Get Adobe Flash player

เรื่องน่ารู้..ระดับตำนาน..... โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ย้อนรอยตำนานโสเภณีอาชีพที่ยังคงอยู่คู่โลก เนื้อหาจากบทความ M-Thai

ให้ความคิดเห็นเพิ่ม  โดย  “วิจารณ์ จันทนะเวส”                 

                อาชีพหลัก ดำรงคงอยู่ในสังคมทุกประเทศ  สังคมส่วนใหญ่รับรู้แต่ไม่ค่อยจะรับฟังกันนักคือ “โสเภณี” ถ้าไม่ยอมรับก็ได้ แต่ปฎิเสธไม่ได้ เลี่ยงๆ ปัดสวะไปให้พ้นตัว ไม่พูดถึงเท่านั้น ผู้ชายส่วนหนึ่ง (ส่วนมาก) รังเกียจ “โสเภณี”แต่ลึกๆ แล้ว  “ปากว่า..ตาขยิบ” น้ำลายสอ..ตาเยิ้มยิ้มกริ่ม”  เกือบร้อยทั้งร้อย ถ้าไม่โทษเพื่อน ก็อ้างว่า สุราพาไป

                ผู้เขียน คอลัมน์ ขอเรียบนำเรื่องกัน สัก(หลายๆ ย่อหน้า) เสียก่อนว่า

                “โสเภณี” หรือจะเรียกชื่อให้น่าฟังว่า “คุณโส” หรือเรียกอย่างคุ้นเคยว่า  “อีตัว” เป็นอาชีพจัดอยู่อันดับต้นๆ ของ “เอนเทอร์เทนเม้นต์”ในทุกวงการ  เป็นอาชีพที่นักการเมือง พ่อค้า  มหาเศรษฐี และสังคมแทบทุกชนชั้นนำมาใช้ “เป็นนกต่อ” เหมือนใช้เป็นบ่อล่อปลา เพิ่มความสนิทสนมกันต่อกันยิ่งนัก ยิ่งถ้าเป็นเรื่องทำสัญญาธุรกิจกันแล้ว จะให้เรียบร้อยพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายง่ายดายขึ้น ให้ “คุณโส” เป็นสะพานผูกสัมพันธ์เป็นมิตรไมตรีต่อกันอย่างครบเครื่องเข้าตำรา ไม่เพียงเลี้ยงดูอย่างเดียว ต้อง  “ปูเสื่อ”ด้วย เป็นการผูกสัมพันธ์ไมตรีอย่างแน่นแฟ้นกลมเกลียวเป็นเกลียวเชือก อย่างนั้นจริงๆ  นะ..ขอบอก        ในการต้อนรับขับสู้เลี้ยงดู ผู้มาเยี่ยมเยียนในสังคมทุกชนชั้นต้องการ  ทำความรู้จักมักง่ายสนิทสนม เรียกใช้ “โสเภณี” หรือ “อีตัว”ไว้บริการ นักการเมือง ข้าราชการผู้ใหญ่ พ่อค้าคหบดี ต้อนรับขับสู้ อย่างรู้ใจด้วยสินค้าหลักตัวนี้ (เมดอิน ไทยแลนด์)

                อาชีพที่สังคมไม่ยอมรับ กระทรวงพานิชย์ ยังไม่ให้บริการ “ขึ้นทะเบียน”เป็นสินค้าหลักแทนข้าวไทย ที่กำลังจะตกกระป๋อง รับได้ไหมถ้าจะพูดว่า ทุกวันนี้ เสื่อมไปแล้วในต่างประเทศ เพราะการสั่งข้าวไทยไปขาย พ่อค้าส่งออกหัวใสต้องการค้ากำไรเกินตัว “ย้อมแมวขาย”  ตัวอย่างเช่นสั่ ง “ข้าวหอมมะลิ” (กลิ่นหองมะลิ) กว่าจะไปถึงมือผู้สั่งในต่างประเทศ  ต้องใช้เวลานานกลิ่นหอมเปลี่ยนไป กลายเป็น เป็นข้าวหอมมะระ (มีกลิ่นเหม็นเขียวแทน)  

                ต่อจากนี้จะพูดถึง คุณโส (ยกย่องว่าเป็นนางเอกในเรื่องนี้ มีเรื่องย้อมแมวขายบ้างประปราย (เช่นใหม่ที่นั่น แต่เก่ามาแล้วจากที่อื่น )   คุณโส .เป็น “สื่อกลาง” ทำความพอใจให้กับผู้เสนอและผู้สนอง “หนิดหนม” กันอย่างลึกซึ้ง  การเจรจาต่างๆ จะดำเนินไปด้วยดี ผู้รับพอใจมากกว่าการเลี้ยงดู หรือจัดที่อยู่รับรองหรูหรา แต่เพื่อให้ครบเครื่องเรื่องการสรรหา “ของดีๆ มาเสนอ”  ไม่ให้ขาดตกหล่นบกพร่อง  ก็ต้องมีการ “ปูเสื่อ”เป็นหัวใจสำคัญของการต้อนรับขับสู้รวมอยู่ด้วย

                 คุณตัว (ไม่ใช่ตัวคุณหรอกนะ) สินค้าดังกล่าว มีความสำคัญไม่ต่างกว่าการเลี้ยงดูที่มีอยู่หลาย “เกรด” ขึ้นอยู่กับการบริการของผู้ให้ กับแขกรับเชิญ คือ ผู้รับ อยู่ในเกรดไหน.. หะรูหะรามากน้อยเพียงใด  ทำผลประโยชน์เมื่อให้บริการชนิด “สุดยอด” ด้วย “สินค้า” ที่ว่านี้  ทั้งมีความพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย คล้ายกับ “ยื่นหมูยื่นแมว” หรือ  “หมูไปไก่มา”  เพื่อให้ข้อตกลงธุรกิจราบรื่น ..ทุกระดับจน กระทั่งกับนักการเมือง จะทำความพอใจให้ทั้ง ผู้รับและผู้ให้ เป็นบริการประทับใจ  เจรจาตกลงสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (ผู้ที่นิยมใช้บริการ “คุณโส” คนหนึ่งเป็นคนไทยในต่างประเทศคนหนึ่ง (จะหน้ากลมหน้าเหลี่ยม..ก็ช่างเขาเถอะ)  ชอบ อิมพอร์ต “คุณโส” จากประเทศไทย แต่เขียนสถานะหน้าที่การงานว่าเป็น นักร้อง หรือ ดารา ค่าบริการบินไปกินข้าวด้วยกันสองต่อสอง  มื้อละหนึ่งแสนบาท ( ถ้าบริการดี มีของแถมให้อีกคือกระเป๋าถือแพงบรรลัย ราคาเหยียบแสนเช่นอีกหนึ่งใบให้ “คุณโส” เป็นการตอบแทนว่า “จะไม่ลืมบุญคุณอีกต่างหาก.. )

                 สินค้านั้นเป็นอาชีพที่ยังคงอยู่คู่โลกดังกล่าว  คือโสเภณี  มารู้เขา..รู้เรา.. ดีกว่าไม่รู้เลย ..ดีไหม..

                (เข้าเรื่องที่ต้องการพูดถึงว่า) กลายเป็นเป็นหัวข้อถกเถียงกัน ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

                ไหนๆ ก็เป็นเรื่องราวอื้อฉาวร้อนฉ่า”เหมือน “แก้ผ้า..เอาหน้ารอด ไปตามๆ กันไปแล้ว จะทำเป็นยืน “ ปิดตาแก้ผ้า” ทำเฉยเมย  คิดว่าไม่มีใครรู้ใครเห็น ปิดไม่มิด ..หาทางแก้ไข ผ่อนหนักให้เป็นเบากันหน่อยได้ไหม.. สำหรับข่าวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย (ข่าวโสเภณี) เมื่อเร็วๆ นี้ร้อนระอุ ทั้งๆ ที่ข่าวเดียวกันนั้นเกิดขึ้นได้ทุกประเทศในโลกหรือมิใช่ (พูดกันไปก็จะหาว่าแก้ตัว) ปิดปากไม่พูดดีกว่า แถมยังได้รับเห็นใจจนออกนอกหน้า  จากผู้บังคับบัญชาการตำรวจไทย รับไปแก้ไข เพื่อความเรียบร้อยอยู่ดีกินดีของประชาชน น่าจะเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย เรื่อง  ให้เปิดซ่องโสเภณี ถูกต้องตามกฏหมาย คล้ายๆเรื่อง เห็นด้วยช่วยผลักๆ ดันๆ ให้เปิดบ่อนการพนันเสรี  ให้ถูกต้องเป็นกฏหมาย ขอแนะนำว่า ให้ใช้เหตุผลที่ยกมาอ้างเกี่ยวกับ การเปิดบ่อนการพนัน (เสรี) ที่ผู้บัญชาการตำรวจฯ ยกขึ้นมาอ้างไว้ว่า “เพื่อไม่ให้ตำรวจ (แมงดา)รีดไถ” ถ้าเป็นไปได้จริง ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแผนก ตำรวจ แมงดา ขึ้นมา “มีหน้าที่อยู่อย่างเดียวคือ “ตรวจตราจับกุมแมงดา” รวมทั้งคนที่อ้างว่าเป็นตำรวจ(แมงดา)  ขึ้นมาอีกแผนกหนึ่งอ้างเหตุผลว่า “เพื่อไม่ให้ตำรจ (จริง)ถูกเรียกว่าเป็น “แมงดารีดไถ” เหมือนทุกวันนี้ ถ้ามีแผนกที่ตั้งขึ้นมาใหม่ คือ ตำรวจ (ตรวจจับ) แมงดา น่าจะเป็นการ แก้ไขให้เหลือแมงดา(ตัวจริง) น้อยๆ ลงหน่อย ..ก็ย่อมได้  

                อย่าประเจิดประเจ้อนัก ตามข่าว (คาวโลกีย์) ที่แพร่หลายดังข่าวที่จะพูดถึงนี้ ..... เมื่อช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ 3 นักเตะเลสเตอร์ ปล่อยคลิป ขณะมีเซ็กส์กับสาวไทย พร้อมกับมีการพูดจาเหยียดเชื้อชาติ แม้จะมีการออกมาแสดงความเสียใจไปแล้ว แต่เรื่องนี้ยังคงสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับคนไทยอยู่ไม่น้อย

                 (แหม..ก็..เอาเรื่องในที่ลับมาเปิดเผยในที่แจ้งอย่าแกล้งทำเป็นโกรธเคือง? ความจริงก็คือ..จริง –ผู้เขียนคอลัมน์)

                ถึงแม้ว่า  หลายฝ่ายจะพากันตำหนิพฤติกรรมฉาวโฉ่ของทั้ง 3 นักเตะ แต่ยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า ทำไมธุรกิจค้ากามขายเซ็กส์ยังอยู่ในสังคม สิ่งเหล่านั้นมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ทำไมมันถึงไม่หมดไปเสียที ทั้งๆ ที่รู้ว่ามี ทำไมถึงทำลายไม่ ไ ด้ เรื่องดังกล่าวมาจาก ข่าวภาคซ่าส์ ของ M THAI  จะมาพูดถึงประเด็นนั้นกันด้วยความห่วงใย เริ่มจากเรื่องที่เกริ่มถึงนี้จงตั้งสติให้ดี หูผึ่งไว้ สดับรับฟัง(อ่านข่าว) ที่ควรรู้ ไว้เป็นความรู้ไว้  ( เผื่อว่า ต่อไปอาจจะมีข่าวชนิดเดียวกันเกิดขึ้นอีก จะได้ไม่ต้องตกอกตกใจ เพราะรู้ที่มาที่ไปเก็บเอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว)

                (ต่อจากนี้ จะหยิบตำนาน ยกขึ้นมาคู่กับ ความคิดเห็นของผู้เขียนคอลัมน์นี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวงเล็บ )

การค้าประเวณีในประเทศไทย

                ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ไม่ได้ถูกนำเข้ามาจากชาติตะวันตกตามเรื่องเล่ากันมา การค้าประเวณีในไทยเริ่มเป็นที่แพร่หลายกับชาวตะวันตก ในช่วงที่มีการติดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับชาวตะวันตก มีหลักฐานเป็นศัพท์ในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกว่า รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ

                ( วลีที่เรียกว่า “กระทำชำเรา” หาใช่ เป็นการถูกข่มขืนเสมอไปไม่   เหมือนกับคดี ข่มขืน “ซิ้มสาว” (สาวใหญ่เต็มตัวแล้ว)คนหนึ่ง(พูดภาษาไทยไม่ชัด)  ให้การกรณี “ถูกกระทำชำเรา” นี้ว่า  “ชำเขา..ชำเรา..อั้วละไม่เข้าใจ .. อีลังมา..อั้วก็ลังไป”)                 เพราะคำให้การประโยคนั้นทีเดียวเชียว  จึงต้องปล่อยตัวจำเลยพ้นข้อกล่าวหา “ข่มขืนกระทำทำเราไป ..สบายโก๋” ไป   (ผู้เขียน – บทความนี้ เพิ่มเติมเอาเองเพราะเป็นกรณีที่เห็นว่าน่ายกเป็นตัวอย่าง )

                กลับมา เข้าเรื่องที่ต้องการนำมาเสนอ (จากตำนานว่า.) .ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ใน ประมวลกฎหมายตรา 3 ดวง – บทพระไอยการลักษณะผัวเมีย มีการบัญญัติผู้ค้าประเวณีว่า หญิงนครโสเภณี และสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสถานประกอบการเรียกว่า โรงหญิงนครโสเภณี โดยทั่วไปมีโคมสีเขียวตั้งข้างหน้าประตูจึงเรียกกันว่า สำนักโคมเขียว  รู้จักกันดี สำหรับนักเที่ยวยามราตรี ( ผู้เขียน -  แก่แดดแก่ลมทะลึ่งเกินวัย รู้จักคำๆ นั้นมา ตั้งแต่เริ่มวัยหนุ่มนมแตกพาน) ทั้งนี้ ก่อนปี พ.ศ. 2499 การค้าประเวณีไม่ถือว่า ผิดกฎหมาย แต่เริ่มพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 กำหนดว่าการค้าประเวณีเป็นความผิดอย่างชัดเจน แต่ในสังคมยุคใหม่เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม โดยในช่วงนั้นการค้าประเวณีจะเป็นการลักลอบ และปัจจุบันธุรกิจค้าประเวณีในประเทศไทยเป็นธุรกิจแอบแฝง  (ธุรกิจแอบแฝง ในที่นี่ หมายความว่า อย่าโจ๋งครึ้มนัก- ผู้เขียน)

                สถานที่ขึ้นชื่อของเหล่านักท่องราตรีมักไปสรรหาหญิง-ชายขายบริการ จะมีทั้งตามสถานบันเทิง หรือตามข้างทางที่มีการ เปิดตลาดขายทั่วกทม. (ก็ กรุงเทพฯเมืองสวรรค์ นี่นา- ผู้เขียน) จากการสำรวจแหล่งขายบริการพบว่า ทั้งถนนราชดำเนิน สวนลุมพินี วงเวียนใหญ่  (รวมทั้ง สนามหลวงด้วยอย่าลืม  -  ผู้เขียน) กลายเป็นแหล่งที่รู้กันดีว่า เป็นแหล่งหากินของบรรดาหญิงขายบริการทางเพศ ลักลอบค้าประเวณีกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

                 (กลัวไปทำไม.. รู้กันแล้วใช่ไหมว่า ส่วนใหญ่ ..ใครเป็นแมงดา  แมงดาที่ว่านี้ คือแมงดามีสองขา  เป็น แมงดาแต่งเครื่องแบบข้าราชการสำนักงานหนึ่ง ขึ้นอยู่กับ สำนักนายกรัฐมนตรี  - ผู้เขียน )

(อ่านต่อฉบับหน้า)