Get Adobe Flash player

การปรองดอง..ซ่อนเงื่อน โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

               คำจำกัดความสั้นๆ เข้าใจยากส์ คำว่า”  “ความปรองดอง..สมานฉันท์”  ยิ่งจะถูกมองว่าเป็นการถ่าง “ความเข้าใจผิด.เข้าใจถูก..” สุดโต่งหลุดโลกไปเลย “ปรองดอง...สมานฉันท์” ต่างกับ  “การปรองดอง...ซ่อนเงื่อน” ที่มีสมมติฐานหาความจริงสักนิด ยังไม่เจอเลย เรื่องการปรองดองซ่อนเงื่อนเป็นการ“นินทากาเลเหมือนเทน้ำ..ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดไปกรีดหิน..”

               ยิ่งค้นหาจากปราชญ์หรือผู้รู้ดีที่ตีความ  “ปรองดองสมานฉันท์” เอาไว้  ยิ่งห่างไกลจากความรู้พื้นฐานออกไปอย่างกู่ไม่กลับรับไม่ได้ กลายเป็นว่าพอจะเข้าใจแล้วว่า คสช. พูดถึง “การปรองดองสมานฉันท์” เป็นเพียง “คำหวาน” เป็นน้ำตาลก้นแก้ว เสียงไพเราะเพราะพริ้งผ่าน“รูหู” ดูระริกระรี้ระรื่นดี แต่ความจริงแล้ว เหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศชาติแทบล่มสลายก่อนหน้าปฎิวัตินั้นมาจากกลุ่ม “จัญไรชน” ก่อขึ้นมา จนถูกปฎิวัติผ่านพ้นวิกฤติการณ์ไปได้อย่างหวุดหวิดประมาณว่า  เป็นบทเรียนราคาแพงมาก ไม่สามารถจะใช้คำปลอบใจว่า หวานเป็นลม..ขมเป็นยา มาระงับความเจ็บปวดของประชาชน ต้อง “ก้มหัวงุดๆ” ให้ผู้มีอำนาจรัฐกระทำชำเราเรียกว่าหลอก “ข่มขืนใจ” ประชาชนมานานเป็นประวัติการณ์ เมื่อเปลี่ยนมือมาเป็น “กลุ่มมือสะอาด” เชื่อกันไว้ก่อนว่าเพื่อรักษา “ฝันหวาน”  ถอนหายใจเฉือกใหญ่ คล้ายกับ ยกภูเขาออกจากอก โล่งใจกันได้ระยะหนึ่งที่ประชาชนทั้งประเทศหายจากอาการ “อึดอัด” มาได้ในช่วงที่ มีการทำรัฐประหารรัฐบาลนอมินี่ ทักษิณ ชินวัตร ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่นานนักน่าจะเรียกได้ว่า “ฮันนิมูน”  อยู่ ยังหายใจไม่เต็มปอด เกิดมีอาการของ โรคชื่อว่า “ความหลอน”  เพิ่มขึ้นในจิตใจและสมองของคนระดับหนึ่ง ที่มีความสนใจเฝ้ามอง การจัดระเบียบประเทศไทยเสียใหม่ ให้เข้าที่เข้าทาง เป็นเรื่องเป็นราว แต่ว่าในขบวนการพัฒนาประเทศชาติ มาพร้อมๆ กับความปรารถนาของ “คณะปฎิวัติ” (คสช.)  คือการชูคำขวัญว่า “ปรองดองสมานฉันท์”

               คสช. ชูข้อความ “ความปรองดองสมานฉันท์”..เพื่ออะไร ถ้าหากว่า เพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ มีความสมัครสมานสามัคคีระหว่างคนในชาติ ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศ ตามแนวทางที่ คสช. ต้องการ ไม่ว่าเรื่องยากง่ายประการใดลืมๆ กันไปซะ ..ประชาชนมีความปลอดโปร่งโล่งใจจะร่วมมือ “รักสามัคคี” กับ คสช. ด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว

               แม้กระทั่งเมื่อ  คสช. ตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศ  เสียงหงุดหงิดของบางหมู่ บางคณะอดกระแนะกระแหน ไม่ได้ ก็เต้นตามกันไปตามธรรมชาติของคนที่ไม่มีความพอดี ได้คืบจะเอาวา ได้วาจะเอาศอก  คนประเภทนั้นยังมีอยู่บ้างเป็นเรื่องธรรมดา ทำความเข้าใจกับด้วยเหตุผลเสียก่อน ก็น่าจะปรับความเข้าใจกันได้ แต่ถ้าปรับความเข้าใจจกันไม่ได้ ก็ควรแถมให้เป็นพิเศษ คือถ้าเรียกร้องจะเอาศอก ก็แถมให้ทั้ง ศอก ทั้งเข่า ให้เต็มพิกัดไปเลย จะไม่ต้องรำคาญใจเพิ่มขึ้น จากเสียง “หมาเห่าใบตองแห้ง” ที่ยังมีอยู่บ้างประปราย เป็นเสียงซุบซิบนินทาตามประสา คนหมู่มากที่ผิดหวัง ต้องการเรียกร้องเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

               ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีทั้งความรู้ความคิด มีทั้งความยุติธรรม รวมทั้งความรักชาติ ไม่แตกต่างจาก คณะ คสช. เท่าไรนัก คนส่วนนั้นคือ “ผู้ติดตามการบ้านการเมือง” มาอย่างต่อเนื่องป็นกลุ่มประชาชนเต็มขั้น ไม่ใช่กลุ่มการเมือง เป็นอีกกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งรู้สึกขอบคุณ “คณะ คสช” ที่เข้ามาแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า มีอำนาจรัฐอยู่ในมือที่เรียกว่า อำนาจประชาธิปไตย มีรัฐบาล นายกรัฐมทนตรี รัฐมนตรี บริหารประเทศ ณ วันนี้มีแล้วอย่างถูกต้อง พร้อมด้วยอำนาจ คสช.และกฏอัยการศึกคู่กันไป

               ประชาชนเฝ้าจับตามองดูว่า เมื่อไร รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ หัวหน้า คสช.พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  คนๆเดียวกันชื่อเดียวกัน ทุกวันนี้มีอำนาจเหลือล้นสามารถปัดกวาดชำระล้าง “ความสกปรกโสม” ของบ้านเมือง ได้อย่างเต็มกำเต็มไม้เต็มมือ  แต่ยังเมินเฉย..หรือว่า พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไม่ค่อยให้ความสนใจใยดีกับ “หนามปักอก” ประชาชนอยู่  สิ่งแรกคือ กราบบังคมทูล ถอดถอน ยศพระราชทาน จาก ทักษิณ ชินวัตร พร้อมทั้ง เครื่องราชฯ  เพราะหาได้มีความจงรักภักดีกับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่อย่างไรไม่  ทั้งใช้วาจาจาบจ้วงล่วงเกินพระองค์ท่าน และการกระทำ ตั้งกองโจร นปช. เสื้อแดง ขึ้นมา แข็งขืนเป็นขบวนการต้องการทำลายล้ม สถาบันฯ ทั้งยังต้องการ ยกตัวเองขึ้นมา เทียบบารมีกับองค์พระมหากษัติย์ของปวงประชาชาวไทย อีกด้วย

               ประการต่อมา คือ  หนังสือเดินทางเล่มแดง สำหรับบุคคลสำคัญของประเทศ  การ “ยึดหนังสือเดินทางเล่มแดง”  (ของประเทศไทย) จาก ทักษิณ ชินวัตร หาได้มีความสลักสำคัญต่อประเทศไทย แต่อย่างไรไม่... เชื่อได้ว่าจะมีหนังสือเดินทางที่ออกให้จากประเทศมอนโตเนรโกออกให้กับ ทักษิณ ชินวัตร พลเมืองคนใหม่ของประเทศนั้น น่าจะมีอยู่ แต่คงไม่ได้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ เท่ากับหนังสือเดินทางเล่มแดง จากประเทศไทยที่จะเดินทางไปประเทศไหนๆ ต้องให้ความสำคัญอำนวยความสดวกให้กับ “บุคคลสำคัญของประเทศไทย” เมื่อมีการปฎิวัติรัฐบาลน้องสาวของเขาในประเทศไทย ควรจัดการยึดได้แล้ว 

               ยุคสมัยการมีอำนาจจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของทักษิณ ชินวัตร ลงมาถึงน้องสาว ( ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ประเทศไทยถูกบ่อนทำลาย ถูกกัดถูกแทะ จากอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองคน(จะให้เรียกว่าอะไรล่ะ..ในเมื่อทั้งสอง มีหน้าตาเหมือนคน (จะเรียกว่าหน้าเหมือนกระต่าย ก็จะเป็นมลทินกับสัตว์ที่น่ารักอย่างกระต่ายไปด้วย) มายาวนาน ทั้งสองโกงกันมาเป็นสิบปี  การโกงกินมูมมามมโหรีมโหฬารบานเบอะเลอะเทอะเปรอะเปื้อน โดยไม่มี “อำนาจใดๆ” จะเข้ามาปลดโซ่ตรวนคล้องคอประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้ ชนิดพูดได้ว่า ประชาชนยุคนั้น อยู่กับ การหายใจทิ้งไปวันๆ บนความทุกข์ทับถมทวียิ่งขึ้นทุกวันๆ

               จนถึงวันที่ ผบ.ทบ. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลุกขึ้นมา “ปฎิวัติ” เข้ายึดอำนาจจากรัฐาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557  แต่ ยังไม่ค่อยเห็นประจักษ์กตาว่า จะมีการปราบปราบหัวหน้าขบวนการพวกเสื้อแดง “ล้มเจ้า” แต่อย่างไร

               เป็นความอึดอัดใจของประชาชนทั่วประเทศที่มีความจงรักภักดีต่อ “พระเจ้าอยู่หัวฯ” และราชวงศ์อยู่อย่างท่วมท้น

               เวลาผ่านมาหลายเดือน..หลังจากปฎิวัติ เหตุการณ์ราบรื่นพอสมควรเพราะความเอาจริงเอาจังของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ที่มีท่าทีแข็งขันเด็ดขาด กลับใช้วิธี “ปรองดองสมานฉันท์” (คนดีก็ดีต่อไป  คนชั่วก็ชั่วต่อไป เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง) เริ่มตั้งแต่ยึดอำนาจโดยเรียกตัวพวกหัวแข็ง มาทำการปรับความเข้าใจ ใช้ไม้นวน มากกว่าจะใช้ไม้แข็งทุบหัวพวกที่ถูกเรียกไป “อบรม” มีทั้ง “หัวโจกแกนนำแดง”  และกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือกระทั่งกลุ่ม  กปปส.มีความดีความเลว อยู่ในระดับเดียวกันเช่นนั้นหรือ (ตูละ..ปวดใจ)

               การปรองดองสมานฉันท์ไม่ดำเนินคดีกับผู้ก่อการชั่วใช้อาวุธสงครามฆ่าฟันฝ่ายตรงข้าม (กปปส.) หรือกระทั่ง พวกกะเลวฬาก แม้กระทั่งผู้บงการอย่าง ฉลาม อยู่บางบอน น่าจะถูกดำเนินคดี แต่กลับตรงกันข้ามแค่ให้ตำรวจไปตรวจดูความเรียบร้อยที่บ้านใหญ่โตมโหฬารของเขา เพื่อไม่ให้ถูกผู้คนที่โกรธแค้น มาแตะต้องรถโรลรอยส์ ของเขาให้มีรอยขีดข่วนได้

               ขอขอบคุณแทน ฉลาม อยู่บางบอน ณ ที่นี้ด้วย ถ้าเป็นการ “ปฎิวัติ” ด้วยคณะอื่น ๆ ที่ไม่มีเมตตา อุเบกขา ชิดซ้ายไปได้เลย  ถ้าไม่ใช่คณะ คสช. ป่านนี้ พ่อไอ้ปื้ด (ชื่อเฮียเหลิม) คงจะได้นอนพักผ่อน หยอดน้ำข้าวต้มกิน เป็นอาหารหลักไปแล้วก็ไม่รู้

               ปฎิวัติครั้ง นี้..ทุกคนมีความสุข ..สนุกสบายกันทั่วหน้าอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะ ทักษิณ กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 

               มีข่าวโคมลอย เชื่อถือไม่ได้ อย่าไปเชื่อกันเลยนะว่า การปฎิวัติ (ด้วยคุณธรรม มีศีลธรรม และวัฒนธรรม) ครั้งนี้ มีสัญญาสงบศึก(ก่อนหน้านั้นแล้ว) สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร กับการห้าม นปช..เสื้อแดง “ลุย”  กปปส. ทั้งหยุดฆ่าประชาชนธรรมดาๆ ที่จะรวมกันออกมาต่อสู้  ไม่ให้พวกเสื้อแดงที่มีอาวุธในมือฆ่าเป็นว่าเล่น ถึงแม้ทหารจะออกมาช่วยชีวิตประชาชนได้บ้าง บ้านเมืองก็จะเสียหายยับเยิน เอาเป็นว่า ถ้าให้ทหารออกมาปฎิวัติตัดหน้าเสียก่อน ดีกว่าไหม  เหล่าประชาชนที่น่ารักว่านอนสอนง่ายของ คสช. คือ “นปช.เสื้อแดง” ก็จะไม่มีอันตรายถึงชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน   รัฐบาลต่อจาก ยิ่งลักษณ์  ส่วนใหญ่ผู้ถืออำนาจเป็นทหาร จะปกป้องคุ้มกันภัยให้ (ยิ่งลักษณ์ เอง)  จะอยู่ในเมืองไทยก็ได้ จะอยู่ต่างประเทศก็ได้ เข้าๆ ออกๆ เดินทางไปเที่ยวช๊อปปิ้ง ประเทศไหน ก็ยังได้ เรื่องโกงข้าว จะหาคนอื่นมาเป็นแพะให้ ก็ย่อมได้อีก สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร จะขี่ม้าเลียบค่าย ผลุบๆ โผล่ ๆ ทางชายแดนบ้างก็ได้ เข้ามารวมโคตระที่เชียงใหม่ก็ยังได้ (อย่าเปิดตัวนัก) อย่าเพิ่งเข้าไปเหยียบ “ตาปลา” ฮุนเซ็น ถึงขะแมร์ ให้ทางรัฐบาลใหม่เคลียร์ความบาดหมางใจให้เสียก่อน

               เป็น “สัญญาใจ” ไม่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร เอาไหม..ถ้าไม่เอาก็ปฎิวัติ.. ล้างบางกันเลย ถ้าเอาก็เปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้น..

               ประเทศจะเดินไปข้างหน้าต่อไปได้...สวยหรู ประชาชนก็จะแฮปปี้ ..เล่นหวย..หาทางแทงแต่หวยรวยลัดกันต่อไป

               เรื่องอย่างนั้น ทำกันได้ง่ายๆ ซะเมื่อไหร่ ..ต้องมีกาวใจ..จะเป็นใครไปเสียอีก..(ขากรรไกรค้างพูดไม่ออก..บอกไม่ถูก)

               รัฐบาลใหม่อาจจะต้องเพิ่มตำแหน่ง “ประธานรัฐบาล” อีกเก้าอี้หนึ่ง ..ก็ย่อมได้...

               (ทุกวันนี้พอเห็นกันรางๆ แล้วไม่ใช่หรือ)

               สัญญาใจ..ประเดิมด้วย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกนอกประเทศได้ หอบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปงานวันเกิดพี่ชาย

               กลับมาตรงเวลา ที่ให้สัญญา(ใจ) ไว้กับ คสช.อย่างไม่กลัวถูกรวบตัวคดี “โกงข้าว”..มีสัญญาใจไว้ก่อนอีกแล้วหรือ..