Get Adobe Flash player

ปริศนา..คาใจ โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                เรื่องราวในวงการเมือง ตัวแปรในการขับเคลื่อนประเทศ จะเอนเอียงไปในทิศทางใดก็ตาม ย่อมอยู่ในมือของกลุ่ม ที่เข้ามาบริหารจัดการประเทศเรียกว่า “รัฐบาล” หนีไม่พ้นคำพูดที่ว่า  “พายเรืออยู่ในอ่าง” ซ้ำๆ ซากๆ หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือ ลากตั้ง (จากการปฎิวัติ)  ก็เช่นเดียวกัน

                คำพูดที่ใช้ได้อยู่ทุกสมัยคงจะหนีไม่พ้นคำว่า “สมบัติผลัดกันชม” ต่างกันอยู่นิดเดียวว่า ใครคณะไหนเข้ามาเป็นคณะรัฐบาล “จะมีความหนาบางมากกว่ากัน” ไม่ว่าจะคุยว่าบริหารประเทศอย่างมี  “โร๊ดแหม็บ” หะรูหะหรา” มากางแผนที่ให้ประชาชนชื่นชมกับ “วางกลไก” ที่วางไว้เชื่อใจได้ขนาดไหน อย่างไร.. ก็ตาม ท้ายสุดเมื่อถึง  “จุดอิ่มตัว” ไม่ว่าจะลาออกหรือถูกไล่ออกก็ตาม  คณะรัฐบาลที่ผ่านๆ มาหลายคณะแล้ว เห็นๆ อยู่ว่าถ้าไม่ใส่ “หัวโขน” เข้ามา ก็จะเปลี่ยนวิธีการเล่นใหม่เป็น “จำอวด” หรือ “มายากล” ตบตาประชาชน ชนิดที่ว่าหนีไม่พ้น “มุกเดิม” วนเวียนเป็นวัวพันหลักอยู่อย่างนั้น..เหมียนเดิมส์

                วันนี้ รัฐบาล ไม่น่าจะเรียกว่า ชั่วคราว เพราะทำท่าว่าจะอยู่ไปอีกนานเท่าไร..ยาวเท่าไรยังไม่รู้

                ไม่มีความแตกต่างกันมากนักสำหรับ รัฐบาลมาจากการ “เลือกตั้ง”หรือจากการ “ลากตั้ง” มีคอหยักๆ สักแต่ว่าเป็นคนเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนรัฐบาลที่มาจากการ “ปฎิวัติ” น่าจะ “ฝังราก ปักลึก” เพราะมีกำลังทหารหนุนอยู่เป็นทุน แต่สิ่งที่เคยเป็นมาและจะเป็นต่อไปในวันข้างหน้า สมราคาคุยหรือไม่..ไม่รู้..   “โอ้ย..!!! มันบ่แน่..หรอกนาย”

        ทุกวันนี้ คงจะหนีไม่ออกว่า “อำนาจนั้นมันไม่เข้าใครออกใคร” อำนาจจากอาวุธสงครามที่หาซื้อมาไว้เพื่อป้องกันประเทศในยามนี้ เปลี่ยนไป จากการเตรียมอาวุธสงครามเพื่อป้องกันประเทศไว้  นำไปใช้เป็นพลังของผู้ที่กุมอำนาจรัฐอยู่

                คณะทหารรักษาบ้านรักษาเมือง แยกเป็นกลุ่มเป็นก้อนกันมานานแล้ว  ในช่วงเวลาหนึ่งนานมาแล้วสมัยเมื่อนานมาแล้วทหารเรือ จะถูกเล็งว่า เป็นกลุ่มผู้ถืออาวุธที่จะใช้กำลัง “ล้มรัฐบาล” ตลอดมา  จนกระทั่งถูกริดรอน “กำลัง” ออกไปมากจนไม่สามารถจะเคลื่อนไหว เรื่องการใช้กำลังต่อรองกับรัฐบาล ที่น่าจะเรียกว่า “ทรราชย์” ได้หรือไม่ก็ตาม 

                นับเป็นวลานานต่อเนื่องกันเป็นสิบๆ ปีแล้ว ที่ ทหารเรือไม่สามารถจะกระดิกตัวให้ดูน่าเกรงขามได้ (ใครจะกลัวเสือที่ถูกถอดเขี้ยว เล็บ ออกไปเกือบหมดแล้ว)  ไม่ว่า รัฐบาลแต่ละยุคจะถูกเรียกว่าเป็น “ทรราชย์” หรือไม่ก็ตาม กระทั่งถึงสมัย “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นรัฐบาล ส่งไม้ต่ออยู่ยาวมาถึงขบวน “ลูกหาบ” “น้องเขย” จนถึง “น้องสาว” แล้วกำลังฝันว่า จะส่งต่อไปถึง “ลูกที่มีเครื่องเพศเป็นชาย” แต่จิตใจค่อนข้างจะเรียกได้ว่า “กระแดะ” อยู่มาก ความยิ่งใหญ่ในอำนาจของ “คนแซ่คู”  ก็ดูเหมือนว่ายังจะเหนียวหนับจับแน่นอยู่ เพราะ “อำนาจเงิน” ของ “โคตรชิน” เคยใช้ได้ถูกยุคถูกสมัยที่ผ่านมา ผู้คนทั่วๆ ไปบูชาอำนาจเงินที่มีอยู่เหนือกว่า “อำนาจ” ใดๆ ในยุคที่ชาวโลก ตกอยู่ภายใต้ภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ จึงถูก “อำนาจเงิน”เล่นงานจนงวยงงกันไปหมด ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจึง “ผิดเพี้ยน” ไปมาก  ยิ่งในวงการเมืองไทย ใช้เงินอย่างเดียว ถึงขนาดเรียกได้ว่า ถ้าจะ “ส่งเสาไฟฟ้า” ลงเลือกตั้งเป็นผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรของไทยก็ย่อมได้  เมื่อเหตุการณ์ความวิบัติของบ้านเมืองมาถึงจุดนั้นแล้ว ถามหน่อยได้ไหม..ถามว่า .. ระบอบการปกครองประชาธิปไตย ของประเทศไทย (? ) ที่ใช้อยู่ก่อนจะมีปฎิวัติ ของ คสช. ยังจะใช้ได้ดีอยู่อีกหรือ ถึง จะรีบเร่งนำ  “ระบอบห่วยแตกแหลกเหลว” เช่นนั้นกลับมาใช้กันต่อไปได้อีก จึงต้องตั้งต้นเขียนรัฐธรรมนูญใหม่  

                ตัวอย่างน่าเกลียด ที่เห็นตำตา (ถ้ายังไม่ถึงกับตาบอดตาใส)) เห็นกันอยู่แล้วใช่หรือไม่ว่า ขนาด “หมวยปู” เห็นกันอยู่ว่าหน้าตายังเป็นเด็กอยู่ ( เป็นเด็กทางสมอง) แต่ความอึ๋มของร่างกายเป็น “นางสาว” แล้ว พิสูจน์ให้เห็นว่ามีความสามารถ “ผลิตทารกตัวเป็นๆ ”ได้  เป็นผลิตผลที่ออกมาจากตัวตนของ นางสาวปู (ทำได้อย่างไร เป็นความลับไม่ควรเปิดเผยในที่แจ้ง)  มิได้มีบุตร ออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ (หรือหลอดแก้วเมื่อซะไหร่..ละท่าน)

                อย่าพยายามทำตาใส  “ไขสือ” ว่า ประเทศไทยใช้การปกครองแบบประชาธิปไตย (แค่อ้างว่าด้วยวิธีการเลือกตั้ง) สิ่งที่เห็นๆ กันอยู่ไม่สามารถจะปฎิเสธความจริงไปได้เลยว่า ประเทศไทยใช้เงินตรา (ซื้อเสียง) ลงคะแนนเลือกตั้ง   เพราะฉะนั้น ถ้าจะย้อนกลับไปถึง การเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของ “เฮียแม้ว”  ต่อมาถึง “หมวยปู” เบียดตัวเข้ามานั่ง “เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย” ได้ ด้วย “อำนาจเงิน” อย่างแท้จริง (หาได้เป็นเรื่องเล่าหรือเป็นนิยายปรัมปราแต่อย่างไรเลย)

                จะเร่ง ดันตูดให้รีบเดินไปสู่การเลือกตั้งผักชีโรยหน้าอย่างนั้นอีก ไม่รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กันบ้างหรืออย่างไร..

                จะรีบร้อนเดินต่อไป ด้วยระบอบประชาธิปไตย (ไทยๆ) อย่างที่ผ่านๆ มา อย่างไม่เข็ดขาม ไม่ต่างกว่า กินเหล้าใหม่ (ชนิดเดียวกันที่เคยกินมาก่อน) ในขวดเก่า ก็คงจะเมาหยำเป เหมือนกับที่ผ่านๆ มา  ตัวอย่างที่เปรียบเทียบให้เห็นๆ เรื่อง ระบอบประชาธิปไตย ด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ทั้งๆที่ ไม่เคยมีมาก่อนจริงๆ  (ที่ผ่านๆ มาล้วนแต่จอมปลอมทั้งสิ้น)

                ที่คิดและเขียนมาข้างต้นนั้น เพราะ คิด “ปริศนา..คาใจ”  ไม่ออกว่า ทำไม (หรือเหตุใด) ที่ทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อย่าง พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทยแปดปี ส่งสัญญาณ (ให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ยาว)  ท่านพูดให้กำลังใจ ... “ลุงตู่” อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้อย่างไม่มีวันเกษียณ” 

                พูดให้เป็น “ปริศนา..คาใจ” คิดไม่ออกว่า ความหมายที่ “รัฐบุรุษของประเทศไทย” พูดถึงนั้นคืออะไร...

                “ท่านเตมีย์ใบ้”   พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เห็นดีเห็นงามกับ “การปฎิวัติ” รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ..จริงหรือ..

                ประการแรก เชื่อว่า การแก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยการปฎิวัตินั้น ท่านเปรม..คงจะไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ..ถ้าหากประเทศไทย “ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย” จริง  .. รัฐบาลสมัยทักษิณ ชินวัตร มีการโกงชาติ บ้านเมือง โกงเงินภาษีของประชาชน โกงสมบัติของประเทศมายาวนาน จนถึง สมัย “หมวยปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  สืบสานเจตนาของ “พี่ชาย” อย่างคนไร้สำนึก โดยเฉพาะเรื่องโกง “เงินจำนำข้าวของชาวนา” จากหลักฐานเบื้องต้น จาก ห้าแสนล้าน จนถึง เจ็ดแปดแสนล้าน เป็นตัวเลขตรวจสอบได้ ถ้าสืบสาวต่อไป จากรายการที่หมกเม็ดเอาไว้ คงจะไม่น้อยกว่า  แสนล้าน หน้าบาน..ไปเลยนะ “หมวยปู”

                ในสมัยรัฐบาล “หมวยปู” มีคำพูด “ด้านได้..อายอด” ว่า  “โกงเอาแบ่งกัน ..ไม่เป็นไร”

โกงเอามาแบ่งกัน..ไม่เป็นไร หมายถึง แบ่งกันอยู่ในหมู่คนของรัฐบาล ที่มีสันดานคดโกงอยู่ในสายเสือดอยู่แล้ว..โคตรใคร?

                คำพูด ปริศนา..คาใจ .. เป็นการส่งสัญญาณให้ก็คงจะได้ .. มาฟังความเห็นของ “ลุงตู่” บ้างว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เป็นข่าวอยู่ใน นสพ.ไทยหลายๆ ฉบับ  (บางส่วนข้างล่างนี้เอามาจาก นสพ.ไทยโพสท์)

...............................................................................................................................................

                "บิ๊กตู่" ภูมิใจ "ป๋าเปรม" ออกปากชม เพราะท่านไม่ใช่คนธรรมดา

                ยันไม่เปลี่ยนโรดแม็พ อยู่ในตำแหน่งเท่าที่อยู่ได้ แค่ไหนก็แค่นั้น

                พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร  ถึงกรณีที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ส่งสัญญาณให้อยู่ยาว ไม่มีวันเกษียณว่า ท่านพูดอย่างนั้นเหรอ ถ้าพูดกับนักข่าวอย่างนั้นก็พูดไป ไม่ได้พูดกับตน ก็ต้องขอบคุณ
                  “แต่ผมอยู่เท่าที่ผมอยู่ได้ ผมไม่ไปเปลี่ยนแปลงโรดแม็พของผมอยู่แล้ว ขอบคุณ ฯพณฯ องคมนตรี ซึ่งท่านก็หวังดีต่อประเทศอยู่แล้ว ท่านก็เห็นว่าเราทำประโยชน์อยู่ ก็เป็นความเห็นของท่าน ความกรุณาของท่าน แต่ผมก็ต้องมาดูว่าเราจะทำอะไรที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศให้ได้มากกว่า  สื่ออย่ามากังวลกับผมเลย ผมจะอยู่เมื่อไร อย่างไร ขอสื่ออย่าไปเขียนให้เป็นปัญหาไปอีก อย่าไปเขียนว่าผมอยากอยู่ต่อหรือทำอะไรอีก ไม่มี อยู่แค่ไหนก็แค่นั้น หรือถ้าสื่อเห็นว่ามีใครทำได้ดีกว่าผม ก็ไปหามา หรือถ้าจะย้อนกลับไปอย่างเก่าก็ไปหามาอีก ทั้งหมดท่านเป็นคนใช้อำนาจ จะเลือกตั้งหรืออะไรไปว่ามา อะไรก็ไม่เอาสักอย่างจะเอายังไง”
                  ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าอยู่ต่อ ไม่ทันขาดคำ พล.อ.ประยุทธ์ตอบทันทีว่า ไม่อยู่ ไม่มีถ้าอะไรทั้งนั้น จะมาถ้าทำไม มันยังไม่เกิดขึ้น แล้วกติกาเขาว่ายังไง ถ้าจะเกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้น เกิดขึ้นด้วยอะไรไม่รู้ ตนมองแต่เพียงว่าบ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย ประชาชนพึงพอใจวันนี้ วันหน้ากลับไปบ้านอย่างมีความสุข วางอนาคตไว้ให้พวกท่าน แล้วพวกท่านไปเปิดศึกกันใหม่ก็ว่ากันมา แต่ตนไม่เอาด้วย
                ซักว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเปิดช่องให้นายกฯ มาจากคนนอกได้ จะมาหรือไม่ นายกฯ ย้อนว่า เขาเขียนให้มาตอนไหน ผมคิดว่าเขาคงไม่โง่ที่จะให้นายกฯ มาอย่างไรก็ได้ แต่เท่าที่ฟังเป็นลักษณะคือนายกฯ คนนอกมาเมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชี้แจงว่า ที่ผ่านมานายกฯ ไม่มีอำนาจเต็ม ไม่มีนายกฯ ก็ต้องหานายกฯมา ถ้าเอาส.ส.มาก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ อย่าเพิ่งตกใจ
                 "อย่าไปมองว่าเขาเตรียมเพื่อให้ผมมา หรือเตรียมให้คนนั้นคนนี้ ไม่มีใครเขามาหรอก มาแบบนี้ใครเขาจะมา เขาจะเลือกผมหรือเปล่ายังไม่รู้เลย ผมไม่ได้เป็นคนเลือกตัวเอง เขาจึงระบุว่า มาได้กรณีที่มีเหตุติดขัด กรณีที่นายกฯ มาจากการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ กรรมาธิการจึงแก้ปัญหาตรงนี้"
                ถามว่า ประเด็นนายกฯ มาจากคนนอก นักการเมืองตกใจเร็วเกินไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องไปบอกเขา ไปบอกเขาไปเขียนเป็นคอลัมน์เลยว่า อย่าเพิ่งตกใจมากเลยนะคะ เรื่องต่างๆ ทั้งหลายสื่อไปเขียนแบบนี้ สื่อต้องไปบอกคนพูด ตนไม่ได้พูด  “ถ้าทุกคนบริสุทธิ์ใจอย่างที่ผมบริสุทธิ์ใจ ผมไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ถ้าคนดีมันก็ต้องดี ถ้าคนดีก็ต้องเลือกตั้ง ถ้าคนบริสุทธิ์ใจนะ แผ่นดินนี้ผมว่าศักดิ์สิทธิ์นะ เชื่อผมสิ เป็นแผ่นดินที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นใครที่ไม่จริงใจ ใครที่ทำร้ายประชาชน ใครที่ไม่ซื่อสัตย์ สุจริต ผมว่ามีอันเป็นไปกันหมด ผมไม่ต้องไปทำอะไรหรอก ไม่ได้แช่งด้วย เพราะเป็นดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนก็รู้ไม่ใช่เหรอ ทุกคนก็นับถือไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าศาสนาพุทธ หรือศาสนาอะไรก็สอนคนทำดี ไม่ทำบาป ทำกรรม ไม่มโน หรือคิดไปเอง”  ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ พล.อ.เปรมระบุว่าคนคนหนึ่งที่บอกทหารทำเป็นแต่ถือปืน หมายถึงใคร นายกฯ ตอบว่า มีคนพูดอยู่แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่มั้ง ตนก็ไม่ได้ฟัง อย่าไปสนใจเลย
                "เขาว่าผมทำอะไรไม่เป็น แล้วสื่อว่าผมทำอะไรเป็นไหม ถ้าคิดว่าทำไม่เป็นก็ตามใจท่าน ที่ทำทุกวันนี้ก็ทำเยอะนะ จะเก่งหรือไม่เก่งไม่รู้ แต่ทำ และก็ตั้งใจทำเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย นี่แหละมันดีกว่าคนเก่ง ที่เก่งแล้วทำไม่เป็น แต่ไม่เก่งก็ทำเป็น ก็เลือกกันเอา ทำเป็นแล้วจะสัมฤทธิ์หรือไม่ ปัญหามันเยอะ มันเกี่ยวพันกับคน 67 ล้านคน ก็ไปคิดดูเอา แค่ทำในองค์กรของท่านเองเพียงไม่กี่คน ยังทะเลาะกัน ยังไม่ถูกใจกันเลย นี่คน 60 กว่าล้านคนจะให้ถูกใจหมดได้อย่างไร"
                ซักว่า พล.อ.เปรมชมการทำงาน ทำให้สบายใจขึ้นหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า สบายใจที่อย่างน้อยท่านก็เข้าใจตน เป็นเกียรติ ท่านไม่ใช่คนธรรมดา ท่านเป็นประธานองคมนตรี เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เป็นนายกฯ หลายสมัย เพราะฉะนั้นคนระดับท่านมาชื่นชมเราก็ภูมิใจ แต่ไม่ใช่ว่าจะเหลิง ตนจะบอกให้ว่าที่ตนยืนอยู่ทุกวันนี้ได้ คือการที่คนชมเรา แล้วเราดึงตัวเราเองไว้ อย่าลอย.....
                   "จะให้ผมไปทำอะไรเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ผมไม่ทำ ผมทำไม่ได้ ผมทำอยู่ในกรอบกติกา ใช้กฎหมายเป็นหลัก” ...................................................................................................................................................................................................

                ครับ..พอเข้าใจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หนึ่งในหลักของ “บูรพาพยัคฆ์” ส่วนอีกสอง “หน่อ” นั้น ยังแปลกๆ       และแปร่ง ๆ เป็นร.ม.ต. กลาโหมคนหนึ่ง เป็น ร.ม.ต.อีกหนึ่ง..ยังสงวนท่าทีอยู่...ดูไม่ออกบอกไม่ถูก..ครับผม...