Get Adobe Flash player

เมื่อกองทัพขาดเอกภาพ... โดยวิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

           เรื่องราวความขัดแย้งกันในกองทัพ (บก) ที่ถือกันว่ากองทัพฯเป็นเสาหลักของประเทศ ปีนเกลียวกันเอง  แยกตัวออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ (บูรพาพยัคฆ์ กับ วงศ์เทวัญ)   จึงเป็นรอยร้าวลึก คุมเชิงกันอยู่ในที หรืออาจจะถือว่า “ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย” หนึ่งในสองฝ่าย จึงหันหน้าเข้าไปอิง ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย  

          ฝ่ายหนึ่งตั้งแต่เริ่ม เป็นกำลังหนุน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอมินี่ของทักษิณ  (แต่วันนี้ยังสงสัยเพราะทำตัวผลุบโผล่ พิกล)  ขึ้นมาเป็นายกรัฐมนตรี เป็นร่างทรงโดยตรงของ “คนหน้าเหลี่ยม” ตอกย้ำความแยกร้าวในประเทศ อย่างสุดๆ ประเทศไทยกำลังทรุด คอร์รัปชั่นกัดกินประเทศแทบจะล้มละลาย ถึงขนาดที่ว่า จะแบ่งแยกประเทศไทย ออกไปเป็นสองประเทศ หรือสองรัฐ ...

         รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สร้างความระส่ำระสายต่อเนื่อง โดยการส้องสุมสนับสนุน “กำลังรบแบบกองโจรเสื้อแดง” อย่างเปิดเผย แต่หัวหน้าโจร ตัวจริงเสียงจริง ผู้ทุ่มเงินสร้างอำนาจการปล้นสะดมภ์คือ ใครไม่ต้องออกชื่อก็รู้กันอยู่ทั้งประเทศ  กุมอำนาจไว้อย่างแท้จริง (วันนี้ยังคงใช้ระบอบโจราธิปไตยก่อนจะประกาศว่า จะใช้ระบอบทักษิณ ต่อไป )

          ถ้าหาก เหตุการณ์ความแตกแยกเละตุ้มเป๊ะทุกวันนี้ ยังหาที่ลงไม่ได้  ฝ่ายโจราธิปไตย กับทหารแตงโม ลงเอยด้วยแบ่งแยกประเทศไทย ออกไปจริงๆ  ประชาชนอาจจะพูดได้ว่า เพราะว่า “กองทัพฯ” เลือกข้าง “คนละด้านคนละฝ่าย” ไม่สามารถจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ ถึงจะจบมาจากโรงเรียนทหารแห่งเดียวกัน มีความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง แม้จะไม่ใช่พ่อแม่น้องท้องเดียวกัน แต่มีครูบาอาจารย์คนดียวกัน เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน เป็นความผูกพัน แต่หาได้ทำให้มีน้ำหนึ่งใจเดียวกันแต่อย่างไรไม่ สถานะการณ์ อันเลวร้ายเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในประเทศไทย ยังไม่สามารถดับไฟแต่ต้นลมได้ มีแต่ลุกลามเผาผลาญ “ความแตกแยกแตกความสามมัคคี” เป็นฟืนสุมไฟให้เผาไหม้ไปเรื่อยๆ มีลุกโชนรุนแรงและแรงยิ่งขึ้น เหตุการณ์ครั้งนี้ มีคำจำกัดความอยู่สองคำคือ “อำนาจ กับ เงินตรา” เป็นตัวเลือกตัวเสือกตัวแส่ ทำให้กองทัพฯ โดยผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ยอมให้นายพลปลดเกษียณไปแล้วหน้ามืด แต่ยังมีความกระสัน ในอำนาจพร้อมกับเงินตราตุงกระเป๋ากางเกง “ชี้นิ้ว”  ผบ.เหล่าทัพฯได้ เพราะความยากจนของนายพลทหารไทยคนตรงซื่อบื้อ เมื่อเกษียณอายุแล้ว เหลือแต่ตัวเปล่าๆ แต่ผลประโยชน์เป็นเงินเป็นทองไปตกกับผู้มีอำนาจแฝง (นายทหารใหญ่ๆ ที่ปลดกระเษียณแต่ยังไม่ปลดกระสันต์ ตัวอย่างเช่นนายพล “ถั่งเฉ่า”)

         ถ้าหากทหาร “ไม่แตกแถว”  กองทัพฯเป็นเอกภาพ ความวุ่นวายในประเทศไทย ที่ตกอยู่ในสภาวะเลวร้ายที่สุดอยู่ทุกวันนี้ จนถึงกับพูดได้ว่าอยู่กันไปอย่างแกนๆ รอวัน “บ้านแตกสาแหรกขาด” อย่างน่ากลัว ทหารผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่ายสิ้นคิดพอๆ กัน  ทั้งๆ ที่มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ เช่นกัมพูชา พม่า และ ลาว ก็เพราะการแก่งแย่งแย่งอำนาจกันอย่างบัดสีบัดเถลิงรวมทั้ง บัดซบด้วย  สร้างความร่ำรวยจากสงคราม ความหายนะเป็นของประชาชน คราวนี้  ถึงคราวจะเป็นเวรเป็นกรรมของ ประเทศไทยแล้วละหรือ ......

       เหตุการณ์บานปลาย แน่นอนว่าครึ่งต่อครึ่งสืบเนื่องมาจากอดีต เพราะฉะนั้น วันนี้ จึงขอท้าวความถึง  ปฐมเหตุ รอยร้าวความแตกแยกของกองทัพฯ โดย มีข้อมูลส่วนหนึ่งจาก “นสพ. คม ชัด ลึก” บันทึกเรื่องราวไว้ว่า

  กองทัพไทย.. ภายหลังการรัฐประหาร ๒๕๔๙ ..
          มีความระส่ำระสายแตกแยกแตกความสามัคคี ขาดเอกภาพ เสถียรภาพ อย่างหนัก..จากทหารที่เคยถวายสัตย์ปฏิญาณตนรับใช้ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ ประชาชน มาวันนี้มีนายทหารบางนาย ในระดับผู้บังคับบัญชาการ และ นายทหารในระดับคุมกำลังพลหลายๆ หน่วยงานในกองทัพกลับไป “รับทรัพย์” และ ถวายตนรับใช้นายทุนทักษิณ
แทบไม่น่าเชื่อ ..แต่มันก็เป็นไปแล้ว ..ทหารไทยวันนี้ ไม่ใช่ทหารไทย ที่เราจะไว้เนื้อเชื่อใจได้หมด..มีการแทรกซึม..

ในระดับขั้นตอนของการหวังถึงขั้นโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เลยด้วยซ้ำไป !!..
        รายละเอียดข่าว..ต่อจากที่พูดถึงมาข้างต้น ชี้ให้เห็นเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มด้วย การกล่าวนำว่า

     "วงศ์เทวัญ-บูรพาพยัคฆ์" ร้าวลึก!
         เป็นประเด็น "ทอล์กออฟเดอะทาวน์" ขึ้นมาในแวดวงสีเขียวทันที หลังจากเกิดเหตุการณ์ "ไอ้โม่งชุดดำ" ขนอาวุธสงครามทั้งเอ็ม 16 อาก้า และเอ็ม 79 ยิงถล่ม "นักรบบูรพาพยัคฆ์" ในการสลายม็อบเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน

        การสูญเสีย พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการ พล. 2 รอ. และการถูกสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 จนได้รับบาดเจ็บสาหัสของ พล.ต.วลิต โรจนภักดี  ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) จนทหารปักใจเชื่อว่างานนี้ต้องมีการ "ชี้เป้าสังหาร"  เชื่อด้วยว่า คนที่ชี้เป้าและลงมือก็น่าจะเป็น "ทหาร" ด้วยกัน แต่เป็น "ทหารแตงโม" ทั้งในและนอกราชการที่รับใช้ฝ่ายตรงข้าม และเฝ้ามองการเติบใหญ่ของทหารในสายบูรพาพยัคฆ์ ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร !

       ดังนั้น ศัพท์บัญญัติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เย้ยหยันกองทัพ และให้กำลังใจคนเสื้อแดงมาตลอด จึงไม่ใช่แค่มุกตลกปลอบขวัญคนเสื้อแดงอีกต่อไป หากแต่เป็นเรื่องจริงที่แสดงให้เห็นถึงรอย "ร้าวลึก" ในกองทัพได้อย่างชัดเจนยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ถูกวางไลน์ให้อยู่ในสายบูรพาพยัคฆ์กันยาวเหยียด เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.  ที่ถ้าฟ้าไม่ถล่มดินทลายเสียก่อน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็จะประเคนเก้าอี้ ผบ.ทบ. คนต่อไปให้แน่นอน

         ถัดจาก พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะเป็นคิว พล.ท.คณิต สาพิทักษ์  แม่ทัพภาคที่ 1 ก่อนจะตบท้ายด้วย พล.ต.วลิต ซึ่งเกือบเอาชีวิตไม่รอดในการบัญชาศึกหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และน่าจะมีการวางคิวนายทหารระดับ เสธ.อีกยาวเหยียดในสายบูรพาพยัคฆ์ไว้สืบทอดอำนาจ

         การวางไลน์ให้ขึ้นสืบทอดอำนาจแบบ "ยกแผง" ของเหล่านักรบ บูรพาพยัคฆ์ย่อมทำให้ทหารในไลน์อื่น หรือเหล่าอื่นน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะคิดว่าต่อให้โชว์ผลงานดีแทบตาย แต่ถ้าไม่อยู่ในไลน์พี่น้องบูรพาพยัคฆ์ก็ยากที่จะก้าวไปสู่ส่วนยอดสุดของ กองทัพ   ฉะนั้นรอยร้าวในกองทัพที่นำมาสู่ความไม่เป็นเอกภาพ กระทั่งนำมาสู่ทหารแตงโม จึงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลย และปรากฏรอยปริแยกเหวอะหวะในคราวที่บูรพาพยัคฆ์นำกำลังเข้าสลายม็อบเมื่อวันที่ 10 เมษายน   นี่เอง

          ถ้ากวาดสายตาไปทั่วกองทัพ คนที่เสียประโยชน์จากการขึ้นแบบยกแผงของเหล่าบูรพาพยัคฆ์ย่อมมีอยู่เต็มไปหมด ทั้งเหล่าราบ-ม้า-ปืน-สื่อสาร-รบพิเศษ ตั้งแต่กองทัพภาคที่ 1-4

         แต่ที่มีคนพูดถึงมากที่สุดก็คือ ทหารในกลุ่มที่เรียกว่า "วงศ์เทวัญ" นั่นก็คือ ทหารคุมกำลังในสังกัด กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติรัฐประหารมาทุกยุคทุกสมัย และถูกวางไลน์ให้เป็น ผบ.ทบ.มาโดยตลอด

         น่าสังเกตว่า ผบ.ทบ. ก่อนหน้านี้ล้วนอยู่ในไลน์วงศ์เทวัญ และจำกัดวงอยู่ในตระกูลดังไม่กี่ตระกูล เช่น "ณ อยุธยา" "กรานเลิศ" "สุวรรณทัต" "อัตตะนันทน์" "หนุนภักดี" หรือ "คงสมพงษ์" เป็นต้น

        โดยจะมีการสลับช่องให้ "รบพิเศษ" ก้าวขึ้นมาเป็นครั้งคราว เช่น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะเห็นได้ว่า แต่ละนามสกุลล้วนมีบทบาทสำคัญในกองทัพมาทุกยุคทุกสมัย เนื่องจาก พล.1 รอ. ถือเป็นกองพลที่สำคัญที่สุดของกองทัพบก จนเป็นที่รู้กันดีว่า ถ้าไม่เก่ง หรือแบ็กดีจริงๆ ก็ยากที่จะฝ่าด่านวงศ์เทวัญขึ้นไปเป็น ผบ.ทบ.ได้ ถึงขนาดที่ว่าถ้าใครถูกจัดวางให้มาเป็น ผบ.หน่วยในไลน์ของวงศ์เทวัญ เช่น ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) หรือผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ก็ฝันหวานถึงเก้าอี้ ผบ.ทบ.หรืออย่างน้อยๆ ก็ ห้าเสือ ทบ.ได้เลย

         แต่เมื่อโอกาสก้าวหน้าในชีวิตราชการถูกเบียดแทรกขึ้นมา อย่างน่ากลัวของบูรพาพยัคฆ์ จาก พล.2 รอ. นำโดย 3 ป ป้อม+ป๊อก+ประยุทธ์ (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.)  แม้จะพอเข้าใจได้ว่านี่คือช่วงที่ไม่ปกติ จากเหตุยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่เมื่อเห็นคิวยาวเหยียด และสถานการณ์การเมืองที่ยากจะเปลี่ยนแปลง ประกอบกับ พ.ร.บ.กลาโหม ที่กำหนดให้คณะกรรมการที่ฝ่ายการเมืองเป็นเพียง 1 เสียง ก็ทำให้เชื่อว่า ความเป็นไปจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่เห็น  แตงโมที่เริ่มผลิดอก ออกเป็นผลที่ค่อยๆ เปลี่ยนภายในให้เป็นสีแดงตามกาลเวลา

        ดูตามไลน์แล้วก็น่าเหนื่อยใจแทนเหล่าอื่นจริงๆ เพราะถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. กว่าจะเกษียณอายุราชการก็ตั้งปี 2557 และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พล.ท.คณิต และ พล.ต.วลิต ก็น่าจะเข้ามารับไม้ต่อ

       ส่วนอนาคตของ นักรบวงศ์เทวัญในช่วงหลังกลับน่าวังเวงใจ ยิ่ง เพราะส่วนใหญ่จะถูกเขี่ยพ้นวงโคจรไปอยู่ที่ กองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี   ดังนั้น การผงาดขึ้นมาของบูรพาพยัคฆ์ อันสวนทางกับการถดถอยของวงศ์เทวัญ จึงนำมาสู่รอย "ร้าวลึก" ในกองทัพที่เริ่มเห็นรอยปริแตกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะใช้ "ภาวะผู้นำ" สยบศึกในกองทัพได้อย่างไรในยามที่ข้าศึกยกทัพเข้ายึดเมือง ถ้ากองทัพที่ได้ชื่อว่าเป็นสถาบันที่มี "ระเบียบวินัย" และ "ความจงรักภักดี"

         ยังไม่สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งได้แล้ว..เห็นทีแม้แต่ประเทศชาติก็คงไม่อาจ รักษาเอาไว้ได้........

              ( ป.ล.ผู้เขียนคอลัมน์นี้) มีความเห็นต่อท้าย (ไม่เอ่ยชื่อถึงฝ่ายไหน)ว่า พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อยังไม่ปลดเกษียณฯ เป็นผู้เสนอให้ รอง ผบ. ทบ. ขณะนั้น คือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. (รับไม้ต่อ)  หรือจะเป็นเพราะสายงาน ผบ.ทบ. ต้องสนิทสนมตัวเป็นเกลียว กับ นายกรัฐมนตรี ( ขณะนั้น) คือ ทักษิณ ชินวัตร  ทำให้อดีตนายกฯ ทักษิณ พูดผ่านคู่สนทนาใน “คลิปถั่งเฉ่า”..ว่า

               “ไว้ใจไอ้ตู่ (พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ..มันมาก”..  ( “คนละเรื่องเดียวกัน” ..ใช่แม๊ะ.ตูละเบี่ย..จุงเบย )