Get Adobe Flash player

อภิสิทธิ์ชน โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                    คำว่า  “อภิสิทธิ์” จากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น อภิสิทธิ์ชน นั้น มีความหมายอย่างถูกต้อง หรือใกล้เคียงกับความถูกต้อง ตามคำกำจัดความของ “อภิสิทธิ์ชนที่พูดๆ ถึงกันน่าจะเข้าข่าย ของผู้ที่มีอิทธิพล ส่วนใหญ่แล้วทำตัวเหนือกฏหมาย เช่น ใช้สิทธิ์ที่ไม่ควรได้ อย่างเช่น  สิทธินอกเหนือขอบเขต, สิทธิเหนือกฎหรือระเบียบที่วางไว้, สิทธิที่ได้รับนอกเหนือไปจากกฎหรือระเบียบที่วางไว้ ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้ชื่อว่า “อภิสิทธิ์ชน” ใช้ “สิทธิ์” ที่ไม่ควรมี ไม่ควรได้ อย่างปัจเฉกชนทั่วๆ ไป ถึงแม้ว่า จะจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แต่การกระทำนั้นเหมือนกับ มี “สิทธิ์พิเศษ” เหนือกว่าบุลคลทั่วๆ ไป ละเมิดสิทธิ์เหนือกว่าบุคคลธรรมดาๆ  อย่างน่ารังเกียจ น่าชัง จนถึงหน้าด้านได้ไม่เคอะเขิน

                    ผู้ที่มีอิทธิพลไม่ว่าจะในทางดี (มีน้อย) ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่เข้าข่าย “อภิสิทธิ์ชน” ใช้อิทธิพลจากตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้ที่มี “อำนาจทางกฏหมาย” แต่ใช้อำนาจนั้นอย่างไม่ชอบธรรม ละเมิดกฏหมาย ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ที่เป็น  “คน” เหมือนกัน แต่มีสิทธิ์ไม่เท่าเทียมกัน ในส่วนของ “บุคคล” (ตั้งแต่คนเดียวไปถึงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเป็นก้อน ร่วมกันละเมิดสิทธิ์ กฏหมาย แม้กระทั่งสิทธิ์ส่วนตัวของคนอื่น การกระทำขัดกฏหมาย คือเข้าแย่งชิง ปล้น จี้ บังคับขู่ข็ญ แย่งชิงสมบัติของผู้อื่น  (เรียกพวกชั่วช้าเหล่านั้นว่า “โจร” แต่ถึงกับทำร้ายถึงชีวิต ต้องเรียกว่า “โจรอัปรีย์”)

                    แต่กับ “นักการเมือง” หรือข้าราชการคอร์รัปชั่น นักการเมือง “ตัวตลก” หรือข้าราชการตลก “แด็กส์” หลอกลวงประชาชนเหล่านั้น มีการกระทำเช่นเดียวกับกลุ่มโจร ตีชิงเอาทรัพย์สมบัติของประชาชน โดยใช้อิทธิพลเถื่อนถ่อยที่มีอยู่ แม้ยังจะเลี่ยงกฏหมายไปได้  หรือยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เพราะใช้อำนาจหรือบารมีเรียกกันว่าพวกนักการเมือง ที่ประชาชนให้ความเคารพนบนอบ แต่กลับมีการกระทำไม่ต่างกับโจร  ปล้น จี้ ตีชิง วิ่งราว เรียกแตกต่างกันออกไป  ตั้งแต่ มหาโจร  ถึง โจรกระจอก

                    แต่กับ “อภิสิทธิ์ชน”  (คนชาติชั่ว)  เหนือกว่ากลุ่มมิจฉาชีพ  ที่พูดถึงมานั้น ยังไม่เห็นมีใครจะเหนือไปกว่า “อภิมหาอภิสิทธ์ชน “คนที่ยังคงครองอันดับ “สูงสุด” อยู่ เรียกกันว่า  ชินวัตรตัวโคตร เคยมีตำแหน่งเบ้อเร่อเบ้อเท่อ อยู่ในประเทศไทยมาก่อน จนกระทั่งถูก “ศาลอาญาพิพากษาจำคุกแล้ว” ยังอ้างว่าเป็นเรื่องการเมืองลอยนวลอยู่งต่างประเทศได้สบายมาก (รัฐบาลติดตามตัวมาลงโทษอย่างจริงจัง ..หรือ..ปล่าว)  ที่อ้างว่าถูกตัดสินจำคุกว่าเป็นเรื่องการเมือง เรื่องจริงคือการใช้อิทธิพล(ผิดกฏหมาย) เอาเปรียบผู้เรื่อง (โกง) ประมูลซื้อที่ดินรัชดา ไม่มีความละอายต่อบาปกรรมผีสางเทวดา ไม่ว่าจะเป็นหน้าอินทร์ หน้าพรหม หน้าพญายม รวมทั้งพรรคพวก หน้าหมู หน้าหมา  ยังอับอายแทน  “ความเหี้ยม” เรียกพี่ เพราะ ม.ม้า ยังวิ่งหนีป่าราบไป

                    ทุกวันนี้ .. ยังมีคู่แข่งขันอาจจะชิงกับ “โคตรเก๋าชินวัตร” ได้แล้ว หาใช่ใครที่ไหนไม่ เป็น “เชื้อไม่ทิ้งแถว” ถูกตั้งข้อหา “ยิ่งกว่าทำ อนาจาร” เรื่องคาวๆ จนเคยชิน ไม่ใช่แค่เรื่องอื้อฉาวใน “โครงการ (รัฐบาล) รับจำนำข้าว” อย่างเดียวเท่านั้น

                    คุณน้องหมวย เป็นประธาน โครงการรับจำนำข้าว รัฐบาล (ประเทศไทย) เสียหายขาดทุนยับเยิน

                    โครงการรับจำนำข้าว (แต่มุบมิบขมิบเสียเอง)  ทำให้เห็นเป็นบทเรียนว่า มีวิธีการทำอย่างไรให้ “ขาดทุน” มโหฬารบานตะไท เสียหายไปเท่าไรแล้ว เรื่องการค้าข้าว เป็นอาหารหลักของคนกินอยู่ครึ่งค่อนโลก สินค้าที่ไม่เคยขาดทุนเพราะข้าวไทย อยู่ในความนิยมของประเทศ บริโภคข้าวเป็นอาหารมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวหอมมะลิ  (ข่าวว่า มีการจดทะเบียน เป็นของคนอื่น ไม่ใช่ของไทยไปแล้ว)  อย่างไรก็ตาม เรื่องค้าขายข้าว ไม่เคยขาดทุนหนักหนาสาหัสถึงกับเดี้ยง อย่างทุกวันนี้  มีแต่ว่าจะได้กำไรมากหรือกำไรน้อย แค่เสมอตัวก็น่าอับอายขายหน้าอยู่แล้ว ประเทศไทยมีข้าวเป็นสินค้าหลักในการส่งออก จะทำกำไรให้มากหรือน้อยก็ตาม แต่สมัย “รัฐบาลหมวยปู” มีความสามารถทำให้ “ทุนหายกำไรหด” ได้มหาศาล ส่วนที่เป็นกำไร ใครได้..ใครรับทรัพย์อื้อซ่า ส่วนที่ว่า “ขาดทุนไปแปดแสนเก้าแสนล้าน” ตัวเลขน่าสะพรึงกลัว ควรจะเป็นกำไร.. อยู่ในกระปี๋ หรือ กระเป๋าใคร อยากจะรู้จักโฉมหน้าแท้จริงยิ่งนัก.. ว่าใครเป็นใครหรือหล่อนเป็นใคร  .ขอให้ติดตามกันต่อไปไม่ใช่เรื่องธรรมดา ๆ จนกว่าจะสืบสาวราวเรื่องไปถึง “อภิสิทธิ์ชน”  คนที่ถูกกล่าวหาถึง ความรับผิดชอบ ว่าจะมีใครถูกลงโทษบ้าง แล้ว“ยึดเงิน (กำไร) คืนชดใช้ค่าเสียหาย” ให้ ประเทศไทย เชื่อว่า ไม่น่าเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง จะคอยดูว่า ..จะมีใครต้องรับโทษกันบ้างไหม..  แต่กว่าจะถึงวันนั้น ..วันนี้ มาติดตามคดีความช่วยกัน “ลุ้น” เรื่องราวที่กล่าวมา ว่ามันจะพัวพันอิรุงตุงนังขนาดไหน

                    เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 7 ม.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการ กกต. แถลงถึงความคืบหน้าในการพิจารณาสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ว่า ในปีที่ผ่านมามีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งส.ส. รวมทั้งสิ้น 9 สำนวน โดยแบ่งเป็นสำนวนคัดค้านพรรคเพื่อไทย 7 สำนวน และคัดค้านพรรคประชาธิปัตย์ 2 สำนวน โดยมีสำนวนที่ กกต. พิจารณาแล้วเสร็จ 4 สำนวน ได้แก่ กรณีร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกับพวก ขาดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. เนื่องจากร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. โดย กกต.มีมติยกคำร้อง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยกรณีดังกล่าวแล้วว่า ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ และตอนนี้ผู้ถูกร้องพ้นสมาชิกสภาพไปแล้วจึงไม่มีประเด็นให้พิจารณาอีก

                    รองเลขาธิการ กกต. กล่าวต่อว่า กรณีร้องคัดค้านน.ส.ยิ่งลักษณ์ อาศัยอำนาจทางการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกประกาศในการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (ตั้งแต่ปลายปี 48-เดือน พ.ค.53) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มฐานเสียงของตัวเอง โดยกกต. มีมติสั่งไม่รับเป็นเรื่องร้องคัดค้าน กรณีร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและระเบียบกกต. โดยกกต.มีมติยกคำร้อง และกรณีร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวหาว่าออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว โดย กกต.มีมติสั่งไม่รับเป็นเรื่องร้องคัดค้านเนื่องจากกลุ่มกรีนซึ่งเป็นผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

                    นายดุษฏี กล่าวอีกว่า ส่วนสำนวนที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. 2 สำนวน ประกอบด้วย

1.สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวหาว่า ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว และ

2.คำร้องคัดค้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แถลงข่าวใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยและผู้สมัคร

                    นอกจากนี้ มีสำนวนที่อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการ 3 สำนวน ได้แก่

1.คำร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. กรณีใช้ทรัพยากรและบุคลาการของรัฐในการหาเสียง ให้เงินช่วยเหลือครอบครัวของ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ

2.คำร้องคัดค้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ หาเสียงทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นคุณต่อผู้สมัครพรรคเพื่อไทย และ 3.คำร้องคัดค้านนายสมัย เจริญช่าง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวหา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ทางช่องบลูสกาย ทีนิวส์ ขึ้นป้ายโฆษณาโดยใช้สัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ ใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยและน.ส.ยิ่งลักษณ์

                    นายดุษฏี กล่าวว่า นอกจากนั้น กกต.ยังได้พิจารณายกคำร้อง กรณีคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ว. ในคำร้องคัดค้าน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา  อดีต ส.ว.กทม. จากการที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต ส.ว. สรรหา ขึ้นเวทีปราศรัยกลุ่มกปปส. ช่วยหาเสียงให้คุณหญิงจารุวรรณ เนื่องจากกรณีดังกล่าวการปราศรัยของนายไพบูลย์ยังไม่เข้าข่ายที่กฎหมายจะเอาความผิดได้ และ กกต.ยังมีมติ ให้ใบแดงผู้บริหารท้องถิ่น 1 สำนวน กรณีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง นายกและสมาชิก อบต.ไชยมนตรี อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ประเด็นสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ซึ่งเป็นทรัพย์สิน

                งวดเข้ามาทุกทีสำหรับการแถลงชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการพิจารณาถอดถอน คดีโคตรโกงการรับจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

               และเหล่าทีมทนายหน้าหอต่างก็เริ่มเปิดประเด็นการชี้แจงที่ตระเตรียมไว้ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ "อ่าน" ชี้แจงต่อ สนช. ซึ่งคำชี้แจงแต่ละประเด็นล้วนแต่เป็นการตะแบง แถไถไปอย่างไร้เหตุผล ดังนั้นประชาชนคนไทยควรจะได้รู้ทันข้อแก้ตัวประเด็นต่างๆ ไว้ด้วย เพื่อมิให้หลงเชื่อหลงผิดไปตามคำตะแบงชี้แจงที่ตระเตรียมไว้ ดังนี้

1. การตะแบงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มิได้กระทำทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว
          -ข้อเท็จจริง การชี้มูลความผิดจนนำมาสู่การยื่นถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ชี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ โกงชาติปล้นแผ่นดินเอง แต่กล่าวโทษในฐานะผู้นำกลับละเว้นปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ จะปฏิเสธว่าไม่ได้เข้าประชุมมิได้ และถึงแม้ไม่ได้เข้าประชุมแต่ก็เป็นประธานที่ประชุม ครม.อนุมัติโครงการ อนุมัติแหล่งเงินกู้ รวมทั้งไม่ยอมรับฟังคำทักท้วงองค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ

2. มีการแก้ตัวว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ขาดทุน
          -ข้อเท็จจริงปรากฏตามการแถลงอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังระบุชัดว่า โครงการรับจำนำข้าวทำให้ประเทศเสียหายเบื้องต้นเกือบ 7 แสนล้านบาท ในขณะที่ คำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่าไม่ขาดทุนนั้นไม่มีหลักฐานรายงานอ้างอิงแต่อย่างใด

3. การอ้างว่า โครงการรับจำนำข้าวช่วยชาวนาและประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ
          -ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ามีการค้างจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนาทั่วประเทศ จนมีชาวนาถึงกับฆ่าตัวตายไปแล้วกว่า 10 ราย

4. การอ้างว่า สนช. ไม่มีอำนาจถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 สิ้นสภาพไปแล้ว
          -ข้อเท็จจริง การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นการทำตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 58 ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวยังให้มีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการสิ้นสภาพของรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่อย่างใด

               เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเช่นนี้ ทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยังจะตะแบงให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชี้แจง ในประเด็นที่จะตบตา สนช.และคนทั้งประเทศ เพื่อเอาตัวรอดไปแบบน้ำขุ่นๆ ดังนั้น ประชาชนคนไทยทั่วประเทศกำลังจับจ้องมองว่า ระหว่างทีมทนายจนตรอก กับ สมาชิก สนช. ใครจะมีความฉลาดเฉลียวกว่ากัน ซึ่งไม่นานนี้ก็คงจะรู้ โฆษกฯรัฐบาล ไม่ห้าม เสื้อแดงให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ วันแถลงเปิดคดีสำนวนถอดถอน 9 ม.ค. ขออย่าขัดต่อกฎหมาย เชื่อไม่มีข่มขู่ สนช.

                “พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเข้าชี้แจง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันศุกร์ที่ 9 ม.ค.นี้ ต่อ ที่ประชุม สนช. ที่รัฐสภา ในสำนวนถอดถอน กรณีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ว่า การให้กำลังใจของคนเสื้อแดง เป็นเรื่องส่วนบุคคลสามารถทำได้ แต่คงทำอะไรที่ขัดต่อกฎหมายไม่ได้ ทั้งนี้ต้องดูเจตนา ซึ่งที่ผ่านมา คสช.กฎอัยการศึกไม่ได้บังคับใช้ในทุกกรณี ทางออกของ”คสช.กรณีการใช้กฏอัยศึก .. “ชักเข้าชักออกได้” ......

                “เสื้อแดง”ชุมนุมได้ไม่ว่ากัน แต่อย่าถึงกับยื่นคำขาดขอคืนตำแหน่ง”อภิสิทธิ์ชน”ให้ยิ่งลักษณ์เลย จะเป็นพระคุณยิ่ง..