Get Adobe Flash player

การ (แข็งข้อ) ขัดขืนของ ส.น.ช. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

                   เป็นเรื่องน่าเอน็จอนาจใจ จะถึงกับ “อดสูใจ” หรือไม่ว่า  การที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้รับเลือกเข้าสภาฯ หรือจะเรียกว่า “ผู้ทรงเกียรติ” (ซึ่งต่างจากคำว่า “ผู้ทรงเกือก” ต่างกันราวกับ ฟ้ากับเหว ) มีความเห็นอย่างไร .. กับการทำหน้าที่ทางกฎหมาย .. แต่ละคนล้วนได้รับการเลือกเฟ้นมาแล้ว

               มีการกระทำที่เรียกว่า  “ไร้เดียงสา” ระดับด้อยกว่า “เด็กอมมือ”  ทั่วๆ ไป ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี จะเรียกว่า “ผู้ใหญ่อมมือ” ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าท่า .. เชิญตั้งฉายากันเองให้เหมาะเจาะ หลังจากที่ได้รู้ข้อมูลบางส่วนจาก “การตัดสินของศาลปกครองสูงสุดไม่รับคดี” จากผู้ทรงเกียรติ คณะ สนช. บางส่วน ผลที่ออกมาจากการตัดสินคดีนั้น  “ข้อมูล ทั้งเหตุที่เกิดและผลตามมา  คำตอบแต่ละอย่างของแต่ละคนจะเป็นการ ทดสอบ “ไอคิว” การเมืองไทยในอนาคดได้ในระดับหนึ่ง จะยับยั้งหรือยืดเยื้อให้ยาว เรื่องการ “อม” หรือเรียกกันให้เท่ห์ขึ้นไปสักหน่อย คือ “การคอร์รัปชั่น”  ( corruption) แข่งกันกันโกงรัฐบาล จากโครงการต่างๆ อย่างงุบงิบเงียบๆ หรือ เปิดเผยชนิด “ด้านได้อายอด”  จากเหล่ามนุษย์สุดประสาท ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ แต่ละยุคแต่ละสมัยจนถึงปัจจุบัน  ว่าใครจะมีฝีมือดี (ชนิดเลว) มากกว่ากัน

             ไม่เพียงแต่ว่า รัฐบาลในอดีตที่มีการโกง “อย่างเป็นล่ำเป็นสัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง “รับจำนำข้าว” ของ รัฐบาล “นางสาวปู” คนหน้าเนื้อใจเสือ อำมหิตโกงได้กระทั่งกลุ่มผู้ยากจน อย่าง “ชาวนา” เป็นเรื่องน่าอนาจใจยิ่งนัก ไม่รู้จะใช้ถ้อยคำใดเรียกความคิดอัปยศอย่างนั้นอย่างไรดี ประชาชนที่ติดตามเรื่องราวดังกล่าวคือการ “แข็งข้อขัดขืน” กฎหมาย ป.ป.ช. เรื่อง “ให้ส่งเรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน” ที่มีอยู่ก่อนหน้าการเข้ารับตำแหน่ง “สนช.” เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ และจะต้องส่งเรื่องของทรัพย์สินสมบัติที่มีอยู่หลังจากหมดหน้าที่ที่ทำอยู่ในสภา สนช.แล้ว ซึ่งกฎหมายเหล่านั้น มีมาก่อนหน้าที่รัฐบาลปัจจุบัน (มาจากการปฎิวัติ) ยอมรับกัน (ให้การโกงแล้วซ่อนเร้นเม้มเอาไว้ เป็นเรื่องของการเล่น “เอาเถิดเจ้าล่อ” ให้ ป.ป.ช. ติดตามกันต่อไป.. ถ้า “รวย” ไม่รู้เรื่อง  แล้ว น่าอัศจรรย์ใจ หลังจากการทำหน้าที่ สนช. ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี รวยเพราะถูกใครกลั่นแกล้ง โอนเงินมาเข้าบัญชี เป็นร้อยล้านพันๆ ล้าน อย่างน่าตกใจ จะเอาไปคืนใครที่ไหรก็ไม่รู้ว่า ใครเลินเล่อส่งเข้ามาผิดบัญชี เมื่อยังแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ “อย่าเพิ่งตื่นเต้นตกใจ ตั้งสติไว้ก่อนมีวิธี แก้ไขง่ายๆ คือ ไปถามวิธีการ “ถูกตรวจสอบทรัพย์สิน” ที่ลอยเข้ามาเอง ทำให้ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”  จาก อดีตรัฐมนตรี ที่มี ชื่อเสียง จากคณะรัฐบาลพรรคเพื่อโคตรเง่าเหล่ากอใครก๊กหนึ่ง มีความรู้เรื่องเริ่องเหล่านั้นเป็นอย่างดีมีประสบการณ์เป็นรัฐบาล จนถึงรัฐบาล นอมินี่ มาเป็นเวลายาวนาน

              เรื่อง “ส่งบัญชีทรัพย์สินนักการเมือง เป็นเรื่องปรกติ .. ที่กลับกลายเป็นเรื่อง “ไม่ปรกติ” ไปแล้วสำหรับ “สมาชิกส.น.ช .ที่ความชั่วไม่มี ความดียังไม่ปรากฏ เป็นไปได้อย่างไร สำหรับ 28  ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ไม่ยอมรับ..ปฎิเสธเรื่องปรกติ อย่างผิดปรกติ มีอะไรกันนักกันหนา หรือว่า “เกิดผิดปรกติ” ขึ้นมาจากเรื่องการตรวจสอบธรรมดาๆ ของท่านผู้มีเกียรติ ที่ “แตะต้องไม่ได้” เป็นการเสียเกียรติ หรือจะคิดว่า “รังเกียจ” ท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้นว่า ไม่ให้เกียรติกัน แต่หาใช่เป็นเช่นนั้นไม่ เป็นการ “ล้อมคอกก่อนวัวหาย”  ไม่ใช่ “วัวหายแล้วล้อมคอก”

             การแข็งขืนผิดธรรมชาติในเรื่อง “ไม่เป็นเรื่อง” เหล่านั้นเหล่า สนช.ผู้เข้าชื่อกันฟ้องร้อง  ถาม พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูก่อนสักหน่อย..ไม่ได้หรือ.. หรือไม่ยอมปรึกษาหารือกันก่อน หรือ..ถามแล้ว..

           ต่างคนต่างมีความสำนึกในจิตใจ ต่างกันคนต่างคิดว่า ควรจะเรียกชื่อว่าอะไรดี สรุปว่า ที่ตั้งชื่อกันอยู่ในใจนั้น “ถูกต้องทุกชื่อ ” อยู่ที่ว่า ใครจะเมตตาปรานีสงสารและให้อภัยกับ “ผู้ทรงเกียรติ” ทั้ง 28 ที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว เข้ามาเป็น “มันสมอง” กลั่นกรองเรื่องกฎหมายอยู่ในสภานิติบัญญัติในเวลนี้ ส่วนใหญ่เป็นนายพลเอกทหารบก ได้รับเลือกมาเป็น สนช. ได้รับความไว้วางใจ (จากใคร) พิจารณาคัดเลือกมาเป็น “ผู้ทรงกียรติ”  ช่วยกันสร้างรากฐานตัวบทกฎหมายเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

            ต่างก็ควรเข้าข่ายได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ใหญ่อม...มือ” ด้วยความรักความเอ็นดู ความเชื่อถือความสามารถและความซื่อตรงรวมทั้ง ความคิดความอ่านและการกระทำของกลุ่มท่าน (นายพล) ทั้ง 28 นาย แต่ขอร้อง ป.ป.ช. ว่า อย่าได้มองกันอย่างดูถูกดูแคลนก็แล้วกัน ถือว่า คนระดับ “บิ๊ก ๆ” เหล่านั้น ย่อมจะมีความคิดความอ่านเป็นอย่างดีจึงได้รับการคัดเลือก (มิใช่พวกมากลากมา) ในการได้รับเลือกเเป็น สมาชิก “สภาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) ถือว่าใหญ่กว่า “ผู้ชาย” ธรรมดาๆ ด้วยกันทั้งนั้น ใหญ่ขนาดไหน?.. อย่าไปเทียบ “วัดกันด้วยความใหญ่ของไส้เลื่อน”  (หรือเพราะว่าจะให้ดูที่ใจ..ก็ทายใจกันไม่ถูก) ต้องหลักฐาน

            ข่าวจากนสพ “มติชน” หนังสือพิมพ์ ที่ถูกมองกันว่า เป็นหนังสือพิมพ์ “เอียงข้าง”  (ก็ไม่รู้ว่าเอียงซ้ายหรือเอียงขวา) รายงานข่าวชิ้นนี้ ที่มองได้ว่า เป็นประวัติศาสตร์การเมือง “หน้าใหม่” สมัยมีการปฎิวัติ ครั้งล่าสุดโดยหัวหน้าคณะปฎิวัติ..พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในเวลาต่อมาเพื่อจัดระเบียบบ้านเมืองกันใหม่ เข้าใจว่า เรื่องที่จะกล่าวถึงนั้น ผ่านตา นายกรัฐมมนตรี มาก่อนหน้านั้น (ไม่มากก็น้อย)  คิดกันไหมว่า เมื่อไม่มีการตรวจสอบทรัพย์สินของ  “รัฐบาลนี้” คาดว่าจะอยู่ต่อกันไปเรื่อยๆ จนถึง ส่งต่อให้ทายาททางการเมืองรุ่นใหม่ ขึ้นมามีอำนาจการปกครองต่อไป  ทั้งคณะรัฐบาลนี้ไม่น่าจะมีการถูกตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน  รวมทั้งผู้ที่จะเข้ามาเสืบต่อจากรัฐบาลปัจจุบัน จะได้ชื่อว่าป็นคณะผู้ที่วางรากฐานให้นักการเมืองรุ่นต่อไป ที่จะเดิน “ตัวลอย” เข้ามาบริหารประเทศ ทั้งขามาและกลับ ไม่ต้องถูกตรวจสอบทรัพย์สินหนี้สินกันแล้ว รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล “น.ส.ปู”ที่นีกว่าเป็น “โคตรโกง” ถูกสอบบัญชีทรัพย์สินหนี้สินยัง “โกงกันมโหฬาร” ถึงปานนั้น .. “รัฐบาลหน้าซื่อมือสะอาด” ชุดนี้จะปฎิเสธเรื่อง “ความโปร่งใส”ได้อย่างไร น่าจะระวังการตรวจสอบของประชาชนไว้บ้างว่า “ตีตนไปก่อนไข้” (คิดกันได้ยังไง..มิทราบ) ขอให้อ่านรายงานข่าว ข้างล่างนี้ รู้เอาไว้ก่อนเตรียมตัวรับรู้ เรื่องราวที่จะติดต่อกันยาวต่อไป เริ่มจากเรื่องนี้ มีความคิดเห็นอย่างไร.. เก็บไว้ในใจ .. ยังมีเริ่องติดตามกันมาอีกมาเป็นพรวนที่จะต้อง “ทำใจ” กันต่อไป..จะมากจะน้อยอย่างไร ..ติดตามกันต่อไป..เนิ่มต้นจาก รายละเอียดของข่าวจากนี้ ต่อไป..ว่า..

 

 

            พล.อ.นพดล อินทปัญญา  - 28 สนช." เงิบ  ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคดี  ขอไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช.    ชี้  มติ ป.ป.ช. มิใช่คำสั่งทางปกครองและการยื่นบัญชีไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย......    (แล้วจะตีตนไปก่อนไข้..ทำไม.ผู้เขียนคอลัมน์)

           เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ศาลปกครองสูงสุด  ศาลมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง ไม่รับคำฟ้องของ พล.อ.นพดล อินทปัญญา  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  พร้อมพวก สนช.รวม 28 ราย ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  เป็นผู้ถูกฟ้อง  เรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยคดีนี้ พล.อ.นพดล กับพวกสนช. 28 ราย  ฟ้องว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตามหนังสือที่ ปช0008/0147 ลงวันที่ 14 ส.ค. 2557 และหนังสือที่ ปช 0008/0171 ลงวันที่ 27 ส.ค.2557 ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช. ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ถูกฟ้องคดี  และให้ประกาศเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  (กฎหมายข้อไหนเขียนไว้อย่างไร? ผู้เขียนคอลัมน์) เขียนผู้ฟ้องคดีเห็นว่า สนช. มิได้มีฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชน เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย (เสียหายตรงไหน?..ผู้เขียนคอลัมน์) และขอให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดี (ไม่รู้ว่า ทำกร่างเกินตัวเช่นนั้นได้อย่างไร.. ใครหนุนหลัง? ผู้เขียนคอลัมน์) ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ต่อมาผู้ฟ้องทั้ง 28 ราย ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด (ไม่ลดราวาศอกให้กับใครเลยเชียวหรือ แม้กระทั่งคำตัดสินของศาลปกครอง..ทำอย่างนั้นทำไปไม..ถ้าไม่เล่นตามกติกาที่ตัวเองรับไม่ได้.. ก็ลาออกเสีย ก็สิ้นเรื่อง ..”ผู้เขียนคอลัมน์”)

 

              โดยศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า  ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องว่า เลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 ส.ค. 57 ถึง ป.ป.ช.  ผู้ถูกฟ้องคดี  เรื่อง ขอหารือเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ สนช. ผู้ฟ้องคดี  ต่อมาทาง ป.ป.ช. ได้ตอบกลับหนังสือกลับว่าให้  สนช.มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542  และให้ประกาศเปิดเผยบัญชีแสดงรายการ  กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า มติของผู้ถูกฟ้องตามหนังสือ ที่ ปช0008/0147 ลงวันที่ 14 ส.ค. 2557 และหนังสือที่ ปช 0008/0171 ลงวันที่ 27 ส.ค.2557  เป็นเหตุก่อให้เกิดความเดือนร้อนเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่

            พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่2) พ.ศ. 2554 บัญญัติว่าให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตร ที่มีอยู่จริงในวันที่เข้ารับตำแหน่ง หรือวันที่พ้นจากตำแหน่ง ต่อ ป.ป.ช. ทุกครั้ง  ซึ่งมติของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ปช 0008/0147 ลงวันที่ 14 ส.ค. 2557 และหนังสือที่ ปช 0008/0171 ลงวันที่ 27 ส.ค.2557 จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองหรือกฎ และมิได้ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 28 ราย ได้รับความเดือนร้อนเสียหายหรืออาจจะเกิดความเดือนร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากมติของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว ดังนั้นผู้ฟ้องคดีทั้ง 28 ราย จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณานั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น จึงมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

              การฟ้องร้อง ป.ป.ช.ครั้งนี้มองได้อย่างเดียวว่า เป็นการขัดขืนกฏหมาย จากผู้ฟ้องร้อง ทั้ง 28 คน ที่ได้นับการแต่งตั้งเป็น สนช. ที่มุ่งการตรวจสอบ ทรัพย์สินและหนี้สินของนักการเมือง (รวมทั้ง ส.น.ช. ด้วย) การเข้ามารับหน้าที่ของในสภานิติบัญญัติของ ส.น.ช. บางคนทำให้เกิดความแคลงใจ ไปทั้งคณะ  เกิดขึ้นได้อย่างไร..

                ประวัติศาสตร์เรื่องนี้..ยกความดีความชอบให้กับหัวหน้ากลุ่ม พล. อ. นพดล อินทปัญญา ไปคนเดียวก่อน ส่วนที่เหลือ ล้วนแต่เป็นอดีตทหารยศ “พลเอก” เสียเป็นส่วนใหญ่..

              ณ . วันนี้ มีแต่เนื้อหา “ส่วนดาราและตัวประกอบอีก  27  นายพล” ขอให้ติดตามกันต่อไป สวัสดี..