Get Adobe Flash player

เปิดใจ! สาวบริการย่านรัชดา,,,,,, โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

(มา จากเวปข่าว Bigza 24 กรกฏาคม 2558)

(เพิ่มความติดเห็นส่วนตัว)  โดย วิจารณ์ จันทนะเวส  

 ความเดิมตอนที่แล้ว

              (เที่ยวเตร่ นอนดึกแทบทุกคืน เวลากินไม่ได้นอน.. เวลานอนไม่ได้กิน.. เที่ยวเตร่กลับบ้านดึกเป็นอาจิณ ทำงานแค่ ด้วยความจำเป็นอย่างน่าเห็นใจ ต้องหาสตังค์ไปกินไปเที่ยว รู้ตัวเองตัวเองดีว่า  ไม่มีดีอะไรเลย ที่จริงควรจะพูดว่า “เลวบริสุทธิ์)  เหลือแต่นามสกุล แม้จะติดอยู่ปลายๆ แถว “นามสกุลพระราชทาน” ก็ยังนับว่าดี มีอยู่เท่านั้นเอง ( มองกันว่า ไอ้เด็ก (เด็กหนุ่มหน้าแก่) คนนี้  มันยังมีสกุลรุนชาติอยู่บ้าง ที่เรียกว่าเป็นความดีด้วยตัวเองล้วนๆ ขอบอกว่า ไม่มี ถ้าจะเรียกว่า เป็นคนไม่เอาไหน ค้นหาตัวตนแล้วยังไม่เคยพบไม่เคยเห็นสิ่งที่น่าจะเรียกว่า เอาไหนได้  (ขอเวลาค้นหาตัวเองอีกสักทีก่อน) ถ้าจะมั่วนิ่มโมเมว่า มีความดีเจือปนอยู่บ้าง ก็น่าจะเรียกว่า “ดีชนิดเลว” ขอโทษทีไม่มีตัวอย่างยกมาให้เห็น)

อ่านต่อฉบับหน้า

              ( ผมเคยวัด..จัดระดับของตัวเอง ทั้งความรู้ ความสามารถ  ความเป็นอยู่ และการงาน จัดว่าเป็นผู้มีชีวิตอยู่ (ในอเมริกา) อย่างง่อนแง่น โซซัดโซเซ  ล้มเหลวทุกอย่างทั้งที่ผ่านมา และกำลังเป็นอยู่อย่างคงที่คงวา จัด อยู่ในระดับ  “โลโซ” ไม่ค่อยสบายทั้งกายทั้งใจเท่าไรนัก อยู่ตามอัตภาพ “โลโซ”  เจียมเนื้อเจียมตัว มีแค่นามสกุลแบบไทยๆ ที่ยังถูกจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์มี “นามสกุล” ภูมิใจกับประวัติของครอบครัวสกุลรุณชาติของตัวเอง “สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อตระกูล” ที่พูดๆ กันว่าการ “ มองคนเป็นคน นั่นแหละคน มองคนไม่ใช่คนใช่คนไม่” ก็ยังใช้ได้ไม่ล้าหลัง  การมองดูคนอย่างนั้น “คือการมองคน เป็นคน” ฟังทั้งสำเนียงภาษาพูดและกริยาท่าทาง แล้วสรุปไปถึง “ต้นตระกูลนั้นๆ ย่อมได้ แต่ไม่แน่นอนเสียแล้วในเวลานี้  มีคำพูดสะกิดใจให้คิดว่า “มีเงินทอง นับเป็นน้องเป็นพี่” เป็นคำกล่าวที่ไม่เคยติดอยู่ในสมองมาก่อน ไม่เคยคิดว่าจะเป็นอย่างนั้น “เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ”   แต่เมื่อมาอยู่ประเทศนี้นานๆ เข้า ก็เข้าใจประโยคนั้นอย่างซึ้งใจ  รับรู้ไว้เท่านั้น  “มนุษย์ส่วนใหญ่ กลายเป็นสัตว์ประสาท” มากขึ้นทุกหนทุกแห่ง เป็นไปตามตวามบีบคั้นของสังคม” หรือ ความกดดันอย่างหนึ่งอย่างใด ยอมรับสภาพของตัวเองว่า ยัง “เป็นตัวกู..ของกู” อยู่ก็ดีแล้ว เชื่อมั่นตัวเองว่า ยังเป็นคน  แม้จะจัดอยู่ในหมู่ “ผู้ยากจน” แต่ยืนยันได้ว่า ไม่น่าคล้ายทั้งนิสัยใจคอและหน้าตาเหมือน “ปลา  (กระดี่) ที่อยู่ในโคลนตม พอได้น้ำใหม่ในอเมริกา  ก็ กระดี้กระด้า เฉกเช่นปลาที่เคยอยู่ในโคลนตมหลายเผ่าพันธุ์ จนเป็นสันดานกระดี้กระด้า ชอบ”ตอด” (ค่อนขอดนินทา) เหมือนปลาแขยง   เป็นปลาดัดจริต ผิดน้ำ อย่าาเอาไปเปรียบเทียบเทียบกับ ปลา  ดีๆ น่าเลี้ยง น่ารัก

              อย่าเอา ปลากระดี่ ปลาแขยง กระทั่งพวก ปลาร้า เหล่านั้น มาปะปน อย่าเอามาเปรียบเทียบกันเลย (พวกปลาขาดน้ำเหล่านั้น ระริกระรี้อยู่กับ “น้ำใหม่”  ในอเมริกาต้องปล่อยเขาไปตามยะถา  กลายเป็นพวก “ควายลืมตัว..วัวลืมตีน” กันต่อๆ ไป  อย่าไปให้ความสนใจใยดี กับพวกเหล่านั้นปล่อยให้เขา “พองตัว” เป็นควายลืมตัว วัวลืมตีน  “ทำบุญตรวจน้ำ คว่ำขัน” แผ่ส่วนบุญให้เขาไป.. อธิษฐานไว้ในใจด้วยว่า “สัตว์ทั้งหลาย ไปดี..ไปดีเถิด.. อย่า ได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย”  ดีที่สุด)

              (มาพูดถึง ความคิดความอ่านโชคชะตาของ “ผู้หญิง” (อาชีพหมอนวด) ด้วยมุมมองของความเข้าใจในชีวิต หรือ พรหมลิขิตบิดเบี้ยว ของผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง  พูดต่อข้อความจากเค้าโครงเรื่องเดิมว่า )

               ตัวเธอเอง (ผู้หญิงขายบริการคนหนึ่งคนนั้น) ยังไม่มีครอบครัวมีแค่พ่อแม่ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเธอทำงานอะไร “ตอนแรกพ่อกับแม่ก็เสียใจมาก แต่ก็พยายามพูดให้เขาเข้าใจ จนสุดท้ายเขาบอกว่า เมื่อลงทุนไปแล้ว ก็ต้องถอนทุนคืน เอากลับมาให้คุ้ม“

              (ผมก็กลายเป็นใบ้รับประทานหูอื้อตาลาย .. เงินยิ่งใหญ่เหนือจิตใจมนุษย์ จริงหรือ ผมคงจะไม่ใจร้ายไส้ “ระยำ” พอที่จะคิดว่า จะมีใครทำอย่างนั้นกับลูกได้)   


                ถ้าถามว่ามีไหมที่ถูกบังคับให้ทำ ทุกวันนี้คงไม่มีแล้ว ทุกคนที่ทำล้วนสมัครใจมาทำ ( คงไม่ทั้งหมดหรอก..เพ่..)  เพราะว่าเงินมันเยอะใครๆก็อยากได้ ขั้นตอนการเข้าสู่วงการก็ไม่ยาก ถามจากคนรอบข้างบ้าง หรือหาจากอินเตอร์เน็ตก็มีกันดาษดื่น ดูว่าร้านไหนดังคนเยอะ ถ้าเขาไม่รับก็หาที่ใหม่ บางทีเพื่อนที่ทำเหมือนกันก็แนะนำมาบ้าง
                พอเข้าไปทำก็จะมีการแบ่งระดับชัดเจน เริ่มจาก เด็กใหม่เข้าสู่วงการก็จะมีทั้งแบบสมัครใจ

                (อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กรุ่นราวคราวลูกหลานนั้น ผู้ชักนำ หรือผู้ร่วมเพศ กับเด็กเหล่านั้น ควรจะต้องถูกปล่อยไป   ติดคุกสถานเดียว ไม่ต้องฟังข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น)  และแบบครั้งแรกเพื่อแลกกับเงินก้อน เคยเห็นเด็กสุดก็ 12-13 ปี (ถ้าเป็นลูกหลานของตัวเอง.เข้าบ้างล่ะ..โยม )
                ขั้นที่สอง คือ พนักงาน อาบ อบ นวด ที่ชินชากับการมีเรื่อง “อย่างว่า” กันคนแปลกหน้า หรือกลุ่มเด็กนั่ง ดริงค์ที่ผันตัวมาทำเพื่อหารายได้เพิ่ม
                ขั้นที่สาม คือ ทำงานจนรู้ตื้นลึกหนาบางหมดแล้ว และอายุเริ่มมากก็จะผันตัวมาเป็นผู้ดูแลสาวๆ ตามสถานบริการต่างๆ คอยเชียร์แขก (เรียกว่า ปลดเกษียณ แล้วแต่ยังไม่ปลดกระสัน ..)
                นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกลุ่มนักศึกษาบังหน้า  (แค่บังหน้า แต่ไม่ชอบบังก้น)  แต่ว่าทำงานหลักที่เรียกกันว่า Sideline (แย่งงานแม่บ้าน อยู่กะเหย้าเฝ้ากะเรือน ทำซะแล้ว)  ซึ่งกลุ่มนี้ที่เป็นนักศึกษาจริงๆแทบจะไม่มี (มีน่ะมีอยู่จริงๆ )  หรือมีน้อยมาก ส่วนมากก็คนที่ทำอาชีพนี้อยู่แล้ว ไปลงทะเบียนเรียน (เพื่อจะได้ใส่ ใส่ชุด นักศึกษา) แอบอ้าง เพื่ออัพค่าตัว และเพื่อให้ลูกค้าสนใจ สงสาร บางทีอาจส่งตังค์ให้เรียน ค่าเทอมค่าห้องพัก  (  เป็นอีกวิธีหนึ่งเรียกให้น่าดู น่าสงสารกันหน่อยว่า ทำงานหาทุนเรียน) แต่พอถึงเวลาก็เรียนบ้างไม่เรียนบ้างเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย น่าจะเรียกว่า “หากินโดยสุจริต ด้วยลำแข้ง ลำขา ของตัวเอง )

 

 

 

              ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติเพราะพวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องนี้ ถึงขั้นมีคำเอ่ยมาว่า สยามเมืองเซ็กซ์ มาเมืองไทยถ้าไม่ลองก็เหมือนมาไม่ถึง (ว่ากันหยั่งงั้น หนุ่มไทยก็ไม่ย่อย ไปเมืองไหน ก็ต้องไปให้ถึงเมืองนั้นจริงๆ) ซึ่งแขกที่สาวๆค่อนข้างจะชอบ ก็คือ คนญี่ปุ่น เพราะเงินเยอะ ( ผมว่าคนไทยน่าสนใจ น่าจะรวมคนไทยเข้าไปด้วยนะ จนไม่ว่าขอทำท่าว่ารวย  หยิ่ง แบบว่า ขออยู่ ลำดับหน้าๆ ด้วยเรื่อง “อย่างว่า” ก็แล้วกัน)
                สถานบริการจะมีการตรวจเลือดถึงที่ เดือนละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อยซึ่งเราก็จะรู้ดีว่าต้องตรวจวันไหน เพระถ้าไม่ตรวจจะไม่ได้รับเงินเดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจเราออกเองทั้งหมด (หักจากเงินเดือน) ถ้าหากว่าใครติดโรคก็จะถูกไล่ออก และสถานบริการไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาใดๆทั้งสิ้น
                สาวๆ ทุกคนจะต้องแบ่งรายได้มาเสริมความงาม เช่น เข้าคอร์สทำหน้าใส ฉีดผิวขาว เสริมจมูก เสริมหน้าอก เป็นต้น ส่วนเรื่องอาหาร ต้องเลือกทานของดีต่อสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการลงทุน เพราะลูกค้าที่เงินหนามักจะเลือกคนที่ดูดีที่สุดเท่านั้นคะ 

               (ไหนๆ ก็ไหนๆ  ควรจะมี ตำราการสอนว่าด้วย “เซ็กซ์” ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่อมิอะไร ที่ป้องกันได้ ก็ควรจะเรียนรู้ถึงเรื่อง “การป้องกันตัวเอง” เกี่ยวกับเรื่อง “ผสมพันธุ์” แต่  “ไม่ค้องการสืบพันธุ์” โดยไม่ตั้งใจเสียด้วยเลย..น่าจะตัด “ปัญหาสังคม” ต่อไปในภายหน้าได้อีกมากมาย)
                ตัวเธอเองยังไม่มีครอบครับมีแค่พ่อแม่ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเธอทำงานอะไร “ตอนแรกพ่อกับแม่ก็เสียใจมาก แต่ก็พยายามพูดให้เขาเข้าใจ จนสุดท้ายเขาบอกว่า เมื่อลงทุนไปแล้ว ก็ต้องถอนทุนคืน เอากลับมาให้คุ้ม“    

              ( เรื่องนี้เข้าตำรา ตกกะได..พลอยโจน” เพราะกะไดมันเตี้ย” มีอยู่สองสามขั้นเท่านั้นเอง ถึงจะตกลงมาก็ไม่เจ็บ หรือว่า เรื่องซื้อๆ ขายๆ ตักตวงกำไรไว้ก่อนเป็นดี  สำหรับเรื่องพรหมจารี  แปลว่า อะไร ไม่รู้ไม่สนกันแล้วเรื่องยังงั้น หยั่งงั้น.. “ใส่ตะกร้า..ล้างน้ำ” กันได้หมดจด  (หรือไง.?..) ใช้คำนำหน้าชื่อว่า “นางสาว” ก็ยังได้

              การสมสู่สืบพันธุ์จึงกลายเป็นย  “เป็นกีฬาในร่ม” ต้องมีประสบการณ์..มากๆ เข้าไว้ก่อน ฉะนั้นหรือ...

              เหมือนกับเนื้อเพลง “กราวกีฬา”ท่อนที่ว่า “กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ..แก้กองกิเลส .ทำคนให้เป็นคน..ไงล่ะ..