Get Adobe Flash player

”ศูนย์” แปลว่าไม่เหลือเลย..? โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

               การเร่งวางนโยบาย “ปราณีประนอม” เพื่อหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือด้วยเป็นอย่างดี หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้กฎอัยการศึก ยึดอำนาจรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังจากตะล่อมให้หลายๆ ฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่าย “นปช.เสื้อแดง” ซึ่งมี “ขี้ข้า” จตุพร พรหมพันธุ์  เป็นประธาน (หุ่นเชิดของ ทักษิณ ชินวัตร) กับ ฝ่าย กปปส.นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ ๗ เดือน เพื่อขับไล่ เหล่าสมุนของ ทักษิณ ชินวัตร (เป็นผู้นำตัวจริงเสียงจริงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)  ต้องการเปลี่ยนการปกครอง แบบประชาธิปไตย (ครึ่งใบของไทย) ให้เป็น รัฐบาลแผด็จการระบอบทักษิณ(คอมมิวนิสต์ ทุนนิยม)  หลักการใหญ่ๆ ที่รู้กันโดยทั่วไปว่า  ต้องการล้มเจ้า (รู้กันอยู่แค่นั้นก่อน จนกว่า จะเปิดเผยความต้องการของ ทักษิณ ชินวัตร จะตั้งราชวงศ์ใหม่ หรือ เปลี่ยนการปกครองให้เป็นแบบประธานาธิบดี มีอำนาจสูงสุดของประเทศ

               หลังจาก พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา ประกาศ “ยึดอำนาจ” ควบคุมตัว แกนนำ “ กปปส.” และ “นปช.เสื้อแดง” รวมถึงบุคคลอื่นๆ อีกหลายร้อยคน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง พรรคไหน รวบเรียบชนิดเรียกได้ว่า “เหวี่ยงแห” กักกันตัวเอาไว้ก่อน แล้วค่อย ประกาศยกระดับเป็น “รัฐประหาร” ในเวลาต่อมา  หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มทะยอยปล่อยตัว พวกที่ “ได้รับเชิญ” มาสอบถามและห้ามปราม ห้ามให้ข่าวไม่ให้เคลื่อนไหว ต่อต้าน การทำรัฐประหาร อย่างอลุ่มอล่วย “เกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนจิตใจ..ใคร..??????” มิทราบ”

               คสช. ทะยอยปล่อนตัว ผู้ที่เชิญมากักตัวไว้ เพียงเรียกมาตักเตือนว่า อย่าเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ การทำ “รัฐประหาร” การควบคุมตัวแต่ละคนก็เหมือนกับผู้คนเหล่านั้นเป็นเจ้าเป็นนาย “เอามานั่งเล่น..นอนเกาสะดือเล่น” แล้วก็ปล่อยตัวไป ไม่ได้ใช้มาตรการ เข้มข้นใดๆ หรือตั้งข้อหาใคร  อย่างน้อยก็ควรตั้งข้อหา “พวกล้มเจ้า” เอาไว้ก่อน ส่งตัวให้ไปแก้ข้อหาเอาหลักฐานไปสำแดงฤทธิ์เดชกันเอาเองใน “ศาลทหาร”  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตัวการล้มเจ้า” เช่น จตุพร พรหมพันธุ์  และ นัฎวุฒิ ไสเกื้อ  หัวหน้ากลุ่ม นปช.เสื้อแดงล้มเจ้า “เผาเมือง” ปี ๕๓ ขบวนการนั้นประกาศชัดว่า “เผาเลยพี่น้อง ..ผม (นัฎวุฒิ)รับผิดชอบเอง” ชัดหรือไม่ว่า “พวกไหนเผาเมือง” พยายามบิดเบนเบี่ยงประเด็นว่า ฝ่ายรัฐบาลขณะนั้น คือ อภิสิทธิ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี กับ สุเทพ  เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นพวกลงมือสั่งให้เผาเมือง (เผาแม่ง..เลยพี่น้อง) ณ บัดนี้ยังเป็นคดีความกันอยู่ หลังจากนั้นฝ่ายไหน?..เป็นผู้ถือกฏหมาย ใช่เลย  “ฝ่ายทักษิณ ชินวัตร” ยังไงล่ะเพ่..ทำให้ “พวกเสื้อแดง นปช.” ยังอยู่ “สุขสบายดี”ไม่มีโทษแต่อย่างไร

               “ความยิ่งใหญ่ของของ “คางคกแดง” แผลงฤทธิ์ถึงขนาดที่ว่าต้อง ปล่อยตัวโจก จตุพร พรหมพันธุ์ ออกมาจากบ้านพักรับรองของทหาร(ทั้งๆที่เป็นตัวการใหญ่)สะสมอาวุธสงครามเพื่อสู้รบกับทหาร  “คางคกตู่”  ออกมาคุยโม้โอ้อวดต่อไปว่า ได้รับการดูและเอาใจใส่อย่างดีจากทหาร ด้วยประการฉะนั้น ท่านหัวหน้านักรบ นปช. ท่านประธานคนเสื้อแดง ทั้งประเทศ รับปากรับคำว่าจะไม่มีการกระทำ หรือเคลื่อนไหวใดๆ “ตามคำขอ ของคสช. ” เห็นกันไหม (ไม่ใช่ราคาคุยว่า ประเทศยังสงบเงียบอยู่ก็เพราะ “บารมีคางคกตู่” หาใช่ของคณะ คสช. แต่อย่างไรไม่”

               ขอเรียนถาม ท่านประธาน นปช. คนเสื้อแดงว่า ท่านทำตัวอยู่เหนือกฏหมาย ตลอดมา เป็นเวลายาวนานอย่างไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม หน้าไหน ต้องการปล้นประเทศไทยไปให้ ผู้นำลัทธินายทุนคอมมิวนิสต์ที่ดูไบ?   เข้าใจแล้วขอรับว่า ท่านคางคกตู่ทำตัวน่าเคารพนับถือ” ใหญโต โอ่ กร่าง (ระดับเป็นมือสองรองจากคนดูไบ)เห็นได้จาการกระทำที่ผ่านๆ มาสะสมความน่าสพรึงกลัว เพิ่มอิทธิพล ฤทธิ์เดช “คางคกตู่” แผ่ขยายครอบคลุมไปถึงไหนๆ แล้ว  ใครที่ว่าแน่ๆ ยังไม่กล้าต่อกรกับท่าน  ทำอะไรท่านไม่ได้..กระผม นับถือท่านคางคก ตู่เสียจริงทีเดียวเชียวละ.รอดูว่า ผู้ใด ใครคนไหนจะสามารถทำให้ “ท่านคางคกตู่” ลดความ “กร่าง” ลงไปได้บ้าง จะขอร้องอ้อนวอนท่านขอให้ทำตัวลีบลงหน่อย จากที่เคยทำ “ตัวพองผยองขน” น้อยลงสักนิดได้เมื่อไร เมื่อนั้นความร่มเย็นเป็นสุขจะกลับคืนมาสู่ประชาชน ตาแดงๆ หน้าเหี่ยว ๆ เช่นเดียวกับกระผม จะได้ พ้นจากความขมขื่นเหมือนโดนข่มขืนใจฝ่อๆ ทั้งหดทั้งเหี่ยวกันบ้างเป็นไร..ประชาชนชาวสยามได้ ยิ้มแหยๆ กันไปทั่วบ้านทั่วเมืองก็ยังดี

               พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับหน่วย “ข่าวกรองทหาร” ทำรัฐประหารอย่างนิ่มนวล  “ท่านตู่” ที่ไม่ใช่คางคก กลายเป็น กสิกรไทย เป็นชาวไร่ชาวนากันไปหมด  เพราะ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” กันมาตั้งแต่ก่อนทำรัฐประหารจนถึงปัจจุบัน ท่านไม่ใช้ปืนผาหน้าไม่ที่จะทำให้คนไทย “ขวัญหดขวัญหาย”  ต๊กกะใจหดหมดเลย ทำรัฐประหาร โดยใช้ “ขันตักน้ำเย็นเข้าลูบ” เย็นกายเย็นใจกันจนหนาวจะตายอยู่แล้ว  จนถึงเดี๋ยวนี้ ยังเย็นวูบเย็นวาบหนักเข้าไปอีกตั้งแต่ขนหัวยันก้นกบ  เมื่อมีข่าวดีออกมาให้ประชาชนหน้าชื่น(ไม่รู้ว่าจะมีใครอกตรม..บ้างหรือไม่..ไม่น่าจะมีเน๊อะ)จาก ข่าวจากประเทศไทยลอกมามาให้อ่าน

..................เนื้อหาข่าว ข้อความข้างล่าง  คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ไทย โพสต์ ทั้งดุ้น (ขออนุญาตเอามาเผยแพร่ต่อ  ครับผม)

                เร่งรีบวางนโยบายอย่างรวดเร็วของ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในประเด็นการปรับโครงสร้างการทำงานของ คสช. โดยให้จัดตั้ง ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยศูนย์ปรองดองส่วนกลาง ดำเนินการโดย คสช.  และศูนย์ประจำพื้นที่กองทัพภาคที่ 1-4  ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ควรเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน
               โดยศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี สลายสีเสื้อ เตรียมการนำไปสู่การปฏิรูปในเรื่องต่างๆ ต่อไปในอนาคต โดยแนวทาง การเข้าร่วมในศูนย์ปรองดองนั้น จะเป็นการเปิดรับสมัครเข้าร่วมของทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย ทุกสี และอาจจะคัดผู้นำและแกนหลักในแต่ละกลุ่มเข้าประชุมหารือจัดเวทีเสวนา
                 แน่นอนว่าขณะนี้ คสช.กลายเป็นแกนหลักในประเทศ  การประกาศวางแนวทางไปสู่การสร้างความปรองดอง สลายทุกฝ่ายทุกสี อันเกิดมาจากความขัดแย้งทางการเมือง สร้างความวุ่นวาย สูญเสียให้กับประเทศมาเกือบสิบปี ย่อมถือเป็นธงที่ทุกภาคส่วนให้การตอบรับในแนวทางดังกล่าว
                 อย่างไรก็ตาม กระบวนการให้ได้มาซึ่งตัวบุคคลหรือกลุ่มบุคลากร ที่จะมาขับเคลื่อนแนวทางของศูนย์ปรองดองให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความชัดเจนมากที่สุดนั้น  คสช.ควรยึดหลักของการกระจาย เปิดกว้างในการสรรหาบุคคลมาขับเคลื่อนการทำงานให้มากที่สุด โดยเฉพาะภาคประชาสังคม
                 เพราะหาก คสช.แต่งตั้งบุคคลที่จะเข้ามาดำเนินการภายใต้เครือข่ายอำนาจ หรือเครือข่ายข้าราชการ ในสัดส่วนที่เอนเอียง ละเลยหรือตัดทิ้งคู่ขัดแย้ง ในบริบทการเมืองที่เกิดขึ้น ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปก็คงเป็นเพียง ศูนย์สร้างภาพ สร้างราคาให้กับ คสช.เพียงเท่านั้นาได้เกิดผลในทางปฏิบัติเพื่อคลายปมขัดแย้งในประเทศชาติแต่อย่างใด หรือเพียงแค่ผลาญงบประมาณไปอย่างไร้ประโยชน์
               เพราะขณะนี้ ทั้งความปรองดองและการปฏิรูปภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ถูกนักการเมืองทุกยุคสมัยนำมาชูเป็นประเด็นหลักเมื่อเข้ามาบริหาร และมักจบลงด้วยการรัฐประหาร เป็นวังวนที่ฉายซ้ำมากว่า 10 ปีสะท้อนปัญหาการเมืองภายในประเทศ
                  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวภายหลังรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง  ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องทำตัวให้เล็กลง นั่นแสดงว่าแนวทาง  นโยบาย โครงสร้าง ในการดำเนินงานต่างๆ ภายใต้ คสช. มีหลักสำคัญคือ พึงระวังการใช้อำนาจ  
                 ซึ่งหมายถึง คสช.ภายใต้บังคับของ พล.ประยุทธ์ ต้อง กระจายอำนาจไปให้มากที่สุดด้วยความเหมาะสม ในฐานะแกนหลักจัดระเบียบใหม่ภายในประเทศอยู่ขณะนี้ ขณะเดียวกัน หลักการกระจายอำนาจต้องเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินโครงสร้างหรือดำเนินภารกิจอื่นๆ
                 โดยเฉพาะการสรรหาบุคลากรแต่ละภาคส่วน ที่ยังเป็นภารกิจสำคัญต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นภารกิจตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือกระทั่งการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี หัวใจหลัก นั้นคือ การใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง มีความชอบธรรม   และหาวิธีอยู่ห่างไกลอำนาจที่เรียกว่าเผด็จการให้ได้มากที่สุด ซึ่งทำได้โดยการกระจายอำนาจ ด้วยความเหมาะสมและสมเหตุสมผล..........

            ...............................................................................................................................................................................

               ขอเรียนว่า “รับรู้ขอรับท่าน” เข้าใจว่า ท่านจะเชิญทุกๆ ฝ่ายรวมทั้งฝ่ายทักษิณ กับกลุ่ม “นปช.เสื้อแดงล้มเจ้า” มาร่วมออกความกับ ถ้าหากมีการยกมือเลือกเสียงข้างมากด้วยกับศูนย์ต่างๆ ที่กล่าวมา การทำรัฐประหารครั้งนี้ก็จะ “เสียของ” เปล่าๆ

               ขอรับครับกระผม.. เอวัง..จบลงเพียงเท่านี้.. สวัสดีประเทศไทย..

               (“ศูนย์” คืออะไร.. กรุณาย้อนไปอ่านชื่อหัวข้อเรื่อง ...ที่ขยายความเข้าใจไว้ตามความคิดของ –ผู้เขียน.)