Get Adobe Flash player

กฎอัยการศึก คืออะไร โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

            สมองของคนคือกลไกที่จะต้องใช้ ในการตรึกตรองพิจารณาการอยู่ร่วมกับชุมชนมากมายหลากหลายที่สุด คือ ประเทศ ชาติ บ้านเมือง ของชนกลุ่มใหญ่มีผู้คนเชื้อชาติเดียวกันหรือต่างชาติ ร้อยพ่อพันแม่ มารวมกันอยู่ในประเทศเดียวกัน (อย่าเพิ่งคิดไปไกล ถึงการอยู่ร่วมกับคนทั่วโลกเลย  แต่ละประเทศก็มีกฏหมาย แม้กระทั่งข้อห้าม แตกต่างกันไป)

                มาทำความเข้าใจอย่างเดียวกันเสียก่อน คือ การอยู่ร่วมกับคนสายพันธุ์ เชื้อชาติเดียวกัน ในประเทศเดียวกัน(ประเทศไทย)  เสียก่อน  เรา.. อยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน การกระทำผิดกฏหมาย จะอ้างว่า “ไม่รู้กฏหมาย” มิได้นะขอรับท่าน   เพราะฉะนั้นความสำคัญอยู่ที่ว่า  ประชาชนคนไทยอย่างคุณๆ หรือผม ทำมาหารับประทานไม่ว่าจะเป็นสาขาอาชีพใด จะต้องรู้ว่า เป็นอาชีพถูกต้องตามกฏหมาย หรือ ไม่  ที่ถูกกฏหมายก็ผ่านไปสบายๆ ไม่ต้องเฉียดกรายเข้าคุกเข้าตะราง  ส่วนผู้ทำผิดกฏหมายทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันเช่นเคย มีให้เลือก (เสียด้วย) อยู่สองทางว่า จะติดคุก หรือ ติดตะราง มีสิทธิจะใช้เรียกชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง รักหรือชอบพอคำไหน ก็ใช้สิทธิเลือกได้เช่นกันว่าจะใช้คำว่า “ติดคุก” หรือ “ติดตะราง” ก็ว่ากันไปตามใจชอบ

                แต่ถ้าไม่ชอบติดคุก หรือ คิดตะราง ก็อย่าทำผิดกฏหมาย เรื่องง่ายๆ แต่เข้าใจยากส์ จึงมีผู้คนมากหลายหน้าหลายตา ที่ ติดคุกติดตะรางมาแล้ว เมื่อพ้นโทษ ก็ดียังมีดีกรี คล้ายๆ คนที่สอบผ่านมหาลัย ได้รับปริญญา แต่สำหรับผู้ที่ผ่านคุกผ่านตะราง ก็จะมีชื่อให้เรียกอย่างโกหร่านไปตราบจนวันตายว่า เป็นคน “ขี้คุก” หมายความว่า “เป็นคนดุน่ากลัว”ปากว่ามือถึง  ยกเว้นคนที่ติดคุกเรื่องใช้ยาเสพติดเรียกว่า “ขี้ยา” ส่วนใหญ่ใจคอไม่โหดร้ายเท่าไร ยกเว้นตอน “เสี้ยนยา” หรือ “เมายา” ทำให้นิสัยใจคอเปลี่ยน  ห่าม โหด ไม่ต่างกับ “ขี้คุก” เหมียนกัลล์

                ขอรับ..กระผมขอเรียนว่า ..ทุกคนมีสิทธิจะติดคุกติดตะราง เท่าเทียมกันไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะยากดี มีจน

                แม้แต่เหล่าเรา คนไทยในอเมริกา จะมาอยู่นั่งดูลม ชมวิว มาเรียน มาแบกถาด ถ้าทำผิดกฏฆมายประเทศนี้ คุณๆ ก็มีสิทธิ “ติดคุก” เท่าเทียมกับพลเมืองของประเทศนี้เช่นเดียวกัน ผมเป็นคนหนึ่ มีสิทธิเเท่าทัยมกับคุณ ๆ เช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงจะต้องวัดกันที่ ยาก ดี มี จน  เมื่อทำผิดกฏหมายของประเทศนี้ ผผมหรือคุณก็มีสิทธิเท่าเทียมกันกับ มะริกันชน ทันที คือมีสิทธิทจะติดคุณในอัตราเดียวกัน ไม่จำเป็นว่า จะต้องมีกรีนคาร์ด หรือ เป็น อเมริกันซิติเซ่น เสียก่อน

                ตัวกระผมเอง เป็นผู้ที่ควรน่าจะสงสาร มาอยู่ที่นี่ ไม่มีทั้ง “คาร์ดสีเขียว” (กรีนคาร์ด) หรือ กระดาษที่เรียกว่า “ดอลล่าร์สีเขียว”  จึงตกอยู่ในที่นั่ง “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” ได้แต่”นั่งกรอกหน้า..หัวสั่น..อยู่ไปวันๆ โดยไม่ขอรับสิทธิ “อยู่ฟรีกินฟรี” เรียนฟรี ฝึกวิชาชีพฟรี หยิ่งถภึงขนาดนั้น ในสถานที่ใหญ่โตมโหฬาร ทั้งที่จะได้พบปะกับ มะริกันชน หรือผู้คนจากทั่วโลก  สถานที่แห่งนั้นยินดีต้อนรับกะเหรี่ยงชน เข้าไปร่วมสังสรรพบปะวิสาสะ ปัสสาวะ หรือ อุจจาระ ในสถานที่เดียวกัน กระผมผู้นอบน้อมถ่อมตัวไม่ใฝ่สูง ที่จะเลือกเรียนลัด แม้จะอ้างได้ว่า เพื่อต้องการหาประสบการณ์ในอเมริกา ขออดๆ อยากๆ ปากเหี่ยว ปากแห้ง อยู่นอกคุกจะอดจะอยาก ก็ขออยู่ตามประสา “กะเหรี่ยง” บนบานศาลกล่าวว่าขออยู่อย่างอดๆ อยากๆ เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็พอใจแล้ว กำลังตั้งท่าจะนับวันนับคืนว่าจะกลับบ้าน (เมืองไทย) เมื่อไร ยังลังเลใจรอดูเหตุการณ์อยู่ก่อนว่า “ประเทศไทยของคุณและของผมจะสงบสุข” ได้จริงๆ เมื่อไร เฝ้าติดตามข่าวจากเมืองไทย อย่างร้อนๆ หนาวๆ อยู่ทุกวันว่า “เมื่อไร..ประเทศไทยของคุณและของผม จะสงบศึกเสียที หลังจากที่ “ภัยจากคลื่นยักษ์และลมมหาประลัย ที่ชื่อว่า ชินวัตร”  จะผ่อนคลายละลาอย่างจริงๆ จัง ๆ เสียที ไม่ใช่ “ทีเล่นทีจริง” อย่างเช่นทุกวันนี้ แม้ว่า โคตรชินวัตร  ถูก คณะคสช. ปฎิวัติแล้วก็ตาม  ถามว่า เมื่อไรเมืองไทยจะสงบเสียที (อยากกลับบ้าน..วุ้ย..)  คำตอบคือ “ย.ห. อย่าห่วง”

                ตำราของการปฎิวัติเมืองไทย ปฎิวัติทีไรต้องร่างกฏหมายกันก่อนทุกที เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขาม ก็ต้องประกาศใช้กฏอัยการศึก  อยากถามว่า จะใช้ กฏอัยการศึก กับใคร เมื่อไร ก็เห็นพูดๆ กันอยู่ว่า กฏอัยการศึก คือ อำนาจเต็มไม้เต็มมือ ของ คณะปฎิวัติ เอากันจริงๆจัง ๆ ชนิดไม่ตายก็คางเหลืองกันไปข้างหนึ่ง  “เอาจริงเอาจัง” จะเหมือนกับ “เอาอยู่” (ของ อดีตนายิก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) หรือไม่ ต่างกันยังไง..ก็ไม่รู้

                ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  หัวหน้าคณะปฎิวัติ ว่า “เอาจริงเอาจัง” ใช้ความเด็ดขาด คือจะใช้ “ทั้งเด็ด” ทั้ง “ขาด” เมื่อประกาศใช้กฏอัยการศึก.. กระผมเองยังนึกไม่ออกว่า “ความเด็ดขาดเมื่อมีดาบอาญาสิทธิอยู่ในเมื่อแล้ว”  ที่ยังรีรออยู่ใย  ก็ต้องเห็นใจท่าน “นายกฯาจากปฎิวัติ” ต้องศึกษาเรื่อง “กฏอัยการศึก” ว่า ทำอะไรได้มั่ง ..ไม่ได้มั่ง..

                ผมค้นหาเรื่อง “กฎอัยการศึก อำนาจหน้าที่ มีอะไรบ้าง” (เรียเบรียงจาก กระปุก ด็อทคอม) ว่าไว้พอเป็นสังเขป
                (หัวข้อ)  
กฎอัยการศึก คืออะไร ความหมายของกฎอัยการศึก ข้อห้าม และมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง หลัง ผบ.ทบ. ประกาศ กฎอัยการศึก 2557
                จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พร้อมสั่งยุบศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) และจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายโดยเร็ว ทั้งนี้หลายคนคงสงสัยว่า
กฎอัยการศึก คืออะไร มีความหมายอย่างไร และกฎอัยการศึก มีข้อปฏิบัติ หรือข้อห้ามอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน
กฎอัยการศึก คืออะไร
               
กฎอัยการศึก (Martial Law หรือ Military Law) คือ กฎหมายซึ่งได้ตามขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็น ทั้งนี้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง เช่น ในกรณีที่เกิดสงคราม เกิดจลาจล ซึ่งในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในการระงับปราบปรามหรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และศาลทหารก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่างที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน
                 กฎอัยการศึก เป็นกฎหมายที่มีอยู่ในเวลาปกติ แต่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการประกาศบังคับใช้และกำหนดเขตพื้นที่ที่จะบังคับใช้ ซึ่งในประเทศไทยนั้น กฎอัยการศึกถูกตราเป็นกฎหมายชัดเจน ขณะที่บางประเทศก็ไม่มีการตราเป็นกฎหมายชัดเจน เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ เป็นต้น

กฎอัยการศึกในประเทศไทย         
                ประเทศไทยตรากฎหมายกฎอัยการศึก เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ กฎอัยการศึก ร.ศ. 126 ตรงกับ พ.ศ. 2450 ที่ขณะนั้นประเทศไทยได้มีการปรับปรุงกฎหมายขนานใหญ่ให้ทันสมัย เพื่อจะได้ขอฝรั่งยกเลิกเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ไทยเสียเอกราชทางศาลอยู่ โดยมีทั้งสิ้น 9 มาตรา และถอดแบบมาจากกฎอัยการศึกของประเทศฝรั่งเศส
                ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าอำนาจของทหารตามกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 นั้น ยึดตามแบบฝรั่งเศส แต่ไทยใช้ตำราพิชัยสงครามตามแบบอินเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกัน จึงทรงยกเลิกกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 และตรากฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ขึ้นใช้แทน มีทั้งสิ้น 17 มาตรา และยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมรวม 5 ครั้ง
สาระสำคัญของกฎอัยการศึก
                 พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ฉบับนี้ยังใช้อยู่จนปัจจุบัน มีสาระสำคัญ คือ
 1. การประกาศกฎอัยการศึก จะเป็นไปโดยพระบรมราชโองการหรือผู้บังคับบัญชาทหารที่มีกำลังอยู่ ใต้บังคับบัญชา ไม่น้อยกว่า 1 กองพัน ประกาศใช้ก็ได้ แต่การยกเลิกใช้กฎอัยการศึก จะเป็นไปได้ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเลิกใช้เท่านั้น
2. ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือ การรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร (มาตรา 6)
 3. เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด เมืองใด มณฑลใด เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะ ตรวจค้น ที่จะเกณฑ์ ที่จะห้าม ที่จะยึด ที่จะเข้าอาศัย ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ และที่จะขับไล่ (มาตรา 8)
  4. ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องอำนาจที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตามข้อ 3 บุคคล หรือบริษัทใดจะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย
…( มาตรา 16)
                 มาตรการทางกฎหมายที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร โดยกฎอัยการศึกนี้ ได้รับการยอมรับอย่างมั่นคงในรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทยตลอดมา ฉบับปัจจุบันก็ปรากฏความในมาตรา 222 ว่า
                 "มาตรา 222 พระมหากษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศใช้และเลิกใช้กฎอัยการศึกตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก"  ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะแห่งเป็นการรีบด่วน เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารย่อมกระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก
 กฎอัยการศึก มีอำนาจอะไรบ้าง
                หลังจากประกาศกฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจตามมาตรา 8 กล่าวคือ... "เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด, เมืองใด, มณฑลใด, เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น, ที่จะเกณฑ์, ที่จะห้าม, ที่จะยึด, ที่จะเข้าอาศัย, ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่, และที่จะขับไล่" ดังนี้...
การตรวจค้น (มาตรา 9)
                การตรวจค้นนั้น ให้มีอำนาจที่จะตรวจค้น ดังต่อไปนี้
1. ที่จะตรวจ ค้น บรรดาสิ่งซึ่งจะเกณฑ์ หรือต้องห้าม หรือต้องยึด หรือจะต้อง เข้าอาศัย หรือมีไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีอำนาจที่จะตรวจค้นได้ไม่ว่าที่ตัวบุคคล ในยานพาหนะ เคหสถาน สิ่งปลูกสร้าง หรือที่ใด ๆ และไม่ว่าเวลาใด ๆ ทั้งสิ้น
2. ที่จะตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบ ห่อ หรือสิ่งอื่นใดที่ส่งหรือมีไปมาถึงกัน ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก
 3. ที่จะตรวจหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพโฆษณา บทหรือคำประพันธ์
   

 การเกณฑ์ (มาตรา 10)

การเกณฑ์นั้นให้มีอำนาจที่จะเกณฑ์ได้ดังนี้
  1. ที่จะเกณฑ์พลเมืองให้ช่วยกำลังทหารในกิจการ ซึ่งเนื่องในการป้องกันพระราชอาณาจักร หรือช่วยเหลือเกื้อหนุนราชทหารทุกอย่างทุกประการ
2. ที่จะเกณฑ์ยวดยาน, สัตว์พาหนะ, เสบียงอาหาร, เครื่องศาตราวุธ, และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จากบุคคลหรือบริษัทใด ๆ ซึ่งราชการทหารจะต้องใช้เป็นกำลังในเวลานั้นทุกอย่าง
     
การห้าม (มาตรา 11)

 การห้ามนั้น ให้มีอำนาจที่จะห้ามได้ดังนี้
1. ที่จะห้ามมั่วสุมประชุมกัน

 2. ที่จะห้ามออก จำหน่าย จ่ายหรือแจก ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ภาพบทหรือคำประพันธ์

 3. ที่จะห้ามโฆษณา แสดงมหรสพ รับหรือส่งซึ่งวิทยุ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์

 4. ที่จะห้ามใช้ทางสาธารณะเพื่อการจราจรไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมถึงทางรถไฟและทางรถรางที่มีรถเดินด้วย
 5. ที่จะห้ามมีหรือใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ และเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือทรัพย์สิน หรือที่อาจนำไปใช้ทำเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้
 6. ที่จะห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด
  7. ที่จะห้ามบุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตท้องที่ใดซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยและเมื่อได้ประกาศห้ามเมื่อใดแล้ว ให้ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนั้นออกไปจากเขตนั้นภายในกำหนดเวลาที่ได้ประกาศกำหนด
 8. ที่จะห้ามบุคคลกระทำหรือมีซึ่งกิจการหรือสิ่งอื่นใดได้ ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กำหนดไว้ว่าควรต้องห้ามในเวลาที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
     
การยึด (มาตรา 12)
                บรรดาสิ่งซึ่งกล่าวไว้ ในมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 11 นั้น ถ้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นเป็นการจำเป็น จะยึดไชั่วคราวเพื่อมิให้เป็นประโยชน์แก่ราชศัตรู หรือเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราชการทหาร ก็มีอำนาจยึดได้
    
 
การเข้าอาศัย (มาตรา 13)

            อำนาจการเข้าพักอาศัยนั้น คือ ที่อาศัยใด ๆ ซึ่งราชการทหารเห็นจำเป็นจะใช้เป็นประโยชน์ในราชการทหารแล้ว มีอำนาจอาศัยได้ทุกแห่ง

การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ (มาตรา 14)

การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่นั้น ให้มีอำนาจกระทำได้ดังนี้
  1. ถ้าแม้การสงครามหรือรบสู้เป็นรองราชศัตรู มีอำนาจที่จะเผาบ้าน และสิ่งซึ่งเห็นว่าจะเป็นกำลังแก่ราชศัตรู เมื่อกรมกองทหารถอยไปแล้ว หรือถ้าแม้ว่าสิ่งใด ๆ อยู่ในที่ซึ่งกีดกับการสู้รบก็ทำลายได้ทั้งสิ้น
  2. มีอำนาจที่จะสร้างที่มั่น หรือดัดแปลงภูมิประเทศหรือหมู่บ้าน เมือง สำหรับการต่อสู้ราชศัตรู หรือเตรียมการป้องกันรักษา ตามความเห็นชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ทุกอย่าง
     
การขับไล่ (มาตรา 15)

            ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่มีภูมิลำเนาอาศัยเป็นหลักฐาน หรือเป็นผู้มาอาศัยในตำบลนั้นชั่วคราว เมื่อมีความสงสัยอย่างหนึ่งอย่างใดหรือจำเป็นแล้ว มีอำนาจที่จะขับไล่ผู้นั้นให้ออกไปจากเมืองหรือตำบลนั้นได้
                มาตรา 15 ทวิ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจกักตัวบุคคลนั้นไว้เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ แต่ต้องกักไว้ไม่เกินกว่า 7 วัน 
     
ร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้ (มาตรา 16)

            ความเสียหายซึ่งอาจบังเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในมาตรา 8 และมาตรา 15 บุคคลหรือบริษัทใด ๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย เพราะอำนาจทั้งปวงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติและดำเนินการตามกฎอัยการศึกนี้ เป็นการสำหรับป้องกันพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา ด้วยกำลังทหารให้ดำรงคงอยู่ในความเจริญรุ่งเรืองเป็นอิสรภาพ และสงบเรียบร้อยปราศจากราชศัตรูภายนอกและภายใน

..................................................................................................................................

                ต่อท้ายเรื่อง “กฏอัยการศึก” (ผู้เขียน “คอลัมน์คนละเรื่องเดียวกัน”) มีความเห็นว่า

                  เมื่อ คสช.โดยหัวหน้าคณะ คือ พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา  ประกาศ “กฏอัยการศึก”  จะใช้ข้อไหนไปบ้างแล้วไม่ทราบ เท่าที่รู้ที่เห็นผ่านตา คือ เรื่องเรียกตัวบุคคลที่อาจจะเป็นภัยกับประเทศในขณะนั้น หรือต่อจากนั้น “ไปปรับความเข้าใจ”รวมทั้ง เรื่องรับจำนำข้าว “มีหลักฐานว่าไม่โปร่งใส” (จากคณะตรวจสอบ) ประเทศไทยเสียหาย ขาดทุนเข้าเนื้อไปถึง หกถึงเจ็ดแสนล้านบาท ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบ คือ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานโครงการ รู้..แต่ไม่ระงับโครงการ ปล่อยให้ถูกงับเงินคงคลังของประเทศหายวับไปกับตา (เข้ากระเป๋า ..หรือ กระปี๋..ใคร)  ควรหรือไม่ที่จะต้องใช้ กฏอัยการศึก ห้ามเคลื่อนย้ายทรัพย์สมบัติรวมทั้งเงินสดที่มีอยู่ ตลอดถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นทั้งหมด เพื่อยึด ทรัพย์คึน (เงินสดหกถึงเจ็ดแสนล้าน)  คณะรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ อายัดไว้แล้วหรือไร  กระผมและประชาชนส่วนใหญ่ยังมิทราบ จากหัวหน้า คสช. แต่ประการใด ถ้ายังมิได้แถลงแต่อายัดไว้แล้ว ขอขอบคุณ  ที่ทำงานรวดเร็ว ราวกับกามนิตหนุ่ม  สมควรจะได้ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อยู่ ณ วันนี้

                อีกเรื่องหนึ่ง คือ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ นายกรัฐมนตรี หรือ หัวหน้าคณะ คสช. จะใช้กฏหมายธรรมดา หรือกฏอัยการศึก ไม่อนุญาตให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศ  สมควรแก่เหตุและผล ในนามของพลเมืองหัวเดียวกระเทียม (ยัง) ลีบ ขอขอบคุณ  ที่ท่านหยุดยั้งการเดินทางออกนอกประเทศ ของหล่อนได้ฉับไว..

                กระผมเข้าใจดีว่า ท่านมีความปรารถนาดี เรื่อง”ปรองดอง” เมื่อครั้งยังไม่มีตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ยังพออ้อมแอ้มกล้อมแกล้มไปได้  วันนั้นท่านเป็น  “หัวหน้า คสช.” จะปรับเปลี่ยนกฏอัยการศึก ข้อไหนมาใช้ ก็ย่อมได้เช่นกัน แต่วันนี้ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องใช้กฎหมาย ที่ควรใช้กับประชาชนเช่นเดียวกันทุกคน  กระผมยังเปิดหา “ตัวบทกฏหมาย” ข้อไหนไม่เจอ   ส่วน กฏอัยการศึก (กระผมยังเซ่อซ่าหาไม่พบอีกด้วย..) เพื่อควาามถูกต้องเรื่องกฏหมายของประเทศไทย (เสียก่อน) วันนี้ นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ ขันทร์โอชา  ผู้นำประเทศไทย ถ้าท่านมีความต้องการ “ปรองดอง” อย่างแท้จริง..แล้วละก้อ..

                ทางที่ดีที่สุด..กระผมเห็นอยู่ คือ ปฎิวัติรัฐบาล ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ปราศจากผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง ..

                .“ปฎิวัติ”ใหม่อีกสักทีเหอะ..คราวนี้ จะดอง ..ดองเปรี้ยว..ดองหวาน ..ดองเค็ม. ดองกันให้เต็มพิกัด..

                ปรองดองเรื่อง“จำนำข้าว” เข้าไปด้วย “ปล่อยหมวย” ตัวเป็นๆ น่า จะได้บุญ ยิ่งกว่าปล่อนกปล่อยปลา..เสียอีกนะท่าน

                วันนี้ ..เรื่องยังไม่ถึงโรงถึงศาล.. ยิ่งลักษณ์ .กำลังเป็นโรคไอ  ตะบี้ตะบันไอเสียงแหบเสียงแห้งดัง.. คุก ..คุก..คุก..

                ที่ท่านหัวหน้าคณะ คสช. ทำปฎิวัติ.. จะทำให้คนสวย “หมวยปู” ติดคุก บาปกรรมนะ.ท่าน..ขอบอก..

                มีทางเดียวที่จะแก้ปัญหา ปะ..ฉะ..ดะ..อยู่ข้างหน้า “ปฎิวัติตัวเอง”นับหนึ่งกันใหม่ ..น่าจะไปได้สวย

 

 

            สมองของคนคือกลไกที่จะต้องใช้ ในการตรึกตรองพิจารณาการอยู่ร่วมกับชุมชนมากมายหลากหลายที่สุด คือ ประเทศ ชาติ บ้านเมือง ของชนกลุ่มใหญ่มีผู้คนเชื้อชาติเดียวกันหรือต่างชาติ ร้อยพ่อพันแม่ มารวมกันอยู่ในประเทศเดียวกัน (อย่าเพิ่งคิดไปไกล ถึงการอยู่ร่วมกับคนทั่วโลกเลย  แต่ละประเทศก็มีกฏหมาย แม้กระทั่งข้อห้าม แตกต่างกันไป)

                มาทำความเข้าใจอย่างเดียวกันเสียก่อน คือ การอยู่ร่วมกับคนสายพันธุ์ เชื้อชาติเดียวกัน ในประเทศเดียวกัน(ประเทศไทย)  เสียก่อน  เรา.. อยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน การกระทำผิดกฏหมาย จะอ้างว่า “ไม่รู้กฏหมาย” มิได้นะขอรับท่าน   เพราะฉะนั้นความสำคัญอยู่ที่ว่า  ประชาชนคนไทยอย่างคุณๆ หรือผม ทำมาหารับประทานไม่ว่าจะเป็นสาขาอาชีพใด จะต้องรู้ว่า เป็นอาชีพถูกต้องตามกฏหมาย หรือ ไม่  ที่ถูกกฏหมายก็ผ่านไปสบายๆ ไม่ต้องเฉียดกรายเข้าคุกเข้าตะราง  ส่วนผู้ทำผิดกฏหมายทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันเช่นเคย มีให้เลือก (เสียด้วย) อยู่สองทางว่า จะติดคุก หรือ ติดตะราง มีสิทธิจะใช้เรียกชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง รักหรือชอบพอคำไหน ก็ใช้สิทธิเลือกได้เช่นกันว่าจะใช้คำว่า “ติดคุก” หรือ “ติดตะราง” ก็ว่ากันไปตามใจชอบ

                แต่ถ้าไม่ชอบติดคุก หรือ คิดตะราง ก็อย่าทำผิดกฏหมาย เรื่องง่ายๆ แต่เข้าใจยากส์ จึงมีผู้คนมากหลายหน้าหลายตา ที่ ติดคุกติดตะรางมาแล้ว เมื่อพ้นโทษ ก็ดียังมีดีกรี คล้ายๆ คนที่สอบผ่านมหาลัย ได้รับปริญญา แต่สำหรับผู้ที่ผ่านคุกผ่านตะราง ก็จะมีชื่อให้เรียกอย่างโกหร่านไปตราบจนวันตายว่า เป็นคน “ขี้คุก” หมายความว่า “เป็นคนดุน่ากลัว”ปากว่ามือถึง  ยกเว้นคนที่ติดคุกเรื่องใช้ยาเสพติดเรียกว่า “ขี้ยา” ส่วนใหญ่ใจคอไม่โหดร้ายเท่าไร ยกเว้นตอน “เสี้ยนยา” หรือ “เมายา” ทำให้นิสัยใจคอเปลี่ยน  ห่าม โหด ไม่ต่างกับ “ขี้คุก” เหมียนกัลล์

                ขอรับ..กระผมขอเรียนว่า ..ทุกคนมีสิทธิจะติดคุกติดตะราง เท่าเทียมกันไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะยากดี มีจน

                แม้แต่เหล่าเรา คนไทยในอเมริกา จะมาอยู่นั่งดูลม ชมวิว มาเรียน มาแบกถาด ถ้าทำผิดกฏฆมายประเทศนี้ คุณๆ ก็มีสิทธิ “ติดคุก” เท่าเทียมกับพลเมืองของประเทศนี้เช่นเดียวกัน ผมเป็นคนหนึ่ มีสิทธิเเท่าทัยมกับคุณ ๆ เช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงจะต้องวัดกันที่ ยาก ดี มี จน  เมื่อทำผิดกฏหมายของประเทศนี้ ผผมหรือคุณก็มีสิทธิเท่าเทียมกันกับ มะริกันชน ทันที คือมีสิทธิทจะติดคุณในอัตราเดียวกัน ไม่จำเป็นว่า จะต้องมีกรีนคาร์ด หรือ เป็น อเมริกันซิติเซ่น เสียก่อน

                ตัวกระผมเอง เป็นผู้ที่ควรน่าจะสงสาร มาอยู่ที่นี่ ไม่มีทั้ง “คาร์ดสีเขียว” (กรีนคาร์ด) หรือ กระดาษที่เรียกว่า “ดอลล่าร์สีเขียว”  จึงตกอยู่ในที่นั่ง “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” ได้แต่”นั่งกรอกหน้า..หัวสั่น..อยู่ไปวันๆ โดยไม่ขอรับสิทธิ “อยู่ฟรีกินฟรี” เรียนฟรี ฝึกวิชาชีพฟรี หยิ่งถภึงขนาดนั้น ในสถานที่ใหญ่โตมโหฬาร ทั้งที่จะได้พบปะกับ มะริกันชน หรือผู้คนจากทั่วโลก  สถานที่แห่งนั้นยินดีต้อนรับกะเหรี่ยงชน เข้าไปร่วมสังสรรพบปะวิสาสะ ปัสสาวะ หรือ อุจจาระ ในสถานที่เดียวกัน กระผมผู้นอบน้อมถ่อมตัวไม่ใฝ่สูง ที่จะเลือกเรียนลัด แม้จะอ้างได้ว่า เพื่อต้องการหาประสบการณ์ในอเมริกา ขออดๆ อยากๆ ปากเหี่ยว ปากแห้ง อยู่นอกคุกจะอดจะอยาก ก็ขออยู่ตามประสา “กะเหรี่ยง” บนบานศาลกล่าวว่าขออยู่อย่างอดๆ อยากๆ เช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็พอใจแล้ว กำลังตั้งท่าจะนับวันนับคืนว่าจะกลับบ้าน (เมืองไทย) เมื่อไร ยังลังเลใจรอดูเหตุการณ์อยู่ก่อนว่า “ประเทศไทยของคุณและของผมจะสงบสุข” ได้จริงๆ เมื่อไร เฝ้าติดตามข่าวจากเมืองไทย อย่างร้อนๆ หนาวๆ อยู่ทุกวันว่า “เมื่อไร..ประเทศไทยของคุณและของผม จะสงบศึกเสียที หลังจากที่ “ภัยจากคลื่นยักษ์และลมมหาประลัย ที่ชื่อว่า ชินวัตร”  จะผ่อนคลายละลาอย่างจริงๆ จัง ๆ เสียที ไม่ใช่ “ทีเล่นทีจริง” อย่างเช่นทุกวันนี้ แม้ว่า โคตรชินวัตร  ถูก คณะคสช. ปฎิวัติแล้วก็ตาม  ถามว่า เมื่อไรเมืองไทยจะสงบเสียที (อยากกลับบ้าน..วุ้ย..)  คำตอบคือ “ย.ห. อย่าห่วง”

                ตำราของการปฎิวัติเมืองไทย ปฎิวัติทีไรต้องร่างกฏหมายกันก่อนทุกที เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขาม ก็ต้องประกาศใช้กฏอัยการศึก  อยากถามว่า จะใช้ กฏอัยการศึก กับใคร เมื่อไร ก็เห็นพูดๆ กันอยู่ว่า กฏอัยการศึก คือ อำนาจเต็มไม้เต็มมือ ของ คณะปฎิวัติ เอากันจริงๆจัง ๆ ชนิดไม่ตายก็คางเหลืองกันไปข้างหนึ่ง  “เอาจริงเอาจัง” จะเหมือนกับ “เอาอยู่” (ของ อดีตนายิก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) หรือไม่ ต่างกันยังไง..ก็ไม่รู้

                ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  หัวหน้าคณะปฎิวัติ ว่า “เอาจริงเอาจัง” ใช้ความเด็ดขาด คือจะใช้ “ทั้งเด็ด” ทั้ง “ขาด” เมื่อประกาศใช้กฏอัยการศึก.. กระผมเองยังนึกไม่ออกว่า “ความเด็ดขาดเมื่อมีดาบอาญาสิทธิอยู่ในเมื่อแล้ว”  ที่ยังรีรออยู่ใย  ก็ต้องเห็นใจท่าน “นายกฯาจากปฎิวัติ” ต้องศึกษาเรื่อง “กฏอัยการศึก” ว่า ทำอะไรได้มั่ง ..ไม่ได้มั่ง..

                ผมค้นหาเรื่อง “กฎอัยการศึก อำนาจหน้าที่ มีอะไรบ้าง” (เรียเบรียงจาก กระปุก ด็อทคอม) ว่าไว้พอเป็นสังเขป
                (หัวข้อ)  
กฎอัยการศึก คืออะไร ความหมายของกฎอัยการศึก ข้อห้าม และมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง หลัง ผบ.ทบ. ประกาศ กฎอัยการศึก 2557
                จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พร้อมสั่งยุบศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) และจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายโดยเร็ว ทั้งนี้หลายคนคงสงสัยว่า
กฎอัยการศึก คืออะไร มีความหมายอย่างไร และกฎอัยการศึก มีข้อปฏิบัติ หรือข้อห้ามอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน
กฎอัยการศึก คืออะไร
               
กฎอัยการศึก (Martial Law หรือ Military Law) คือ กฎหมายซึ่งได้ตามขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็น ทั้งนี้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง เช่น ในกรณีที่เกิดสงคราม เกิดจลาจล ซึ่งในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในการระงับปราบปรามหรือการรักษาความสงบเรียบร้อย และศาลทหารก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่างที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน
                 กฎอัยการศึก เป็นกฎหมายที่มีอยู่ในเวลาปกติ แต่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการประกาศบังคับใช้และกำหนดเขตพื้นที่ที่จะบังคับใช้ ซึ่งในประเทศไทยนั้น กฎอัยการศึกถูกตราเป็นกฎหมายชัดเจน ขณะที่บางประเทศก็ไม่มีการตราเป็นกฎหมายชัดเจน เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ เป็นต้น

กฎอัยการศึกในประเทศไทย         
                ประเทศไทยตรากฎหมายกฎอัยการศึก เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ กฎอัยการศึก ร.ศ. 126 ตรงกับ พ.ศ. 2450 ที่ขณะนั้นประเทศไทยได้มีการปรับปรุงกฎหมายขนานใหญ่ให้ทันสมัย เพื่อจะได้ขอฝรั่งยกเลิกเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ไทยเสียเอกราชทางศาลอยู่ โดยมีทั้งสิ้น 9 มาตรา และถอดแบบมาจากกฎอัยการศึกของประเทศฝรั่งเศส
                ต่อมาในปี พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าอำนาจของทหารตามกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 นั้น ยึดตามแบบฝรั่งเศส แต่ไทยใช้ตำราพิชัยสงครามตามแบบอินเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกัน จึงทรงยกเลิกกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 และตรากฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ขึ้นใช้แทน มีทั้งสิ้น 17 มาตรา และยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมรวม 5 ครั้ง
สาระสำคัญของกฎอัยการศึก
                 พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ฉบับนี้ยังใช้อยู่จนปัจจุบัน มีสาระสำคัญ คือ
 1. การประกาศกฎอัยการศึก จะเป็นไปโดยพระบรมราชโองการหรือผู้บังคับบัญชาทหารที่มีกำลังอยู่ ใต้บังคับบัญชา ไม่น้อยกว่า 1 กองพัน ประกาศใช้ก็ได้ แต่การยกเลิกใช้กฎอัยการศึก จะเป็นไปได้ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเลิกใช้เท่านั้น
2. ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ การระงับปราบปราม หรือ การรักษาความสงบเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร (มาตรา 6)
 3. เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด เมืองใด มณฑลใด เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะ ตรวจค้น ที่จะเกณฑ์ ที่จะห้าม ที่จะยึด ที่จะเข้าอาศัย ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ และที่จะขับไล่ (มาตรา 8)
  4. ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องอำนาจที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตามข้อ 3 บุคคล หรือบริษัทใดจะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย
…( มาตรา 16)
                 มาตรการทางกฎหมายที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร โดยกฎอัยการศึกนี้ ได้รับการยอมรับอย่างมั่นคงในรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทยตลอดมา ฉบับปัจจุบันก็ปรากฏความในมาตรา 222 ว่า
                 "มาตรา 222 พระมหากษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศใช้และเลิกใช้กฎอัยการศึกตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก"  ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะแห่งเป็นการรีบด่วน เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารย่อมกระทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก
 กฎอัยการศึก มีอำนาจอะไรบ้าง
                หลังจากประกาศกฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจตามมาตรา 8 กล่าวคือ... "เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด, เมืองใด, มณฑลใด, เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น, ที่จะเกณฑ์, ที่จะห้าม, ที่จะยึด, ที่จะเข้าอาศัย, ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่, และที่จะขับไล่" ดังนี้...
การตรวจค้น (มาตรา 9)
                การตรวจค้นนั้น ให้มีอำนาจที่จะตรวจค้น ดังต่อไปนี้
1. ที่จะตรวจ ค้น บรรดาสิ่งซึ่งจะเกณฑ์ หรือต้องห้าม หรือต้องยึด หรือจะต้อง เข้าอาศัย หรือมีไว้ในครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีอำนาจที่จะตรวจค้นได้ไม่ว่าที่ตัวบุคคล ในยานพาหนะ เคหสถาน สิ่งปลูกสร้าง หรือที่ใด ๆ และไม่ว่าเวลาใด ๆ ทั้งสิ้น
2. ที่จะตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบ ห่อ หรือสิ่งอื่นใดที่ส่งหรือมีไปมาถึงกัน ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก
 3. ที่จะตรวจหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพโฆษณา บทหรือคำประพันธ์
   

 การเกณฑ์ (มาตรา 10)

การเกณฑ์นั้นให้มีอำนาจที่จะเกณฑ์ได้ดังนี้
  1. ที่จะเกณฑ์พลเมืองให้ช่วยกำลังทหารในกิจการ ซึ่งเนื่องในการป้องกันพระราชอาณาจักร หรือช่วยเหลือเกื้อหนุนราชทหารทุกอย่างทุกประการ
2. ที่จะเกณฑ์ยวดยาน, สัตว์พาหนะ, เสบียงอาหาร, เครื่องศาตราวุธ, และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จากบุคคลหรือบริษัทใด ๆ ซึ่งราชการทหารจะต้องใช้เป็นกำลังในเวลานั้นทุกอย่าง
     
การห้าม (มาตรา 11)

 การห้ามนั้น ให้มีอำนาจที่จะห้ามได้ดังนี้
1. ที่จะห้ามมั่วสุมประชุมกัน

 2. ที่จะห้ามออก จำหน่าย จ่ายหรือแจก ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ภาพบทหรือคำประพันธ์

 3. ที่จะห้ามโฆษณา แสดงมหรสพ รับหรือส่งซึ่งวิทยุ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์

 4. ที่จะห้ามใช้ทางสาธารณะเพื่อการจราจรไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมถึงทางรถไฟและทางรถรางที่มีรถเดินด้วย
 5. ที่จะห้ามมีหรือใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออาวุธ เครื่องอุปกรณ์ของอาวุธ และเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือทรัพย์สิน หรือที่อาจนำไปใช้ทำเป็นเคมีภัณฑ์ หรือสิ่งอื่นใดที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้
 6. ที่จะห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด
  7. ที่จะห้ามบุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตท้องที่ใดซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อการยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยและเมื่อได้ประกาศห้ามเมื่อใดแล้ว ให้ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนั้นออกไปจากเขตนั้นภายในกำหนดเวลาที่ได้ประกาศกำหนด
 8. ที่จะห้ามบุคคลกระทำหรือมีซึ่งกิจการหรือสิ่งอื่นใดได้ ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กำหนดไว้ว่าควรต้องห้ามในเวลาที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
     
การยึด (มาตรา 12)
                บรรดาสิ่งซึ่งกล่าวไว้ ในมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 11 นั้น ถ้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นเป็นการจำเป็น จะยึดไชั่วคราวเพื่อมิให้เป็นประโยชน์แก่ราชศัตรู หรือเพื่อเป็นประโยชน์แก่ราชการทหาร ก็มีอำนาจยึดได้
    
 
การเข้าอาศัย (มาตรา 13)

            อำนาจการเข้าพักอาศัยนั้น คือ ที่อาศัยใด ๆ ซึ่งราชการทหารเห็นจำเป็นจะใช้เป็นประโยชน์ในราชการทหารแล้ว มีอำนาจอาศัยได้ทุกแห่ง

การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ (มาตรา 14)

การทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่นั้น ให้มีอำนาจกระทำได้ดังนี้
  1. ถ้าแม้การสงครามหรือรบสู้เป็นรองราชศัตรู มีอำนาจที่จะเผาบ้าน และสิ่งซึ่งเห็นว่าจะเป็นกำลังแก่ราชศัตรู เมื่อกรมกองทหารถอยไปแล้ว หรือถ้าแม้ว่าสิ่งใด ๆ อยู่ในที่ซึ่งกีดกับการสู้รบก็ทำลายได้ทั้งสิ้น
  2. มีอำนาจที่จะสร้างที่มั่น หรือดัดแปลงภูมิประเทศหรือหมู่บ้าน เมือง สำหรับการต่อสู้ราชศัตรู หรือเตรียมการป้องกันรักษา ตามความเห็นชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ทุกอย่าง
     
การขับไล่ (มาตรา 15)

            ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่มีภูมิลำเนาอาศัยเป็นหลักฐาน หรือเป็นผู้มาอาศัยในตำบลนั้นชั่วคราว เมื่อมีความสงสัยอย่างหนึ่งอย่างใดหรือจำเป็นแล้ว มีอำนาจที่จะขับไล่ผู้นั้นให้ออกไปจากเมืองหรือตำบลนั้นได้
                มาตรา 15 ทวิ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจกักตัวบุคคลนั้นไว้เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ แต่ต้องกักไว้ไม่เกินกว่า 7 วัน 
     
ร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้ (มาตรา 16)

            ความเสียหายซึ่งอาจบังเกิดขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ในเรื่องอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในมาตรา 8 และมาตรา 15 บุคคลหรือบริษัทใด ๆ จะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใดแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย เพราะอำนาจทั้งปวงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ปฏิบัติและดำเนินการตามกฎอัยการศึกนี้ เป็นการสำหรับป้องกันพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา ด้วยกำลังทหารให้ดำรงคงอยู่ในความเจริญรุ่งเรืองเป็นอิสรภาพ และสงบเรียบร้อยปราศจากราชศัตรูภายนอกและภายใน

..................................................................................................................................

                ต่อท้ายเรื่อง “กฏอัยการศึก” (ผู้เขียน “คอลัมน์คนละเรื่องเดียวกัน”) มีความเห็นว่า

                  เมื่อ คสช.โดยหัวหน้าคณะ คือ พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา  ประกาศ “กฏอัยการศึก”  จะใช้ข้อไหนไปบ้างแล้วไม่ทราบ เท่าที่รู้ที่เห็นผ่านตา คือ เรื่องเรียกตัวบุคคลที่อาจจะเป็นภัยกับประเทศในขณะนั้น หรือต่อจากนั้น “ไปปรับความเข้าใจ”รวมทั้ง เรื่องรับจำนำข้าว “มีหลักฐานว่าไม่โปร่งใส” (จากคณะตรวจสอบ) ประเทศไทยเสียหาย ขาดทุนเข้าเนื้อไปถึง หกถึงเจ็ดแสนล้านบาท ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบ คือ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานโครงการ รู้..แต่ไม่ระงับโครงการ ปล่อยให้ถูกงับเงินคงคลังของประเทศหายวับไปกับตา (เข้ากระเป๋า ..หรือ กระปี๋..ใคร)  ควรหรือไม่ที่จะต้องใช้ กฏอัยการศึก ห้ามเคลื่อนย้ายทรัพย์สมบัติรวมทั้งเงินสดที่มีอยู่ ตลอดถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นทั้งหมด เพื่อยึด ทรัพย์คึน (เงินสดหกถึงเจ็ดแสนล้าน)  คณะรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ อายัดไว้แล้วหรือไร  กระผมและประชาชนส่วนใหญ่ยังมิทราบ จากหัวหน้า คสช. แต่ประการใด ถ้ายังมิได้แถลงแต่อายัดไว้แล้ว ขอขอบคุณ  ที่ทำงานรวดเร็ว ราวกับกามนิตหนุ่ม  สมควรจะได้ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี อยู่ ณ วันนี้

                อีกเรื่องหนึ่ง คือ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ นายกรัฐมนตรี หรือ หัวหน้าคณะ คสช. จะใช้กฏหมายธรรมดา หรือกฏอัยการศึก ไม่อนุญาตให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศ  สมควรแก่เหตุและผล ในนามของพลเมืองหัวเดียวกระเทียม (ยัง) ลีบ ขอขอบคุณ  ที่ท่านหยุดยั้งการเดินทางออกนอกประเทศ ของหล่อนได้ฉับไว..

                กระผมเข้าใจดีว่า ท่านมีความปรารถนาดี เรื่อง”ปรองดอง” เมื่อครั้งยังไม่มีตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ยังพออ้อมแอ้มกล้อมแกล้มไปได้  วันนั้นท่านเป็น  “หัวหน้า คสช.” จะปรับเปลี่ยนกฏอัยการศึก ข้อไหนมาใช้ ก็ย่อมได้เช่นกัน แต่วันนี้ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องใช้กฎหมาย ที่ควรใช้กับประชาชนเช่นเดียวกันทุกคน  กระผมยังเปิดหา “ตัวบทกฏหมาย” ข้อไหนไม่เจอ   ส่วน กฏอัยการศึก (กระผมยังเซ่อซ่าหาไม่พบอีกด้วย..) เพื่อควาามถูกต้องเรื่องกฏหมายของประเทศไทย (เสียก่อน) วันนี้ นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ ขันทร์โอชา  ผู้นำประเทศไทย ถ้าท่านมีความต้องการ “ปรองดอง” อย่างแท้จริง..แล้วละก้อ..

                ทางที่ดีที่สุด..กระผมเห็นอยู่ คือ ปฎิวัติรัฐบาล ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ปราศจากผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง ..

                .“ปฎิวัติ”ใหม่อีกสักทีเหอะ..คราวนี้ จะดอง ..ดองเปรี้ยว..ดองหวาน ..ดองเค็ม. ดองกันให้เต็มพิกัด..

                ปรองดองเรื่อง“จำนำข้าว” เข้าไปด้วย “ปล่อยหมวย” ตัวเป็นๆ น่า จะได้บุญ ยิ่งกว่าปล่อนกปล่อยปลา..เสียอีกนะท่าน

                วันนี้ ..เรื่องยังไม่ถึงโรงถึงศาล.. ยิ่งลักษณ์ .กำลังเป็นโรคไอ  ตะบี้ตะบันไอเสียงแหบเสียงแห้งดัง.. คุก ..คุก..คุก..

                ที่ท่านหัวหน้าคณะ คสช. ทำปฎิวัติ.. จะทำให้คนสวย “หมวยปู” ติดคุก บาปกรรมนะ.ท่าน..ขอบอก..

                มีทางเดียวที่จะแก้ปัญหา ปะ..ฉะ..ดะ..อยู่ข้างหน้า “ปฎิวัติตัวเอง”นับหนึ่งกันใหม่ ..น่าจะไปได้สวย