป แถมยังไม่มี “ข้าราชการ” คนใดที่มีหน้าที่ทวงถาม ถึงเงินรายได้ก้อนมหึมาของเขา  เป็นทรัพย์สินของเราส่วนหนึ่ง ประชาชนคนอย่างเขา เป็นตัวอย่างอันเลว ด้วยการร่วมมือ (ไม่รู้ว่ามีการร่วมตีน) จากเจ้าหน้าที่ขี้โกงของรัฐ ที่ควรถูกขจัดให้สิ้นซากลงไปได้แล้ว  แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ก็ใหญ่โตมโหฬารพันลึก ควรจะจัดการ “ล้างโคตร”ให้หมดไปจากระบบราชการไทย สมควรอย่างยิ่งควร “ปฎิรูปประเทศ” เสียก่อนมีการเลืกตั้ง มา “นับหนึ่ง” กันใหม่ สร้าง “ขื่อแป” กฏหมายบ้านเมืองให้บริสุทธิ์ยุติธรรมกันเสียที  สิ่งแรกคือ “กำจัด” นักการเมือง “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ให้หมดไปเป็นเรื่องแรก  ในขณะที่ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่สามารถเข้ามา “บงการ” ประเทศไทยได้ถนัดมือ ประเทศชาติยัง “หายนะ” ได้ถึงเพียงนี้ ถ้าเขาเข้ามากุมอำนาจรัฐได้อีกครั้ง .. ประเทศๆไทยจะ “วินาศสันตะโร” จนกู่ไม่กลับดับดิ้น”สิ้นชาติ” กันไป “หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี”  จะมีแต่  “รัฐชินวัตร” ไม่ว่าจะใช้ชื่ออื่นๆเช่นอาณาจักรทักษิณ  เป็นต้น  เลี่ยงๆ ออกไปจากชื่อเดิมคือ  ประเทศไทย ...ก็ตาม

                การเตรียมจัดการมีการเลือกตั้ง  ต้นเดือนหน้า (กุมภาพันธ์ 57) อ้าง “กฏหมาย” กำหนดไว้ว่า ถ้ามีการยุบสภาฯ จะต้องมีการเลือกตั้ง.ใหม่ ในระยะเวลา 45 ถึง 60 วันนับแต่วันที่ “ยุบสภา” เป็นต้นไป มีความหมายว่า ถ้าหากรัฐบาลแพ้โหวตในสภาฯ ก็ต้องลาออก จะได้จัดให้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลชุดใหม่ นั้นถูกต้อง “แต่จะต้องอยู่ในภาวะเป็นไปตามปกติ” แต่สำหรับ “การยุบสภาฯ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์”  มาจากความกดดันประท้วงรัฐบาล จากประชาชน ให้ลาออก “ยุบสภาฯ” อยู่ในสภาวะ “วิกฤติแห่งชาติ” หมายความว่า “ตัวบทกฏหมายที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ”  เนื้อหามาตราดังกล่าวยังไม่ไม่เคยเกิดขึ้น ที่มีก่อนหน้านั้น คือ “ปฎิวัติ” ล้มสภาฯ  จัดการเขียนกฏหมาย “รัฐธรรมนูญ” ขึ้นใหม่ให้รอบคอบรัดกุมเหมาะสมกับสถานภาพที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ขจัดความเลวร้ายหน้าด้านของนักการเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีปัญหาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง

                 “ยุบสภาฯ” จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ลดหรือเพิ่มเติม เนื้อหาของกฏหมายบางข้อ ให้ “เหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน มองไปข้างหน้าหาอนาคต เพื่อการดำรงอยู่ของประเทศชาติบ้านเมือง ตามสภาพความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วจึงจะมีการเลือกตั้ง  (เพื่อตั้งรัฐบาลใหม่)  อย่ารีบร้อนเปลี่ยน “เหล้าเก่าลงในขวดใหม่” เพราะถ้าใจเร็วด่วนได้ ก็จะคงต้องย่ำเท้าอยู่กับที่ในสภาพเดิมๆ ที่ต้องอุดจมูกร้องยี้ กับนักการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะ “กลุ่มชิน” ที่บงการประเทศ หากินกับความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง  อย่างเช่นโครงการรับจำนำข้าว (เบี้ยว) หยาดเหงื่อแรงงาน ทำร้ายทำลาย ชื่อเสียงของ “ข้าวไทย” อย่าเลวร้าย รายได้หลักของประเทศ  คือการค้าข้าว ถูกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำบัดสีบัดเถลิง เสียจน “ชาวนา” หมดหนทางหากินต่อไปอีกไม่รู้ว่าจะนานสักเพียงไหน

                น่าจะนำกฏมณเฑียรบาล ตัดหัวรัฐมนตรีผู้ริเริ่ม (ทำลาย)การค้าข้าวของไทย ที่ “สูบเลือดกินเนื้อสดๆ จากชาวนาทั่วประเทศ วิธีการรับจำนำสินค้าข้าวของชาวนามาขาย หลอกให้เชื่อถือ โดยใช้การเล่นลิ้นหลอกลวง “ประกันราคาข้าว”  เอาข้าวของชาวนามากักตุน  แล้ว “เบี้ยว”  ไม่หนี ไม่มี ไม่ให้  รอไว้ “ชาติหน้า ตอนบ่ายแก่ ๆ” แล้วค่อยมาเรียกร้องขอเงินคืน คงจะไม่เรียกร้อง”ขอข้าวคืน” เพราะรัฐบาลเอาไปเก็บไว้นาน จนเสื่อมคุณภาพ แถมยังทำให้  ข้าวล๊อตใหญ่ๆ หายไปจากโกดังเก็บข้าวอย่างไม่มีร่องลอยเสียอีก  มายากล ของ นังยกรัฐมนตรี กับเรื่องนี้ ควรจะต้องมีการ “ชดใช้” “เบี้ยว” ไม่มีเงินสดให้ เพราะ “ขมิบ”ไปหมดแล้ว ก็ควรจะต้องชดใช้กรรมที่ทำไว้ คือ “ติดตาราง” ตลอดชีวิต ยังไม่พอเพียง ควรจะต้อง ”ยกโคตร” มาชดใช้กรรมด้วย ทั้งยังต้องเอารัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อมาลงโทษด้วย ที่ไม่ควรจะปล่อยให้พ้นมือกฏหมายไปได้ คือตัวบงการ “ตัวจริง”  เป็นใคร “ว่าที่นักโทษหญิง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ควรจะถูกลงโทษยาว พร้อมกับ  ทักษิณ ชินวัตร ตัวการปั่นข้าว แล้วโกงชาวนาด้วย  (ข้าวที่หายไปจากโกดังเก็บข้าว ตีเป็นราคาค่าเงิน กี่ร้อยกี่พัน กี่แสนล้าน และยังมี การ “เวียนเทียน” ขายข้าวกันอีก คือเอาออกจากโกดังตอนกลางคืน เช้าก็เอามาขายต่อ รับเงินไปเต็มๆ ทั้งทุน(ของชาวนา) กำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง

                เมื่อมีการยุบสภาฯ เกิดขึ้น “คณะรัฐบาล” ชุดเดิมที่ยุบไป เป็นได้แค่ ดูแลแค่ “รักษการ” เท่านั้นไม่มีหน้าที่จะดินหน้า “สร้างเงื่อนไข”  ที่เป็นภาระส่งต่อให้กับรัฐบาลชุดต่อไป...

                เป็นเรื่อง “น่าสังเวช” เป็นอย่างยิ่งกับคำพูดและความเข้าใจของ “รักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” (นางสาว คือคำนำหน้าผู้หญิง ที่ยังไม่แต่งงาน ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับ “คู่นอน” ที่ไม่จดทะเบียนสมรสนั้น มีเหตุผลหลายอย่าง อย่างหนึ่ง คือ ไม่แน่ใจว่า “ผู้ชายคนไหน” เป็น “บิดา”  ตัวจริงเสียงจริง ของ “บุตร”  กลายเป็นเด็ก “กำพร้าพ่อ” ส่วนมารดา “ก็น่าจะเรียกได้ว่า เป็นเมียเก็บ  (ใครก็ไม่รู้ซุกๆ ซ่อนๆสามี เอาไว้ แม้จะเอาผู้ชายคนหนึ่ง มาอ้างว่า “อีตาคนนี้ นี่แหละผัวฉัน” สังคมก็คงไม่สนใจ ยังไง ๆ ก็ยังคงอยู่ในสภาพ “กำพร้าผัว” อยู่ดี)

                ถ้า มีหลักฐานอย่างแน่นหนา มีบุตรเป็นตัวเป็นตนแล้ว ควรจดทะเบียนสมรส ยอมรับว่า เด็กเป็นลูก ก็น่าจะดูดีกว่า ให้เด็กเป็นกำพร้าพ่อ หรืออยากให้ลูกเรียกผู้ชายคนที่นอนกับแม่ว่าพ่อทุกคน  (อาจจะมีพ่อมากกว่าคนเดียว)

                ที่พูดมานิดหน่อย เรื่องผัวๆ เมียๆ ออกนอกเรื่องนอกราว “เม้าท์” กันไปใหญ่..ช่วยไม่ได้  กลับมาพูดถึงเรื่องที่กล่าวมาปะติดปะต่อ ต่อไปของ บุคคลสาธารณะ ที่ยังดำรงฐานะของ “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” (นอกจากจะไม่ประสีประสาเรื่องของการดำรงตนอยู่ในฐานะ “นางสาว” ยังขัดๆ อยู่ ประโดกประเดกยังไงบอกไม่พูด ไม่รู้ว่าเหตุผลจริงๆ ว่า ทำไมจะต้องเป็นนางสาวอยู่อีก ทั้งๆ ที่ตามความจริง กฏหมายกำหนดไว้ ถึงสถานภาพของของผู้ใช้คำว่า “นางสาว” แตกต่างกับ “นาง” อย่างไรเมื่อ “สังคม”  ยอมรับว่า “นาง” ไม่แตกต่างกว่า “นางสาว” แล้วนางสาวก็ไม่แตกต่างกับนาง  จะเลือกใช้เป็นนางสาว หรือยอมรับว่า เป็น “นาง” ถ้าเลือกได้ ในเมื่อเป็น “คำๆ เดียวกันแล้ว” ไม่ต้องหลอกเล่นลิ้นให้เวียนหัว กับคำนำหน้าชื่อ  เพราะหาได้มีความหมายแตกต่างกันแต่อย่างไรไม่

                  เรื่องน่าสนใจ ยังแปลคำไทยเป็นไทยไม่ออก ที่ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมา ตั้งปริศนาน่าเวียนหัว “พล่าม” พูด

อย่าง “ไร้ดียงสา”  ถึงเหตุผลที่ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” รัฐบาลไทย อยู่ว่า

                “เพื่อรักษาประชาธิปไตย” วุ้ย..ตกใจ ภาษาอังกิด ไปไม่ไหวแล้ว.. ยังพูดภาษาไทยไม่รู้เรื่องอีก  ขอเรียนว่า  ยังเป็นงงอยู่

                อยากเรียนถามว่า “นายประชาธิปไตย”  กำลังจะตายหง ส์..ตายห่า น.. เป็นอะไรมากมายหรือกำลังจะอกแตกตาย หรือว่า นายประชาธิปไตย  ที่พูดถึง “กำลังฟูมฟายใกล้จะเท่งทึงแล้ว เป็นคนๆ เดียวกับ คนที่กำลังเป็น “มะเร็งต่อมลูกหมาก” เป็นคนที่อยู่ไกลบ้านไกลเมือง คนนั้นใช่ไหม  พลอยทำให้ตกอกตกใจ ตกกะไดพลอนโจนไปด้วย

                คนไกลบ้าน มีโรคภัยไข่เจ็บถึงขั้นรุนแรง  เข้าทาง “หมอปู” ผู้เชี่ยวชาญรักษาโรคประเภทนั้นให้หยุด  “คุกคาม” คนไข้ นายประชาธิปไตย อยู่ (ผม) ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน “โหน”  (ถนัดทางวิชาเกาะกระแสข่าว) อยู่ ก็เลยขอแนะนำ หมอปู (อย่าเอาไปใช้รักษาโรคคันหู ไม่ได้เชียวนา..ขอบอก )  ว่า ควรจะลองใช้ยารักษาที่จะแนะนำให้ขนานนี้ รักษา “โรคไข่ดันบวม” ญาติผู้ใหญ่ “ชาวเขาเผ่าเขมือบ” ใช้กันอย่างได้ผลมาแล้ว น่าจะใช้ได้กับอาการป่วยของคนไข้ใกล้ตายของหมอปูบ้าง  เพราะ มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนใหญ่เกิดจาก “ความคันสูง” ยิ่งคันยิ่งมันส์ เพราะฉะนั้น สมุนไพรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ตำแย” สามารถจะลดระดับ “ความหื่นของ นายประชาธิปไตย คนที่หมอปูรักษาอยู่ได้  คือ ต้องใช้ใบข่อย ที่ชาวเขาเผ่าเขมือบโบราณ ยืนยันว่า ใช้แล้วได้ผล ล้างใบให้สะอาดเสียก่อนใส่ครกตำพอแหลก แล้วใช้ “ใบตำแย” คลุกๆ ตำ ๆ (อย่าให้ป่นนัก) เอาไปทาบริเวณ “ลูกหมาก”  (ใช้ทาให้ทั่วบริเวณนั้นเพื่อให้เกิดความคันเกือบจะทนไม่ไหว จะต้องทำใจจะต้องทนหักห้ามใจ ปล่อยให้คันหนักขึ้นเรื่อยๆ จน  “มะเร็ง” ต่อมลูกหมากทนไม่ได้ จะ “คันจนแสบตาย” จากตำแยและใบข่อย

                ขอย้ำว่า ยาผีบอกขนานนี้ ใช้ได้ผลดีจริงๆ เพิ่มความคันเพื่อหลอกให้เชื้อโรคเกาะต่อมลูกหมากออกมาคันตาย ..สนิท .....

                ความเจ็บป่วยของนางสาวปูทุกวันนี้  เพราะมีเสียงท้วงติงติเตียนเข้า”รูหู” มากขึ้นเรื่อยๆ  บางครั้งถึงกับ“หูอื้อตาลาย”

                ปล่อยเอาไว้นานเข้าจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง.. “คันหูถาวร” เกาแล้วเกาอีก มีทางแก้คันอยู่ทางเดียว จะบอกให้..

                ลาออกจาก “นายกรัฐมนตรีรักษาการ”เสียเถอะ “โรคคันหู” ที่เกิดจากเสียงติเตียนบ่อยๆ “รกหู” จะหายได้

                ลาออกจากจากตำแหน่งนั้น แม้จะต้องทำใจนั่ง “วิปัสนา” ใช้ความสงบสยบความคันหูก็ตาม

                ยังน่าจะสบายใจกว่า ..ทน “คัน” นั่งกระดิกหูอยู่อย่างทุกวันนี้ถึงจะไม่มีใครเห็น ...ก็น่าเบื่อหน่าย ใช่ไหมล่ะ...