Get Adobe Flash player

บกพร่องโดยสุจริต โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:


                การมาอยู่อเมริกาอย่างยาวนานน่าจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่อง  “ บกพร่องโดยสุจริต” มีตัวอย่างคือตัวเองนั้น ได้รับทั้งผลดีและผลเสีย ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง ผลดี คือจะได้ “โต” เป็นผู้ใหญ่ให้สมอายุที่เกิดมานานผลาญข้าวสุกมาก็มาก  อีกส่วนหนึ่งน่าจะเรียกได้ว่า เป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง เขา..ก็คือ ผู้คนรอบข้างที่รู้จักกัน เห็นว่า พวกเขาเหล่านั้น (คนอย่างผม)ได้พยายามช่วยตัวเองอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูแล้ว ยกตัวอย่างในหมู่ “กะเหรี่ยงชน คนโพ้นทะเล” มาจากไทยแลนด์แดนไกล ดิ้นรนมาอยู่ประเทศ ศิวิไลย์ดารกา ที่นี่เพื่อสิ่งที่เรียกกันว่าอนาคตอยู่อย่างลำบากลำบน “ตัวเป็นเกลียว..หัวเป็นน๊อต” เป็นส่วนใหญ่ อยู่นานไป ก็ยิ่งซาบซึ้งน่าเห็นใจ รู้ว่าความลำบากเป็นอย่างไร จิตใจหดเนื้อตัวเหี่ยวก่อนวัย  ควรจะเรียกว่าเป็นพวก “บกพร่องโดยสุจริต”

                กว่าจะฝ่าฟันเอาตัวรอด (กัดฟันจนฟันกร่อนแล้วก็ตาม) ตัวเล็กเล็กลง(ผอมบาง ดำคล้ำอีกต่างหาก) กลายเป็นหนุ่มหน้าแก่ หน้ากร้านตัวเกร็ง ดูแก่เสีย คล้ายคนแคะอีกต่างหาก จากผลที่จะต้องสู้กับปัญหารอบข้าง ทางบ้านก็คิดว่าเราอยู่ได้ หรืออยู่ดีไปแล้ว คิดเข้าไปนั่น แต่ตัวเองก็ยังกัดฟันอยู่ต่อไปให้มันกร่อนจนหมดปากเสียก่อน..  จะกลับไปอย่างมือเปล่าได้ยังไง ..ถ้าไม่มีใบประกาศนียบัตร หรือธนบัตรสีเขียวที่เรียกว่า “ดอลล่าร์กลับไปด้วย (เป็นไอ้บ้าหอบฟาง)  ก็น่า “อายหมา”ในเมืองไทย  ถ้ารู้ก่อนว่าตัวเอง ทำไม..ไม่อยู่ในเมืองไทยอย่างเจียมตนเจียมตัว ดิ้นรนมาหาที่ตาย  จนถึงปัจุบันก็ยังรอดตายซุกหัวเอาตัวรอดอยู่ใต้ถุนป่าคอนกรีต ถ้ารู้จักมักคุ้นกับความมอดๆ อยากๆ (อยากเสียละมาก)  น่าจะคิดได้ว่า เอาอย่างหมาในเมืองไทยบ้างดีกว่าไม่บ้าไม่บ่น  หมาข้างถนนมีความอดทนสูงเป็นเยี่ยมอยู่แล้ว ผมอดๆ ทนๆ อยู่มา เพราะอายหมาก็ว่าได้ (ทำเป็นว่าหน้าบาง) มาอยู่อเมริกาเปรียบได้อย่างหมาริมถนน อยู่เงียบๆ ตัวลีบหลังคุ้มเดินก้มหน้าอย่างคนเจียมตัวเจียมตน ไม่ดิ้นรนกระวนกระวายกระตู้วู้ อยู่มาได้เท่าที่เป็นอยู่ก็ดีแล้ว ..ดิ้นไปก็จะตายอย่างหมาข้างถนนในเมืองไทย (ไม่ตายเองก็โดนยาเบื่อ)  มาอยู่ที่นี่อยู่เหมือนอยู่ในป่า แต่เป็นป่าคอนกรีต ถ้าหากขืนโชว์ฟอร์มว่า “ข้าแน่” มีโอกาสมากมายที่จะถูก “พี่เกร” ใจดีกระชากหัวรวบหางส่งกลับส่งเมืองไทย คนหน้าเหลืองๆ ซีดเผือดอย่างผม หน้าลีบเหลือสองนิ้วอยู่แล้วไม่อยากจะกลับบ้านอย่าง “นักโทษถูกเนรเทศ” จำเป็นจะต้องเรียนรู้เรื่อง “รู้หลบเป็นปีก..รู้หลีกเป็นหาง” เจียมตัวเจียมตนถึงขนาดเรียกได้ว่า “เจี๋ยมเจี้ยม” มานานโข อยู่อย่างร่อแร่เร่ร่อนมาจนถึงทุกวันนี้

                 ความแปลกต่างของผู้คน (ตั้งใจเขียนว่า แปลกต่าง แทนที่จะเขียนว่า แตกต่าง) ความคิดความอ่าน การศึกษา การบ้านการเมือง การปกครอง  มันช่างแปลกต่างเป็นคนละขั้วกับบ้านเมืองของประเทศที่ผมเกิด  เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จึงคิดผิดๆ (ขอให้เป็นความคิด ผิดๆ..เถิด) ว่า “คนเหมือนกัน ทำไมไม่เหมือนกัน” (หว่า) เราก็คนเขาก็คน น่าจะเป็นเพราะความยากดีมีจน เป็นเครื่องวัด ความเป็นคน..คนละชั้นกัน ใช่เลย..

                ประเทศไทยของคุณของผม เป็นประชาธิปไตยเช่นเดียวกันกับอเมริกา (ฮ่วย) น่าจะมีการปกครองใช้ตำรับตำราเดียวกันหรือคล้ายๆ กัน ขอประทานโทษ ถ้าเรียกการปกครองของประเทศผมเพี้ยนๆ ไปสักหน่อยเห็นว่า มันไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” แบบที่อเมริกันชนใช้กันอยู่ เมื่อไม่ใช่ ผมจะไม่ต้องน้อยใจเลยว่า ถ้าจะพูดถึงคำว่า ประชาธิปไตยในอเมริกา เป็นของชาวอเมริกัน การอ้างว่าประเทศบ้าานเกิดของผม  เป็น  “ประชาธิปไตย” มา ตั้งแต่ พ.ศ. 2475  น่าอาย น่าขัน จริงนะจันทร์เจ้าขา.. น่าจะเรียกชื่ออื่นแทนมานานแล้ว ดันทุรังไม่เข้าท่า  เรียกกันมาจนถึงปัจจุบันตะบี้ตะบันเรียกกันว่า ประชาธิปไตย  ควรจะเรียกว่า “ประชาธิปตวย” ทั้งยังไม่ควรจะเรียกว่า “หัวขวด” หรือ”หัวเคียว”ให้หวือหวาไปทำไมกัน จะได้ไม่คิดมากมาจนถึงทุกวันนี้  ในเมื่อพูดความจริงกันไม่เป็ลล์ ไม่ยอมรับความจริงกัน “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย”  ที่ตายๆ กันไปนั้น ไม่ใช่ความจริง? รู้กันท่วมรูหูว่ามีการ “คอร์รัปชั่น” ของรัฐบาล และข้าราชการอยู่อย่างอิกเกริก..เถิดเทิง โดยคน (ประเภทนั้น) เป็นพวกคนสัปดนเรียกกันว่า “นักการเมือง” เข้ามากอบโกย (โกยไปเกาไปเพราะคันมาก เป็นกันมากในหมู่นักการเมือง ทั้งหญิงและชาย)) มีมาตั้งแต่ผมเกิดจนถึงแก่จะตายอยู่แล้วทุกวันนี้ ตั้งแต่ จอมพล. ป. จอมพล.ส. มาถึง “โคตรชิน” ภาษามวยเรียกว่า “เปิดหน้าชก” ไม่มีคำว่าอับอายหน้ากับการ“ทำนาบนหลังคน” (เรื่องรัฐบาลโกงเงิน จำนำข้าวของชาวนา เป็นตัวอย่าง)  ก็เรื่องรีบเร่งมูมมามรับประทาน (ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า “แดกส์ด่วน”) ก่อนที่จะถูกปฎิวัติ ครั้งหลังสุด “รัฐบาลสาวสวยหมวยปู” กับโครงการรับจำนำข้าว ที่กำลังสะสางกันอยู่ (ราคาต่อรองกันในวันนี้ว่า อยู่ที่ 2 เอา 1 ต่อรองกันว่า  นางงิ้วชื่อ สู สี ไทกอ  “จะติดคุกหรือไม่ ”  ถ้า  “นาง” จะอ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” (ใช้สำหรับผู้ชาย ถ้าจะใช้กับผู้หญิง น่าจะเรียกว่า “บกพร่องโดยดัดจริต”) นั่นแหละ คำนี้ เป็นศัพท์(สูง) ทางภาษากฏหมาย แล้วละท่าน...มิได้เป็นการพาดพิงถึง แต่เพราะความจริงเป็นไปตามนั้น  เพิ่งเกิดในวงการยุติธรรมของประเทศไทย สมัย ชายแม้วพี่ชายหญิงปู เป็นวลีทางกฏหมาย (น่ารักน่าฟัง คนธรรมดาเรียกกันว่า ไอ้หรืออี ขี้โกง)  เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า  ท่ามกลางศาลรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินคดีทางการเมือง “ซุกหุ้น” (ถ้าเอาไป”ซุกหีบ” ให้มิดชิดคงไม่มีเรื่องมีราว)    ย้อนกาลเวลาไปเมื่อ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๓ ต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงข้อกล่าวหา ถ้าผิดจริงจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยวลีที่ ทักษิณ ชินวัตร นำมาชี้แจงในศาล รธน. ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ “บกพร่องโดยสุจริต” ศาล รธน. พิจารณาว่าไม่มีความผิด (ข้อหาไม่แจ้งการถือหุ้น)  รอดไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ใจ เพราะประโยคที่ว่า  “บกพร่องโดยสุจริต” คาดว่าวลี “บกพร่องโดยสุจริต” น่าจะถูกนำมาใช้อีกครั้งเรื่องการรับจำนำข้าวของ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  โครงการรับจำนำข้าวเบื้องต้นประมาณว่า ขาดทุนไปแล้ว “เจ็ดแสนล้านบาท” หรือจะเข้าข่าย”ไม่ตั้งใจโกง”  (บกพร่องโดยสุจริตอีกครั้งหรือไม่) แต่ก็เกิดความเสียหายมากมาย มหาศาล  (พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยเป็น ผบ.ทบ. เคยเตือนแล้ว)

                การใช้วลี บกพร่องโดยสุจริตซุกหุ้น”ในกรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  คือ ซ่อนทรัพย์สินของตนไว้ (คงจะไม่ได้ “ซุกไว้ในหีบ” ) ไม่รายงานความเป็นจริง  น่าจะตีความได้ว่า เป็นการตั้งใจ ปิดบังซ่อนทรัพย์สมบัติของตัวเอง “อาจจะไม่ต้องการให้สืบสาวไปถึงการได้มาของ “หุ้น” ตีราคาเป็นค่าเงิน จำนวนมหาศาล ว่าได้จากใดมา (หรือผีห่าซาตานมอบให้)

                 แต่สำหรับการจะอ้างวลี “บกพร่องโดยสุจริต ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  เป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะเงินหายละลายไปเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” “ขาดทุน” (มหาศาลบานตะไท) ขมุบขมิบเรื่องการรับจำนำข้าวชาวนา ที่เป็นเงินคงคลัง คือเงินภาษีของประชาชนชาวไทยทุกคนที่เสียภาษี  “ยิ่งลักณ์ขมิบเม้ม” กระโดดหนีบไปด้วยความชำนาญ  ถ้าหากจับได้ไล่ทันก็สบายๆ  เตรียมตัวไว้บ้างแล้วหรือยัง ถ้าจะอ้างว่าเอาแนวคิด “บกพร่องโดยสุจริต” จากพี่ชายมาใช้ คงจะอ้างไม่ได้ (นะยะหล่อน) เพราะในฐานะประธานโครงการ และ นายกรัฐมนตรี  จะฉลาดน้อยมันสมองนิดกะจิดริด (ราวกับก้อนเนื้อริดสีดวงทวารเท่านั้นเอง) ก็กระไรอยู่  ซื่อบื่อถึงขนาดเตรียมจะอ้างว่า “สมองบกพร่อง”..อย่าได้ริอ่านทำเป็นอันขาด อ้างไม่ขึ้นแน่          

                ทั้งนี้แหละทั้งนั้น รวมกระทั่งครั้งโน้น .(ยกเอาเรื่องแปลกๆ น่าทึ่ง มาอ้างอิงทุกที) .คราวนี้ ไม่ใช่เรื่องซุกหุ้น (หรือเอามือซุกหีบ)  แต่เป็นเรื่อง “งุบงิบเงินหลวง” หรือเงินคลัง” จำนวนหลายแสนล้านบาท หายวับไปกับตา ไม่ใช่เรื่อง “บกพร่อง” เสียแล้ว ถ้าจะอ้างว่า “สุจริต”จะสาบานให้ตกน้ำป๋อมแป๋ม ด้วยก็ตาม จะใช้คำว่า “บกพร่องโดยสุจริต” เป็นแผ่นเสียงตกร่อง คงจะไม่ “ขลัง” อีกต่อไปแล้ว ด้วยความชื่นชมในความสวยของหมวยปู (ประมาณว่า เหมือนหมา  เห็นเครื่องบิน)จึงเห็นคล้อยอยากจะห้อยตามไปด้วย เขวไปบ้างแถมฮัมเพลง “จูบลมชมเงา” เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเป็นของแถม..อีกต่างหาก )  (ตั้งสติ) แล้วเขียนต่อว่า ไม่ควรใช้ คำว่า “บกพร่องโดยสุจริต” น่าจะใช้คำว่า  “ไม่ได้ขมุบขมิบ..เม้ม”( ขมุบขมิบเม้ม แปลไทยเป็นไทยว่างุบงิบเอาไป )เงินในคลังไป หลายแสนๆ ล้านบาท  มากมายเกินกว่าจะเขมือบได้..( จึงต้องขยุบขมิบเม้ม(จริงๆ ฮ่ะ)

                จะยกตัวอย่างมีอยู่ว่า  “มีคนขับรถแท็กซี่ รับสาวสวยขึ้นมาบนรถ แทนที่จะไปส่งจุดหมายปลายทาง กลับพาไปจอดที่เปลี่ยวๆ  “ข่มขืน” จนสำเร็จความใคร่ (หลายครั้งหลายหนจนสาวเจ้า สับสนนับจำนวนครั้งไม่ถูก) อ้างว่า ผู้โดยสารสาว นุ่งกระโปรงสั้นจู๋ล่อลูกนัยน์ตาทำให้เกิดอารมณ์หยาดเยิ้มขึ้นมาจนบังคับตัวเองไว้ไม่ ได้ ที่มีเรื่อง “ข่มขืน” ขึ้น  เพราะ “หน้ามืด”เกิดตัณหาราคะเหมือนดัง  ปลากระดี่ กระโดดขึ้นหน้า ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน (อย่าได้ยกวลี บกพร่องโดยสุจริตมาอ้าง ทีเดียวเชียวนะ)  เหตุเกิดขึ้นเฉพาะหน้าควบคุมอารมณ์หื่นกระหายอดอยากไว้ไม่อยู่ ข้าแต่ศาลฯที่เคารพ เกิดอารมณ์ปรวนแปร “บกพร่องโดยสุจริต”(อ้างจนได้) กระทันหัน  เป็นเรื่องเดียวกันกับ ทักษิณ ชินวัตร อ้าง “บกพร่องโดยสุจริต” ในเรื่องซุกหุ้น ใช่ไหมขอรับ โทษผู้โดยสารสาวว่า ถ้านุ่งกระโปรงสั้นจู๋ แต่อ้าซ่าส์นัก.. คนขับแท็กซี่อ้างว่า คงจะไม่มีการข่มขืน  (อารมณ์เปลี่ยวเกิดที่ขึ้น “เป็นเรื่องบกพร่องโดยสุจริต ไม่ใช่หรือ” น่าจะได้รับการ ยกโทษ ยิ่งกว่ากรณีของ ทักษิณ ชินวัตร เสียอีก  เช่นเดียวกับกรณีรับจำนำข้าว ของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้าจะอ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” จะรอดคุกรอดตะรางได้ (อีกไหม) ทั้งๆ ที่ความเดือดร้อนตกอยู่กับชาวนา (ยากจน) ทั่วประเทศไทย  .. คนขับแท็กซี่ร่ายยาวต่อไปว่า การกระทำอย่างนั้น “บกพร่องโดยสุจริต” จริงๆ  สมองดับวูบลงไปเพราะหน้ามืด ตัวร้อนวูบวาบเหมือนเป็นไข้ ไม่รู้ตัวว่า “กระทำการใดๆ ลงไป  นาทีนั้น มีอาการเช่นเดียวกับคนนอนหลับ”ละเมอลุกขึ้นจากเตียงลง เดินแก้ผ้าโทงๆ  ออกนอกบ้าน ทั้งๆ ที่ยังแก้ผ้าอยู่ ก็เช่นเดียวกัน “บกพร่องโดยสุจริต”ถ้าหากจะทำผิด ก็เป็นความคิดผิดของสมอง ณ เวลานั้น ควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ คนขับแท็กซี่กล่าวต่อไปว่า ยินยอมรับโทษไม่เกี่ยงงอน ถ้าจะถูกตัดสิน ให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลประสาท ให้เป็นปกติก่อน

                 เรื่องรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับจำนำข้าว เป็นเรื่อง “บกพร่องจริงๆ” บกพร่องโดยสุจริตที่สุด ยิ่งกว่ากรณีของ ทักษิณ (พี่แม้ว) ชินวัตร “ซุกหุ้น”  หรือกรณีของ คนขับแท็กซี่”ข่มขืนผู้โดยสาร” เพราะว่าเวลานั้น (อดีตนายกฯ ) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฎิบัติราชการตัวเป็นเกลียวหัวฟูอยู่ด้วย..ควรจะเป็นแค่ “บกพร่อง” ที่สมควรให้อภัย

                สี่ตีนยังรู้พลาด .อดีตนายกฯ รมต. สาวสวยหมวยปู มีแค่“สองตีน”มีหรือจะไม่พลาดลื่น..หกล้ม..หัวคะมำไปบ้าง

                 ถ้าตัดสินจำคุก..จะเสียหาย’ ต่อไปจะหาใคร มาเป็นนายกฯ กันล่ะ (ยากสส์.นะขอบอก)

                เพราะฉะนั้น จึงเห็นสมควรปล่อย “คนบกพร่องโดยสุจริตคนนี้.....เข้าคุกไปเสีย
....... (กี่ป็ก็ว่ามา..)