Get Adobe Flash player

ยกโคตร.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

                ข้อเเตือนใจของบรรพบุรุษไทยไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน  บรรพบุรุษนักคิดไทยเขียนขึ้นมา ให้ความคิด ความเห็น ความเป็นไปของบุคคล หมู่ตณะ กระทั่งถึงความเป็นไปในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ทั้ง มักจะเขียนคำเตือนต่างๆ บอกกล่าวไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งสิ้น

                ในส่วนนักคิดนักเขียน ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน มักจะเป็น “คำขวัญ”  ได้ใจความเตือนใจไว้ให้คิด สรุปได้ว่า “เป็นการติเพื่อก่อ” ไม่เจาะจงลงไป ไม่ต้องการให้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแต่อย่างไร  ไม่ว่าต้นเหตุเรื่องราวเหล่านั้น จะดี หรือ เลว เตือนให้คิดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้หลงตัวเอง มัวเมาในอำนาจ กระทำระยำตำบอน เรื่อยๆ ขึ้นถึงขั้นริยำระดับประเทศ ที่เรียกกันว่า “ขายชาติ”  คำเตือนต่างๆ เขียนไว้ ล่วงหน้า จึงไม่อาจจะกล่าวว่า “มีอคติ” กับผู้ที่ถูกกระทบกระเทียบเปรียบถึง ไม่เฉพาะเจาะจงลงไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ละเรื่องแต่และราว ย่อมจะเข้าข่ายเป็น “คำเตือน” ของบรรพบุรุษไทย” ที่เคยประสบพบเห็น เหตุการณ์ต่างๆ นำมาเตือน ผู้ที่ “หลงทาง” หรือกำลังจะหลงระริงหลงผิด ในการทำงานทำการเพื่อส่วนรวม เพื่อชาติบ้านเมือง หรือ เป็นการเตือนผู้ที่กำลัง “หลง” ทั้งหลายทั้งในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องของบุคคล หรือ การเข้าไปรับ (ใช้) แก้ปัญหาในเรื่องของส่วนรวม (ระดับประเทศ ) เช่นเรื่องความรับผิดชอบ ของ “นักการเมือง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระดับชนชั้น “ผู้ปกครอง” ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ แม้กระทั่ง “คนยาม” ต่างก็มีฐานะที่จะต้องมีสำนึกมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเสมอ

                เป็นเรื่อง “น่าสลด” อดสูใจยิ่งนัก เมื่อคดีเรื่องเรื่องคอร์รัปชั่นของ อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร โครงการ (รัฐบาล) รับจำนำข้าวชาวนา หรือประกันราคาข้าว กลับกลายเป็นว่า  รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซื้อ “แพงขายถูก” หรือขายไม่ออก จนเงินของประเทศเสียหายไปไหน...ถึง “หกเจ็ดแสนล้าน” รวมทั้งข้าวเน่าไร้คุณภาพ และถูกขโมยข้าวจากโกดังกันอย่างงเมามันส์  เรื่องราวต่างๆ  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  ประธานโครงการเป็นผู้ผลักดันให้เดินหน้าต่อ ทั้งๆ ที่รู้ๆ อยู่แล้วว่า จะขาดทุนมหาศาล แต่ดันทำทุเรศทุรังไม่ยับยั้งโครงการนั้น ย่อมจะตกอยู่ในฐานะผู้รับผิดชอบด้วย อย่างหนีไม่พ้น (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คุย “รวย” ว่า จะรับใช้ความเสียหายทั้งหมด รวยไม่ธรรมดา รวยมาจากโคตรเง่าหรืออย่างไร)

                ไม่มีเหตุผลอื่นใดจะยกมาอ้างให้น่ารับฟัง สรุปแล้วว่า “มีการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร ทำลายสถิติ” ในวงการรัฐบาลไทยทุกสมัย  ทิ้งกันห่างไม่เห็นฝุ่นแซงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ผู้เคยเป็นนายกรัฐมนตรีก่อนน้องสาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขายดาวเทียม (สมบัติของประเทศ)ให้เงินกู้ต่างชาติ เล่นแร่แปรธาตุ เงิน (ส่วนหนึ่ง) กลับเข้ามอยู่ในมือของ ทักษิณ ชินวัตร และพวกพวก ญาติโกโหติกา พวกกาลีชน ขอองเขา

                สองพี่น้อง ทำความล่มจมให้กับประเทศชาติบ้านเมือง เชือดเนื้อเถือหนัง ทำตัวแป็นควายรอบรู้ซื่อเซ่อ แต่อวดฉลาด “ทำนาบนหลังคน” ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ มายาวนาน เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร แพ้ภัยตัวเองพ้นจากอำนาจ มีคดีติดตัวเรื่องการซื้อที่ดินรัชดา ด้วยข้อหาชัดเจน หลักฐานแน่นหนา  ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นจำเลยในฐานะเป็นข้าราชการการเมือง ใช้อำนาจผ่านทางภรรยา ในการซื้อที่ดินรัชดา ต่ำกว่าราคาประเมินเท่ากับเป็นการ “คอร์รัปชั่น”  เรื่องราวเหล่านั้นแสดงความยิ่งใหญ่คับประเทศ เมื่อถูกพิพากษาจำคุก แล้วกลายเป็นนักโทษหนีคุกหนีตะราง ยังตีหน้าเซ่อ ทำทุกทางอย่างสุดซอยเพื่อดิ้นให้หลุดจากข้อหา “คอรัร์รัปชั่น” ตั้งเป้าหมายหลอกล่อ “ขออภัยโทษ”  ทั้งๆ ที่รู้ดี อยู่แล้วว่า “ไม่เคยรับโทษ” (คิดคุกมาก่อนแม้แต่วันเดียว) นอกจากจะมีเรื่อง บัดสีบัดเถลิงระยับระยำซับซ้อนวางแผนบั่นทอน”ประเทศไทย” ชนิดรับรู้กันอยู่ทั่วๆ ไป (อย่าบอกใครเชียว) กระซิบบอกต่อๆ กันมาว่า  แผนการณ์นั้น มีจุดหมายปลายทาง “ยึดครองประเทศไทย” เป็นสมบัติของตระกูล “ชินวัตร”

                เรื่องราวเหล่านั้นเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ผูกเรื่องคล้ายๆ เรื่องจักรๆ วงษ์ๆ เมื่อยุคสมัยห้าสิบหกปีที่ผ่านมา  ผูกเป็นเรื่องราวขึ้นมา สำหรับเอาไว้เล่นยี่เกตามงานวัด หรือโรงยี่เกบ้านนอกเพื่อความบันเทิง ของผู้อยู่ห่างไกล “ชานกรุง” เรื่องของเรื่องคือ รอพระเอกมากอบกู้บ้านเมือง “ตั้งตนเองขึ้นมากุมอำนาจ” อ้างตามประสายี่เกว่า เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีกันทั่วหน้า (ยี่เกคือการออกเสียงพูดของชาวบ้าน ชื่อทางการคือ ลิเก)

                การเดินเรื่องของ “ยี่เกไทย” แผ่ขยายต่อกว้างขวางหยั่งรากฝังลึก ลงไปเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เรื่องต่างๆ เหล่านี้ พี่ไทยผูกเรื่องขึ้นมาเพื่อเล่นยี่เกโดยเฉพาะ เพ้อๆ ฝันๆ กันสนุกสนาน แผ่ขยายลุกลามขึ้นไปแถวยุโรป (รัสเซีย)ช่วยกันเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมูน ส่วนไทยเรียกว่า”ระบอบทักษิณ (ผู้นำชี้นิ้วให้ทำตาม) ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ประมาณว่าต้องเป็น “เผด็จการ” ครองประเทศ ระบอบคอมมูนครองโลก ประมาณว่าเมื่อสมัย จอมพล.ป. พิบูลย์สงคราม ครองอำนาจ มีคำขวัญว่า “ ให้เชื่อผู้นำประเทศพ้นภัย” เมื่อนานมาแล้วนานเกินกว่า ห้าสิบหกสิบปีที่ผ่านมา รวมทั้งประเทศจีน มีพลเมืองมากอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล แน่นอนว่า “คนยากคนจนมีมากกว่าคนร่ำรวย หลายร้อยหลายพันเท่า แก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงโดยใช้ระบอบ “คอมมูน” (คอมมิวนีสต์)  เพื่อไม่ให้คนจนถึงกับอดตาย  แก้ไขได้ในระดับหนึ่ง ที่พอจะแก้ไขได้เพราะคนระดับผู้ปกครอง หรือ ผู้มีอำนาจตัวจริง ตั้งใจแก้ไขปัญหาเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง แล้วก็แก้ไขได้จริง (ล้าสมัยไปแล้ว)  จีนพัฒนาประเทศจนกลับมายิ่งใหญ่อุดมสมบูรณ์ จนถึงปัจจุบัน

                แต่ในวงการเมืองประเทศไทย สมัย ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ใช้ กติกาที่ว่า “รู้เขา..รู้เรา” หรือเรียกว่าเข้าใจถึงปัญหาบ้านเมืองอย่างแท้จริงแต่อย่างไรไม่ แต่กลับกลายเป็น “หลอกทั้งเขา..หลอกทั้งเรา” เอาแต่ได้ ต้องการถ่ายเทโยกย้ายทรัพย์สินของประเทศชาติ รวมทั้งสมบัติของประชาชน เป็นของ โคตรเง่า ของตนเองและพรรคพวก

                เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ยังมีอำนาจอยู่ มือข้างหนึ่งถือกฏหมาย(ลวงตา) อีกข้างหนึ่งถืออาวุธ ทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า เห็นกันแล้วว่าต้องการจะทำลายอย่างรวดเร็ว จนถึงจัดตั้ง “กำลังโจรเสื้อแดง” ไว้ปราบมวลชนที่ต่อต้าน เพื่อให้เห็นว่า ประชาชนระส่ำระสาย แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งฝ่าย “กัดกันเอง” แล้วใช้กองกำลังของรัฐบาล ปราบทั้สองฝ่าย  เพื่อต้องการเดินไปให้ได้ถึงจุดสูงส่งได้ทันใจ ส่วนการเรียกร้องใช้ “กฏหมาย” อย่างเท่าเทียมกันให้กับประชาชนพลเมืองหามีไม่..ในระหว่างที่เขามีอำนาจชี้นิ้วปกครองประเทศอยู่

                การแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพย์ติด  “ให้เจ้าหน้าตำรวจ ทำวิสามัญฆาตกรรม (ยิงทิ้ง) ผู้ค้ายาเสพย์ติดทุกระดับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ตั้งแต่เสี่ยพ่อค้ายาถึงขี้ยาทุกระดับ รวมทั้งพวกขี้ยาเร่ขายข้างถนนรายย่อยๆ สังเวยชีวิตให้กับความบ้าคลั่งของผู้นำประเทศ หลับไม่ตื่นฟื้นไม่มีหลายพันคน เชื่อหรือว่า ผู้ถูกฆ่าตัดตอนทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพย์ติด ไหนๆ อนุญาตให้ฆ่าคนได้อย่างเมามันรวม เอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาด้วย เปิดโอกาสให้ฆ่าแกงกันเล่นเป็นผักเป็นปลาเหมือนกับเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน..สมใจ คนซาดิสต์

                การฆ่าคนที่กรือเซ๊ะและตากไบ  (ตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย)  พูดต่อๆ กันมาว่า ฆ่ากลุ่มผู้คนที่กำลังสวดมนต์ทำพิธีทางศาสนาของเขาอยู่ ส่วนที่ “จับเป็น” ถูกมัดเท้ามัดมือโยนขึ้นไปกองทับกันบนรถบรรทุก ทั้งๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่ จนขาดใจตายอย่างทรมานในลักษณะขาดอากาศหายใจ ทำกับมนุษย์ด้วยกันได้ถึงปานนั้น  แม้กระทั่งถึงคนเขียนบทเรื่องหนัง ละคร เรื่องยี่เก  ยังใจคอไม่กระด้างเลวร้ายถึงขนาดที่จะเขียนบทบาทการแสดงเหี้ยมโหด ใครเป็นคนออกคำสั่ง (?)ใช้ความถ่อยให้เจ้าหน้าที่ (ทหารหรือตำรวจ)ในฐานะมือไม้ของรัฐบาลไร้คุณธรรม ทำการปราบปรามประชาชนอย่างระยำป่าเถื่อน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีกฏหมายเหมือนไม่มี เพราะชักช้าไม่ทันใจ  อุ้มฆ่าอย่างบ้าคลั่งถึงปานนั้น เกิดขึ้นแล้วในประเทศที่เป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธ

                การอุ้มฆ่า หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเกิดขึ้นในบ้านป่าเมืองเถื่อนยุคนั้นเป็นข่าวชินชาอยู่ตลอดเวลา  สำหรับชาวบ้านอยู่ห่างไกลปืนเที่ยง ไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้รับความเมตตาปราณีปกป้องคุ้มครอง  เรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยสมัยที่ “โคตรตระกูลนั้น” เรืองอำนาจอยู่เ ผ่านมือมาจนกระทั่งถึง “รอยต่อ” ของน้องสาว ที่ “ตัวพี่” วางแผนผลักดันด้วยกำลังเงินให้เข้ามา “กุมอำนาจรัฐ” ต่อมา (เหี้ยม..(ม.ม้าหายด้วยกันทั้งคู่) ความวิบัติเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ความปลอดภัยในชีวิตผู้คนหามีไม่

                ทำไมถึงต้องมาพูดย้ำอีกในที่นี้  เพราะยังติดตามเรื่องการหายตัวไปของ เอกยุทธ อัญชัญบุตร (ถูกอุ้มฆ่า) อยู่ เขาออกมาแฉพูดถึงเรื่องที่ “โรงแรมโฟร์ซีซั่น” ตำรวจเวลานั้น ทำเป็นทำไมรู้..ไม่เห็น ไม่ติดตามค้นหาความจริงให้ปรากฏ  ในเวลานั้น คณะทนายหน้าหอ (หีบ) ของ  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ทำเรื่อง “ฟ้องศาล” ในวันนี้ เพราะว่า  นางสาว (ลูกหนึ่ง) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ถูกนำชื่อไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง เกิดขึ้นที่ “โฟร์ซีซั่น”   อดีตนายกรัฐมนตรี (นางสาว ลูกหนึ่ง) ทำคดีฟ้องร้อง (นสพ.) กันอยู่

                คล้ายว่า  “จะต่อความยาวสาวความยืด”  เมื่อเรื่องขึ้นถึงโรงถึงศาลแล้ว ความจริงน่าจะปรากฏ จะเป็นอย่างที่เป็นข่าว หรือ เป็นเรื่องอื่นๆ เกี่ยวข้องกับ  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จริงหรือไม่ ”ทีมทนายความ” ของ ยิ่งลักษณ์  ทำเรื่องฟ้องศาลแล้ว ( แก้ผ้าเอาหน้ารอด ...หรือปล่าว ?) ข้อกังขามีอยู่ว่า เมื่อคนเอาเรื่องมาปูด คือ เอกยุทธ อัญชัญบุตร เสียชีวิตไปแล้ว  คนตายพูดไม่ได้ คนที่พอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง ก็ต้องเกิดอาการขวัญหนี ดีฝ่อ.. (ขอหุบปาก)

                เรื่องจะบานจะหุบ จะผลุบจะโผล่หรือผลุบๆ โผล่ๆ อย่างไร  อดใจรอฟังผล จนกว่า “ศาล” จะตัดสินคดี..

                มันส์..พ่ะ..ย่ะ..ค่ะ......