Get Adobe Flash player

เปิดใจ! สาวบริการย่านรัชดา,,,,,, โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

(มา จากเวปข่าว Bigza 24 กรกฏาคม 2558)

(เพิ่มความติดเห็นส่วนตัว)  โดย วิจารณ์ จันทนะเวส  

             

              จากมุมมอง ของผู้เขียน (  คอลัมน์ “คนละเรื่องเดียวกัน”) เคยนำเรื่อง “การขายบริการ” ของนักการเมืองในสภาฯ ทั้งมาจากการเลือกตั้ง และจากการ “ลากตั้ง” กันเข้ามาในทุกวันนี้ ช่างไม่มีอะไรผิดแปลกแตกต่างกันมากมายนัก  (ยกมือขวา เอามือซ้ายปิดจั๊กะแร้ไว้) แสดงว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอ (กฏหมายต่างๆ )ของฝ่ายรัฐบาล อย่างพร้อมเพรียงกันว่า เห็นด้วย จะแตกต่างกันอยู่ตรงที่ “ความจำเป็นจริงๆ  และความจริงใจอยู่ที่ไหน ระหว่างผู้มีเกียรติในสภาฯ กับคุณหมอ ..แห่งคลีนิค อาบ อบ นวด (ต่างกันตรงไหน?)

              ต่อจากนี้ไป ข้อความที่อยู่ในวงเล็บ จะเป็นความคิดเห็น (ของผู้เขียนคอลัมน์ )
             ถ้าถาม  (สาวๆทำงานบริการ ให้บริการ อาบ อบ นวด) ว่ามีใครบ้างไหมถูกบังคับให้ทำธุรกิจแขนงนี้  ทุกวันนี้คงไม่มีแล้ว ทุกคนที่ทำล้วนสมัครใจมาทำเพราะว่าเงินมันเยอะ ใครๆก็อยากได้ ขั้นตอนการเข้าสู่วงการก็ไม่ยาก ถามจากคนรอบข้างบ้าง หรือหาจากอินเตอร์เน็ตก็มีกันดาษดื่น ดูว่าร้านไหนดัง คนเยอะ ถ้าเขาไม่รับก็หาที่ใหม่บางทีเพื่อนที่ทำเหมือนกันแนะนำมาบ้าง
                พอเข้าไปทำก็จะมีการแบ่งระดับชัดเจน เริ่มจาก เด็กใหม่เข้าสู่วงการจะมีทั้งแบบสมัครใจ และแบบครั้งแรกเพื่อแลกกับเงินก้อน เคยเห็นเด็กสุดก็ 12-13 ปี

              (......พ้นจากสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐไปได้อย่างไร  (ทั้งตำรวจ) ผู้มีหน้าเกี่ยวกับ “การใช้แรงานเด็ก” กับกระทรวงแรงงาน) รอดพ้นไปได้ตลอดมา  ที่เป็นอย่างนั้นได้ มาจาก “รากฐาน” เดียวกันกับ “ผู้ให้บริการอาบ อบ นวด” ...

              รู้กัน (แบ่งผลประโยขน์) กับเจ้าของซ่อง  เอ้ย... เจ้าของห้องให้บริการ อบ อาบ นาบ  นวด)  

              หัวใจของงานบริการเหล่านั้น ไม่มีใครอยากจะพูดความจริง ทั้งๆที่กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง ว่าความจริง คือ “นาดแล้วนาบ” เป็น “สิ่งต้องห้าม” ตามกฏหมาย  ถ้าใช้กฏหมายกันจริงๆ อาชีพนั้นน่าจะหมดไปแล้ว หรือ อย่างน้อยก็ลดลงบ้าง ถ้าไม่ปล่อยกันถึงขนาด “เรื้อรัง” อย่างทุกวันนี้ คงจะไม่ขึ้นชื่อลือชา กระฉ่อนโลก จนถึงในปัจจุบัน ..ว่า..ที่พูดกันถึงนั่นอยู่ที่  “ไทยแลนด์ แดนสวรรค์...”)

                ขั้นที่สอง คือ พนักงาน อาบ อบ นวด ชินชากับ “เรื่องอย่างว่า” กับคนแปลกหน้า หรือกลุ่มเด็กนั่งดริงค์ที่ผันตัวมาทำเพื่อหารายได้เพิ่ม

                ขั้นที่สาม คือ ทำงานจนรู้ตื้นลึกหนาบางหมดแล้ว และอายุเริ่มมากก็จะผันตัวมาเป็นผู้ดูแลสาวๆ ตามสถานบริการต่างๆ คอยเชียร์แขก เรียกว่าได้รับ “ความเคยชิน” มีประสบการณ์สอนว่า “อดข้าวดอกนะเจ้า ชีวาวาย” จนถึงกับเปลี่ยนความคิดกู่ไม่กลับไปเลยว่า

               ( คุณหมอนวด คงจะต้องตายเพราะอดเสน่หา เสพเสน่หา เป็นยากำลัง ..ว่าไปนั่น)

                นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกลุ่มนักศึกษาบังหน้า (กลุ่มนักศึกษานี้เรียกกันว่า อนาคตของชาติ) แต่ว่าทำงานหลักที่เรียกกันว่า Sideline ซึ่งกลุ่มนี้ ที่เป็นนักศึกษาจริงๆแทบจะไม่มี หรือมีน้อยมาก

               (ก็น่าจะโล่งอกไปได้หน่อยนึงแล้วนะ)   

              ส่วนมากคนที่ทำอาชีพนี้อยู่แล้ว ไปลงทะเบียนเรียน(ในมหาลัย) ใส่ชุดแอบอ้าง เพื่ออัพค่าตัว และเพื่อให้ลูกค้าสนใจ สงสาร บางทีอาจส่งตังค์ให้เรียนด้วย ค่าเทอมค่าห้องพัก แต่พอถึงเวลาก็เรียนบ้างไม่เรียนบ้างเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย

              (เอาละว่า ใช้ชื่อ “นักศึกษาบังหน้า เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือเรียกค่าตัว นั่นเป็น “วิธีหาเงิน” เพิ่มค่าตัวหมอนวด น่าจะโทษ “นักเที่ยว” มากกว่า น่าจะสมน้ำหน้า ว่าเห็นใจ ถือว่า เป็น ค่าโง่  ก็แล้วกันอย่าได้บ่นทีเดียวเชียว..)

 

              ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติเพราะพวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องนั้น....

              (รู้ก็รู้กันอยู่ แต่”ย้ำ” ด้วยความหนำใจหรืออย่างไรอย่างไรก็ตาม)

              ถึงขั้นมีคำชมาว่า สยามเมืองเซ็กซ์ มาเมืองไทยถ้าไม่ลองก็เหมือนมาไม่ถึง ซึ่งแขกที่สาวๆค่อนข้างจะชอบ ก็คือ คนญี่ปุ่น เพราะเงินเยอะ แต่ คนไทย ก็ยังมีบ้าง

               (ตั้งใจจะปิดๆ บังๆ กันหรืออย่างไร..เพ่ .. เท่าที่เคยๆ เห็น นักเที่ยวที่ว่านั่น ส่วนใหญ่ คือ “คนไทย” อย่าเถลเถไถไปโทษนักท่องเที่ยวต่างชาติเลย พวกนั้นน่ะไม่ต้องมองลอดตู้กระจก ส่วนใหญ่จะนั่งดริ๊งส์ อย่างใน “บาร์” ตามโรงแรมหรูๆใหญ่ๆ ที่พักสำหรับ “นักท่องเที่ยว”  ชนิดรู้มาจากต่อปาก รู้มากกว่าคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศเสียอีก)
                สถานบริการจะมีการตรวจเลือดถึงที่ เดือนละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อยซึ่งเราก็จะรู้ดีว่าต้องตรวจวันไหน    เพราะถ้าไม่ตรวจจะไม่ได้รับเงินเดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจ  (คุณหมอ) ออกเองทั้งหมดหักจากเงินเดือน ถ้าหากว่าใครติดโรคก็จะถูกไล่ออก และสถานบริการไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาใดๆทั้งสิ้น

               (ผมยอมรับว่าเคยรู้อยู่บ้าง เพราะเคยไปเยี่ยมเพื่อนอยู่ต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง  เป็นจังหวัดมีชื่อเสียงติดระดับเมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย  เพื่อนผมเป็นนักธุรกิจ (รับงานด้านก่อสร้างจากหน่วยงานรัฐบาล) เจ้าของคลับรู้จักดีในความมีกะตังส์ของเขา  ต้อนรับเอาอกเอาใจ เรียกนักร้องสาว (หน้าใหม่) มาทำความรู้จักกับเพื่อน เมื่อเพื่อน(กับผม) จะออกจากที่นั่น “เธอ” (นักร้องเสียงสวย) ขอตามไปกินข้าวด้วย บอกว่าได้รับอนุญาตจากเจ้าของคลับแล้ว เธอทำความหนิมหนมกับเพื่อนผมได้รวดเร็วอย่างคนรู้ใจกัน ในที่สุดไม่รู้ว่าไต่ถามอะไรกันนักกันหนาอีท่าไหน เธอดึงกระดาษใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือยื่นให้เพื่อนผมอ่านดู  เพิ่มความหนิดหนมกันมากเข้าไปอีกในเวลารวดเร็ว  เพื่อนขับรถเบ๊นซ์ใหม่เอี่ยมออกจากอู่ แต่เปรอะเลอะเทอะไปด้วยโคลนจนมอมแมม ผมเห็นอดพูดไม่ได้ว่าปล่อยให้รถเลอะขนาดนั้นได้ยังไง เขาตอบว่า “ชื้อเอามาใช้” อย่าไปสนใจอะไรมากนัก หมายความ ว่า ถ้าเขาไม่ชอบใจก็เปลี่ยนรถใหม่อีก ก็เท่านั้น ผมขอตัวกลับที่พัก เขาพานักร้องไปส่ง ที่ไหนไม่รู้ เจอกันวันรุ่งขึ้น ผมถามถึง กระดาษแผ่นนั้น ที่นักร้องสาวส่งให้อ่านว่ามีเรื่องอะไร เขาตอบว่า “เป็นใบตรวจโรค” แบบที่ “ร้านนวด” ชื่อดังๆ ต้องขอตรวจดู “เหมือนเป็นใบประกันรับรองความปลอดภัย” อย่างนั้นแหละ ผลการตรวจเลือด “นักร้องสาวไม่มีเชื้อโรคใดๆยิ่งเรื่องโรคติดต่อ “เรียกกันว่าโรคผู้หญิง” ที่ นักเที่ยวกลัวกันนัก เข้าตำรา “
                สาวๆ ทุกคนจะต้องแบ่งรายได้มาเสริมความงาม เช่น เข้าคอร์สทำหน้าใส ฉีดผิวขาว เสริมจมูก เสริมหน้าอก เป็นต้น ส่วนเรื่องอาหาร ต้องเลือกทานของดีต่อสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการลงทุน เพราะลูกค้าที่เงินหนามักจะเลือกคนที่ดูดีที่สุดเท่านั้นค่ะ  ( “ความไม่มีโรค..เป็นลาภอันประเสริฐ”)

              (ผมคงไม่มีความเห็นอะไรมากไปกว่า  คิดเสียว่าเป็นทางใครก็ทางมัน  ต่างคนต่างเดิน ส่วนเรื่อง “อาชีพ” ไม่ว่าจะมาจากความกดดัน หรือความจำเป็น หรือจะคิดว่าไม่จำเป็นก็ตาม เป็นเรื่องส่วนตัว ใครเดินจะทางถูกหรือผิดเป็นเรื่องเฉพาะตัว รับความดีความชอบกันไป ตัวใครตัวมัน)

                ยังพูดไม่จบเรื่องพวกนักเรียนนอกทำงานที่เดียวกัน (นานมาแล้ว สมัยผมอยู่เมืองไทย))  นามสกุลแต่ละคน บอกเชื้อไขว่าเป็นลูกหลานใคร ส่วนใหญ่จะเป็นคนมียศสูง ทางตำรวจ ทหาร หรือ เป็นนักการเมืองระดับแนวหน้า หรือพวก (ผู้ดี) มีตระกูลขุนน้ำขุนนางเก่า ผมนั้นติดปลายแถวเข้าไปทำงานบริษัทแห่งนั้นได้ ในฐานะ “เด็กฝาก”  (ใครฝากอย่ารู้เลย) ความรู้ไม่เอาไหน หน้าตาขี้ริ้ว คางแหลมคล้ายจิ้งจก อีกต่างหาก  ณ วันนั้นผอมบางมาก อยู่อย่างคุ้นเคยกับเความ อดๆ อยากๆ

              (เที่ยวเตร่ นอนดึกแทบทุกคืน เวลากินไม่ได้นอน.. เวลานอนไม่ได้กิน.. เที่ยวเตร่กลับบ้านดึกเป็นอาจิณ ทำงานแค่ ด้วยความจำเป็นอย่างน่าเห็นใจ ต้องหาสตังค์ไปกินไปเที่ยว รู้ตัวเองตัวเองดีว่า  ไม่มีดีอะไรเลย ที่จริงควรจะพูดว่า “เลวบริสุทธิ์)  เหลือแต่นามสกุล แม้จะติดอยู่ปลายๆ แถว “นามสกุลพระราชทาน” ก็ยังนับว่าดี มีอยู่เท่านั้นเอง ( มองกันว่า ไอ้เด็ก (เด็กหนุ่มหน้าแก่) คนนี้  มันยังมีสกุลรุนชาติอยู่บ้าง ที่เรียกว่าเป็นความดีด้วยตัวเองล้วนๆ ขอบอกว่า ไม่มี ถ้าจะเรียกว่า เป็นคนไม่เอาไหน ค้นหาตัวตนแล้วยังไม่เคยพบไม่เคยเห็นสิ่งที่น่าจะเรียกว่า เอาไหนได้  (ขอเวลาค้นหาตัวเองอีกสักทีก่อน) ถ้าจะมั่วนิ่มโมเมว่า มีความดีเจือปนอยู่บ้าง ก็น่าจะเรียกว่า “ดีชนิดเลว” ขอโทษทีไม่มีตัวอย่างยกมาให้เห็น)

อ่านต่อฉบับหน้า