Get Adobe Flash player

“จิ้งเหลือง” โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                ขอกราบเรียนไปยังพระภิกษุสงฆ์ทั่วๆ ไป รวมทั้ง “ภิกษุสันดานกา” “จิ้งเหลือง” และบุรุษที่ถูกลอกคราบ “จิ้งเหลือง” กระเด้งกระดอนถูกถอดผ้าเหลืองที่นุ่งห่มพรางตาชาวประชาทั่วๆ ไป   เหล่า “จิ้งเหลือง” ที่ถูก “จับสึก” ลอกคราบออกจากการนุ่งเหลืองห่มเหลือง เรียกบุคคลที่ถูกถอดผ้าเหลืองออกว่า “ปาราชิก” เรื่องราวเทียบเคียงได้กับ “ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งคอก”  เทียบเคียงได้กับคำพูดให้ระวัง “ล้อมคอกก่อนวัวหาย” น่าจะกล้อมแกล้มไปได้กับคำพูดนั้น ภิกษุด้วยกันย่อมรู้ว่า องค์ไหนคือพระภิกษุ.. “ตัวไหน..เป็นจิ้งเหลือง”

                เขียนเฉียดๆ ถึง พระสงฆ์องค์เจ้า พุทธศาสนิกชนสมัยก่อน ห้ามเป็นนักเป็นหนาว่า “นรกจะกินกบาล”ด้วยเหตุนั้น  เหล่า จิ้งเหลือง จึงเติบใหญ่ คู่กันไปกับศาสนาจนถึงปัจจุบัน ดูยากว่า องค์ไหนคือ “ภิกษุสงฆ์” ตัวไหนเป็น “จิ้งเหลือง” เขียนด้วยความตั้งใจดีกับ “พุทธศาสนา” ประเทศไทย ถือว่า ศาสนพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ  แต่มีจุดด่างพร้อยอยู่ป็นโรคร้ายเกาะกิน ทำลายพุทธศาสนาอยู่ คือ “จิ้งเหลือง”เป็นโคตรเหล่ากอของ พวกสัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อคำหน้าว่า “จิ้ง” เช่น จิ้งก่า จิ้งกือ จิ้งจก จิ้งจอก ฯ ลฯ สัตว์เหล่านั้นเกิดมาในโลกมนุษย์เมื่อไร ยังหาไม่เจอบันทึกไว้ที่ไหนบ้าง อย่างเป็นทางการ สัตว์ตระกูล “จิ้ง”  ต่างกับ “จิ้งเหลือง”ที่น่าจะเป็น สมาชิกใหม่ของ “สัตว์พันธุ์จิ้ง” ต่างๆ  จิ้งเหลือง ในปัจจุบันเดากันว่ามีบรรพบุรุษเป็นลิงคล้ายกับคน พัฒนาขึ้นมา ล้ำหน้ากว่าสัตว์เดรัจฉานประเภทอื่นได้อย่างน่าทึ่งจนรูปร่างหน้าตาคล้ายคนแต่จิตสำนึกใน “ใจ” ยังคงเป็นสัตว์เลื้อยคลานอยู่    

                “พุทธศาสนิกชน” มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา  มองกันตาปริบๆ โดยไม่ปริปาก พูดไม่ออกบอกไม่ถูกได้แต่กรอกหน้า สั่นหัวออกอาการเอือมระอาว่า “นักบวชบางคนวุ่นวายกับโลกาวิบัติมากเกินกว่าจะทำหน้าที่ของตนเอง ในฐานะ “ภิกษุ” ผู้เผยแพร่ศาสนาพุทธ “นักบวช” คนนุ่งเหลืองห่มเหลือง เช่นพระภิกษุทั่วๆ ไป  (ยืนคาบเส้นอยู่อีกนิดเดียวจะเป็น “จิ้งเหลือง” ) เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง “อย่างน่าเกลียด” พูดอย่างตรงๆลงตัวว่า “การเมืองหาใช่ภาระหน้าที่ของพระภิกษุแต่อย่างไรไม่”  การเข้าไปวุ่นวายกันเรื่องการเมือง เรื่องการปกครองประเทศชาติบ้านเมือง เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย (ฮ่วย) แนะนำ คัดค้าน หรืออวดตัวว่ามีภูมิรู้ทางการเมืองสูง (น่าจะเน้นว่ามากกว่ารู้เรื่องของศาสนา..ว่าเข้าไปนั่น) ไม่ใช่กิจของสงฆ์ มองอย่างไรแง่ไหน ก็ไม่สามารถทำใจยอมรับ กราบไหว้ได้  ถ้า“นักบวช” (พวกแก่พรรษาเรียกกันว่า หลวงปู่ หลวงตา) แม้กระทั่งพระหนุ่มๆ รูปหล่อที่มีสาวๆ (ตัวมาร) มาล้อมรอบ ด้วยความต้องการให้แหกผ้าเหลือง (ออกมาแหวกผ้าซิ่นของโยมอุปัฎฐาก แทน)

                ในคัมภีร์ทางศาสนาสมัยโบราณ ตามที่ได้สดับรับฟังมาอนุโลมให้ โล้นหัวโกนคิ้วเพื่อไม่ให้ ยักคิ้วหลิ่วตากับสีกาสาวๆคนนุ่งเหลืองห่มเหลืองอาศัยวัดเป็นที่อยู่อาศัยฟรี  ดำรงชีวิตอยู่ด้วยข้าวปลาอาหารของ ผู้ที่ทำบุญใส่บาตรให้  “ภิกษุสันดานกา”  หรือ จิ้งเหลือง โดยไม่รู้หรือดูไม่ออกว่า เป็นพระสงฆ์องคเจ้า หรือเป็น “จิ้งเหลือง” ไม่มีศีล ไม่มีสัตย์ (มีแต่กำหนัดอย่างกำกวม)   อย่างน้อยๆ ก็เป็นบ่างช่างยุยงส่งเสริมให้นักการเมืองที่มาเคารพกราบไหว้ขอให้ทายอนาคต (โกง) ให้ ส่วนใหญ่แล้ว “จิ้งเหลือง” เป็นนักมายากล อ้างว่ามีความรู้วิชาทางโหราศาสตร์ มีความสามารถสูง ในเรื่องรับทรัพย์โดยอ้างการ “ทำบุญ” รีดทรัพย์คุณหญิงคุณนายควักกระเป๋าบริจาคทำบุญบังหน้า ทีละมากๆ ด้วยการอ้างสร้างโบสถ์วิหาร สะพานข้ามคลองให้ชาวบ้านสามารถ ข้ามฝั่งไปทำบุญที่วัดได้ นักการเมืองงมงายตายน้ำตื้นทั้งหญิงชายเชื่อโชคลางของขลัง“ควักสตังค์ให้กับจิ้งเหลือง”(ท่องคำขวัญอยู่ในใจว่า ฉิบหายเท่าไรไม่ว่า ต้องการชื่อเสียง)

                มีจิ้งเหลือง..บางตน.. ใจบุญเหมือนกัน (นะยะ)  ส่งเสียเลี้ยงดูอุปการะหลานสาว (ลูกหลานของคนอื่น) เลือกอุปการะ หญิงสาววัยกำดัดกำลังจะเข้าเรียนต่อมหาลัย .. รับเป็นโยมอุปัฎถาก ส่งเสียเลี้ยงดู(ให้มาปูเสื่อในกุฎิ นั่งวิปัสนา “ยุบหนอ..พองหนอ”ด้วยกันจนกว่าที่พองๆ จะยุบลงได้บ้าง) สั่งสอนเทศนาว่าตัวตนของเราที่เห็นๆ ..หาใช่ของเราไม่ อ้างว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของตัวเราเอง ทุกอย่างเป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น ปลงเสียเถิดหลาน ร่างกายมนุษย์ ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ว่าจะหลับจะตื่นไม่มีอะไร อยู่ยงคงกระพันเป็นนิรันดรกาล หลานคงเคยรู้เคยเห็นแล้วใช่ไหมว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน นิยมบริจาคร่างกายของตนเองให้กับโรงพยาบาล เพื่อให้ช่วยศึกษาหาความรู้จากร่างคนตาย ช่วยเหลือมนุษย์ยามเจ็บไข้ได้ป่วย หลานก็ไม่ควรจะ “หวงแหนร่างกาย” อุทิศทำบุญทำทานเอาไว้เถิด เกิดเป็นคน จะได้ไม่ลำบากลำบนในชาติหน้า  เรื่องราวของมนุษย์ที่ยังตัดไม่ขาดกับการ “ทำชั่ว” เมื่อเข้ามาอยู่ในฐานะนักการเมือง  ส่วนใหญ่ โกงกินปลิ้นปล้อน กะล่อน เกฬวราก ส่วนสตรีเพศที่เข้าข่ายเรื่องความเลวร้ายดังกล่าว มีชื่อเรียกกันมานมนานแล้วว่าเป็นนาง “ดอก...ไม้”  ชนิดหนึ่ง มีกลิ่นและกลีบหอมชื่นใจ 

                นักบวช (ที่น่าจะเข้าข่าย”จิ้งเหลือง”) เผยอหน้าออกมาว่าเป็นผู้มี “ภูมิรู้สูง”ทางการเมืองนั้น ทำตัวไม่แตกต่างกันกับพวก “นักการเมืองเลวๆ ก่อนหน้านั้น แต่อย่างไรไม่” ไม่ต้องร้อนตัว(ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร)  เห็นกันถนัดชัดเจนว่า “จิ้งเหลือง”หลงอยู่กับอบายมุข ฝักใฝ่อยู่กับตัณหาราคะเป็น “โลกียชน”  ที่ซ่อนตัวนุ่งเหลืองห่มเหลือง กะล่อนหลอกผู้คนทั่วๆ ไป ว่าเป็นนักบวช “กินทั้งเช้า สาย บ่าย เย็น” (อ้างว่าไม่สบายต้องกิน)“วุ่นวายกระวีกระวาด” ไม่เข้าเรื่องห่างไกลเกินกว่าจะเข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดา   ทั้ง “จิ้งเหลือง” และ “ภิกษุสันดานกา” ที่ทำตัวเป็น พหูสูตร ทางการเมือง ให้คนทั่วๆ ไป เห็น “ความรุ่มร่ามลวงโลภ” ผู้พบเห็นต่างอนาถใจ ต้องปลงอนิจจัง..(เพ่งกระแสจิต ..ยุบหนอ..พองหนอ) เห็นชัดๆ อยู่ในสายตาเหยียดหยัน“นักบวชนุ่งเหลืองห่มเหลืองเรียกกันว่า “จิ้งเหลือง” หน้าเหลืองตัวเหลืองอีกต่างหาก มี “กามะ ราคะ โลกีย์วิสัยสันดานหื่น” ออกนอกลู่นอกทางห่างจากพระวินัยจนเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ไม่รู้เรื่องที่พระภิกษุจะต้องมีวัตรปฎิบัติอย่างเคร่งครัดจะกล่าวหาพวกนุ่งเหลืองห่มเหลืองเหล่านั้นก็ไม่ได้ เพราะพวกเหล่านั้น รู้ตัวว่าเป็นแค่ “จิ้งเหลือง” เอาสะบงจีวรพระภิกษุมานุ่งห่ม มีทั้ง”บวชจริง” (ลงโบสถ์) และ ที่ “ไม่เคยบวชเลย” แต่เลียนแบบพระภิกษุสงฆ์ได้แนบเนียน  บางคนเคยคลุกคลีกับวัดวาอารามมาบ้าง (เคยเป็นลูกศิษย์วัดมาก่อน) เห็นช่องทางทำมาหาแด็กส์ ได้ง่าย ๆ คือ การ “หลอกแด็กส์” เป็น “จิ้งเหลือง”   

                เป็นหน้าที่ของประชาชนต้องร่วมด้วยช่วยกัน..ต่อต้านพวก “จิ้งเหลือง” ส่วน  “ภิกษุสงฆ์” ทำได้แค่สวดมนต์ภาวนาขอให้บ้านเมืองสงบสุข ปราศจากการแก่งแย่งอำนาจการปกครองด้วยหวังผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวกเป็นใหญ่  เป็นอย่างไร .. ขอให้ดูตัวอย่าง “นักการเมือง” ที่ถูกรัฐประหารไปหมาดๆ พวกนี้ยังไม่ตายไปจากความชั่ว  ..แต่จะไม่ตายดี ตายบนความทุกข์ทรมาน ทั้งกายและใจ

                 การเมืองเรื่องของผลประโยชน์จึงเละตุ้มเป๊ะ ตลอดมา ถ้าเล่นกันแรงโกงกันตรึม ประเทศชาติบ้านเมืองจะต่ำเตี้ยลงทุกวัน ประชาชนจะปฎิวัติเองก็ยังเป็นเรื่องยากสส์ ประท้วงกันมาเจ็ดเดือนยังไม่สำเร็จ เพระรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ใช้นโยบายของพี่ชาย “โกงทุกอย่างที่ขวางหน้า ประชาชนออกมาประท้วงเป็นล้านๆ รัฐบาลหมวยปู ยังทนอยู่ได้อยู่ยาวไม่มีกำหนด “ไม่ไล่ไม่เลิก”   จนคนในเครื่องแบบที่มีหน้าที่ป้องกันประเทศคือทหาร รวมทั้งตำรวจ (ดี) มีหน้าที่ปกป้องประชาชนที่ถูกภัยจากโจรผู้ร้าย รวมกันเป็นฝูงเข้ามายึดอำนาจ “หมวยปู”  ร่วมมือร่วมใจตั้งรัฐบาลใหม่ ยังไม่รู้ทางหนีทีไล่ จึงต้องคงไว้ด้วย “กฎอัยการศึก”

                ทหารตำรวจ ข้าราชการทั่วๆไป มีหน้าที่นอกเหนือจากตำแหน่งการงานแล้ว ยังมีหน้าที่ “รักษาบ้านรักษาเมือง” ร่วมกับพลเมืองดี ช่วยกันกำจัดพวกทุจริตชนคนคิดร้ายกับบ้านเมือง นวมทั้งนักการเมืองขายชาติ ปกป้องประชาชน ให้พ้นภัยจากผู้กุมอำนาจรัฐ ข่มเหงรังแก คดโกงประเทศชาติบ้านเมือง ส่วนผู้เข้ามาถืออำนาจรัฐเป็นรัฐบาล แต่ใช้อำนาจเหล่านั้นเพื่อตัวเองและพรรคพวก เห็นได้จากรัฐบาล “หมวยปู” เป็นตัวอย่าง (เลว)  แต่ปัจจุบันมีรัฐบาลใหม่ เป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเป็นส่วนใหญ่ เข้ามาแก้ไจสถานการณ์ ช่วยเหลือประชาชน ป้องกันประเทศไม่ให้ถึงกับพับเพียบพังพาบลงไป

                ส่วนคนที่ถูกยกเว้นไว้ให้ ไม่ต้องแบกภาระทางโลก แยกไปอยู่ทางธรรม พูดง่ายๆ คือ บุคคลที่ “ออกบวช” ตัดความวุ่นวายทางโลกนุ่งเหลืองห่มเหลือง ที่ชาวบ้านชาวช่องเข้าใจว่า เป็น “ภิกษุ” สืบสานเจตนาเป็นตัวแทน “ทางธรรมะ”นำหลักธรรม พุทธปฎิบัติ ของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ดำเนินตามวัตรปฎิบัติ เคร่งครัดในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถึงแม้ว่า พระภิกษุแต่ละองค์ทีมีชีวิตเป็นมนุษย์ปุถุชนอยู่ แต่มีการปลงผมโกนหัวเข้าวัด นุ่งเหลืองห่มเหลือง ถือศีลฟังธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ตัดขาดจากกามเมถุน รัก โลภ โกรธ หลง  โดยมี “ศีล” กฏเกณฑ์แห่งสงฆ์ มุ่งปฎิบัติ “ทางธรรม” ตามรอบพระบาทของ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีวัตรปฎิบัติตามพระวินัย ..คนนุ่งเหลืองห่มเหลือง โกนผม กินข้าวปลาหารที่ได้มา จากการออกบิณฑบาต รับข้าวปลาอาหารจากชาวบ้านที่”ใส่บาตร”ถวายพระมาฉันเช้า กับเพล

                บางคนสวมใส่เครื่องนุ่งห่ม เลียนแบบพระภิกษุ กระทั่งสามารถให้พุทธศาสนิกชน กราบไหว้ได้อยู่นั้น หาได้ปฎิบัติตนที่เรียกว่าเป็น “ภิกษุสงฆ์”แต่อย่างไรไม่ เป็นบาปกรรมความระยำของบุคคลที่ชาวบ้านเรียกว่า “อาศัยผ้าเหลือง” ทำมาหากิน (เป็นอีแอบ) ปกปิดความจริงของตัวเองว่าหาได้เป็นศิษย์ของ พระพุทธเจ้า แต่อย่างไรไม่ เพียงอาศัยการ “ผ้าเหลือง”นุ่งห่มเข้าไปอยู่อาศัยในกุฎิวัด..ปิดบังความจริง “ตบตา” ผู้คนและภิกษุสงฆ์ จนเข้าขั้นตบตาทั้งพระทั้งชาวบ้านว่าเป็น “ภิกษุ” กระทั่งได้เลื่อนยศทางพระ หรือเป็นเจ้าวัด เรียกว่า “สมภาร” มีความโลภ โกรธหลง เต็มพิกัด มุ่งหน้าหา ลาภ ยศ สักการะ ออกอุบาย หลอกผู้คนบอกใบ้ให้หวยถูกรางวัลมาแบ่งกันบ้าง ไม่ถูกก็ยากจนกันต่อไป ตัวใครตัวมัน (ฉันมีหน้าที่รับ เงินทอง สิ่งของ ข้าวปลาอาหารอย่างดีอย่างแพง เท่านั้น )  คำพระทั่วๆ ไปใช้คำว่า “อาตมา” แต่ยังมี “คนห่มเหลือง” บางคน (มีคนนับหน้าถือตากันทั้งเมือง) ใช้คำว่า “ฉัน”แทนตัวเอง เมื่อมี “ฉัน” ก็ต้องมี “หล่อน” มี “เธอ” เพื่อความ”หนิดหนม”ชิดเข้าไปอีกหน่อย มีคำถามว่า “เธอจ๋า..รักฉันไหม.. รักแล้วไม่แหนงไม่หน่าย รักกลับกลายไม่จืดไม่จาง ” เงินทองในย่ามของฉัน..ก็เป็นของเธอ เอาไปใช้เถอะน้อง ถ้าฉันจะไปเดินซื้อของในห้าง เข้าไปดูหนังในโรงก็จะโดนด่า เธอไปเช่าหนังมาดูกันเงียบๆ สองต่อสองไม่ต้องสบตากับชาวบ้านในกุฎิ ดีกว่ามั้ยเธอ”  

                สื่งที่เห็นคนโกนหัวโกนคิ้ว นุ่งเหลืองห่มเหลือง (บางคน)อาศัยวัดอยู่ .. ชาวบ้านเรียกรวมๆ กันว่า “พระ” หาใช่ “ภิกษุสงฆ์” ไม่.. สิ่งที่เห็น หาใช่สิ่งที่เป็นดั่งเช่นที่สายตามองเห็นเสมอไป.. คนประเภท..เมื่อจับได้ไล่ทัน จะไม่มีใครเรียกว่า “พระ” ต่อไปอีก ถ้ายังไม่ยอมสึก..ลาสิกขา (ก็ให้พระผู้ใหญ่  ถอดสะบง จีวร ออกไป ก็สิ้นเรื่องสิ้นราว  ส่วนลูกทรพีเห็นกับหน้าพ่อแม่บ้างเป็นไร ลูกชายบวชพระให้ กลับกลายเป็น “จิ้งเหลือง” พ่อแม่ทุกข์ทรมานใจ ที่มีลูก “เป็นมารศาสนา” ห่มเหลืองหลอกชาวบ้าน  ทั้งๆที่ไม่เหลือแล้วกับชื่อที่เรียกว่า “ภิกษุ” แต่ก็ยัง “หลอกแด็กส์” เลวยิ่งกว่า “โจร” โจรยังดีกว่า กล้ารับสภาพความเป็นจริงของตัวเอง มี “จิ้งเหลือง” ตัวเบ้อเร่อ..เบ้อเท่อ..น่ากลัวน่าขยะแขยง  ตัวหนึ่ง เกาะติดทหารคณะปฎิวัติ ใช้วิธีหลอกล่ออ้างว่า”รู้ดีหมดทุกอย่าง” หลอกนายทหารผู้นำคณะปฎิวัติจนเดินหลงทางอยู่ทุกวันนี้ เหมือนกับที่เคยทำกับ “พระภิกษุสุเทพ” มาก่อน เสียใจดับทุกข์ด้วยการบวช..ระวัง “จิ้งเหลือง” ตัวนั้นให้ดีจะโดนชี้ทางตันให้”รัฐบาลหลงทางกู่ไม่กลับ..หลับไม่ตื่นนะเนี่ย