Get Adobe Flash player

การบ้านการเมืองสับสน.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                หลังจากการทำรัฐประหารราบรื่นวางหมากกลไว้เรียบร้อยอย่างพิถีพิถัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ระหว่างพวกปฎิวัติกับพวกถูกปฎิวัติ  ปัจจุบันนิยมเรียกกันว่า  “วิน..วิน”  ชนะด้วยกันทั้งคู่ 

                การปฎิวัติที่ผ่านมาน่าจะเป็นเพียงแค่โอนถ่ายอำนาจ หรือ “ขัดตาทัพ”  ยามที่บ้านเมืองสับสน ระหว่างนั้นกระแสเสียงเรียกร้องให้ ล้มอำนาจการปกครองรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” กระหึ่มหนักดังขึ้นทุกวัน

                อันที่จริงอำนาจรัฐที่แท้จริง มิใช่ของคนมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (หรือ นายิกรัฐมนตรี) “คนสวยหมวยปู” อยู่ในตำแหน่งเป็น”หัวขบวน”จะเข้าใจหรือ (ทำเป็น)ไม่เข้าใจก็ตาม แต่ความเป็นจริงคือ “อำนาจการปกครองประเทศ ยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ตัวจริงเสียงจริง อยู่ที่ น.ช. (หนีคุก) พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ควบคุมอำนาจสั่งราชการอยู่เหนือยิ่งลักษณ์ อยู่อย่างเข้มๆ  มีคำขวัญว่า “ทักษิณ คิด ยิ่งลักษณ์ ทำ” รู้ๆ ก็รู้กันอยู่..ไม่ใช่หรือ..

                เพราะฉะนั้นบทบาท “แกล้งโง่”  แบบเนียนๆ เหมือนกันเปี๊ยบกับ คนโง่จริงๆ มาตั้งแต่เกิด ตีหน้าเซ่อซ่าซื่อบื้อจนติดเป็นนิสัยถาวรตลอดมา  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  จึงถลำรับบทบัดสีบัดเถลิง กับ บัดซบ  ล้วนๆ มาแสดง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “การมุ้ง” หรือ “การเมือง”  มีทั้งเรื่อง “การเมืองบัดสี” หนีการประชุมรัฐสภาฯ (การเมือง)ไปปรึกษาหารือกับนักธุรกิจที่ส่อว่าจะมีการมุ้งผลัดกันตบยุงกับใคร?  เข้าไปยุ่งด้วย  คาดกันว่าปากโป้งของนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร เอาเรื่องในที่มืดๆ ไปพูดในที่สว่าง ๆ เลยเหมากันไปว่าเป็นสาเหตุ ทำให้เกิด “เป็นไข้โป้ง”  “ซวยกลุกม้อ”จนบัดนี้การสืบสวนคดีของตำรวจไทย ตามเรื่องไปเข้ากลีบเมฆ เงียบหายไป เรื่องราวคงจะกลับมาเริ่มกันใหม่ แต่จะกลับมาได้หรือไม่ อยู่ที่ หัวหน้าคณะปฎิวัติ จะสั่งให้ “แงะ” แกะเรื่องนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นกันใหม่โดยไม่มี “แพะ” รับบาปได้หรือไม่  เดาใจกันยาก เพราะแต่ละเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน อย่างเรื่อง การติดตามจับตัว ทักษิณ ชินวัตร เงียบหายจ้อยไปเลย ไม่เอ่ยถึง นึกว่า”ปิดทุกคดี” ไปเรียบโร้ยสส์ แล้ว หลังจากปฎิวัติกรมตำรวจ ก็เปลี่ยนตัวแสดงใหม่ โยกย้ายกันยกใหญ่ เรียกได้ว่า “เปลี่ยนขั้วอำนาจกันใหม่หมด”   

                โปลิศจับตำรวจ (ระดับเจ้าพ่อมาเฟีย) คือจับ  พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ไม่รู้ว่าเอาเรื่อง “บุญคุณต้องตอบแทน..แค้นต้องชำระ”มาผสมโรงด้วยหรือไม่ ข่าวจับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการสอบสวนกลาง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในวันที่ 12 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เซ็นคำสั่งด่วนตอนตี 4  มีคำสั่งย้ายผู้บัญชาการสอบสวนกลางแล้วก็รองอีก 2 คน  มีคำสั่งให้ไปรายงานตัววันที่ 12 ไม่มีการปรากฏว่าทั้ง 2 ไปรายงานตัวหรือไม่ ก็ไม่รู้มีการรายงานตัวหรือไม่ ผู้สื่อข่าวไปรออยู่ ก็ไม่มีปรากฏข่าวสาร  วันที่ 14 มีคำสั่งย้ายต่อเนื่องมาอีก อีก 4 คน เป็นระดับผู้กำกับ จนกระทั่งวันที่ 14 นั้น พอมีคำสั่งย้ายในช่วงบ่าย  บอกว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เรียกประชุม ในส่วนที่อยู่ในสอบสวนกลางทั้งหมดเพื่อจะลดแรงกระเพื่อมและทำความเข้าใจ ประเด็นปัญหาที่อธิบายกับสังคมว่าทำไมต้องมีการย้ายผู้บัญชาการ  จนกระทั่งเป็นเรื่องเป็นราวเกิดขึ้นในระยะเวลา 2-3 วันต่อมา มีการเสียชีวิตของนายตำรวจ  พ.ต.อ.อัครวุฒิ หลิมรัตน์ พอเสียชีวิตไปกระบวนการในการออกหมายจับ มีข่าวบอกว่ามีการมอบหมายให้ออกหมายจับ ก็ปรากฏว่าศาลอนุมัติมาพร้อมกับข่าวที่ควบคุมตัวนายตำรวจที่ปรากฏชื่อไว้ได้หมดแล้ว

                 เรื่องนี้ในส่วนของ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ มีแต่ “ติดคุก” จะยาวไปถึงวันตายในคุกหรือเปล่า..ไม่รุ๊ . เรื่องราวบัดสีคดีนี้ ถ้าไม่เปิดไฟเขียวผ่านตลอดให้เล่นกับถึงยึดทรัพย์ (สะสมไว้ได้ประมาณสองพันล้าน) ยัดเข้าคุกยาวเสียเลย จะได้จบเรื่องจบราวไร้กังวล  คดีนี้รวมๆ กันน่าจะมีโทษน่าจะถึงร้อยปี.. “ประหารชีวิต” ดีกว่าไหม เชือดไก่ให้ลิงดู ..ซะเลย..เพ่

                ว่ากันอีกทีถึงเรื่องน่าคิดน่าติดตามเรื่องของคนอยู่ในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าที่ตำแหน่งปกครองสูงสุดของประเทศ คือ “นายิกรัฐมนตรี” (คุณหญิงหมวย) ควรจะต้องให้ความสำคัญ ฟังความคิดเห็นของการประชุมด้วยตัวเอง มากกว่าจะอ่านรายงานจากที่ประชุม  (ไม่น่าจะมีเวลาอ่าน) จะรู้ข้อเท็จจริงได้อย่างไร หรือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของพี่ชาย ได้รับฟังเสียงสดๆ การถ่ายทอด (จากสภาฯ) โดยตรง (จากเหล่าลูกหาบกระบอกเสียงของรัฐบาล “ถ่ายทอดสดวงจรปิด” ให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้รับรู้ทันเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นแล้ว

                เรื่องการเมือง (สมัยนายิกหมวยปู)  หนีไม่พ้นโครงการรับโกงชาติ อุ้ย..ขอโทษพูดผิด..โครงการรับจำนำข้าว ทำลายสถิติ (บรมมหาวิชาโกง) รัฐบาลไทยทุกสมัยชิดซ้ายไปได้เลย ยกเว้น สมัย นักโทษชาย ทักษิณ ชินวัตร (เฮียแม้ว) เป็นนายกรัฐมนตรี ซี้ซั้วฮั้วกับน้องสาว (หมวยปู) เรื่อง “รับจำนำข้าวจากชาวนาทุกเม็ด” (คาดว่า แต่ละเม็ดมีค่าเท่ากับหนึ่งบาทไทย)   โกงเงินภาษีของประชาชนไป นับแสน ๆ ล้าน  ปัจจุบันเห็นตัวเลขจากข่าว นสพ.ไทย (ค่ายโครต ชินวัตร) บางฉบับว่าลดราคาลงให้แล้ว อยู่ที่ตัวเลข หกถึงเจ็ดแสนล้าน (นิดหน่อยเท่านั้นเอง)  นสพ.ในเครืองของโคตร “ชินวัตร”  พยายามชี้แจงให้เห็นว่า เงินจำนวนนั้นจิ๊บจ้อย เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แค่ผิดมารยาททางการเมืองหน่อยเดียว  ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรี่องธรรมดา (ที่ไม่ธรรมดา)  เท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องราวใหญ่โตมโหระทึก แต่อย่างไรไม่  

                การออกมาประโคมข่าวว่า “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะลงสมัครผู้แทนฯ ครั้งใหม่ (ถ้ามีขึ้นจริงอีก 6 เดือนข้างหน้า)  ในลักษณะของคนที่มั่นใจว่า จะพ้นคดี เรื่องการโกงข้าว เป็นข่าวอื้อฉาวอยู่ในปัจจุบัน  อดคิดไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร (เรื่องรับจำนำข้าว จะเป็นมวยล้มต้มคนดู หรือไม่)  ใครให้คำมั่นสัญญา (อีกแล้ว)  “หมวยปู”  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความมั่นใจสูง มั่นใจถึงขนาดว่า จะไม่ถูกตัดสิน ให้มีความผิดที่เจ้าตัวจะต้องรับผิดชอบ ถ้ามั่นใจไปกับ “คณะรัฐบาลทหาร” ชุดนี้มีคับฟ้าใหญ่เกินกว่าแผ่นดินไทยมีอำนาจทุกอย่างอยู่ในมือ ทั้ง อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และ ตุลาการ

                ถ้าไม่อย่างนั้น คงจะมั่นใจในคำพูดของ หัวหน้าคณะปฎิวัติ ว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งในหนึ่งปี..แน่นอน..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอนมาแน่ๆ  ระยะทางพิสูจน์ม้า เวลาพิสูจน์คน  เป็นการเตือน (จิก) ถาม กันไว้แต่เนิ่นๆ ว่า “อำนาจ” เข้าปากใครแล้วคายไม่ค่อยจะออก (หนูจะบอกให้เพราะประสบการณ์นั้น หนูปู ได้เรียนได้รู้มาด้วยตัวเอง)

                ในฐานะที่ (ผู้เขียน)  เคยเป็น “ลูกเสือ” สมัยเรียนระดับชั้นมัธยมยังไม่ลืมคำขวัญที่ว่า “เสียชีพ..อย่าเสียสัตย์” ยังติดอยู่ในสมอง เชื่อว่า คนที่เรียนมัธยมศึกษา ต่อจากนั้นมาจนถึงรุ่นของ ลูกเสือชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นักเรียนโรงเรียนวัดนวลนร   ดิศวนาราม   คงจะเคยสาบานตนไว้สมัยเป็น “ลูกเสือ”ด้วย น่าจะยึดถือคำขวัญ “เสียชีพ..อย่าเสียสัตย์”ให้แน่นๆหน่อย (คนละอย่างกับคำว่าแน่นหน้าอก)  ยังมีคำพูดเตือนใจอีกอย่างหนึ่งถึงเรื่องคำมั่นสัญญาหรือเรื่องการพูดว่า “คำพูดเป็นนาย”

                “คำพูดเป็นนาย” น่าจะกลายเป็นความอึดอัดของ นายกฯ พล. อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  การพูดจาของ ผู้นำลำดับหนึ่งของประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่น่าจะเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็น “นักการเมือง” (เคยพูดไว้ทำนองว่า  เข้ามาเพื่อหยุดเรื่องสุ่มเสี่ยงการเข่นฆ่ากันของม๊อบ กปปส.กับกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น ว่าอะไร ก็ว่าไปตามกัน ไม่ว่ากัน)

                “เดอะแม้ว”เจ้าเหนือชีวิตของคนเสื้อแดงยอมรับไหมว่า “ตัวเองเคยโกง” อย่างอ้าซ่า อร้าอร่าม มีเรื่องฟ้องร้องอยู่ในศาลอีกบานตะไท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคอขาดบาดตายแค่ละเรื่อง มีโอกาสติดคุกด้วยทุกเรื่อง ครั้งเมื่อศาลตัดสินจำคุกสองปีคดีซื้อที่ดินรัชดา แม้ว เผ่นหนีไม่ยอมรับโทษไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ทำตัวอยู่เหนือกว่าประชาชนคนธรรดากระทั่งดูเหมือนว่า ทำตัวยิ่งใหญ่เกินตัวมากเกินไป ยิ่งกว่านั้น “เดอะแม้ว”โกงหลายซับหลายซ้อนใช่หรือไม่ เรื่องการผูกขาด เล่นแร่แปรธาตุ ตัวอย่างเรื่องหวยล๊อคกองสลากกินแบ่งรัฐบาล  การกระทำเช่นนั้นเรียกว่า  เป็นการโกงวินาศสันตะโร โกงกระทั่งคนจนเกือบจะไม่มีข้าวกรอกหม้อจริงหรือไม่  เอาอดีตนายตำรวจคนเป็นหัวหน้ารักษาความปลอดภัย ไปเป็นผู้อำนวยการกองสลาก แต่งตั้งกันเข้ามา ที่เห็นซึ่งๆ หน้าเรื่องการขายสลากเกินราคากว่าที่กำหนดไว้ “ส่วนเกินอาทิตย์ละเป็นแสนเป็นล้านเข้ากระเป๋าใคร” ผอ.กองสลาก รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ส่งส่วยไปให้ใครต่อ  ปัจจุบันถูกเด้งจากตำแหน่ง ผอ. กองสลากฯไปแล้ว วันนี้ ได้กลับเข้ามารับราชการตำรวจ อีก เรื่องของเรื่อง เหนือคำบรรยายจริงๆ “ทำดีได้ดีมีที่ไหน..ทำชั่วได้ดีมีถมไป”มีมากมายสมัย “เดอะแม้ว” ยกมาย้ำให้คิดให้เห็นกันอีกที

                 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  หัวหน้าคณะรัฐประหาร (คสช.) และ นายกรัฐมนตรี เคยพูด (ตรงๆ หรือเฉียดๆ) ว่า จะจัดให้ “มีการเลือกตั้ง” ภายในหนึ่งปี ระยะเวลาตังกล่าว ผ่านมาแล้ว 6 เดือน เหลือเวลาที่จะถึงกำหนดไว้ว่าหนึ่งปีคืออีก 6 เดือนข้างหน้า คำมั่นสัญญาถูกทวงถามแล้วจาก อดีตนายิกรัฐมนตรี  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงเรื่องการเลือกตั้ง เพราะเธอกระสันตำแหน่งนายิกฯ แทบจะดิ้นพลาดๆ อยากเสียจนน้ำลายฟูมปาก เพราะเสพติดในอำนาจถึงขนาดนั้น

                โอ้ย..มันบ่แน่หรอกนาย..ไม่มีใคร “ทายใจ” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า จะยังมั่นคงกับคำพูดที่ว่า ขอเข้ามาจัดความสงบสุขของบ้านเมือง คืนความสุขให้ประชาชน พลาดได้ยังไงไม่รู้  พูดออกมาว่ากำหนดเวลาไว้ว่า “หนึ่งปี” เท่านั้น

                คิดไหมว่า ถ้าต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (จากการยึดอำนาจ) แล้วยังเกษียณอายุราชการอีก เป็นสองเด้ง

                คนที่เคยเป็นใหญ่เป็นโตไม่ติดอยู่กับอำนาจ ประเทศไทยเคยมีอยู่หรือไม่ ยังคิดไม่ออก เพราะวงการเมือง ที่มีทั้งอำนาจ และ เส้นทางการเงินหอมหวล กินได้ดมได้ไปตามลม ใครเข้ามาแล้ว “ติดชนัก”เป็นกับดักนักการเมืองอยู่ตรงนั้น”ดิ้น” อยู่ตรงนั้นเอง คำมั่นสัญญา มาจากคำพูดประโยคที่ถือกันว่า  “คำพูดเป็นนาย” ผูกมัดตัวเอง เชื่อว่า ในวันเวลาที่พูด ..คิดอย่างนั้นจริงๆยอมรับกันบ้างว่า คิดกันอย่างนั้นมาหลายรุ่นแล้ว เละทุกรุ่น แต่เหตุการณ์ ในวันเวลาถัดมา ย่อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เมื่อถึงเวลาต้อง “ลงจากหลังเสือ ”  ทำใจกันไม่ได้ มีอาการคล้ายๆจะ “ลงแดง”  เหมือนคนติดยาเช่นเดียวกันทุกคน

                ยิ่งเป็นระดับ ทหารยศ พลเอก. อดีตผู้บัญการทหารบก  กับเรื่องการพูดจาคล้ายสัญญาประชาคม คงจะไม่มีใครคิดว่า เป็นเรื่องพูดเล่นๆ เลยกลายเป็นว่า “ติดกับดักของตัวเอง เข้าไปนั่น” ยิ่งเป็นนายกฯ ที่มาจากรัฐประหารก็ยิ่งจะต้องคิดหนัก

                รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาจากการเลือกตั้ง ถือว่าได้มาด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน (รากหญ้า) และชาวเสื้อแดง           การันตี ด้วยคุณภาพว่าผู้ต้องการเป็นนายกฯ หรือนายิกฯ แต่ละคนล้วนแต่ “หน้าหนา หนังหนา ยิ่งกว่าทั้งช้างทั้งแรต”

                 ถึงแม้ว่าจะมีเสียงลือเสียงเอ่าอ้างว่า “โกง” กันเข้ามา ด้วยวิธี “ซื้อเสียง” ใช้เล่ห์เหลี่ยมร้อยแปดพันเก้าทุกขบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงส่วนใหญ่  แต่ถ้า กกต. ปล่อยให้ผ่านเข้าไปถึงกับ ตั้งรัฐบาลได้ เห็นชอบด้วย แล้ว  คณะผู้ที่ต้องรับผิดชอบควรลงโทษ  “กกต.” การจะไปกล่าวหาว่า “ใครโกง”โดยไม่มีหลักฐานยืนยันมิได้ ..ต้องว่าไปตาม “เห็นชอบของกกต.                 ขณะนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งอยู่บน “หลังเสือ” ลิ้มรส ความหอมหวานของอำนาจ ครบถ้วนขบวนความแล้ว ยากอย่างยิ่ง จะกลับไปเป็น “ชาวบ้านธรรมดา” เกิดความวุ่นวายใจไม่ต่างกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

                ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมีความอยากสุมทรวง กระสันจะเป็นนายิกฯ  อีกสักทีสองที  เอวัง.ก็มีด้วยประการะฉะนี้ เช่นกัน..