Get Adobe Flash player

“เคยตัว” จนลืมตัว โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

                ความระส่ำระสาย..เรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ของวงการเมืองไทยแหลกแหลว มีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองการปกครองประเทศไทย สร้างแนวคิดต้องการล้มระบบการปกครองของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า “ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

               จนกระทั่งถึงนาทีนี้ กำลังจะถูกคนเนรคุณประเทศชาติ กลุ่มหนึ่งต้องการเปลี่ยนไปใช้ “ระบอบทักษิณ” ไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์แบบนายทุน- ขายทรัพยากรซึ่งเป็นของประเทศและประชาชนเข้ากระเป๋าใคร ที่ผ่านมาขาย “ดาวเทียมไทคม”ให้สิงคโปรเงินเข้ากระเป๋าใคร ไม่เสียภาษีอีกต่างหาก  )

               คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดีกับ ระบบอุปถัมภ์ รู้จักและค่อยๆ เคยชินกันระบบการปกครองแบบใช้อำนาจเงิน (คอรัปชั่น) ของกลุ่มนายทุนผูกขาด กลุ่มทักษิณเป็นตัวการขับเคลื่อน ใช้วิธีการไม่ต่างกับรถยนต์ที่วิ่งได้ด้วยน้ำมัน เช่นเดียวกัน ต่างกันกับระบอบทักษิณที่ใช้เงินซื้ออำนาจ ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ทักษิณ ชินวัตร ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองใหม่ เปลี่ยนจากระบอบเดิมเรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ มาเป็น “ระบอบทักษิณ” เป็นระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบผักชีโรยหน้า ขอให้กลับไปคิดถึง“ระบอบเผด็จการ(ที่ยัง)ไม่เต็มใบ” คือรัฐบาล (ใต้ฝ่าตีนของทักษิณ) รับช่วงงานต่อๆ กันมา จนถึง รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้ว่า ยิ่งลักษณ์ จะ “เป็นผีหัวขาด” เพราะใช้อำนาจสั่งย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม (กรณี นายถวิล เปลี่ยนสี)  ไปแล้ว ก็ตาม แต่เหล่า “เปรต” ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสูบเลือดสูบเนื้อประชาชนอยู่ภายใต้กระโปรง ยิ่งลักษณ์ มาก่อน ยังเหลือตัวใหญ่ๆ ยังรับใช้ระบอบทักษิณ อยู่ อีก 25 ตน  ระดับตัวการใหญ่ ที่เรียกกันว่า รัฐมนตรีกับรัฐมนตรีช่วย ยังอยู่เป็น “ไม้กันหมา” ให้กับ ระบอบทักษิณ ยังหน้าด้านทนทานอยู่ แม้หัวหน้าเปรตจะถูกตัดหัวขาดไปแล้วก็ตาม  (ยิ่งลักษณ์ถูกตัดสินให้หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) คณะ ครม. ที่เหลืออยู่ ล้วนหน้าด้านๆ แทนที่จะรับผิดชอบ “ลาออก” ทั้งคณะ

                ในขณะที่ “น้ำลงตอผุด”  “ทหารออกมาประกาศใช้กฏอัยการศึก”  สิ่งที่คิดว่าจะไม่มี ก็มีให้เห็นกันว่าน่าสังเวชใจ ดีไปอย่างที่จะได้รู้กันว่า “ไฝเป็นไฝ”  คือ ได้เห็นมนุษย์อีกจำพวกหนึ่ง ที่ถูกยกย่องให้เป็น ฐานันดร ๔   มีอยู่ส่วนหนึ่งออกมาแสดงตัวตนว่า เข้าข้างฝ่ายของ “ระบอบทักษิณ” ใช้เสื้อคลุม “สื่อมวลชนฯ” ออกมาใส่ทับเสื้อคลุม “หนังหมา” เป็น “จรเข้ขวางคลอง”ขัดขวางไม่ให้ทหารกวาดล้างระบอบทักษิณได้โดยสะดวก 

               มา “รู้เขา..รู้เรา” แยกแยะดูกันให้ชัดเจนแต่ละคน แต่ละค่ายว่า ใครใส่เสื้อคลุม “หนังเสือ” ใครใส่เสื้อคลุม หนังหมูหนังหมี หนังราชสีห์ หรือ “เสื้อคลุมหนังหมา” ให้ชัดๆ  ว่ากันให้เละตุ้มเป๊ะสักทีดูกันลึกๆ..แล้วน่าจะรู้สึกกันบ้าง ถ้าหนังยังไม่หนาไปกว่าหนังควายแดง ที่ยังชุมนุมกันอยู่บนถนนอักษะ ที่มีอยู่หรอมแหรมกระจุกเดียว ..

               เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เกิดมีการวิพากษ์ วิจารณ์กันในเรื่องที่จะพูดกันต่อไปนี้ จึงขอตามไปดูแห่ด้วยสักคน สนใจแค่เพียงเนื้อหา ไม่สนใจว่า ..ใครเป็นต้นกำเนิดที่ทำให้เกิดความกำหนัด ในเรื่องราวข้างล่างนี้..จะมาจากไหน..ไม่ว่า จะเป็นผู้ที่อ้างว่าเป็น สื่อมวลชน หรือ แส่มวลชน ผู้ใด ทำเรื่องขึ้นมาต้นตอ “คนเขียนเรื่องที่จะกล่าวถึงนี้” จะเป็นใครไม่สำคัญและไม่ต้องการจะรู้..ว่าเป็นใคร..คนที่สร้างเรื่องขึ้นมา มีอะไรอยู่ในใจ ทำตามคำสั่งใคร ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจกันดี หรือ เพียงต้องการจะจุดไฟ..ลนก้นใคร.. ก็ตาม  แต่ก็ทำให้ร้อนตูดไปด้วยอีกคน อย่างช่วยไม่ได้ (ขออภัย..ถ้าคิดว่าเป็นการต่อล้อ..ต่อเถียง)  

               ผู้เสนอเรื่องเป็นข่าวขึ้นมา .. ขึ้นต้นขึงขัง ..ว่า..

               ....ตั้งแต่ เมื่อกองทัพบก มีประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ได้มีประกาศคำสั่งออกมาหลายฉบับ เกี่ยวกับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ประกอบด้วยคำสั่งฉบับที่ 3/2557 และคำสั่งฉบับที่ 6/2557 คำสั่งฉบับที่ 7/2557 คำสั่งฉบับที่ 8/2557 และคำสั่งฉบับที่ 9/2557 นั้น......................

               แถลงการณ์ดังกล่าวมีข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องดังต่อจากนี้ไป...

               (ผู้เขียนคอลัมน์นี้..ขอออกความเห็น หรือจะเรียกว่าตอบโต้บ้าง  .. ความคิดเห็นของผู้เขียน คอลัมน์ คนละเรื่องเดียวกัน จะอยู่ในวงเล็บ..ครับผม) )

               1.คำสั่งฉบับที่ 6/2557 และคำสั่งฉบับที่ 7/2557 ของ กอ.รส. ซึ่งขอความร่วมมือให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 14 แห่งและสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด ให้ระงับการออกอากาศจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงนั้น อาจมีเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 45 วรรค 3 ที่บัญญัติว่า “การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นๆ เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพจะกระทำมิได้" ซึ่งเป็นบทบัญญัติห้ามฝ่าฝืนโดยเด็ดขาด นอกจากนั้น ความในวรรคต่อมา ที่บัญญัติว่า “การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย" ก็ไม่สามารถก้าวล่วงได้เช่นกัน แม้จะมีข้อยกเว้นแต่ก็เป็นการยกเว้นที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องบังคับใช้ด้วยความระมัดระวังให้มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนน้อยที่สุด

               (สิ่งที่อ้างมา ก็ถูกตามตัวอักษร ถูกก็ถูกอยู่..  แต่ว่าถ้าหากผู้ที่ยกกฏหมายกกำหนดไว้นั้นมาอ้างอิง ตระหนักหรือไม่ว่า  ข้อบังคับนั้นๆ ใช้ในยามบ้านเมือง..สุขๆ..ดิบๆ..เป็นปกติ  แต่เมื่อมีความ “ผิดปกติ” เกิดขึ้น จะต้องใช้ “กฎ” ที่ป้อง..ปราม..ให้ทันเวลา เพื่อไม่ให้บ้านเมืองฉิบหายวายวอด คือ  “การใช้กฏอัยการศึก” ( แทนกฏหมายบางข้อที่ถูก “ระเมิด” เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองและประชาชน. ถ้าหาก “ปฎิวัติ”ก็จะถึงกับต้องฉีก รธน. กันทีเดียวเชียว( ผู้เขียนคอลัมน์ )

               ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและสถานีวิทยุที่นำเสนอเนื้อหาทางการเมืองบางสถานี ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีการปราศรัยหรือ อภิปรายซึ่งบางครั้งมีลักษณะเป็นการยุยงให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) ขาดความตระหนักถึงการใช้เสรีภาพบนความรับผิดชอบ จนอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น กอ.รส. ควรใช้โอกาสนี้ ขอความร่วมมือจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการ กำกับดูแลให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและสถานีวิทยุชุมชนต่างๆ ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 อย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้แต่ละสถานีมีผังรายการที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมให้มีการตระหนักถึงหลักการ “เสรีภาพบนความรับผิดชอบ" และขอเรียกร้องให้ กอ.รส. พิจารณาอย่างรอบคอบในการใช้อำนาจสั่งปิดสื่อที่อาจเข้าข่ายก่อให้เกิดการขยายความขัดแย้ง บิดเบือน และสร้างความสับสนให้กับสังคม ซึ่งเป็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง

               (ถ้าใช้ เสรีภาพ บนความรับผิดชอบกันจริงๆ ก็ย่อมผ่อนผันกันได้บ้าง  แต่ไม่ใช่เมื่อนักการเมือง รวมทั้งสื่อฯ ที่เสือกรับใช้นักการเมือง หันมาใช้ “หนังหมา” แทนหนังเสือหนังราชสีห์  พูด “คนละเรื่องเดียวกัน” จะพูดกันรู้เรื่องไหม เนี่ย? ขอความร่วมมือหรือย่อมได้..แต่อย่า ใช้คราบของความเป็นสื่อ (ประเภทเสือก ) ในกรณีเรื่องคอขาดบาดตาย  เอา หนังเสือคลุมทับหนังหมาไว้ ให้คนกลัวเสือ ( สื่อเลว)ไม่มีใครกลัวหรือเกรงใจหรอกจะบอกให้ ประเทศชาติบ้านเมืองต่างหากควรจะป้องกันรักษาเอาไว้

               2.ขอเรียกร้องให้ กอ.รส. ยกเลิกคำสั่งที่ 9/2557 ที่ห้ามเชิญบุคคลให้สัมภาษณ์ หรือแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อประเภทต่างๆ โดยทันที เพราะถือเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็นและไม่สอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและกองบรรณาธิการสื่อต่างๆ ก็มีดุลพินิจที่จะเชิญบุคคลให้แสดงความเห็นหรือสัมภาษณ์ที่ไม่นำไปสู่การขยายความขัดแย้งและความรุนแรงได้อยู่แล้ว

               (ถามหน่อยว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบกบ้านเมืองรัฐบาลหรือ นสพ. ถ้ามีความรับผิดชอบกันจริง ก็ไม่มี “กฏอัยการศึก” หรอก...เป็น.อย่างนั้นไม่ใช่หรือ)

               3.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นว่าการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก มีผลกระทบต่อเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างกว้างขวาง ดังนั้น กอ.รส.ควรประกาศเจตนารมณ์ให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนและไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกแขนง พร้อมทั้งให้ความเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการนำเสนอข่าวสารข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ถูกต้องครบถ้วนและรอบด้าน รวมทั้งเคารพเสรีภาพของสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งการแสดงจุดยืนดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน และได้รับการยอมรับในสายตาของนานาชาติที่กำลังจับตามองความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้

               (  ควรให้สื่อฯ ที่บิดเบือนข่าว ทำให้ประชาชนแตกแยกหนักเข้าไปอีก ถูกลงโทษ “ติดคุกไม่มีวันออก..แดดออกไม่มีวันหุบ” ดีกว่าไหม ครับ..ปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บน เนื้อหนังเสื้อคลุมของตัวเองให้สะอาดเสียหน่อยก่อน..แล้วตอบที่ถามถึงความจริงว่า “เสื้อคลุมอยู่นั้น..เป็นหนังเสือ หนังราชสีห์  หรือหนังหมา ..กันแน่”  ..)

               4.ขอเรียกร้องมายังผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคนให้ตระหนักว่า ต้องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อ่อนไหว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อทุกแขนงต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการปฏิบัติงาน เพื่อจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด ตลอดจนทำงานด้วยความรับผิดชอบและยึดมั่นในหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครัด        

                ขอบคุณครับ..ที่สรุปได้ ..ไม่ต่างกับ สีซอให้ควายฟัง  เผอิญไม่ค่อยมีใครต้องการฟังการสีซอ.ซะด้วยซี..

                ควรพิมพ์สำเนาไปแจกจ่าให้ควายแดงชุมนุมอยู่ที่ถนนอักษะ มีฝูงควายทชุมนุมกันอยู่ด้วย สีซอกล่อมไป อ่านเรื่องที่เขียนขึ้นมาๆไปด้วย  พวกเดียวกัน น่าจะเข้าใจดี เพราะว่า “ควายย่อมเข้าใจในควาย” ด้วยกัน

                เรื่องของเรื่องทั้งลายน่าจะเข้าใจว่า เป็นประกาศของ “เสือก” มากกว่าจะมาอ้างว่าเป็นของสื่อ..นะขอรับ..