Get Adobe Flash player

ตำรวจเกณฑ์ (ตอน 1) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ความเปลี่ยนแปลงองค์กรใหญ่ทางราชการไทย เหมือนเรือโร้หางเสืออยู่เหมือนเดิม  ทุกวันนี้ระบบราชการเป็นแบบ “มันส์พ่ะ..ย่ะ..ค่ะ ..” ขาดกฏเกณฑ์ที่ควรจะมีไว้เป็นมาตรฐาน เรามี “รัฐ(ถะ) บานเบอะ” เลอะเทอะแต่อ่อนช้อย คล้ายกับเรือคล้ายกับว่า พายกัน “ตามใจฉัน” กันคนละทีสองที ไร้หางเสือ (มีหางเสือก็เหมือนมีหางแมว) จะร่อนเร่ตุ๊บๆ ป่องๆ ไปทิศทางไหนอย่างไร..ก็ย่อมได้  น่าชื่นใจทีเดียวเชียว ละ.ขอรับท่าน

ใครใคร่ทำ (อะไร) ก็ว่ากันไปตามถนัด  หัวหน้าหน่วยงานหรือองค์กร น่าจะถือว่า  “ทำอะไรก็ทำได้ตามใจ คือไทยแท้”  ระเบียบประเพณี..น่ะหรือ?  ยกคำพูดเชยๆ นั้นขึ้นมาอ้าง  คนฟังจะได้ยังงงๆ ฟังไม่รู้เรื่อง เอาเป็นว่า “ว่าอะไร.ก็ว่าตามกัน” กระนั้นหรือ ? (ระเบียบระบบแบบแผนน่ะหรือมีน่ะมีอยู่ แต่ตั้งอยู่บนหิ้ง  จะอ้างอะไรให้ดูตาม้าตาเรือเสียก่อน  ไม่รู้เหรอ?  กลายเป็นข้อยกเว้น น่าเบื่อหน่าย พูดอะไรให้เข้ายุคทันสมัยกันหน่อยไม่ได้แล้วหรือยังไง ทำตามระเบียบระบบราชการอยู่แล้ว หาว่า ล้าหลัง..จะ เลหลังโล๊ะทิ้งไปหรือ ยางงัย (เข้าตำรา หมูเขาจะหาม เอาคานเข้ามาสอด)  ไม่ควรจะนำมาเป็นหัวข้อถกเถียงกัน (อย่าเอ่ยปากอ้างว่าเพื่อหาข้อสรุป) เป็นอย่างนั้นไป คำว่า วัฒนธรรมไทย วันนี้ตกน้ำป๋อมแป๋มไปแล้ว จมอยู่ใต้โคลนใต้เลนมอมแมมกันถ้วนทั่วหน้าเป็นทิวแถว เหมือนเล่น “งูกินหาง” กอดเอววิ่งตามกันไป “เลื้อยไปก็เลี้อยมา” น่า ขม ขื่น มากกว่า น่าชื่นชม หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  2475 จนถึงวันนี้ ใครจะทำอะไรก็ย่อมได้   ตัวใครตัวมัน(อันที่จริงน่าจะเรียกว่า ทีใครทีมัน)  ว่าอะไรก็ว่าตามกันไป ไม่มีหัวไม่มีก้อย ทุกคนยิ่งใหญ่กันไปหมด “ทางใครทางมัน” ยิ่งเรื่องของการบ้านการเมืองแล้ว กลุ่ม เสื้อสีสดๆ (กลิ่นคาวเลือดติดจมูก)  มีข้อเตือนใจให้คิดให้จำกันไว้ คือ “ข้าขอหัวเราะเยาะเย้ย..เหวย ๆ ฟ้า” “เจ้านายของเหล่า (ขี้) ข้า” ต้องการออกแบบสร้างขนบธรรมเนียมประเพณีกันใหม่ หรือยังไงกัน..  ขอรบกวนว่าที่ “ประธานาธิบดี”  (ผู้ลี้ภัย) ให้ความกระจ่างกันหน่อย อย่าตีสองหน้า เรียกว่า “กะล่อน” ทำหน้าปูเลี่ยนๆ คล้ายกับว่า.. พูดถึงเรื่องอาไรกัน ..ไม่เข้าใจ (ตูละเบี่ย ยิ่งกว่าเบื่อแล้วนะเนี่ย)

ด้วยความ “บ้องตื้น” (ตื้นกว่าบ้องกัญชา-ของผู้เขียน)  “แหกตาตามองลอดแว่น(ก็แล้ว)  เห็นทหารปฎิบัติหน้าที่การงานต่อเนื่องกันมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “เรื่องปฎิวัติ” มีผลงานคล้ายกับว่า เป็น”มรดกตกทอด” สืบต่อกันมา  รับบทหนักทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติ เป็นบอดี้การ์ดเป็นหูเป็นตาเป็นแขนเป็นขา “แทนประชาชน” ยามเมื่อถูก “นักการเมือง” ไล่ต้อนจนเกือบจนมุม ไม่มีมุมจะมุดหนีต่อไปได้อีก ทหารจำเป็นต้องเข้ามาขวางทางไว้   (ด้วยการปฎิวัติ) ถือว่า เป็นผู้มีพระเดชพระคุณอย่างใหญ่หลวง ของปวงประชาฯ  จนถึงปัจจุบันนี้  (ตั้งใจพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่นนะขอรับ) ส่วนการขัดแย้ง ขัดแข้งขัดขา มีมานานแล้ว  ตั้งแต่ทหารสะดุดขาตัวเองเพระตื่นตระหนกตกใจ คำขวัญของสีกากีว่า   “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้..ไม่มีอะไรที่ตำรวจ (ไทย) ทำไม่ได้

เรียกว่าเป็นคำพูดฝังใจกันมา  ตั้งแต่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์  เป็นอธิบดีกรมตำรวจ  คำขวัญปลุกใจตำรวจให้เข้มแข็งเห็นว่า ไม่มีอะไรใต้ดวงอาทิตย์นี้  ที่ตำรวจทำไม่ได้  (อย่าถามเรื่องธรรมดาๆ ที่เป็นธรรมชาติว่า การรีดไถยังมีอยู่ไหมคำถามง่ายๆ ตอบยากสส์)  

ก่อนหน้านั้นเมื่อไม่นานมานี้  สมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ  (จนกระทั่งถึงยุคของน้องสาว..เฟื่องฟู)  เหมือน “กระเบื้องลอยสูงอยู่บนฟ้า” ตำรวจนั่งพับเพียบเรียบร้อยรับฟังและปฎิบัติตามคนหัวโต “หน้าเหลี่ยม” เหมือนถูกมนต์ของขลังเข้ามาดลใจ

  กระทั่งกาลเวลาผ่านมาถึงเวลานี้ ประชาชนพลเมืองไทยยังแหงแก๋หงายเก๋งอยู่ ผ่านยุคกึ่งๆ กลางๆ กล้าๆ กลัวๆ  มาแล้วพักใหญ่  จนกระทั่งปัจจุบัน “หัวเรือใหญ่” ค่ายสีกากี มีความคิดเลอเลิศประเสริฐศรียิ่งนัก ..เป็นหนักหนาน่าชื่นชม ปลุกคนหลับๆ ตื่นๆ ให้ลืมตามาดูความศิวิไลย์ เมืองไทยกันก่อน   ต้องยกย่องความคิดของท่านว่า มีความสามารถมีรสนิยมสูง หยิบยกเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราวไม่ต่างจาก  “ขี้หมูรา..ขี้หมาเปียก” ขึ้นมา “เสนอหน้า” ให้รับรู้สนิยมส่วนตัวของท่าน ไม่รู้ว่า จะผิดกาละเทศะ หรือไม่ (ถึงเวลาควรที่จะต้องขับถ่ายอุจจาระ ปัสสวะ ?) เอาเรื่อง “ตำรวจเกณฑ์” ขึ้นมา ปลุกเสกใหม่ปลุกใจประโลมขวัญ เป่ามนต์พรวดเดียวกลายเป็นเรื่อง “ขึ้หมูรา..ขี้หมาแห้ง”ไปได้  (อย่างน่าอัศ จอ.รอ.หัน การันต์ ยอ.)ต้องการให้ตำรวจไทยระดับ “พลตำรวจ” มาจากการ “เกณฑ์” แบบทหาร เรื่องนี้ต้องยกให้ท่านผู้นำสีกากี น่าจะควบตำแหน่งเป็นผู้นำ “ทหารเรือ” อีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะเห็นกันชัดแจ๋วอยู่แล้วว่า ท่านถนัดเรื่อง “ถอยหลังเข้าคลอง” หลังจากฝึกซ้อม “พายเรืออยู่ในอ่าง”  ( อบ   อาบ  นวด นาบ ) เพื่อผ่อนคลายความเครียดมานาน ไม่ใช่นานเดียว แต่เป็นเวลานานสองนาน คือดับเบิ้ลนาน..อดกลั้น (คนละเรื่องกับอดอยากปากแห้ง)  มาถึงวันนี้  ควรจะขับถ่ายคลายพิษท้องอืด ออกมาบ้างน่าเห็นใจเน๊อะ

ดึงเรื่อง “ตำรวจเกณฑ์ขึ้นมาให้ฮือฮากันเล่น” เปลี่ยนบรรยากาศเฉาๆ ให้กระฉับกระเฉงขึ้นมา (น่าจะเป็นเพราะ “กินยาผิดซองด้วย”อ๊ะ..ปล่าว)  คิด(ได้ยางงั้ย..ไม่รุ่) ว่า  “ตำรวจ” จำจะต้องเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์เสียใหม่ ให้ประชาชน “ตื่นเต้น” แต่กลายเป็นตกใจเป็นงงส์.ว่า ไหงถึงเป็นอย่างนั้นไปได้”  

โปรดทราบ..ควรจะเคารพรักนับถือ นายตำรวจใหญ่หัวขบวน “สีกากี” อย่าได้ทำ ปาก แหลมปากจู๋ พูดคำว่า ถือหาง เชียวนะ เดี๋ยวจะถูกสวนมาว่า “ตูไม่ใช่ไดโนเสาร์..นะว้อยส์” (ที่มีต้องลากหางใหญ่ๆออกหาเหยื่อ) ) ดูกันให้ดีๆ ตาดูหูฟัง  เรื่อง “ตำรวจเกณฑ์” ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ถ้าจะเรียกให้สมศักดิ์ศรีจากความคิดความเห็นที่ท่าน “หัวขบวนสีกากี” เสนอมานั้น  สมควรจะขอบคุณท่านโดยเฉพาะในกลุ่มสีกากีด้วยกัน ควรจะพูดว่า มีวันนี้ เพราะ  “พระเดชพระคุณ ท่านตำรวจใหญ่ ท่านฝากฝังให้มีเรื่องตำรวจเกณฑ์ เป็นบุญคุณอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนชาวไทย เหลือประมาณ”

เรื่อง “การเกณฑ์ตำรวจ” เช่นเดียวกับ เกณฑ์ทหาร  ถ้าจะเอากันจริงๆ น่าจะตั้งกฏเกณฑ์ขึ้นมาเป็นมาตรฐานน่าเชื่อถือเสียก่อน ออกแบบสอบถามประชาชนดูสักหน่อยก่อนเป็นไร ว่ากันไปตามลำดับ อย่างน้อยก็ควรจะชี้แจงข้อดีๆ กันก่อนเช่นตรวจสอบไหวพริบ ปัญญาความสามารถกันสักนิดก่อน ว่า ตื้น ทึบ หนาบาง หรือ ซื่อบื่อ มีความฉลาดเฉลียว  ขนาดไหนฝึกตำรวจระดับนั้น (พลตำรวจ)ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนผาหน้าไม้  “ตำรวจเกณฑ์”กันมาน่าจะถนัดมือถือ “คันไถ” ติดไม้ติดมือมาด้วย ช่วยกันทำมาหากินจะเหมาะสมมากว่า  ควรจะตั้งคำถามพื้นๆ สัมภาษณ์กันดูก่อนว่า “คิดเป็นกันไหม” เสียก่อน เช่น ถามว่า “ไปไหนมา ?” ถ้าตอบไม่ได้ก็ยังไม่ควรให้เข้าไปทำหน้าที่ตำรวจ ต้อง“ตอบให้ได้” คำตอบที่ควรจะให้คะแนนเต็ม คือตอบว่า  “สามวาสองศอก” ก็ได้คะแนนนำโด่งไปแล้ว  จะผิดจะถูกยังไม่สำคัญเท่า จะต้องมั่นใจตอบให้ฉะฉาน  ไม่ใช่งงส์ (ใบ้แด๊กสส์) อยู่  พูดไม่ออกตอบไม่ถูก  ทั้งๆ ที่ตอบง่าย.. ปอกกล้วยเข้าปากลิง ยังง่ายกว่า  อย่าได้ตอบว่า  “ตูก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าไปไหนมา (มั่ง)” จะถามหาฮ่าไปทำไม” ) ตอบอย่างตรงไปตรงมา  เรียกได้ว่า ไม่ใช่คนไม่มีไหวพริบ  แทนที่จะตอบอย่างฉะฉานให้ได้คะแนนเต็มว่า “สามวาสองศอก” (รู้จักเอาตัวรอด) สมควรจะให้รับราชการตำรวจไทยยุคใหม่ได้เลยในทันทีทันใด (รู้จักคำว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว.. ต้องหลิ่วตาตาม)  

มองกันในมุมมองว่าน่าได้ผลดีดูกันสักหน่อยก่อน .. ถ้าหากว่า  “ตำรวจเกณฑ์”  ทำงานเข้าตามีผลงานดี ได้รับความชื่นชมจากประชาชนคนเดินดินกินขนมครก  น่าจะตัดปัญหา “หญ้าปากคอก” (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญ้าที่ขึ้นดกตกค้างอยู่ตามซ่อง โสเภณี)  ลงไปได้มาก (ขอบอก) จึงจำจะ ต้องกลั่นกรองค้นหา ว่าที่พลตำรวจ ที่เกณฑ์มา จะต้องไม่เป็นนักเลงหัวไม้ นักตีชิงวิ่งราว คนร้ายประเภทจิตเบี่ยงเบนชอบกินถั่วดำ หรือ  สาวแก่ แม่หม้าย ชอบกินเด็กหนุ่มวัยรุ่น  เป็นต้น   ยิ่งกับคนที่มีประวัติปล้นจี้ เป็นคนมือบอนเคยเป็นคนมือบอน เป็นมือปืนมาก่อน ควรจะต้องประวัติเหล่านั้นออกไปให้ด้วย จะได้ ชื่อว่าไม่มีคนไม่ดีแฝงตัวมา หรือ คนมีคดีอาญาทำผิดกฏหมายปะปนอยู่ด้วย..ช่วยๆ กันหน่อย  

อาชญากร คงจะไม่กล้าแหยมเข้ามาเป็นตำรวจเกณฑ์  ผลงานเกิดใหม่ เรี่ยมเร้เรไรไฉไลเป็นบ้า ..ที่ ผบ.ตร.ทำไว้ชิ้นนี้ เข้าตา ประชาชนยิ่งนักเป็นหนักหนา  สรรเสริญเยินยอกันดังลั่นสนั่นเมือง แสบแก้วหูอยู่ทุกวัน น่าจะดี..ดีกว่า..มานั่งอมมืออมเท้า คิดถึงเรื่อง “ค่าครองชีพสูง”เนื่องมาจากปัญหา “การโกง” มหากาฬระดับเป็นแสนๆ ล้าน ร้อยล้านนะเก่าไปแล้ว ต้องเป็นหมื่นๆ ล้าน หรือแสนๆ ล้าน จะดีกว่า (ว่าเข้าไปนั่น) เป็นระเบิดเวลาเถิดเทิง ระเบิดเละตุ้มเป๊ะตุ้มมงไปแล้ว รัฐบาลสมัย “สาวสวยหมวยปู” (หม่ำข้าวดิบทีละเป็นร้อยๆ กระสอบ  ข้าวติดคอหอย คอหอยครับผม.).ติดคอหอย “ยังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”  ต้องทำใจปล่อยเลยตามเลยไปตามน้ำ  (ตอนนี้ข้าวที่เหลือ ยังแช่อยู่ในโกดังเก็บข้าวหลายแห่ง ข้าวเก่าตกค้างขายไม่ออก ) ตอนนี้ กำลังเมียงมอง (เล่นของใหม่)  เพาะเห็ด..ส่งให้ยายฉิมเป็นผู้แทนเร่ขายทั่วราชอาณาจักร.. ยายฉิม ถูกปล้นมาหลายครั้ง จนแกจะเลิกรับเห็ดจาก “น้องหมวย”ไปขายแล้ว ( แกบ่นดังๆ ว่า  เงินทองมันก็ไม่เอา ไอ้ขโมยใจดำมันจะเอาแต่ “เห็ด”) ขอให้ “น้องหมวย” เจ้าของไร่เห็ด สะกิดเจ้าหน้าที่ให้ดูแลคุ้มครอง “ยายฉิม” ด้วย ตั้งข้อหาว่า โจรมันทรมานใจคนแก่รุ่นราวคราว ป้า คราว ยาย  )

            ผมละ ดีใจไชโย โห่ฮิ้ว ผิวปากสลับกันไปเมื่อมีข่าว เรื่องตำรวจเกณฑ์ ลงหราหน้ากระดาษ น.ส.พ.. ในเมืองไทยว่า  "บิ๊กอ๊อด"  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แม่ทัพใหญ่สีกากี ยืนยันเสียงดังฟังชัด ไม่ยอมถอนสมอโครงการ "ตำรวจเกณฑ์" แน่ๆ พร้อมประกาศเดินหน้าผลักดันกันต่อ ด้วยเหตุผล เป็นโครงการที่ว่า ดีที่จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลมีไม่พอ

จะถูไถไปๆ มาๆ ลากยาวออกไปอีกสองวาสามศอกก็ได้ว่า “มีไว้ปราบปรามผู้ร้ายน่าจะได้ผลกว่า”   แปลว่าที่ผ่านๆ มาไม่ได้ผลใช่ไหม?

ก็น่าเห็นใจนะท่านนะ.. ถ้าผมเป็นท่าน..ผมเลือกลาออก..คำนึงถึงเวลาและวารี ไม่ยินดีจะคอยใคร.. อยู่ไปก็ติดอยู่แค่ยศ พล.ต.อ.เท่านั้น

“ทำดี..ได้ดีมีที่ไหน.. ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ถ้าคิดอย่างนั้นได้ ขอชมว่าท่านมีสามัญสำนึก “ทำดีอยู่แล้ว.”จะต้องไปกลัวเกรงอะไรกันอีกล่ะ

 (อ่านต่อฉบับหน้า)