Get Adobe Flash player

สนช..สภาน่าชัง.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                คสช. อันมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวขบวนคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก สนช.   คัดเลือกเข้ามา เพื่อจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ ร่างกฏหมายใหม่ให้รัดกุม เพื่อที่จะใช้กับประชาชนพลเมือง ในประเทศไทยได้เปลี่ยนชื่อเต็มๆ จากชื่อเดิมว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็น “สภาน่าชัง..แห่งชาติ” ไปเรียบร้อยแล้ว (คำย่อ คือ สนช. เช่นเดียวกัน)

                ชื่อใหม่ที่ได้มาเนื่องจากการกระทำของเหล่าสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ละล้วนแต่เป็นผู้มีเกียรติระดับประเทศ ที่จะสรรหาได้ยากยิ่ง ไม่ว่าจะมียศ บรรดาศักดิ์ สูงอย่างไร แต่ละคน (คอหยักๆ สักแต่ว่าเป็นคน) สำแดงเดช ให้เห็นกันแล้ว กว่าครึ่งสภาฯ ว่า “เป็นผู้มีเกียรติ” มีความรู้สึกนึกคิดพื้นฐาน (เรียกว่าสันดานเดิม) ก็ไม่ต่างกับ “ผู้มีเกือก” และที่มีอยู่ไม่น้อยกว่าครึ่งค่อนสภาฯ จาก เกียรติ..มาเป็นเกือก.. แล้วก็ต้องผิดหวังและ “น่าชัง” ไปกว่านั้น เป็นได้แค่ “ผู้มีเกี๊ยะ”หรือยิ่งกว่านั้นคือไม่มีทั้งเกือกหรือเกี๊ยะ อย่าได้ถามหาถึง “เกียรติ” กันเลย  ถ้าจะให้เขียนเป็นตัวอักษรหนังสือไทย คิดว่า สะกดคำว่า “เกียรติ” กันไม่ถูก เพราะไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นตัวอย่างกันเกือบทั้งสภานิติบัญญัติ พ.ศ. 2557 นั้น ที่เคยหวังว่า แต่ละคนจะมีความรับผิดชอบกับการตราร่างกฏหมาย เพื่อใช้ปกครองประเทศอย่างน้อยๆ คือป้องกัน “คอร์รัปชั่น”  อย่างมโหฬารที่รู้ที่เห็นเป็นประจักษ์ มาจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะเหตุนั้นเป็นสาเหตุใหญ่สิ่งหนึ่งมิใช่หรือ ที่ คสช.ต้องปฎิวัติ (หรือมิใช่ ประชาชนชาวไทยเข้าใจเอาเองว่าเป็นอย่างนั้น)  แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่งนัก มีการกระทำ “คอร์รัปชั่น” กันแล้วแต่ “แกล้งทำโง่” ว่าการแต่งตั้งลูกเมีย มาเป็นที่ปรึกษาของท่านผู้มีเกือกและผู้มีเกี๊ยะ ทั้งหลาย เอาลูกเอาเมีย (ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่เอาลูกเอาผัว) มาเป็นที่ปรึกษา ในการทำงานใหญ่ ร่างรัฐธรรมนูญ  (แล้วจะปรึกษาเรื่องอะไรกันหรือ เรื่องความรับผิดชอบของประเทศชาติบ้านเมืองน่ะหรือ ..เอาเรื่องอะไรมาพูด)

                รู้แต่ว่า ได้แต่สิ่งที่ต้องการ คือเงินภาษีจากประชาชน คนละหมื่นสองสองหมื่น สำหรับเอาชื่อเมีย หรือลูก มาเป็นที่ปรึกษา ก็รับทรัพย์กันไปตามระเบียบของสภา สนช. (สภาน่าชัง)   ผู้มีเกือกและผู้มีเกี๊ยะก็พอใจแล้ว แต่ผู้มีเกียรติที่มีอยู่บ้างแต่มีน้อย ก็ต้อง “หุบปาก” บอกไม่ถูกว่า สมาชิกสภาฯ ส่วนใหญ่ กำลังสูบเลือดสูบเนื้อจากประชาชนผู้เสียภาษี สงบปากสงบคำไว้ก่อนเป็นยอดดี ถือเสียว่า “หมูเขาจะหาม..อย่าเอาคานเข้าไปสอด” (ใช่เม๊ะ)

                เลี่ยงๆ กันไปไม่ละอายใจตัวเองว่า “ไม่ใช่คอร์รัปชั่น” แต่เป็น “ลาภลอย” หรือ “กินตามน้ำ”  ไม่ผิดกฏหมาย ก็ว่ากันไป ไม่ผิดก็ไม่ผิด อธิบายกันอย่างไรก็คงจะไม่เข้าใจ ต่างก็ปลอบใจตัวเองกันไปว่า “ด้านได้อายอด” ไม่ผิดกฏหมายก็จริงอยู่ แต่จะคิดถึงเรื่อง “จรรยาบรรณ” กันหน่อยได้ไหม เรื่องจรรยาบรรณ หรือ ศีลธรรม  ลืมเสียเถิดไม่รู้เรื่องรู้ราวกันแล้ว

                ขอขยายความของเรื่องของเรื่องกันตามข่าว ที่ได้สดับรับฟังมา น่าทุเรศสังเวชใจเกินกว่าจะใช้คำว่า “บัดสี” คำเดียวน่าจะแถมไปด้วยอีกสักคำ คือ เป็นเรื่อง “บัดซบ ที่อ้างว่าไม่ผิดกฏหมาย แต่น่าจะผิดศีลธรรม แต่ที่แน่ๆ คือ ผิดจรรยาบรรณ ตามข่าวเพิ่มเติม  จากรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” 

วันที่ 5 มีนาคม 2558 รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ได้นำเสนอข่าวจากกรณีที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. มีการตั้งเครือญาติ เข้ามาเป็นที่ผู้ช่วย ซึ่งมีตำแหน่ง และเงินเดือนดังนี้

ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สนช. 24,000 บาท ผู้ชำนาญการประจำตัว สนช. 20,000บาทผู้ช่วยประจำตัว สนช. 15,000 บาทผู้ช่วยผู้ดำเนินงานของ สนช. 15,000 บาท

                โดยรายงานข่าวแจ้งจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กรณี นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ว่า สนช. ประมาณ 50 คน อาจฝ่าฝืนกฎหมาย และขัดแย้งต่อจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นทาง ป.ป.ช. จะนำเรื่องเข้าพิจารณาอย่างเร่งด่วน

                นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ที่ประชุมเตรียมนำเข้าหารือเพื่อพิจารณาว่า ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่พิจารณาเรื่องดังกล่าว หรือไม่อย่างไร

                 ขณะที่ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า  พ.ร.บ. ป.ป.ช. ไม่ได้เขียนเอาไว้เกี่ยวกับตำแหน่งที่มีการร้องเรียน คือ สนช. เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายหรือไม่ ถ้ามาร้องเรียนในเรื่องจริยธรรมคงไม่ค่อยตรง น่าจะเป็นเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินมากกว่า  (นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ น่าจะเข้าข่าย “หมูกลัวน้ำร้อนมากกว่า”)

                ด้าน พล.อ. วิทวัส รชตะนันทน์ กรรมการผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า การตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว ถ้าเป็นเรื่องของการสอบจริยธรรมก็สามารถร้องได้ แต่ถ้าเป็นการสอบสวนทางวินัย คงต้องไปร้องต่อ ป.ป.ช. อย่างไรก็ตามต้องดูก่อนว่าเรื่องเป็นอย่างไร

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. หรือ วิป สนช. ได้แนะนำให้ สนช. ที่ตั้งเครือญาติ ลูก หรือ ภรรยาให้ลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นมา ได้มีความเคลื่อนไหวต่าง ๆ จากทั้ง สนช. สปช.( สปช.สภาปฎิรูปแห่งชาติ)

                โดย พล.อ. เอกชัย ศรีวิลาศ สปช. ด้านอื่น ๆ เห็นว่า การตั้งเครือญาตินั้นไม่ผิดระเบียบ แต่จากกระแสข่าว สนช. บางคน ตั้งภรรยาตัวเองทำหน้าที่ถึง 3 ตำแหน่ง กรณีแบบนี้ตนคิดว่าก็ดูไม่ชอบธรรม ส่วน สปช. นั้น บางคนก็ตั้งเครือญาติ ลูก ภรรยา เช่นเดียวกับ สนช. แต่ถ้าเทียบสัดส่วนตนไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไร

                เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธาน สปช. ว่า หากพบว่า สปช. ตั้งเครือญาติ จะดำเนินการอย่างไร นายเทียนฉาย กล่าวว่า คงต้องดำเนินการเช่นเดียวกับ สนช. คือให้ลาออก ถึงแม้จะไม่มีข้อห้ามแต่ควรมีสำนึกคุณธรรม และจริยธรรม

                 ด้านพล.ท. นาวิน ดำริกาญจน์ สปช. กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว ว่า ตนเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล การตั้งทีมที่ปรึกษาก็ลอกที่มาจาก ส.ส. และ ส.ว. เพื่อมานั่งทำงาน จึงต้องการคนที่ไว้ใจ และมีความสามารถ หากลองคิดว่าผู้มีการศึกษาระดับดอกเตอร์จะยอมทิ้งงานชั่วโมงละ 5,000 บาท เพื่อมารับ งานชั่วโมงละ 100 กว่าบาทหรือไม่ คำตอบจึงน่าจะคิดว่าค่าจ้างไม่สามารถจ้างคนดีมีความสามารถได้ คนที่จ้างเข้ามาจึงต้องสนิท และมีความเกรงใจ เงินค่าจ้างจึงเสมือนแค่สินน้ำใจ เพราะอย่างไรเงินจำนวนนี้ก็ไม่สามารถทำให้ใครตั้งตัวได้

                พล.ท. นาวิน กล่าวต่อว่า ส่วนน้อยอาจไม่เข้าใจมุมมองนี้ คนที่เข้ามาทำงานตรงนี้จะต้องไว้ใจได้ เพราะบางเรื่องยังไม่มีการเผยแพร่ ถ้าเกิดปากโป้งไปจะสร้างปัญหา ถ้ามองในเชิงลบการตั้งที่ปรึกษาไม่มีการปิดกั้น แต่มีน้อยมากที่จะเสนอภรรยาเข้ามาอย่างไร้สาระ หรือลูกที่ยังเรียนไม่จบ เพราะไม่มีใครเอาเรื่องเหล่านี้มาแลกกับศักดิ์ศรีกับการทำงานเพื่อชาติ

                นอกจากนี้ แหล่งข่าวอ้างว่า สปช. ได้มีหลายคนที่ตั้งญาติมาทำหน้าที่ บางคนตั้งญาติทั้ง 5 ตำแหน่ง

                 ด้าน สนช. มีความเคลื่อนไหว โดย พล.อ. สมเจต บุญถนอม สนช. กล่าวว่า ตนจะให้ลูกชายกับน้องชายลาออก เพื่อให้เกิดความสบายใจ แม้จะเป็นการขอความร่วมมือของ วิป สนช.  แต่ตนพร้อมที่จะแสดงสปิริตเพื่อความโปร่งใส

                ทั้งนี้ พล.อ. สมเจต ยังกล่าวว่า สนช. ส่วนใหญ่เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจเพราะไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี ขณะนี้จึงได้ให้เหล่าเครือญาติลาออกก่อนที่ วิป สนช. จะขอความร่วมมือ รวมถึง สปช. เช่นเดียวกัน แม้การตั้งเครือญาติจะไม่ผิดกฎหมายแต่เมื่อสังคมไม่สบายใจไม่เหมาะ ก็พร้อมแก้ไข ไม่ขอแก้ตัว

 

                จากรายงาน จากความคิดเห็นข้างต้นนั้น เป็นบางส่วน ที่นำมาลงให้ผู้อ่านได้รับรู้ เบื้องหน้า เบื้องหลัง และเบื้องลึก เป็นบางส่วน ก็น่าจะคิดเอาเองได้ว่า

                รายงานจากผู้สื่อข่าว ถึงความ “ร้อนอกร้อนใจ” ของ สนช. และสปช. ว่า ใคร “ร้อนตัวบ้าง”

                ถ้าคิดก่อนทำ ทั้งๆที่รู้ว่า ผิดคุณธรรม และผิดจรรยาบรรณ แต่ผู้มีเกือกและมีเกี๊ยะ จาก สนช. แม้กระทั่ง สปช. มีความรู้สึกและสำนึกทางคุณธรรม มากน้อนเพียงใด การอ้างเอาแต่ได้โดยไม่คำนึงถึงเรื่อง จรรยาบรรณ คุณธรรม จริยธรรม นั้นย่อมคล้ายๆ  อย่างที่ออกมา “แก้ตัว” จนถึง  “แก้ผ้า..เอาหน้ารอด”

                ยังลอยหน้าลอยตาว่า “เป็นผู้มีเกียรติกันอยู่อีกหรือขอรับ”

                การอ้างว่า “ไม่ผิดกฏหมาย” ไม่ได้ผ่อนหนักให้เป็นเบาลงไปได้ เพราะชื่อเสียงวงค์ตระกูล “ป่นปี้” กันไปหมดแล้ว

ไม่แคล้วกับการถูกคาดหน้าตราชื่อว่า เป็นพวกที่ “คดในข้อ..งอในสันดาน” ไม่ต่างกับ “ศรีธนญชัย”

                ไม่อยากจะยกความรับผิดชอบไปให้หัวหน้า คณะปฎิวัติ ที่ชอบกล่าวคำว่า ให้เป็นเรื่องของกฏหมาย

                กฏหมายมีรูรอดเลี่ยงได้ มาพูดกันถึงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วดีกว่าไหม  ท่านผู้มีเกือก (แต่ไร้กึ๋น) เหล่านั้น  เมื่อไม่รู้ว่าอะไรถูกต้อง หรือเหมาะสม เป็นอย่างไร มั่นใจหรือว่า   เหล่าสมาชิกสภาฯ เหล่านั้นคือ “คนระดับ” ผู้นำคับประเทศ

                ยิ่งแต่งตั้ง ลากกันเข้ามาให้มาเป็นผู้ตั้งกฏเกณฑ์ กฏหมาย ทั้งสองสภาฯ จึงน่าวิตกว่า จะพากันตกเหวไปทั้งประเทศ

                ทุกวันนี้..เท่าที่เหลืออยู่..คือความโหวงเหวงและวังเวง..ขอรับ ท่านผู้นำ คสช. นายกรัฐมนตรีผู้นำประเทศ

                สวัสดีประเทศไทย .....