Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (ต่อ) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

มีสมาคม มี ชมรมอาหมวยคนสวย อาาตี๋รูปหล่อ อยู่มากมาย ราวจะก่ายกอดกันอยู่เป็นกลุ่มๆ  มีชมรมสมาคม ประมาณว่ามากกว่าสิบแห่ง  งานหลักคือ  เชิญชวนเชิญชม ดูหนังดูละครดนตรี มีนักร้องดังๆ จากเมืองไทยมาโชว์ หรือ นัดพบกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เต้นรำทำตัวเบาล่องลอยไปตามจังหวะ เป็นเทวดานางฟ้าอยู่บนฟลอร์ เต้นรำทำตัวพริ้วตัววาบหวิวบิดไปบิดมากระดกหน้ากระดกหลัง ยักคิ้วยักเอวยักไหล่ ชูคอกันคล้ายจิ้งจกจิ้งเหลน เท่านั้นยังไม่พอ เพื่อให้สมบูรณ์แบบ อย่างมะริเกิลด์ จะต่อด้วยการตำเนื้อคู่ใครคู่มัน (ถ้าจะออกเป็นการ์ดเชิญ หลังจากบรรยายความเรื่องว่า เป็นงานอะไรแล้ว ควรเขียนด้วยลายมือ เชื้อเชิญ ไว้ว่า รายการสุดท้ายต่อด้วยการ “เต้นรำตำเนื้อ” ก็ดีไปอย่าง หลังจากดูชมความบันเทิงกันแล้ว กลับมาพูด “ความจริง”  (ไม่อิงนิยาย) พิสูจน์โดยไม่ต้องอ้าปากพูดให้เห็นลิ้นไก่ว่า  ถ้าจะยอมรับความจริงกันบ้าง (แม้จะอยู่ในใจ) ไม่ถึงกับเอาเป็นเอาตาย ได้ไหม..กลัวว่าเทวดาจะยัดเยียด ให้รับผลิตผลที่ตนทำไว้..ตามมา กลัวไปทำไม..กรรมใดใครก่อ..ก็รับกรรมนั้นกันไป คนละกำสองกำ น่าจะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาหรือจะพูดว่า เป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ยังไหว ไม่ต้องขบคิดกันให้มากเรื่องมากความกันไปว่าจะใช้ “คำ”ไหนดี มาพูดถึง  เป็นเรื่องของชาวบ้านล้วนๆ ระหว่างพรรคพวกเดียวกันไม่มีการเมือง (พวกเขี้ยวลากดิน) เข้ามายุ่งเกี่ยวบิดเบี้ยวไปได้ทุกเรื่อง กลุ่มใครกลุ่มมัน ตัวใครตัวมัน จะเห็นได้เด่นชัดว่า เราแบ่งแยกกันแล้ว เพื่อความอยู่รอดเป็นยอดดี คิดกันได้งดงามถึงปาน ฉะนั้น..คิดอย่างคนฉลาดฉกาจฉกรรจ์  ..ทีเดียวเชียวละ..เพื่อนพ้องน้องพี่กะเหรี่ยงเรา อย่าคิดอย่าทำราวกับว่า เรายังอยู่ หลังเขา กันไปซะหมด อย่าลืมว่า ที่นี่ ลอส แองเจลีส..อเมริกา (นะขอรับพระเดชพระคุณ..ท่านทั้งหลาย)ตัวใครตัวมัน ปัญหาของใครของมันกันอยู่แล้ว 

 กะเหรี่ยงในยูเอสเอ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน แอลเอ.อยู่โดดเดี่ยวเดียวดายมากมายก่ายกัน มีคนหงอยเหงา นอนขดตัวขนหัวลุกหัวซุกหัวซุนอยู่ไม่น้อย ช่วยๆ กันหน่อยผ่อนคลายให้หายเหงาจิตใจปั่นป่วนรวนเรไม่รู้จะเดินหน้าไปทางไหน  มาดเคว้งคว้างมาอยู่กันแล้วจึงคิดกันได้ว่า บ้านเกิดของเราชาวกะเหรี่ยง อยู่ดีมีสุข แต่ขาด ความสนุกสบาย” (สบายเนื้อสบายตัว ตัวหวิวตัวเบาสบายๆ ยังรักความสบายที่เคยอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนมากกว่า อยู่ที่นี่ถ้าอากาศหนาวจัด หนาวจริงๆ หนาวจะตายอยู่แล้ว น้องแก้วใยไม่เห็นใจพี่  ทั้งร้อนอกร้อนใจร้อนใจจนทนไม่ไหวแล้วแต่ดันหนาวเนื้อจนตัวสั่น ก็ควรหา “เนื้อมาห่มเนื้อ” จึงหายหนาว ร่างกายจะได้คลายเครียดเพราะหนาวจัดจนจิตกระเจิงใจกระจาย  ถึงกับตาลายน้ำลายสอได้แต่กลืนน้ำลาย เห็นเดือนหงายกลายเป็นเดือนคว่ำ  (ว่าเข้าไปนั่น)  ทั้งยังได้รับความอุ่นอกอุ่นใจอีกต่างหาก

ยังมีกะเหรี่ยงอยู่อีกหลายกลุ่ม อยู่กันเป็นหมู่ (มากกว่าสองคนขึ้นไป) ก็น่าจะรู้เห็นเป็นใจ เข้าอกเข้าใจกันบ้าง หาใช่ใครที่ไหนคนกันเองทั้งนั้น สลัดความคิดที่ว่าจะมีปัญหาจับคู่ผิดคิด จน(คู่ขา) ตาย เพราะตาลาย “มั่ว” กันอยู่บ่อยครั้ง อยู่เรื่อยๆ มาเรียงๆ มันจะเฉียงจะเฉบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ก็ว่ากันไปพอหอมปากหอมคอ แค่พอประมาณ กลับบ้านเราเมืองเรา  ลงตะกร้าล้างน้ำกันสักหน่อย นับหนึ่งกันใหม่.. ก็ยังได้  (เป็นไทย-มะริกันซะอย่าง เรื่องใครเรื่องมัน)..เรื่องมันสส์ๆ เหมือนได้กินดับกระหายความอยากกินข้าวมันไก่ในเมืองไทยลงไปได้บ้าง พูดไปก็แค่ได้แค่น้ำลายไหลกันไปเท่านั้น ตัวใครตัวมันกันแล้ว..ละต๋อย

                     ทางรอดของกะเหรี่ยงแต่ละกลุ่ม เป็นเรื่องน่ากลุ้มใจ รวมทั้งรูรอดของโรบินฮู้ด ยังมองไม่เห็นแสงสว่างแยงตา  มันช่างมืดมิดดำสนิทไปหมดทุกทิศทุกช่องทาง คิดไม่ออกคิดกันจนสมองตีบตัน ก็ยังคิดไม่ออก บอกไม่ถูก แล้วยังจะต้องแบ่งแยกกันต่างคนต่างอยู่ “ตัวกู..ของกู”  ไม่คิดถึง “ยามยาก” จะต้องพึ่งพาอาศัยกันบ้าง (โง่แล้วยังหยิ่ง)  ไม่ร่วมมือร่วมใจสามัคคีกลมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แม้กระทั่งก้อนเหลวๆ เละๆ ก็ยังเกี่ยงงอนกันอยู่ จับมือกันอย่างหลวมๆ ขับเคลื่อนกันไปเร็วบ้างช้าบ้าง ทางใครทางมันกลุ่มใครกลุ่มมัน..กลุ่มไหนกลุ่มนั้นกำ (มือ) กันไว้แน่นๆ  แบ่งเป็นคนละกำคนละกลุ่มคนละฝ่าย เป็นสมาคมฯ เป็น ชมรมฯ  เป็นกลุ่มหรือก้อนใหญ่เล็กแตกต่างกันออกไป “ สมาคมหมอ” ก็อยู่ในส่วนของหมอ ย่อมไม่มาคบหาสมาคมกับ “ชมรมคนหัวแมว”  “ชมรมคนหัวไม้” ไม่อยากจะมาสุงสิงอิงแอบกับ “ชมรมหัวหมา”  “ชมรมคนกล้า ก็ไม่อยากเข้ามารวมกลุ่มกับชมรม”คนปอดแหก”  “ชมรมคนมีเหลือแด็กส์ ก็ไม่อยากคบค้าสมาคมกับ “ชมรมคนมิมีอันจะยัดประทาน” “ชมรมคนหัวสูง”  ชอบดูถูกคนอื่นว่าเป็นคนละคล้าส คนละชั้น เชิดหน้าชูคอเป็นไก่โก่งคอขัน ไม่อยากเข้าไปรวมหัวกับ”กลุ่มคนไม่ถือเนื้อไม่ถือตัว (แถมยังไม่ถือหนังอีกต่างหาก) “ชมรมคนหน้าตาเหมือนปลาบู่”  ชอบลอยหน้าลอยตา กระดี้กระด้า เดินกระดกหน้ากะดกหลัง คิดว่า โก้หรูหรา ดูเริด ลืมสังขาร ไม่ค่อยจะมีใครค่อยเห็นหน้าเห็นตาจริงๆ (ส่วนใหญ่จะทำท่าทาง หยิ่งๆ น่าจะตั้งชมรมของคนเหล่านั้นว่าเป็น “ชมรมคางคกขึ้นวอ”  เพราะ (ส่วนใหญ่หนังหน้าเหี่ยว แถมมีเส้นสลับตัดกันไปตัดกันมาอยู่บนใบหน้าทั้งหน้า ฉาบอย่างหนาหน้าด้วยเครื่องสำอาง ปิดหน้าปิดตาเอาไว้  แถมยังไม่รู้จักประมาณตัวประมาณตน “ยกตนข่มท่าน” ก็ต้องเลือกอยู่กับคนมีนิสัยใจคอเดียวกันเป็นกลุ่มๆ  (น่าจะตั้งชมรมฯ คนกลัวความจริง) แต่หลงตัว  เพราะสมาชิกล้วนแต่เป็นคนขี้อาย (อายความจริงกันทั้งนั้น)   คนกลุ่มนั้นมีจริงๆ มี ตัวเป็น..เป็น.เห็นๆ กันอยู่จริง ถ้าได้ออกงานเต้นรำกลับมีความกล้า (หรือบ้าบิ่น)  หอบสังขาร (หน้าแก่ หนังเหี่ยวเป็นกล้วยปิ้ง) ปรากฏตัวออกมากระดี้กระด้า  แค่คิดก็ได้แต่ (ห้ามค้าน) ว่า กลุ่มของพวกหล่อนๆ แค่คล้าย  แต่น่าจะเหมือน เหมือน กระดังงา ลนไฟ  (อันที่จริงมีเสียงสรรเสริญเยินยอกันอย่างยับเยินยู่ยี่ว่า เหมือน “กระดองเต่า ถูกไฟลน” มากกว่า ช่างน่าเวทนา แต่ไม่น่าสงสาร ใครได้เห็นตัวจริงเสียงจริงแล้วคงหัวเราะน้ำหูน้ำไหลพราก..เพราะ (ตัวจริงของจริง) มีให้เห็นตำตาเป็นประจักษ์พยานอยู่ เหนือคำบรรยาย จริงๆ เห็นหน้าค่าตาแล้วจะรู้ว่าใครเป็นใคร...ส่วนใหญ่หน้าตาคล้าย “กระดองเต่าถูกไฟลน” ดังที่กล่าวมา  “เต่าโบราณ” เหล่านั้นหลายตัวหัวหดอยู่ในกระดองหายวับเข้ากลีบเมฆไปแล้ว เป็นไป ตามวัยที่ควรจะปลงสังขารได้แล้ว  ก็ขออนุโมทนา ถ้าไปแล้ว ไปห่าง..ไปแล้วไปลับขอให้ลับ อยากจะกลับมาใหม่อีกหรือไม่  ก็ยังไม่รู้.. สีสรร..สังคมกะเหรี่ยงหลายๆ กลุ่ม รู้สึกว่า ทึบทึมขมุกขมัว ขาดเสียงสรรเสริญ นินทา เงียบเหงา (เป็นบ้า) บอกไม่ถูก หรือว่า จะเป็นเพราะเหตุนั้นสังคมกะเหรี่ยง จึงแบ่งกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ยกตัวอย่างที่ประสบพบเมาให้เห็นเป็น “น้ำจิ้ม” นิดๆ หน่อยๆหลายๆ ส่วน ..ส่วนที่เป็นเนื้อเป็นหนัง  จะเอาไปพูดถึงกันลับหลังก็ยังได้. พูดกันสามวัน สามคืน..ยังไม่จบ.. 

                กะเหรี่ยงทั่วไป อีกกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ค่อยจะออก “งานสังคม” ( มาเกาสังคังกับกะเหรี่ยงทั่วๆไป) เรียกกลุ่มตัวเองว่าเป็นคนมี“คล้าส” มีการศึกษามีตระกูล“ผู้ดี”วางท่าทีว่าเป็นคน “หัวสูง คอยาว..” (ทำหัวสูงอยู่บนคอเพราะถ้าก้มหัวต่ำลงมาอาจจะถูกเหยียบหัวได้ ) เห็นท่าทางกระโดกกระเดกฝืนธรรมชาติติดตัวหล่อหลอมมาอย่างหนาแก้ไขไม่ได้แล้ว  ใครสั่งใครสอนสะสมกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ดูเผินๆ ดูไม่ออก เหมือนปกติ หากไม่เคยเข้าชิดเห็นกันบ่อยๆ ก็จะไม่รู้  หรือมาอยู่ (รวมๆ กันคน)กันที่นี่ ผิดอากาศเข้า (หรือเปล่าไม่รู้) สันดานเดิมสุดแสลนของ  กี๋แก่ โก๋แก่  เกิดของขึ้น กำเริบลืมตาย  เรียกว่า ไว้ลายกี๋แก่ โก๋แก่” ทำราวกับกว่าจะแก่ตายเคย  คุยว่าร่ำรวย (กว่าปกติ) ขนาดที่ว่า น่าจะกินข้าวด้วยช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด ทำ “เริด”  วางท่าหยิ่งยโส   ทำเชิดหน้าเชิดชูคอไม่รู้กาละเทศะ เปรียบได้ว่า เป็นของเก่าเหลือใช้หลังสงครามโลกครั้งแรก  ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง จะวางท่าว่ามาจากตระกูลใหญ่ อยากจะให้ใครๆ  (ตาถั่ว) เรียกพวกตัวเองว่าเป็นผู้ดีมีสกุลรุณชาติ อย่าง ตระกูลดัง เช่น  ณ หัวลำโพง หรือจะให้ใหญ่เกินกว่านั้น คือ ณ โบ้แบ๊ ,ณ เยาวราช ถ้าอยากจะเด่นดังทะลุฟ้าต้องเปลี่ยนนามสกุลใหม่ เป็น ณ สำเพ็ง, แต่ละนางแต่ละนาย วางท่าทางกันสุดหรูน่าดูชม ส่วนของจริงลายคราม “หายากส์.เจอยากส์ ” ชนิดต้องงมเข็มหาในมหาสมุทรทีเดียวเชียวละ ส่วนที่มาจากคนตระกูลสูงตัวจริงเสียงจริง เท่าที่เห็นส่วนใหญ่วางตัวเหมาะสมกับสถานที่และกาลเวลา เห็นอยู่น้อยคนไม่กี่ตระกูล ในหมู่คนต่างระดับยอมรับนับถือกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่เห็นๆ กันอยู่เกลื่อนกลาดบาดหูบาดตา ล้วนๆ แต่เป็นสินค้าของเก่าหมดสภาพ (ไม่ใช่ลายคราม) จัดอยู่ในหมวดหมู่แบกะดิน ส่วนใหญ่จะเป็นของเทียม เป็น “ของเทียม”(โอ้อวดว่าเลี่ยมทอง)  เลียนแบบไม่สนิท ซะละมาก..ใส่หน้ากากหลอกตัวเองว่า มีรสนิยมวิไลจัดจ้านเฉิดฉันท์ไฉไล ทำตัวไม่เหมือนใคร..ไม่มีใครเหมือน  อยาก “เด่น” อยากดัง แต่รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง  ปลีกออกไปไกลๆๆ เมื่อกระทบไหล่ตัวจริงเสียงจริงหรือคนรู้ทัน  ( ไฮโซฯ ตัวปลอมตัวปลอมฯ)  ดูง่ายจากการแต่งเนื้อแต่งตัว โดดเด่น  (ไม่มีรสนิยม อีกต่างหาก)  แต่งตัวสีสันฉูดฉาดบาดตา (อย่างลืมสังขาร)  เหมือนได้เห็นตัวประหลาด”(หลุดโลกมาให้เห็นอยู่ตรงหน้า) น่าหวาดน่ากลัวเสียละมาก หรือว่าจะ “เพี้ยน” ไปแล้ว..แก้วตาเอ๋ย แต่สายตาของคนคนมองบางคนกลับกลายเป็นเรื่องบันเทิง (เป็นแค่ตัวตลก) “น่าอาย น่าขัน”จริงนะจันทร์เจ้าขา..  ก็ยังได้..  “ปลง” กันให้ตกอย่งตื่นเต้น คิดว่าได้ดู “จำอวดหลงโรง” ประดับในงานบันเทิงที่จัดกันขึ้นมาเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ จำเจคุ้นเคย คลายเครียด กันไป ทำใจให้สงสารกันหน่อย แผ่เมตตาให้ไปเถิด อีกไม่นานก็ยักเย่ยักยัน ต่อไปไม่ไหว เพราะสังขารไม่อำนวยช่วยๆ กันหน่อย  เพราะเท่าที่พูดมานี่นิดๆ หน่อยๆ (เป็นมุมมองเพิ่มสีสันให้ครบๆ กันหน่อย  ขอให้เข้าใจว่า ต้องการให้เห็นเป็นเรื่อง บันเทิงเท่านั้น)  บางทีจะได้ร่วมด้วยช่วยกัน ปลงสังเวช ตรวจน้ำคว่ำขัน (จะได้ไม่ให้เห็นหน้ากันต่อไป อีก ไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติไหน ได้หัวเราะ และ ปลงสังเวชให้ไปในชาตินี้แล้ว น่าจะพอกันที  จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่างได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย  นึกถึงในทางดีๆ เข้าไว้ว่า  เขาเหล่านั้นเป็นพวกมีน้ำใจ อุตส่าห์แต่งเนื้อแต่งตัววางท่า สุดสวย สุดหล่อ มองดูหน้าตา การแต่งเนื้อแต่งตัว อยู่เหนือคำบรรยายจริงๆ ถ้าพบปะเข้าที่ไหนก็น่าจะยิ้มให้อยู่ในที จะได้คลายเครียด หัวเราะกันวันละนิด จิตแจ่มใส แผ่เมตตาให้ไปด้วย ช่วยกันปลง อย่าเอามาใส่ใจ เพราะอาจจะเป็นปัญหาที่เจ้าตัวเองไม่รู้ตัวว่า “จิตเบี่ยง” หนักๆ เข้าจะกลายเป็น “โรคจิต” จะยิ่งน่า เวทนาเพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่าควรจะทำใจแผ่เมตตาให้ไป สงสารกันดีกว่า “คนมีปัญหา” แก้ไขยากช่วยกันรักษา โรคจิตเบี่ยง (เอียงกะเท่เร่ไปแล้วทั้งกลุ่ม)   อย่างน้อยควรจะแผ่เมตตาให้ไป คิดว่า น่าสงสาร “เพี้ยน” กันไปแล้ว เพราะถูกกดดันทางจิตใจในเรื่องที่ตัวเองรู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง  ไม่รู้ว่าจะช่วยตัวเองได้อย่างไร ( ความกระสันต์กิเลสหนา อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่  อยากได้โน่นได้นี่ บังคับตัวเองไม่ได้ ใครๆ ก็เป็นด้วยกันนิดๆ หน่อย ๆ เรียกว่า “โมโหง่าย”

อ่านต่อฉบับหน้า