Get Adobe Flash player

คำสั่งศาลรธน.เหมือน “ปู” ถูกปิดรู โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                เรื่องคอขาดบาดตาย ที่ประชาชนเฝ้าฟังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี รัฐบาลรักษาการ (คำย่อว่า นรก.) ยิ่งลักษณ์(ปู) ชินวัตร  กับขบวนตราร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ประชาชนตั้งความสงสัยไว้ว่า “ไม่โปร่งใส” ถึงขนาดใช้คำพูดตรงๆ ว่า “กู้มาโกง” (พังพาบ ด้วยมติของผู้พิพากษา 9 ต่อ 0) กับอีกเรื่องหนึ่งซึ่งบอกถึงอาการ “เน่าใน” ของผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยเป็นข่าวอื้อฉาวน่ารังเกียจนั้น คือการตอกบัตรแทนกันในสภาฯ ตอกบัตร “ผี” แทน ผู้ที่ไม่มาร่วมประชุม ไม่มีตัวตนจริงๆ ของผู้ถือบัตร แต่มีผีโหวตคะแนนผีให้กับฝ่ายรัฐบาลแทน (เป็นการกระทำชั่ว อย่างร้ายแรง)  6 ต่อ  2

                ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญ  เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา มีการพิจารณาวินิจฉัยที่มีผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า

                ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท) มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
                 ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์ว่าเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมากว่ากระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงให้ร่างนั้นตกไป
                สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารการประชุม กำหนดประเด็นวินิจฉัยรวม 2 ประเด็นดังนี้
                  1.ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....ตราขึ้นโดยถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่
                2.ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลัง และงบประมาณหรือไม่
                ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นที่หนึ่ง ศาลได้พิจารณาจากพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติได้ว่า นายนริศร ทองธิราช ส.ส.จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้ใช้บัตรแสดงตน และออกเสียงลงคะแนนในระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2556 ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....ซึ่งเมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 122 บัญญัติว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภายอมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือครอบงำใด และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และมาตรา 126 วรรค 3 บัญญัติว่า สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนนแล้ว
    เห็นว่า การลงคะแนนเสียงแทนกันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 และมาตรา 126 วรรค 3 ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเสียงข้างมากเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
                ประเด็นที่สอง ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 2 เพื่อรักษาเสถียรภาพ การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และความเป็นธรรมในสังคม ดังนั้นการที่ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....บัญญัติให้กู้เงินตามร่าง พ.ร.บ.นี้นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ได้โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีรายงานการกู้เงิน ผลการดำเนินการ และการประเมินผลการดำเนินการตามแผนงานในยุทธศาสตร์ต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาเพื่อทราบเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากที่บัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจ่ายเงินแผ่นดินบัญญัติไว้
                ทำให้การควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายเงินดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าด้วยกรอบวินัยการเงินการคลังดังที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลัง และงบประมาณ ร่าง พ.ร.บ.นี้ในส่วนดังกล่าวจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
                 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหมวด ว่าด้วยการเงิน การคลัง และงบประมาณ
                ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลจึงมีคำวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และมีข้อความขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นี้ จึงมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ....เป็นอันตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรค 3
                ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์เป็นมติ 9:0  เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฉบับนี้เนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนที่มีมติว่ากระบวนการตราขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 นั้น เป็นมติ 6:2 เสียง
                โดย 2 เสียงที่เห็นว่ากระบวนการตราไม่ขัดรัฐธรรมนูญ คือ นายชัช ชลวร และนายเฉลิมพล เอกอุรุ และอีก 1 เสียงคือ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ที่ในชั้นการแถลงคำวินิจฉัยส่วนตนนั้นได้วินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาพระราชบัญญัติว่าขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้เมื่อมีการลงมติในประเด็นกระบวนการตรา ซึ่งเป็นประเด็นแรกของการวินิจฉัยนั้น นายอุดมศักดิ์ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้ เพราะไม่ได้ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป
                 น.ร.ก. (นายกฯรักษาการ) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า

                 เสียดายรัฐบาลทำอย่างเต็มที่แล้ว ที่เราอยากเห็นประเทศของเราพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะตั้งแต่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็จะเห็นว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานเป็นรองเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
    "ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เสียดายกับการที่เราควรได้พัฒนาให้เราสามารถที่จะก้าวนำในการเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน และการที่จะให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการลงทุนในประเทศภูมิภาค ก็ถือว่าเราทำอย่างเต็มที่แล้ว"

                อันที่จริงคำเต็มๆ ของคำว่า  “นรก.”  คือนายกรักษาการ  (ถ้าอ่านรวมๆกันออกเสียงว่า นรก ถ้ามีคำว่า อีหรืออ้าย ต่อท้ายอ่านว่า อีนรก หรือ อ้ายนรก)  เขียนว่า  นรก. ณ ที่นี้คือ นางยกฯ รัฐมนตรีรักษาการ ยิ่งลักษณ์  (ปู) ชินวัตร  
                นักข่าว (จิก) ถามถึงความรับผิดชอบ กรณีเช่นเดียวกันนี้ว่า หัวหน้ารัฐบาล (ไทย) ทั่วๆ ไป จะต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยการ “ลาออก ทั้งคณะ” แต่รัฐบาลนรก.  อ่านคำเต็มๆจากที่ย่อคำให้สั้นลงนั้นว่า “รัฐบาลรักษาการ” 

                 นางยกฯที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า “มันสมองบางส่วนคลาดเคลื่อน”  ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมที่ควรจะอยู่ปัญญาไม่อยู่ในระดับที่คนทั่วๆ ไปควรจะเป็น คือ “ปัญญานิ่ม” ในเวลาที่ไม่ควรนิ่ม ปัญญาแข็งในขณะที่ไม่ควรแข็ง คือ คือคิดอะไรต่างไปเสียทุกเรื่องทุกราว กับคนที่มี “สติปัญญาธรรมดาๆ”  (ตัวอย่างที่เคยทำมาคือ หนีการประชุมสภาฯ ไม่ทำธุระส่วนตั๊วส่วนตัว ที่โรงแรมโฟร์ซีชั่น ( หรือคิดว่าเหตุนั้น มีความสำคัญกว่าการประชุมสภาฯ เป็นเรื่องของประเทศชาติ ให้ความสำคัญน้อยกว่า ต้องบรรยากาศที่มีความรู้สึกสบายๆไม่มีอะไรรกสมอง ประมาณนั้นหรือ)

                “ นางยก” ให้ความเห็นตอบต่อคำถามมาว่า ในส่วนของ พ.ร.บ.นี้ เราก็ได้เสนอต่อรัฐสภา ซึ่งก็มีการพิจารณาในชั้นรัฐสภา และทำตามขั้นตอนต่างๆ อย่างไรก็ตาม ต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก่อน และจะหารือกับกฤษฎีกาในการที่จะดำเนินการต่อไป (แปลว่า  อย่ามาถามเพื่อหาคำตอบสดๆ ในเวลาถาม แต่ขอเอาคำถามไปให้ที่ปรึกษาฯ ตอบแทนให้ (เขียนมาเป็นโพย เสียก่อนได้ไหม.) (ฉลาดจังนิ..).
                ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นถอดถอนในเรื่องนี้ รู้สึกกังวลหรือไม่  (ถามอย่างนั้น มีคำตอบเตรียมมาแล้ว เก็บความดีใจไว้ในหน้า ก่อนจะทำท่าบีบน้ำตา (สวมวิญญาณดราม่า ตามที่ถูกอดีตนางยี่เกตามวิก ทีวี.สอนมา)

                เธอตอบด้วยเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาคลอ นัยน์ตาแดงก่ำว่า "ดิชั้นเจอมาทุกรูปแบบแล้ว” (อวดว่ามีทีเด็ด มาแบบไหนรับได้ทุกประตู) ไม่ว่ากลไกต่างๆ อยากขอว่า อย่างน้อยให้เรามีความยุติธรรมอยู่ในสังคม เรามีหลักเมตตาธรรมที่ให้ทุกคนที่คิดว่า เราทำเพื่อประเทศ  ( ประเทศไหน รัฐไทยเหนือ มีเชียงใหม่ เป็นเมืองหลวง  หรือ รัฐไทยใต้ มีกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง )  (พวกแดงอีสาน จะยอมไหม  เมื่อ ขวัญชัย ควายพนา ขอให้หนูปูไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ที่ อุดรธานี)    อยากให้มองที่เจตนา อย่ามองการใช้ข้อกฎหมายเป็นข้อเพื่อที่จะลิดรอน หรือเป็นข้อที่จะไปตัดสิทธิ์ของทุกคนเลย (น่าน..น่ะซี หล่อนยอมรับแล้วไหมล่ะ ..กฏหมายที่มีอยู่ ถ้าใช้กันไม่ถูกใจหล่อน หรือ เด็จพี่ “เจ้ามูลเมือง”  อย่าเอามาพูดอย่าเอามาใช้กับหล่อนนะยะ  แล้วหล่อนก็พูดต่อ) ว่า  แล้วอย่างนี้เราจะไปกันลำบาก พัฒนาประเทศต่างๆ ก็ลำบาก เพราะถ้าเรามุ่งแต่ทำทุกอย่างใช้ข้อกฎหมายในการที่จะตัดสิทธิ์โดยไม่มองถึงเจตนารมณ์เบื้องต้น”

                 พูดอย่างนี้  ครูบาอาจารย์มหาลัย หัวแดง ทุกมหาลัย ที่สอนกฎหมายเตรียมตัว ร่างกฏหมายกันใหม่ได้แล้ว ณ บัดนี้เป็นต้นไป  เตรียมร่างกฎหมายใหม่ เพื่อเอาไปใช้ได้ทันที่  (ที่ รัฐไทยใหม่ จะมีประธานาธิบดีคนแรก ชื่อว่า  ทักษิณ ชินวัตร ประกาศอย่างเป็นทางการ คิดและซ่องสุมกำลังมาเป็นสิบปีแล้ว เรียกว่า “ตำรวจบ้าน” ผลิตแดงรุ่นใหม่ จากหมู่บ้านโรงเรียนแดง อีกต่างหาก) ปูหนีบ เอ้ยไม่ใช่ ปูเหน็บ ต่อไปว่า “ เราหวังว่าจะได้รับความเข้าใจว่า เราจะได้รับความยุติธรรมและความเห็นใจ"

                นักข่าวถามต่อ  “แสดงว่าวันนี้ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมใช่หรือไม่”    แต่ น.ส.ปู ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว..

                ใบ้รับประทานไปเลย“ปู เอ๋ย..ปู” รู้ตัวหรือไม่ว่า ยังเยาว์นัก อย่าได้ต่อถ้อยต่อคำกับนักข่าวนสพ. ปาก (กา)คม กว่านัก