Get Adobe Flash player

การเมืองเรื่องยี่เกหลงโรง โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

               นับแต่วันที่เปิดหน้าเปิดตาเปิดตัวตนการทำงานของ สปช. (สภาปฎิรูปแห่งชาติ  ) ตั้งแต่เรื่องแรกๆ ก็เห็นแล้วว่า สมาชิกที่ได้รับเข้ามา เป็นนายทหาร “ยศใหญ่” ประมาณครึ่งค่อนสภาฯ ใครเป็นใครเห็นจะต้อง ไปไล่เรียงชื่อเสียงกันเอาเองเพราะที่มาจาก “สายทหารบก” นับไปนับมามีมากกว่าครึ่งสภา ฯ ส่วนคนที่ไม่มีเครื่องแบบทหาร ไม่ใครที่ไหนล้วนแล้วแต่ “คนกันเอง” มองตารู้ใจ  “ยกมือขึ้นเห็นด้วย” กับข้อเสนอ มีหน้าที่สนองให้ทุกประการ สมกับที่เลือกกันเข้ามา “ว่าอะไรก็ว่าตามกัน”  จะผ่านเข้าไปเป็นสมาชิกได้หรือไม่  ดูที่มือ”ข้างขวา”  สามารถชูขึ้นเหนือหัวได้ ก็มีสิทธิเป็น ส.ส. ได้

               เรื่องแรกเอยากจะให้รับรู้ มีความสำคัญถึงขนาดที่ว่า ได้รู้แล้ว ต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ เพราะน้ำลายติด คอหอย คำว่า คอหอย สำคัญมาก จะใช้คำ ๆ เดียวไม่สมควร  ไม่ว่า คอ หรือ หอย ขาดคำใดคำหนึ่ง พูดไปแล้วฟังไม่ได้ศัพท์อย่าจับเอาไปกระเดียด ต้องใช้คู่กันไป คือ “คอ +หอย” (ค่อยฟังเข้าใจหน่อย) เรื่องจิ๊บๆ น้ำลายติดคอ ถือว่าเป็นเรื่อง “ขี้หมูรา..ขี้หมาแห้ง” หรือจะพูดกันอย่างน่าเวทนาที่มาเรื่องของเรื่อง คือ แหกกฎออกมาแล้วว่า “ส.ส. สภาฯนั้น ไม่ต้องส่งหลักฐานการเงินคือทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกว่า มีจำนวนเงินทรัพย์สมบัติมากน้อยเพียงไร  มีเงินสดเท่าไร ฝากธนาคารไว้คนละกี่ล้าน (ไม่รวม อีกหนึ่งล้านที่หัว)   มีรถยนต์กี่คัน จักรยาน กี่คัน มีที่ดินมากน้อยเท่าไร  มีบ้านกี่หลัง สำหรับทรัพย์สินสังหาริมทรัพย์ เช่น เมียน้อย ผัวน้อย (ไม่ต้องรายงาน) เรื่องใหญ่ๆ ที่กล่าวมา กรุณาแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบ พูดอย่างกว้างๆ คือมีทรัพย์สิน หรือ หนี้สินมากน้อยพียงไร รับกันไม่ได้หรือไร (ปิดบังซุกซ่อนอะไรกันอยู่)  อับอายอะไรหรือ เรื่องสำคัญ ยังขาดอยู่ไม่ครบสมบูรณ์ ตกหล่นไปอีกข้อหนึ่ง น่าจะถามว่า “มีเมียน้อยกี่คน เลี้ยงเมียน้อยหรือให้มีน้อยเลี้ยง” (ถ้าเลี้ยงเมียน้อยก็ต้องทำรายงานมาว่า เดือนละเท่าไร ปีละเท่าไร ส่งเสียเลี้ยงดูเมียน้อย และบุตร (บุตรนอกสมรส) อีกเท่าไร ถ้าละเอียดละอออย่างนั้นต้องเรียกว่า “โหด” ถ้าหน้าบางต้องสละตำแหน่ง อย่างน้อยๆ ก็ครึ่งสภาฯ  จะเลือกกันเข้ามาอีก กี่ครั้ง ก็จะต้องมีคนลาออกอีก ประชุมสภาฯ กันไม่ได้สักที 

               ผู้คัดค้าน  รับไม่ได้อัดอั้นตันใจ ไม่ยอมให้ใครรับรู้ด้วยว่า เมียน้อยเลี้ยงดูอยู่ อ้างเป็นเสียงเดียวกันว่า “สุขภาพไม่ดี” ขออยู่บ้านเฉยๆ เพื่อรักษาสุขภาพ  ถ้าจะบอกกันตรงๆ ว่า เพื่อรักษา “กึ๋น” ของเหล่าผู้มีเกียรติ  กลัวว่าจะเสียหน้า (ส่วนใหญ่หน้าเหี่ยวแล้วก็ตาม) บรรดา “นายพล” (เหี่ยวๆ ที่ยังคิดว่า) สง่างามที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในนสภา สปช. บรรดาเหล่าผู้มีเกียรติเหล่านั้น ย่อมจะไปยอม “เปิดใต๋” ให้ใครห็น “กึ๋น” ตัวเอง

               ถ้ายังดื้อรั้นจะให้ส่งบัญชี “ทรัพย์สินและหนี้สิน” ทั้งก่อนหน้าเข้ารับตำแหน่ง และหลังจากหมดหน้าที่แล้ว  ว่าที่ สมาชิก สปช. ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ปฎิรูป (ประเทศไทย) คงจะเหลือแต่ผู้ที่ “มีเกี๋ยะ” กับผู้ “มีเกือก” เท่านั้น

               การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินที่ “แพลม” (ไม่โผล่ออกมาให้เห็นเต็มตัว)บางคน เห็นตัวเลขมหึมามโหฬาร บานตะไท คนละเป็นร้อยครึ่งค่อนร้อยล้าน ต่างเป็นข้าราชการมาก่อน (มีเงินเดือนตายตัวคำนวนที่มาของเงินได้) ) ไม่ยอมไม่กล้าเปิดกรุสมบัติของตัวเอง

               การยกเลิก ไม่ต้องรายงาน ทรัพย์สมบัติและหนี้สิน อันพึงจะมี และเป็นไปตามนั้น ถูกยก..เลิกแล้ว  สาเหตุใหญ่หรือจะเรียกว่า ต้นตอ ก็พอได้ว่า ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สมบัติกันไม่ทัน เงินเป็นร้อยๆ ล้านเก็บหอมออมริบกันมา หลายสิบปี หาที่มาไม่ได้  จะโอนไปให้ใคร(ชั่วคราว)  โอนออกไปพอจะกล้ำกลืนได้ แต่เวลาขอย้ายเอากลับเข้ามา  ไม่ง่ายแน่นอน สมาชิก สปช.ไม่สบายใจ เรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นของบาดใจ เงินเป็นร้อยๆ ล้าน คนสมัยโบราณเตือนว่า  “อย่างไว้ใจทาง..อย่าวางใจคน”

               การส่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของ สมาชิก ส.ป.ช.  ดูอย่างไรแล้วก็เกี่ยวข้องกับการเมืองแน่นอน วันยังค่ำ แถมคืนยันรุ่ง อีกต่างหาก เพราะผู้ที่จะเข้ามาปฎิรูปประเทศ (หาใช่มีแต่เฉพาะผู้มี “เกี๊ยะ” เหล่าพ่อค้าหน้าเลือดแต่ประการใดไม่)   เหล่าท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย รับราชการมาก่อนในตำแหน่งนายทหารใหญ่ เดาเอาไม่น่าจะผิดว่า .. ควรจะต้องปิดบังทรัพย์สมบัติไว้ถามว่า ทำไม?  เพราะว่า ความจริงแต่ละคน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายพล) ไม่ยากจน แต่ไม่รวยชนิดคาดไม่ถึง จะให้บอกกันตรงๆ ที่เดียวเชียวหรือ เปิดโปง เรื่องน่าอับอายขายหน้าว่า เป็นสมบัติของคู่สมรส ว่า มีเมียรวยไม่ต่างกับถูกหวยล็อตเตอรี่ )  ไต่เต้าทั้งเมียหลวง เมียน้อย (ยังไม่นับเมียหลงเข้ามาเอง) เริ่มต้นด้วยเงินเดือนยศนายร้อยตรี  จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ เก็บหอมออมริบไว้ ไม่ให้กระเด็นกระเส็นกระสายหลุดไปสักสลึงเดียว  รวมแล้ว เป็นเงินไม่กี่ล้านบาท ) เงินรายได้หลังจากการปลดเกษียณ จะต้องทำรายงานให้ ป.ป.ช. นั้น บวกกับมีเงิน เข้ามาบ้าง จากการล่นหวยรวยล๊อตเตอรี่ เล่นม้า เล่นจับยี่กี เล่นตบแปะ เล่นล้อต๊อก เล่นทายเบอร์แบ๊งค์ นับรวมเป็นรายได้มากน้อยเท่าไร  ยอดเงินทั้งตอนเข้ามารับเงินเดือน สปช. บวกกับเงินค่าครองชีพหลังรับราชการ เงินบำเหน็ดบำนาญ (ไม่ต้องหักรายจ่าย)  รวมแล้วเท่าไร ทั้งขาเข้าและขาออกจะต้องโยกย้ายถ่ายสมบัติออกก่อน....(คิดให้ดีว่า จะรับตำแหน่ง สปช. ดีหรือไม่ ถ้ายังไม่ยกเลิกกฎเกณฑ์ ข้อนั้น)

               เมื่อ “น้องตู่” เลือกพี่ๆ (รวมทั้งพี่ใหญ่ของน้องอีกสองคน 2 ป. ถ้านับ ป.ประยุทธ์ อีกหนึ่ง ป. รวมกันเป็น 3 ป.)  ... ทำไมไม่ดูแลเรื่องพิลึกๆ ยังงี้ได้ยังไง.. จะให้ สมาชิก สปช.ถูกตรวจสอบบัญชี ทรัพย์สิน หนี้สิน ทั้งๆ ที่ต่างก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะ “ยกมือยันเต” ยิ่งกว่าจะเรียกว่า สุดซอย ทะลุซอย ไป เลยก็ว่าได้ เห็นด้วยกับรัฐบาล ย.ห. (อย่าห่วง) ทุกเรื่องอยู่แล้ว

               เมื่อน้องตู่ละเลยหันไปทำเรื่ออื่นๆ อย่างเรื่องการประชุม “อาเซ็ม” (หรืออาซิ้ม ต่อด้วยอาหมวย ด้วบอ๊ะ..ปล่าว..)

  ไม่มีเวลา ทำเรื่องใหญ่ ..ให้เป็นเรื่องเล็ก.. หรืออย่างไร? ทั้งๆ ที่มีอำนาจเต็มๆ อยู่ในมือ    

               มีกฎให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินจะมายุ่งอะไรด้วย ทั้งยังถูกกล่าวหาว่า “เลือกคนไม่รู้เรื่องกฏหมาย” เข้ามาปฎิรูปบ้านเมือง คำว่ากฎหมาย..ย.ยักษ์จะหายอีกต่างหาก.. พูดจาประชดปะชันน่าจะมี ตัว ย.ยักษ์ หายไปด้วย

               เรื่องนี้ ให้ สองพี่ใหญ่ฯ ปัดเป่าให้ดีกว่า  กฏบ้าๆ ให้คนที่มีทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ คนละไม่กี่ร้อยไม่กี่พันล้าน ต้องรายงาน  ไปหนักหัวกบาลใครได้ยังไง.. ทำเรื่อยุ่งยาก.ไปทำไม ถ้า.. น้องตู่ ไม่ดูแล.. ให้สอง ป. ผู้ยิ่งใหญ่  ปัดเป่าให้สบายมาก แว่วมาตามลมแล้วละว่า จะยกเลิก กฎเกณฑ์ ข้อนั้น เพราะถ้าไม่ยกเลิก  เหล่า สปช. จะยกโขยงกันลาออก  

               ดูทิศทางลมไว้บ้างเป็นไรดูตัวอย่าง  เรื่องการถอดถอน นายนิคม ไวรัชพานิช กับ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐบาลที่ถูกปฎิวัติ คือ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ถูกศาลถอดถอนตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ออกก่อนหน้านั้นไปแล้ว ) อ้างอย่างไม่กระดากใจกันเลยว่า “เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550  ถูกยกเลิกแล้ว จะย้อนไปใช้  รธน. ฉบับถูกยกเลิกลงโทษ เรื่องที่มาของ ส.ว. ไม่ได้

               อ้างว่า (คณะผู้ทำผิด) รัฐธรรมนูญฉบับนั้น คือ ประธานสภาฯ ทำผิดกฎรัฐธรรมนูญฯ (ไม่ค่อยกล้าจะอ้าปากพูดกันว่า “ทำผิดกฏหมาย”  อ้างอย่างหะรูหะรา หน้าตายว่า “เมื่อรัฐธรรมนูญ” (ฉบับ 2550 ยกเลิกไปแล้ว) ให้หมายความว่า “ผู้กระทำความผิด” ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนถูกยกเลิก  ก็จะพ้นความผิดไปโดยปริยาย  จะใช้กฎเกณฑ์ข้อบังคับ ในกฏหมายฉบับถูกยกเลิกไปแล้ว ไม่ได้ (จะถูกจะผิดอย่างไร อยู่ที่การตัดสินของศาล ยังไม่มีคำสั่งออกมา เป็นการอ้างของทางฝ่าย อดีตรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แบบว่า ผู้ที่ทำผิดกฎหมายก่อนหน้าปฎิวัติ จะต้องถูกยกโทษเไปด้วย

                มี ฤาษี เลี้ยงลิง (ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์อยู่สองตน..สอง ป.) ปรากฏให้เห็นตัวตนแล้วว่า  เหนือกว่า  พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ( สองป. ฤาษี เลี้ยงลิง เป็น พี่เลี้ยงของ ป. ประยุทธ์))คนทั้ง สอง ป. ปลา ตากลม บินเหนือเมฆ ชนิด “เหยี่ยว” ยังต้อนหลบชิดซ้ายให้  “พูดคำไหน..เป็นคำนั้น” สั่งอะไรก็จะได้ตามสั้ง สั่งก๋วยเตี๋ยวลาดหน้า จะเอาก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ้ว มาให้กินแทนไม่ได้   “กูไม่เอา” ฤาษี เลี้ยงลิง ปรากฎให้เห็นวิชาอาคมแล้ว ว่า “เฉียบขาด” ขนาดไหน ให้ดูเรื่อง เลื่อนการตัดสินลงโทษ อดีตประธานรัฐสภา   (สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือ รักษาการณ์นายกฯ นายนิวัฒ์ธำรง บุญทรงไพศาล ออกไปอย่างไม่มีกำหนด อดีตและประธานฯ รองประธานวุฒิสภาฯ  สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะถูกจำคุกเรื่องแก้กฎหมายที่มาของ  ส.ว.ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าหากจะลงโทษกันให้ได้จริงๆ  ก็ไม่น่าจะหนักหนาสาหัสไปกว่าให้  “เขกหัวเข่า” คนละสามที” หรือลงโทษให้หนักไปกว่านั้น คือ ดีดหูซ้ายเจ็บไปถึงหูขวา คนละสามที เช่นกัน น่าจะเพียงพอ เพราะลงโทษแล้วเมื่อเจ็บก็ต้องจำเข็ดขามไปได้อีกนาน จบดีกว่า ปล่อยให้ยืดเวลาออกไปไม่มีกำหนดตัดสินลงโทษ.. เรื่องจะได้ยุติลงทีเสีย..ให้รู้เรื่องรู้แรต กันไป ..ว่ามั้ย..

               ท่าทีการรื้อฝอยหา “ตะขาบ” (ยากกว่าหาตะเข็บ) เรื่อง  “การนำเอานิรโทษกรรมสุดซอย” มาปัดฝุ่นยกขึ้นมาเป็นหัวเรื่องของ “ยี่เก” ตอนใหม่ (ที่จริงเก่าแล้ว)  ภายใต้การกำกับบทของ “ฤาษี  เลี้ยงลิง” จะโผล่ออกมา อีกไม่นานกำลังเขียนบทอยู่  เป็นการแสดงอย่างมโหฬาร ทั้งนี้จะมีการเชิญ ฝ่ายคนอยู่ เมืองไกล (อดีตเจ้าของโรงยี่เก) เข้ามา “ดูชม”  ให้สนุกสนานสมอุรากันอย่างใกล้ชิดด้วย  รอบพิเศษเฉพาะคนกันเอง กับคนสนิทเท่านั้น ไม่เปิดให้คนภายนอก “เข้ามาดู”  ในรอบนั้น  ยี่เกเรื่องดังกล่าว ซุ่มเขียนบท แก้บทมานาน ตั้งใจจะแสดงให้ตื่นเต้นกันไปทั่วประเทศ  “โดยจะให้ “นางเอกยี่เก” เป็นตัว“ใช้มารยาหญิง” เดินเรื่อง ให้ “มือขวา” ของนางเอก แสดงบทเป็นพระเอก “ผู้ภักดี”  พระเอกยี่เกคนนั้น เป็น “ลูกศิษย์ก้นกุฎิของ “ฤาษี เลี้ยงลิง” เห็นไหมว่า ใครกันแน่เป็นบุคคลสำคัญในการดำเนินเรื่อง “เป็นผู้กำกับและเขียนบท” การเดินเรื่องแต่ละขั้นตอน มีชั้นเชิง มาจากการเขียนบทของ ฤาษี เลี้ยงลิง  ที่มี “พันธะทางใจ” กับเจ้าของโรงยี่เกเก่า เดินทางออกไปตระเวนอยู่ในต่างประเทศ  แล้วทำตัวผลุบๆ โพล่ๆ  ทำให้ “พระเอกผู้ภักดีกับนางเอก” ได้เล่นบทเด่นเป็นตัวนำ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ด้วยการได้เล่นเป็น “พระเอก” ทาสผู้ซื่อสัตย์ของนางเอก คิดจะ “ยึดโรงยี่เก” เป็นของตัวเอง  เพราะ เจ้าของโรงยี่เกยังติดข้อหาจำคุกอยู่โกงภาษรายได้จากโรงยี่เก

               นางเอก รู้จัก “ฤาษี  เลี้ยงลิง” (ชื่อจริงนำหน้าด้วยตัวอักษร ปอ.) เป็นอันดีนับถือกันมาก่อนผ่านทางพี่ชาย

               จึงได้นำเรื่องไปปรึกษา ฤาษีเฒ่า เจ้าเล่ห์ ที่ ปอ. คนที่สาม (พระเอก) รักเคารพ เรียกพี่.จึงเรียกพระเอก อดีตมือขวาของนางเอก เข้ามากล่อมว่า โรงยี่เก เป็นของพี่ชายของนางเอกเขามาแต่ดั้งเดิม ตั้งแต่ยังไม่เปิดตัวน้องสาว ก็มี “พระเอก” หลายคนเป็นตัวนำ โรงยี่เกโรงนี้ มีอาถรรพ์ พระเอก ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตจึงแก้บนว่า จะให้น้องสาวมาเล่นเป็นนางเอก  พระเอก(คนปัจจุบัน)เป็นลูกศิษย์ของ ฤาษี เลี้ยงลิง เล่นยี่เกนานๆ เข้า ได้จังหวะที่พี่ชายนางเอก พเนจรตั้งใจจะยึดโรงยี่เกไปเป็นของตัวเอง ตลอดมา  ฤาษี  เลี้ยงลิง  ติงเสียงเข้มว่า เจ้าของเก่าเขาขอโรงยี่เกคืน ขอให้คืนไปให้เจ้าของเดิมเถิด พระเอกจะว่าอย่างไร หรือจะต้องฆ่ากันตาย ”แย่งกันเป็นเจ้าของโรงยี่เก..โรงนี้..” ณ บัดนั้น พิณพาทย์เชิดอย่างเร้าใจ... กระฉับกระเฉงเหมือนจะเชิญให้นายโรงเก่า..กลับมา พระเอกทำท่าอ่อนระทวยลง ทันใดทันใด

                กลองรัวโหมตีกระหน่ำเสียงดัง..เท่งทึง เท่งทึง ใครจะเท่งทึงๆ ๆ..( เรื่องยังจบ จับตาดูให้ดี..อย่ากระพริบตาทีเดียวเชียว..