Get Adobe Flash player

มีวันนี้เพราะพี่ให้?.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                กรณีทำผิดกฏหมายของอดีตนายตำรวจมือปราบยศนายพล. คือ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ตำรวจ “คู่ใจ” ของ ทักษิณ ชินวัตร ถูกจับกุมที่ประเทศญี่ปุ่นข้อหา “พกอาวุธปืน( เถื่อน) ขณะที่จะขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากถูกจับ แต่ไม่ถูกดำเนินคดีมีอาวุธปืน(เถื่อน) ซึ่งเป็นคดี “ร้ายแรง” ของประเทศนั้น

                ผู้ติดตามข่าวเรื่องดังกล่าว รู้เรื่องการเข้มงวดกวดขันของตำรวจญี่ปุ่น และการบังคับใช้กฏหมาย อย่างจริงจังเกี่ยวกับการ “พกพาอาวุธปืน (เถื่อน)” สำหรับพลเมืองของประเทศนั้น ทางรอดมีน้อย น้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย เรื่องกับตุปัดตุเป๋ถึงกับมึนตึบ เพราะ “เหลือเชื่อ” เกินกว่าจะคิดเลยเถิดไปว่า  “ผู้ต้องหาคดีมีอาวุธปืนเถือาอยู่ในความครอบครอง”(รอดคุกอย่างน่าเกลียด ได้อย่างไร) และยิ่งกว่านั้นยัง “พกอาวุธร้ายแรงปืนเถื่อน” (ยังหาที่มาไม่ได้ว่า ซื้อจากประเทศญี่ปุ่น หรือนำมาด้วยจากประเทศต้นทาง.. ผู้ต้องหา ให้การว่า ไม่รู้ว่าติดมากับกระเป๋าเดินทาง มาได้อย่างไร (ฟังไม่ขึ้น)  แล้วนำติดตัว (จะ) ขึ้นเครื่องบินอีกด้วย แต่ถูกจับ “คาหนังคาเขา”  หลังจากนั้นเมื่อนำตัวขึ้นศาลแล้ว(ไม่ติดคุก) ผลปรากฏให้คิดว่า “หมามีเขา”  (เป็นไปไม่ได้) คำพูดในเชิง ดูหมิ่นดูแคลนในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ กลับกลายว่าเป็นไปแล้วเฉยเลย

                 วันนี้ “ผู้รอดจากคุกญื่ปุ่น” คนที่เคยมีอิทธิพลสูงในประเทศไทย ในฐานะตำรวจไทยที่มีความเด็ดขาด ตามเนื้อเพลงมาร์ชตำรวจว่า “ปราบโจรผู้ร้าย..ฆ่าตายเรื่อยมา” เรื่องที่กล่าวขวัญกันอย่างเอิกเกริก ยังเป็นควันหลงให้พูดกันจนถึงวันนี้(ย้อนเกร็ดกันหน่อย) คือเรื่อง “อุ้มฆ่าอย่างทารุณกับเหยื่อชื่อ เอกยุทธ อัญชัญบุตร ที่ตำรวจสามารถตามจับผู้ได้อย่างละเมียดละไมละมุนละม่อมเป็นกันเอง สมกับเป็นตำรวจไทย “ที่มีจิตเมตตา อารีอะลุ้มอล่วย” เป็น “มิ่งขวัญ” ของประชาชนทั่วไปให้ความเคารพนับถือขนาดที่ว่า ถ้าเห็นตำรวจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยศใหญ่ขั้นนายพล เดินผ่าน หรือ นั่งรถผ่านมาแล้วละก้อ ถึงกับ ลืมตัว “ก้มลงกราบแทบเท้า” ไหว้ประหลกๆ หวาดกลัวกันตัวสั่น เมื่อเห็นตำรวจเดินผ่านมทำท่าจะหลบหนีกันพัลวัล เพราะไม่รู้ว่า ตัวเองทำความผิดเอาไว้ในชาติไหน จะถูกตำรวจไทย ตามจับได้ง่ายๆ อ้างว่าทำผิดข้ามชาติก็ยังได้ จำจะต้องยอมรับเมื่อถูกคาดคั้นว่า ทำผิดจริงเมื่อสิบชาติที่ผ่านมายอมรับสารภาพว่า เป็นโจรเป็นผู้ร้ายจริงๆ ยอมรับยอมติดคุกก่อนที่จะถึง “กระอักเลือดตายคาตีน” ไปเสียก่อนอยู่ที่ตรงนั้น   .. อย่าทำเป็นไว้ใจทาง..วางใจคน ..แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่า หน้าตาตำรวจไทยเหมือนคนทั่วๆ ไป ก็ตามแต่ตำรวจจะมองลึกมากกว่านั้น มองคนบางคนว่า “เป็นแพะ” เอาง่ายๆ  ตำรวจไทยก่งกาจนักในเรื่อง “จับแพะ”  มาสังเวยคดี มีให้เห็นบ่อยๆ ถามถึงเรื่องนั้นอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับการอบรมผู้ที่จะเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ “อบรม” กันอย่างจริงๆ จังๆ กันหรือไม่ในเรื่องเหล่านั้น ควรจะอบรมไม่ละเว้นแต่ละวัน พูดก็พูดได้ แต่ว่า จะหาใครมาอบรมล่ะ มีพิมพ์เดียวกัน เหมือนแม่ปูสอนลูกให้เดิน ยังไงก็ยังงั้น

                สิ่งที่สำคัญคัญที่สุดในความเป็นตำรวจ จะเป็น ต้อง ตะเบ็งเสียงร้องสุดเสียงเพลง “มารช์ตำรวจ” ที่มีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า เกียรติตำรวจของไทย..เกียรติ วินัย กล้าหาญ มั่นคง ต่างดำรงพิทักษ์สันติราษฎร์นั้น ถึงใครจะตายก็ช่าง (แม่งมัน) ไม่เคยคำนึงถึงชีวัน” ท่อนนี้ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ ใครร้องไม่ได้ หรือร้องค่อยๆ ไม่แหกปากร้อง จะถูกลงโทษ สอบไม่ผ่านไม่เลื่อนชั้นให้ โทษฐาน “ไม่มีจิตวิญญาณเป็นตำรวจ” ชนิดเต็มร้อยอย่างต้องการ

                เรื่อง ตัวบทกฏหมาย “ตำรวจไทยอ่านเขียนและใช้กฏหมายเก่งที่สุดแม่นยำที่สุด ตำรวจยศนายสิบ มีความรู้ทางกฏหมายเท่ากับทนายความ สำหรับตำรวจชั้นสัญญาบัตร จะมีความรู้ เทียบเท่า “ผู้พิพากษา” (เผลอๆ ก็ยิ่งกว่านั้น)

                ความจริงวันนี้คือ  เมื่อ ท่านพลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง  ถูกจับโทษฐานทำผิดกฏหมาย ( อย่างร้ายแรงของประเทศญี่ปุ่น) เมื่อจับแล้ว ก็ต้องคุมขัง แล้วส่งให้ศาลตัดสินแต่ผลออกมาเป็นเหมือนว่า ช่วยกันรักษา “เกียรติตำรวจของไทย” ซึ่งจะต้องครุ่นคิดพินิจพิจารณาถึงว่านั้น (เป็นไปได้ยังไงหว่า) มันจะสะเทือนทรางกระเทือนใจไปถึง คนระดับนายกรัฐมนตรี” ผู้ปกครองประเทศไทยหรือไม่ ไม่ไว้หน้ากันมั่งหรือไร จะตัดเยื่อไม่เหลือใยกันทีเดียวเชียวหรือ.( ถ้าไม่นับถือ  ก็ไม่ควรจะลบหลู่กัน) มีอัศวินขี่ม้าขาว ผู้ยิ่งใหญ่คับประเทศไทย”(ระดับมาเฟีย อินเตอร์) ตัวจริงเสียงจริง ออกมาช่วยลูกกะจ๊อกได้จริงๆ ซะด้วย

                ตำรวจไทยยศนายพล.คนถูกจับข้อหาร้ายแรงคนนั้น (กลัวท่านจนมือสั่นไม่กล้าจะออกชื่อแล้ว..ครับผม)  จะต้อง เข้าคุกในญี่ปุ่น เพื่อเป็นการศึกษาหาความรู้ ว่า น่าอยู่ไหม น่ากลัวเหมือนคุกในไทยหรือไม่ ( แหม ..น่าศึกษานะท่านนะ)  

                จะแตกต่างกันมากน้อยเพียงไร กับการแก้ปัญหาเรื่องยาเสพย์ติด ในประเทศไทย สมัย ทักษิณ ชินวัตร ครองบ้านครองเมือง  คือปราบปรามให้เจ็บจำกับ “พ่อค้ายาเสพย์ติด” ตามสัญญาในเพลงมาร์ชตำรวจ “ปราบโจรผู้ร้าย (ซื้อขายหรือเสพย์ยาเสพเสพย์ติดรายย่อยๆ (ประทาณ 3,000 ศพ) เป็นตัวอย่าง ให้ผู้ขายเสพย์ติดรายย่อย หยุดเคลื่อนไหว เลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพย์ติด ส่วนพ่อค้ารายใหญ่ๆ ขอร้องกันว่า ถ้าจะส่งออกนอกประเทศ ก็จะปิดหูปิดตาเสียข้างหนึ่ง  เพราะรายได้ขายยานั้นๆ  มหึมามหาศาล (เมื่อถูกเงินปิดหูปิดตอ้าปากพูดไม่ออก) เจ้าหน้าที่รัฐผู้เกี่ยวข้อง ก็จะกลายเป็นคนพิการ “ง่อยแด็กส์” ในบัดดล ไม่สามารถจะกระดิกกระเดี้ยกระดี้กระด้าต่อไปอีกได้ ยังมีลมหายใจ ต่ออายุให้ทำมาค้าขายกับต่างประเทศมาตลอดจนถึงเดี๋ยวนี้

                กลับมาพูดถึงเรื่องสดๆ ร้อนๆ เกี่ยวกับเรื่อง ของ พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง  (ขอเอ่ยชื่อเสียหน่อย) ที่ลือกันว่า ยอมตายรับใช้ ทักษิณ ชินวัตร  แบบที่ว่า พี่ไม่ต้องสั่ง น้องทำเอง เพราะเคยพูดไว้ว่า “มีวันนี้ เพราะพี่ให้” ระยะนั้น “น้องของพี่” เป็นใหญ่ในสำนักงานตำรวจ ทุกคนเกรงขาม  จนถึงวันปลดเกษียณแล้ว ก็ยังเป็นข่าวใหญ่ ทำให้พี่ “เดือดเนื้อร้อนใจ” อยู่นั่นเอง ข่าวนั้นใครจะเชื่อว่า “คำรณวิทย์” จะรอดคุกรอดตะราง จากกฏหมาย ที่แข็งแกร่งเอาจริงเอาจังของญี่ปุ่นมาได้ “ แม้แต่พลเมืองญี่ปุ่น” เอง ใครที่ถูกจับกรณี “มีปืนเถื่อน” ครอบครองไว้ เมื่อขึ้นศาลก็จะถูกตัดสิน มีให้เลือกอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ ติดคุก  อย่างหลังก็คือ ติดคุก  และยังถูกบวกเพิ่มโทษอีกด้วย พวกแก็งค์ “ ยามากูซ่า” เพิ่มให้ติดคุกยาวฐานเป็นอันธพาลอีกต่างหาก

                ยังคิดไม่ออกว่า “พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ถูกจับเรื่องร้ายแรง (ก.ม.ญี่ปุ่น) รอดคุกรอดตาราง มาได้อย่างไร ถูกลงโทษแค่มีข้อห้าม เหมือน เขกเข่า เบาๆ สองที “ไม่ให้เข้าประเทศญี่ปุ่นอีก เป็นเวาลา หนึ่งปี” นั่นคือ ต้องโทษอย่างไว้หน้ากัน

                ไว้หน้าใครหรือ พล.ต.ท. คำรวณวิทย์ ธูปกระจ่าง  หรือเปล่า ? ตั้งแต่ถูกจับ จนถึงวันนี้ หน้าเหลืออยู่แค่สองนิ้ว เท่านั้น

                ถึงแม้ว่าจะมีข่าวแว่วมาจากเสียงนกเสียงกาว่า อธิบดีตำรวจหรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ..ว่า เป็นเพราะอธิบดีกรมตำรวจ (หรือสำนักงานตำรวจ) ต่อรองเรื่องกัน เรื่องผู้ร้ายข้ามแดนจริงหรือไม่  (อย่าคิดว่า จะทำอย่างนั้นเลย) แต่การทำผิดกฏหมายของประเทศอื่นๆ ที่เข้มแข็งกว่า.ไม่น่าจะเป็นไปได้.. เพราะว่า การใช้กฏหมายประเทศใคร ประเทศมัน ไม่เชื่อว่าขอร้องกันได้

                ถึงแม้จะยกตัวอย่างมาอ้างก็ยังไม่เชื่อ (อยู่นั่นแหละ) ถ้าหยั่งงี้..หยั่งงี้ จะเป็นไปได้ไหม..  เพราะ “หนึ่งเดียว” ในดวงใจของอดีตตำรวจใหญ่ ที่ถูกจับในญี่ปุ่น เป็นคนเคยรับใช้ ทักษิณ ชินวัตร มา อย่างหัวชนฝา “ทักกี้” คงจะมีอิทธิพลพอสำแดงให้เห็นว่า ได้รับความเกรงใจ มีเยื่อเหลือใยกับใครบางคน (ในญี่ปุ่น) ..ให้ความเกรงใจอยู่ .. โยงกันไปถึงเรื่องการเมืองในอนาคต ถ้าจะเดากันว่า .. เพราะไม่มีใครยิ่งใหญ่มีอิทธิพลมากไปกว่านั้น (ในต่างประเทศ)  ไม่มีคำตอบชัดเจน ( อึ้งกิมกี่ ไปกันหมด ไม่มีใครอยากตอบในเรื่องนั้น)   หรือยังมั่นใจว่า  อย่างน้อยๆ คงจะเคยมีอดีตเป็นนายกรัฐมนตรีที่ซุ่มสร้างอิทธิพลมาด้วยเงินตรายังชีวิต “เพลบอย”อยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง(ฆ่าเวลา)  มีผู้พูดถึงเป็นวลีฮือฮากันมาแล้วว่า “มีวันนี้เพราะ ..พี่ให้” (เจรจาให้)

                จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นเสียง “อันนินทากาเล..เหมือนเทน้ำ” ก็ย่อมได้

                นายตำรวจใหญ่คนนั้นเคย “กร่าง” ไม่ติดคุก (ญี่ปุ่น) “วันนี้เพราะพ่อให้”.. (เปลี่ยนจากพี่ให้เป็นพ่อให้แล้ว)

.........................................................................................................................................................................................................

                กระผมเห็นใจ..ทั้งสองฝ่ายที่มี  “หน้าที่ต่างกันคนละทาง” เมื่อคิดว่า อยู่กันคนละทางแล้ว หันหน้ากันคนละทิศ ก็ย่อมจะไม่มองหน้ากัน (เพราะคิดกันไปเองว่า “มาเหยียบหัวแม่ตีนกัน)  ขัดๆ กันอยู่ในทีเสมอมา

                จนกระทั่งจนถึงคดี.. พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ในวันนี้ ตำรวจก็ยังไม่เชิญตัวมาสอบสวน สอบตกกันทั้งสำนักงานตำรวจ เพราะเรื่องนั้นเป็นความผิดสำเร็จแล้ว สาเหตุใหญ่คือ “เรื่องปืน”นำขึ้นบินได้อย่างไร ต.ม. หรือ ตร. ปล่อยปละละเลยให้ผ่านไปได้  ชีวิตของนักบิน ลูกเรือ ตลอดจนถึง ผู้โดยสาร จะต้องแขวนไว้กับ “ปืน” ของอดีตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์(นอกราชการ) คนนั้น (ถามว่า เป็นไส้เลื่อนด้วยหรือเปล่า จึงกร่างไม่ยอมเลิก)  ถ้าเกิดอุบัติเหตุ กระสุนปืนย้ายจากกระบอกปืนไปอยู่ในหัวกบาลใครคนใดคนหนึ่ง หรือกระสุนวิ่งเล่นส่งเสียงดังโป้ง ไปเจาะเครื่องบินเป็นรู้กว้างหลายๆ รู เครื่องบินเสียการทรงตัว จะต้องใช้วิธีร่อนลง แบบไม่ธรรมดา คือจะต้องเอา “หัวดิ่ง” ลง ไม่ว่าจะเป็นบนบกหรือกลางทะเล ทุกคนมีสิทธิเท่ากันก็ “ซี้แเหง ” (เป็นคำภาษาต่างประเทศ) 

                สรุปว่า เพื่อให้ประเทศและประชาชน “พ้นภัยพิบัติ”  ในภาวะที่กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ  ในพล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา ฐานะนายกรัฐมนตรี กับ หัวหน้าคณะ คสช. จะใช้ตำแหน่งใดอย่าง “เด็ดขาด” กวาดล้างให้สงบทั้งบ้านทั้งเมือง (จะทำอะไรที่คล้ายๆ กับ “หักพร้าด้วยเข่า” ก็ขอให้หยั่งเสียงอีกสอง ป.ปลาตากลม ดูก่อน)  

                คสช.ป.ประยุทธ จันทร์โอชา อย่าประมาท กับเหตุการณ์ ที่กำลังขยายขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่ากลัว

                อย่าหลงคารมใครเพราะการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบคำตอบคือ “ทักกี้” คัทแบ็ค “เสื้อแดง” กับ พ.ท.เหนื่อยแล้ว

                 “การเลือกตั้ง”เป็นการเรียกร้องของนักการเมืองผู้ไฝ่อำนาจ กับข้าราชการคอร์รัปชั่น..คนหน้าเดิม...สันดานเดิม..