Get Adobe Flash player

ทั้งการบ้านการเมือง..เละตุ้มเป๊ะ... โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

                หลังจากประเทศไทย เปลี่ยนระบอบการปกครองมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 โดย “คณะทหาร” มาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นเวลายาวนานมากพอ เกินกว่าจะปฎิเสธได้ว่า “ประชาชน” ยังไม่พร้อมที่จะปกครองตัวเอง แม้จะมีการเลือกตั้งเพื่อเลือก พรรคการเมืองต่างๆ มากน้อยตามคะแนนเสียงเลือกตั้ง พรรคที่ได้รับเสียงข้างมาก เข้ามาเป็นหัวหน้า การปกครองประเทศเรียกว่า เป็นรัฐบาล  ส่วนพรรคที่มีคะแนนรองลงมา จะทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายค้าน” ถ้ามองอย่างกว้างๆ ควรจะเป็นอย่างนั้น

                เท่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาล หรือพรรคที่เคยเป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดทั้งสองด้าน รวมกันแล้วมีด้านเดียว คือ “หน้าด้าน”  เมื่อได้รับเสียงข้างมากเข้ามาบริหารประเทศ  ทุกพรรคใหญ่ๆ ต่างก็เละเทะด้วยกัน มีแต่ ใครจะเละตุ้มเป๊ะมากกว่ากันเท่านั้นเอง  แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ คือ พลิกแพลงโกงทุกระดับ โกงด้านๆ โกงเงินชาวนาก็ยังทำได้ลงคอ

                โกงอย่างมีระบบ ของพรรคการเมือง อำนาจเผด็จการครอบคลุมประเทศเป็นของ “ตระกูลชินวัตร ? ” ผ่านมาสิบกว่าปี จนถึงยุคของ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  ขบวนการ “โกง” ลื่นไหลมาได้อย่างยาวนาน คนหน้าเดิมกุมบังเหียนพรรคมีหลายชื่อทั้ง พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย โกงอย่างวินาศ สันตะโร คือ โกง “ทรัพย์สินของแผ่นดิน” ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย อย่างการโอน รัฐวิสาหกิจ  ปตท. มาเป็นของผู้มีอำนาจอยู่ในคณะรัฐบาล  การโกงภาษีสรรพสามิต  เพื่อจะได้เลี่ยงภาษีจากเดิมที่รัฐบาลได้จากการเก็บภาษีนั้น เนียนยิ่งขึ้น เรื่องการ “ขายสมบัติของประเทศ”  คือ สัมปทาน “ดาวเทียมไทยคม 5” ขายให้เทมาเส็ก สิงคโปร ในราคา 7,600 ล้าน โดยไม่ “เสียภาษี” เลยสักบาทเดียว จนถึงทุกวันนี้  การได้สัมปทานของรัฐไปดำเนินงาน (ขาย) ให้กับต่างชาติ มีกฏหมายใดรับรอง ใบอนุนุญาตที่ออกให้เป็นสัมปทาน มีกำหนดระยะเวลานานเท่าไร สัมปทานที่ออกไปให้เอกชนเอาไปขาย ชัดเจนหรือไม่เป็นการ “ขายชาติ”  สมบัติของประเทศไทย กลายเป็นสมบัติของโคตร “ชินวัตร” ตั้งแต่เมื่อไร..

                การให้สัมปทาน หรือ จะเรียกว่าอะไรก็ตาม เรื่อง “น้ำมัน” (การขุดเจาะนำมันในทะเลไทย) ยังเป็นของประเทศไทยอยู่อีกหรือไม่ หรือว่า ทำสัญญา (สัมปทาน) ให้กับบริษัท เครือของ ทักษิณ ชินวัตร ไปหมดแล้วสัญญาน่าจะยาวข้ามชาติไปถึงชาติหน้า ก็อาจจะเป็นไปได้

                ประเทศทางสแกนดิเนเวีย คือประเทศทาง  เดนมาร์ค  นอรเวย์ สวีเดน  บางประเทศที่มีพรัพยากรตามธรรมชรติเป็นสินค้าออก เช่นไม้ (เมืองไทยมีสินค้า ดอกไม้ ขึ้นชื่อกระฉ่อนโดยเฉพาะ ดอกสีทอง) สแกนดิเนเวีย มีรายได้มหาศาลเข้ารัฐ (รัฐบาลที่ไม่โกงชาติและประชาชน)  เขานำเงินจากการขายสมบัติของประเทศ มาสร้าง โรงพยาบาลรักษาประชาชนของเขาฟรี  มีบริการรถบัสฟรี  มีมหาวิทยาลัยให้เรียนฟรี  เพื่อบริการให้ประชาชน “อยู่ดีกินดี มีการศึกษาดีระดับมหาวิทยาลัย”  ทั้งยังป็น “การทำความมั่นคง” ให้ประเทศชาติ   ส่วนในสหรัฐอเมริกา ก็ยังมีให้อยู่ สำหรับเรื่องการเรียน จนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัย  สำหรับผู้ที่เรียนมหาวิทยาลัยผู้ปกครองมีรายได้น้อย รัฐให้กู้ (จบแล้วต้องจ่าย ผ่อนส่งคืน)  เด็กเรียนดี ตั้งแต่ระดับมัธยม เขามีโรงเรียนไว้ให้ ไปโรงเรียนจัดไว้ให้เด็กเรียนดีเป็นพิเศษ  เรียนต่อถึงขั้นมหาวิยาลัยอผลิตคนที่มีความรู้ความสามารถออกมาอย่างต่อเนื่อง ถึงกระนั้น อเมริกายังเปิดให้ ให้ทุนการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ไม่เฉพาะกับอเมริกันชนคนของเขาเอง ยังให้ทุนกับคนเรียนดี จากต่างประเทศ ยกตัวอย่างประเทศๆไทย เป็นต้น มาเรียนต่อ ปริญญาโท เรียนจบจะกลับไปประเทศเ ช่วยสร้าง “พลังสมอง”ให้กับประเทศต่างๆ หรือจะอยู่ทำงานในอเมริกา (ส่วนมาก)  ก็ได้ ประเทศนี้เปิดโอกาสให้มากกับ “คนเก่ง” ประเทศเขาจึงเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านวิทยาศาสตร์ ล้ำหน้าชาวโลกอยู่เรื่อยมา

                มีเพื่อนที่มาอเมริกาด้วยกัน ตั้งใจว่า “จะมาเรียนหนังสือ” เพื่อนไปอยู่ นิวยอร์ค  ส่วนผมมาแคลิฟอร์เนีย  เพื่อนผมอยู่นิวยอร์คได้ไม่นาน ก็ย้ายไปอยู่รัฐเล็กๆ ได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอกอีก เรียนดีขนาดมีเกียรตินิยมรับประกันความรู้อีกด้วย

                เขาเคยคุยกับผมว่า เคยสนอเขียนแพลนแก้ไข เรื่องน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ที่รัฐบาลไทยยังไม่คิดจะแก้ไขในระยะยาว  เขาจะทำให้ พูดย่อๆ ว่า จะต้องทำอย่างไร กับระบบป้องกันน้ำท่วม ส่งแพลนตัวอย่างคร่าวๆ ไปให้ เทศมนตรีกรุงเทพฯ แต่ว่า ไม่ได้รับคำตอบ แม้กระทั่งจดหมาย ตอบกลับมาสักคำก็ไม่มี ผมเลยบอกเขาว่า “นั่นคือประเทศไทย” จะไปชี้แจงแนะนำอย่างไรที่จะทำให้พวกเขา ไม่ได้รับส่วนแบ่งในทุกโครงการไม่ได้ โครงการของเขาน่าจะไปขัดกับ งบประมาณฯ ที่เขา แบ่งกันกินแบ่งกันใช้มากกว่า  ไม่ใช่ว่า พวกวิศวะไทย จะทำไม่ได้ แต่ว่า  ระบบงานของประเทศไทย มันเป็นอย่างนั้น จะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน โดยไม่มีค่า “เก๋าเจี๊ยะ” ไม่ได้ ถ้าไม่มีสิ่งนั้น ก็ไม่มีคำพูดว่า “หมาคาบไปแดก”

                เพื่อนผมคนนั้นรักการเรียนเรียนดี เรียนมัธยมโรงเรียนเดียวกัน พยายามจะดึงจะดันให้ผมไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ..  ตัวเองคิดว่า เรียนหนังสือหรือจะน่าอภิรมย์เท่ากับเดินเล่นแถวหลังวังบูรพา กับ บางลำภู ผมเคยไปสอบเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยแถวทุ่งมหาเมฆ ผลการปะกาศชื่อ ผมสอบไม่ผ่าน เพื่อนโรงเรียนเดียวกัน สอบผ่านก็น่าจะดีใจ แต่กลับไม่ได้เรียนโรงเรียนนั้น

                อย่างที่บอก ผมสอบไม่ผ่าน แต่คะแนนเฉลี่ยเรียนดีพอสมควร น่าจะเรียนต่อมหาลัยได้  แต่สอบคัดเลือกไม่ผ่าน ..

                เพื่อนผมคนที่ไปสอบด้วยกันผ่านฉลุย แต่ติดขัดเข้าเรียนไม่ได้ เพราะผลการสอบ (จบอาชีวะเทียบเท่า..มอ.8) ไม่ผ่าน

                เพื่อนคนที่จบปริญญาเอก (คนที่พูดถึงมาก่อน)  เรื่อง ภาษาอังกฤษ แตกฉานมาตั้งอยู่ มอ.5  มอ.6 เคยถูกครูสอนภาษาอังกฤษ ไล่ออกนอกห้อง หาว่า “รู้ดี”(ประชด) ไม่ต้องมาเรียนกับฉัน (ครู) เป็นเสียอย่างนั้นก็มีอยู่

                ไปสอบเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาอเมริกา สอบตก พวกที่ตัดสินให้สอบตก เป็นครูบาอาจารย์เก่งภาษาอังกฤษ ทั้งนั้น

                ถ้าหากรู้ว่า ..เพื่อนผมเขาเป็นคนตรวจปรู๊พให้กับหนังสือพิมพ์ ภาษาอังกฤษ ที่ออกในเมืองไทย ชื่อ บางกอกโพสท์  ตั้งแต่เรียน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนสอบเข้ามหาลัย ยังจะคิดว่า เขาเก่งภาษาอังกฤษเกินกว่าครูบาอาจารย์ ผู้ตรวจข้อสอบเหล่านั้นไปไม่ได้  อายกันหน่อยนะ..อาจาน หรือจะให้เรียกว่า อาชาม  ก็ว่ากันมา เลี่ยงคำว่า อาจารย์ สักหน่อยดีกว่า น่าจะเคารพนับถือได้บ้าง เพื่อนผมเด็กกว่า ความจำแม่นกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องไวยกรณ์ เพราะต้องตรวจการใช้ประโยคต่างๆ อยู่แล้ว)

                วันนี้เขาเป็น ดร. จบปริญญาเอก ชอบการสอนหนังสือ ยังเป็นครูบาอาจารย์ สอนพิเศษอยู่ตามมหาลัยต่างๆ

                 ปริญญาเอกมีคำนำหน้าชื่อว่า ดอกเตอร์ ท่านได้แต่ใดมา  เพื่อนผมเขาเรียนต่อด้วยทุนจากสถาบันบางแห่งของอเมริกา หลังจากที่ได้รับปริญญาตรี  สาขารัฐศาสตร์การฑูต จากมหาวิทยาแถวสามย่าน  จบปริญญาเอกจากชิคาโก กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือตามมหาวิทยาลัย ก่อนจะไปเป็นรองโฆษกรัฐบาล หลังจาก พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งนายกฯ เขามา เป็นผู้อำนวยการขององค์การข่าวที่มีชื่อเสียงในเครือของรัฐบาล  แต่ถูกเส้นสายทางการเมืองเล่นงาน 

                เอาคนจบอเมริกาโรงเรียนวิทยุและการแสดง (เคยเป็นเพื่อนผมในแคลิฟอร์เนียด้วยกันมา) ไม่จบระดับปริญญา แต่เป็นประกาศนียบัตร(ส่วนชื่อเสียงของเขานั้น ดังคับประเทศ) เข้ามารับตำแหน่งแทนผู้อำนวยการแทน คนที่รู้จักมักคุ้นกันดีคนนั้น เคยทำหนังสือพิมพ์ไทยในแอลเอ. มาด้วยกัน  เขามา (เที่ยว)แอลเอ. ด้วยมาดผู้อำนวยการองค์การใหญ่ของรัฐ ผมก็ดีใจที่จะได้พบเพื่อนเก่า เจอกันที่งานเลี้ยง ดูเขาเปลี่ยนๆ ไป ผมก็เลยต้องลาจาก (ใช้คำว่าลาจาก) เพราะเขาพูดกับผมว่า เอ๊ะ..เราเคยรู้จักกันที่ไหนเนี่ย  ผมก็เลยตอบไปว่า F…K you” คำพูดนั้นเขาคงเข้าใจ ผมเลยย้ำด้วยภาษาไทยแท้ไปว่า “ไอ้คนลืมตัว ..วัวลืมตีน”

                นักการเมืองไทย มาที่นี่ แล้วคว้าตัว คนไทยในแอลเอ. ไปช่วยงานหลายคน แต่ละคนกลับมาแอล.เอ. เท่าที่เคยพบ  เช่น สัญญา สถิรบุตร  แห่งพรรคประชาธิปัตย์  อดีตนายกสมาคมไทยในแคลิฟอเนียร์ภาคใต้  ไพวงษ์ เตชะณรงค์ อดีตนายกสมาคมฯ เดียวกัน ตอนนี้ เป็นเสี่ยล่ำซำอยู่เมืองไทย เป็น เจ้าของโบนันซ่า  เขาใหญ่  ที่ยังคิดถึงอยู่  คือ แสงชัย สุนทรวัฒน์ ทั้งๆ เขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไปแล้ว  ส่วนนางดอกไม้ ไม่ใช่คนไทยในแอลเอ. ไปเรียนหนังสือที่รัฐอื่น เขาว่ากันว่า ภาษาอังกฤษไม่กระดิกหู (คงจะชอบ กระดิกอย่างอื่นแทนหูมั้ง)ไม่ได้คิดจะเขียนเรื่องของ คนไทยในแอลเอ. ที่เกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง ก็เลยลืมชื่อเพื่อนๆ ที่เคยอยู่ด้วยกันมา.บางคน จำได้แต่ชื่อเล่น และฉายา  ไม่น่าจะเอาพูดถึงกันบนหน้ากระดาษ เดี๋ยวจะหาว่า ทำตัวหนิดหนม กับคนดัง.. (ตามประสาจน ควรจะเจียมตัว)

                ด้วยการที่คลุกคลีอยู่กับการทำนสพ.ไทยในแอลเอ.ทั้งช่วงยาว ช่วงสั้นอยู่หลายฉบับ  ทั้งที่ทำเอง...เจ๊งเอง (สะใจเสียจนลืมไม่ลง )เข้าใจละว่า อุดมคติ “กินไม่ได้” ทั้งๆ ที่รู้อยู่กับอกแต่ก็ยังแอบๆ ย้ำกับตัวเองว่า ยากจน.. จน..เสียจนขนาดเลิกกินข้าว กินขนมปังวันละแผ่นสองแผ่นแทน จนถึงขนาดนั้นทีเดียวเชียว แต่มีกรรมยังไม่ตาย ชีวิตที่ยังมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้ ถือว่าเป็น กำไร  (มีอุดมคติไว้บ้างก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวใจไว้เลย)   ขอบอกว่า ด้วยหน้าทีของ คนเขียนหนังสือ (ให้ตายซิเอ้า.. ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักหนังสือพิมพ์เลย ไม่มีคุณสมบัติพอ)  ได้พบปะพูดคุยกับคน “ระดับอดีตนายกรัฐมนตรี ” ตั้งแต่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายอานันท์ ปันยารชุน  นายชวน หลีกภัย  นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ทักษิณ ชินวัตร  พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ  ส่วนมากจะพบที่สถานกงสุลใหญ่ ในแอลเอ.ตั้งใจจะเขียนเรื่องของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่เข้าใจว่า จะลากยาวอยู่ไปทำไม....(อยู่เพื่อจะล่อใคร..หรือจะให้ใครล่อ...)  ลงจากเก้าอี้ (นายกฯ) เมื่อไร.. เมื่อไร..ก็เมื่อนั้น

                จะได้ฟังเสียงพิณพาทย์ไม้นวม ตีระนาดเพี้ยนไปบรรเลงออกเสียงที่เคยได้ยินว่า ตะเลง..เต่ง..เต้ง ....

                กลับกลายเป็นได้ยินเสียงพิณพาทย์ไม้แข็งว่า  ตะราง..ตะราง ..ตะราง..ตะ..ราง.....เดี๋ยวจะหาว่า..หล่อไม่เตือน..

                คงได้รับตำแหน่ง “ผู้หญิงสวยที่สุด ที่เคยติดคุกมาก่อน..” ขอแสดงความยินดีด้วย ..ขอรับ..ครับกระผม...