Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (3) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

นึกถึงในทางดีๆ เข้าไว้ว่า  เขาเหล่านั้นเป็นพวกมีน้ำใจ อุตส่าห์แต่งเนื้อแต่งตัววางท่า สุดสวย สุดหล่อ มองดูหน้าตา การแต่งเนื้อแต่งตัว อยู่เหนือคำบรรยายจริงๆ ถ้าพบปะเข้าที่ไหนก็น่าจะยิ้มให้อยู่ในที จะได้คลายเครียด หัวเราะกันวันละนิด จิตแจ่มใส แผ่เมตตาให้ไปด้วย ช่วยกันปลง อย่าเอามาใส่ใจ เพราะอาจจะเป็นปัญหาที่เจ้าตัวเองไม่รู้ตัวว่า “จิตเบี่ยง” หนักๆ เข้าจะกลายเป็น “โรคจิต” จะยิ่งน่า เวทนาเพิ่มขึ้นมาเป็นสองเท่าควรจะทำใจแผ่เมตตาให้ไป สงสารกันดีกว่า “คนมีปัญหา” แก้ไขยากช่วยกันรักษา โรคจิตเบี่ยง (เอียงกะเท่เร่ไปแล้วทั้งกลุ่ม)   อย่างน้อยควรจะแผ่เมตตาให้ไป คิดว่า น่าสงสาร “เพี้ยน” กันไปแล้ว เพราะถูกกดดันทางจิตใจในเรื่องที่ตัวเองรู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง  ไม่รู้ว่าจะช่วยตัวเองได้อย่างไร ( ความกระสันต์กิเลสหนา อยากเป็นอยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่  อยากได้โน่นได้นี่ บังคับตัวเองไม่ได้ ใครๆ ก็เป็นด้วยกันนิดๆ หน่อย ๆ เรียกว่า “โมโหง่าย”(เป็นฐานที่จะทำให้เพี้ยนได้ง่ายๆ ) คงจะไม่มีใครที่ “รู้ตัว” แล้วอยากเป็นเช่นนั้น  เพราะความที่ไม่รู้จักไม่รู้ตัวเอง  ไม่รู้ตัวว่าก้าวไปถึงไหน ถึงไหนแล้วกลาย เป็น (ตัว) อะไรไม่รู้  ยากส์ เกินกว่าที่จะแก้ไขได้  (ถ้ายังไปไม่ถึงหมอโรคจิต) 

             ปัญหาอารมณ์บูดจิตเบี่ยง โสตประสาทอ่อนไหว รับความเครียดไม่ได้ ที่ตัวเองมองเห็นชัดถนัดตา แต่จะเป็นปัญหาเกินกว่าคำบรรยายในสายตาของคนอื่นๆ หรือไม่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกัน  แต่ในส่วนอื่น ที่เรียกว่าดียังมีบ้าง อย่างน้อยก็อย่างไปกล่าวหาใครด้วยความเท็จ ก็ยังพอน่าชื่นชมอยู่บ้าง  เห็นที่เพี้ยนๆ มามากต่อมากแล้ว ขอขอบคุณ ที่ทำตัวป็นตัวอย่างให้เปรียบเทียบได้ อย่าเป็คนโกรธง่ายถึงจะหายเร็วหายช้า อย่างไรก็ตามที ไม่ดีกับตัวเองทั้งนั้น  “คนเพี้ยนๆ” จะทำอะไรแปลก ๆ คิด หรือทำอะไรเรียกว่า  “แหกคอก” (หรือโชว์อ๊อฟ)  ผิดกาละเทศะ เป็นคนที่น่าสงสารมากกว่า  เตือนใจตัวเองอยู่ตลอดมาว่า “จะต้องมีสติ” แม้จะไม่มีสตังค์ที่เป็นของคู่กันไป ก็ตามอยู่ตลอดเวลา  อย่าปล่อยอารมณ์ให้เตลิด เปิดโอกาสให้ ถูกกดดัน ในความเป็นอยู่และปัญหาชีวิต จนถึงกับพิลึกกึกกือ “จิตเบี่ยง” คิดกระแทกกระทั้นขวางทุกสิ่งทุกอย่างดูขวางตาไปหมด ระวังสุขภาพจิตกันเอาไว้บ้าง เรื่องมาถูกกดดัน ทำให้อารมณ์บูด จิตเบี้ยวฉุนเฉียวในอารมณ์ มีอยู่มากมายประดังกันเข้ามาหลายๆ ทาง ผ่านเข้ามาท้าท้ายชีวิต  ที่ติดลบอยู่แล้ว แย่เข้าไปอีก ถ้าคุมจิตใจไม่ได้ก็จะกลายเป็นคนเสียจริต ความไม่เต็มเต็งเข้ามาครอบงำ จนจะกลายเป็นนิสัยถาวร จึงต้องกันไว้ดีกว่าแก้ (แย่แล้วแก้ไม่ทัน อีกต่างหาก) สลัดตัดทิ้ง“อารมณ์เสีย”ออกไปให้ได้เสียก่อน ที่ควรกัน ก็กันๆไว้ ที่ควรแก้ ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็แก้กันไปตามเรื่องตามราว อย่าปล่อยให้ผ่านไปกวนอารมณ์  ส่วนที่จะแก้..ถ้าไม่ถึงเวลาอย่าเพิ่งแก้ ต้องดูกาละเทศะด้วย ต้องคิด ถึงขนาดที่ต้องไตร่ตรองดูก่อนจะแก้ด้วย  เรื่อง ความกดดันจิตใจมีอยู่ในใจตลอดเวลา ก็มาก “เกินพอ” จะรับกันได้แล้ว ถ้าเตือนตัวเองไม่ได้แล้ว  “ใครจะเตือน” 

             เรื่องบ้า ๆ มีมากถึงห้าร้อยชนิด จะมีติดตัวกันคนละนิดคนละหน่อย มีไว้แก้เหงา คลายเครียดด้วยการยิ้มให้กับตัวเองกันก็ไม่เป็นไร  พอเป็น”น้ำจิ้ม”ให้ครึกครื้นในอารมณ์กันหน่อย จะได้ไม่เครียดจัด รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา  บ้านิดๆ หน่อยบ้าเรียบๆ เพี้ยนๆ ไม่ลามปามเลอะเทอะเลยเถิดมากนัก  ก็ยังดูดี พอดูได้ สำหรับ กะเหรี่ยงชน..คนข้างถนน ( คนนี้ ) จัดอยู่เป็นหนึ่งในบ้าห้าร้อยจำพวก  ด้วยความสมัครใจ ไม่สงวนสิทธิ์ ไม่กีดกันขวางทางใครไม่ให้เดินมาทางสายเดียวกัน “ยินดีต้อนรับ”ครับกระผม   ถ้าคิดว่ามีคุณสมบัติลงตัวไม่ขาดไม่เกินคล้ายๆ กัน  ต้องรู้จักตัวเองสักหน่อยก่อนว่าอยู่ฐานะไหน เหมือนกันไหม.. มีมั่งไม่มีมั่งจนถึงกับบ้างครั้ง มิมีจะแด็กสส์ (ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างไร) อยู่อย่างแตกต่างออกไปจากผู้อย่างคนธรรมดา ที่ควรจะ มีกินสามมื้อต่อวัน (อย่างน้อยลดลงมาเหลือสองมือ ก็ยังอยู่ได้ สบายมาก) ต่างปิดบังกันไว้อย่างมิดชิด กดดันตัวเองเอาไว้  จึงมองหาจากกะเหรี่ยงชน ในนครลอส แองเลิส ไม่ค่อยจะมีมากมายหลายคนนัก ที่มีก็มีอยู่จำนวนน้อยหายากส์จริงๆ ส่วนมากกินดีอยู่ดี มีพร้อมกันพร้อมเพียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหารการกิน เหลือเฟือ  แต่ตรงกันข้ามกับมิคนมิจะแด็กส์ (มานานหลายปีขอบอกว่า) มีอยู่จริง ยกตัวอย่างตัวเองดีกว่า มีกินน่ะพอจะมีอยู่บ้าง (กินน้อยใช้น้อย อดบ้างอยากบ้าง)  เรียกกว่า เป็นคนประหยัด (น่าจะเก๋ไก๋กว่าที่จะบอกว่า ไม่ค่อยจะมีกิน (มิมีอะไรจะแด็กส์ (ว่าเข้านั่น) แดกดันหยามหยันตัวเองอยู่ตลอดเวลา)  ที่มีกินมีใช้อยู่น้อย ค่อยๆ ประคองตัวไป อยู่ตามประสาจนเจียมตัวเจียมตน อย่าง “มะริกันข้างถนน” รู้ตัวดีว่า (ตัวเอง) น่าสังเวช ถึงกับทุเรศเล็กน้อย (ที่จริงมีมากอยู่)  มีจุดเด่นอยู่ที่ร่างกายและหน้าตาแบกทุกข์  เป็นหนุ่มหนุ่มในร่างชรา กว่าอายุ อีกไม่นานนักคิดว่า “น่าจะเป็นปุ๋ย” ดับเดี้ยง..พับเพียบเรียบร้อยหลับสนิท จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก เอาดินกลบหน้า อ้าปากลืมตาอีกต่อไปไม่ได้ ฝังไว้ดินจะได้ไม่ต้องกลายเป็นขยะเป็นขี้เถ้า  ถ้ายังลำบากอย่างไม่เจียมตัวไม่เจียมตน แถมยังไม่เจียมใจ มีความลำบากอยู่อย่างคงเส้นคงวา อย่างที่เป็นมารวมทั้งในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ และจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน ยังจะคงจำใจย่ำเท้าอยู่กับที่ไปอีกนาน ยอมรับสภาพความเป็นอยู่เรื่องอะไรปล่อยได้บ้างก็ปล่อยไป ไม่จุกจิกไม่เลือกว่าจะตายอย่างไร (ไม่ต้องมีดอกไม้จันท์วางไว้เหมือนใครอื่น..)  ยินดีตายอย่างไม่เกี่ยงงอนทุกขบวนท่า แต่ถ้าจะให้เลือก ขอเลือกตายอย่างไม่อุจาดอนาถใจ อย่างเช่น “เอาไม้จิ้มฟัน แทงเหงือก..ยังเสือกตาย”  น่าจะยังไม่ถึงเวลาตาย เพราะเคยลองมาแล้วยัง เอาไม้จิ้มฟันแทงเหงือกยัง”เสือกไม่ตาย” (จริงๆ) หรือว่ามีบาปหนาต้องอยู่อย่างลำบากลำบนชดใช้เวรกรรมที่ทำไว้อย่างร้ายแรง (ไม่รู้ว่าทำกรรมไว้กี่กรรมกำไว้ทั้งสองมือหรือเปล่า )   หรือว่า.. วันนี้คงจะยังไม่ถึงเวลามอดม้วยรณัง แต่ในสภาพที่เป็นอยู่ไม่น่าจะนานนัก. เพราะยังใช้กรรมไม่หมด คิดอยู่เรื่อยมาว่า เป็นเพราะ ดันเสือกชิงหมาเกิดมาใช่ไหม  (เมื่อคิดขึ้นมาได้ก็ต้องยอมรับว่าใช่แล้ว.).ที่อยู่มาได้เรื่อยๆ ก็ยังสมควรอยู่ว่า จะต้องทนใช้เวรใช้กรรมกันอีกยาวนานต่อไป? กรรมใคร..ใครทำ กรรมสนอง  ไม่ว่าจะกำเอาไว้มือซ้ายหรือมือขวา ต้องชดใช้กรรมเก่า รวมกับที่ทำ “กรรม” ขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่ต้องการ ทำเวรทำกรรมอีกต่อไป ให้ถือศีลห้า นั่นแหละเป็นการ “ตัดกรรม”  ทุกวันนี้ไม่คิดอะไรได้ไม่มากไปกว่า สำรวจตัวเองแล้วยอมรับว่า “อยู่ในประเภทบ้าห้าร้อยจำพวก” อย่างแน่นอนบ้าเงียบเชียบ บ้าอย่างเหงาๆ บางครั้งบางทีถึงน้ำตาตกใน บ้าอย่างไม่กระโตกกระตาก บ้าอย่างเต็มใจไม่กระดากอาย ไม่เคยคิดจะบ้าอย่างหรูหราราคาแพง (แบบไฮเซไฮโซฯ) บ้าเงียบๆ เรียบร้อยดูไม่ค่อยออก ( แอบบ้าอยู่ในใจ) กดดันเอาไว้ไ ม่แสดงออกพร่ำเพื่อนัก.. แต่ก็พอเรียกได้ว่าเป็นคน (ค่อนข้าง) “บ้า”บ้าเป็นเวร่ำเวลาไม่บ้าสำส่อนไม่บ้าแบบ พบปะ ฉะ ดะ.. บ้าอย่างสำรวม คือแอบๆ บ้าๆ บอๆ บ้า “วันละนิด จิดแจ่มใส” คลายเครียด เรียกว่า บ้าพอดีพองามไม่พร่ำเพื่อเหลือเฟือนัก บ้าอย่างน่ารักน่าชัง คงจะยังเรียกได้ว่า บ้าอย่างมีสติ  ทำให้ดูดีขึ้นอีกหน่อย เรียกว่า ครึ่งๆ กลางๆ ไม่ถึงกับบ้าเต็มตัว บ้าเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่สักหน่อย..

   ในความ เป็นกะเหรี่ยงชน คนหนึ่ง พูดถึงตามกฏเกณฑ์ในสังคมลมโชย แห่งนี้ (แอล.เอ.) แบ่งไว้ว่าใครเป็นใคร “ไผเป็นไผ” ให้ตระหนักกันไว้บ้างจงจำไว้เถิด  เป็นคนชั้นเดียวกัน ไม่ได้ ระหว่าง คนมั่งมีเศรษฐีกับยาจก  แม้จะมีหน้าตาหยักๆ สักแต่เป็นคนเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน  ที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือ ไม่มีเงินมีทองพอที่จะนับเป็นพี่เป็นน้องกับใครได้   มันชัดเจนอยู่แล้วในตัวแล้ว  ชนชั้นเดียว (บ้านิดๆหน่อยๆไม่เลยเถิดเตลิดเปิดเปิง) ใครจัดอยู่ว่าเป็นชนชั้นไหนก็ชั้นนั้น ชนชั้นเดียวกันคบหาสมาคมกันได้ปลอดโปร่งโล่งใจกว่า เข้าข่าย “อยู่ในระดับดี- ชั่ว มั่วๆ กันไปพอได้” อยู่กันคนละโลกใบเดียวกันกับคนจน ชนชั้นเศรษฐีหะรูหะรา ดูจากการประเมินด้วยสายตายังพอรู้พอดูออก สำเนียงส่อภาษา  กิริยา ส่อตระกูล รวมกันเข้าแล้ว น่าจะบอกถึงความร่ำรวยหรือยากจน ก็ย่อมได้แต่ไม่ค่อยจะแน่นอนนัก ทางที่ดีควรดูกันให้ละเอียดกว่านั้นอีกหน่อย ดูกันให้ละเอียดยิบเสียก่อนว่า มีเงินมีทองจะนับเป็นพี่เป็นน้องเป็นพี่กันได้หรือไม่  จะดูได้จากสิ่งของต้องประสงค์ อย่างเดียวกันความคิดความอ่านคล้ายๆ กัน คนมีเงินจะชอบคุยโม้โอ้อวด กับคนมั่งมีด้วยกัน (เหยียดหยันคนที่มีฐานะต่ำกว่า) แต่ถ้าสังเตดูให้ดี จะเห็นว่าความจริงอยู่ที่มี“ความเห็นแก่ตัวเหมือนๆ กัน” นั่นแหละเป็นข้อสำคัญ จะคบหากันได้ราบรื่นหรือไม่ต้องดูว่า จะให้ คุณให้โทษอย่างๆไร คุณสมบัติ  ข้อนั้น (เห็นแก่ตัวเอาชอบเปรียบคน) คนที่เห็นแก่ตัวมากๆ ยิ่งออกหน้าออกตามากเท่าไร ก็จะเป็นคุณสมบัติของเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติมหาศาล (ตามที่แอบอ้างเอาไว้)  ที่มีอย่างมากมีแน่นอน คือความเห็นแก่ตัวฝังอยู่เป็นสันดาน เพราะฉะนั้นคนร่ำรวย จึงคิดว่าควรเลือกคบคนชั้นชนเดียวกันไว้ก่อนดีกว่า คบกับคนต่างระดับคบยากส์ ไม่น่าจะคบหาสมาคมด้วย อย่ามองให้พลาดเรื่องมีเงินมีทอง ตามที่เหล่าคนมีเงิน (ถือเป็นพระเจ้า) นับเป็นน้องเป็นพี่กันได้ด้วยที่ตรงนั้น (สมัยนี้ เป็นพี่เป็นน้องกันได้ ไม่ต้องคลานตามกันมา) นอกจากจะนับกันที่เงินทองแล้ว  ถ้าจะคบกันให้สนิทสนมต่อไป ก็ควรจะรู้ว่าบ้านช่องที่อยู่อาศัย อยู่ถิ่นไหน ขับรถยนต์ยี่ห้ออะไร (ถ้ายังต้องขึ้นรถบัสรถประจำทางอยู่ ขอตรวจน้ำคว่ำขันให้ไปไกลๆ กันเลย)  การแต่งเนื้อแต่งตัว จะต้องใช้ของราคาแพงของแพงมียี่ห้อดังๆอยู่ตลอดเวลา  ขอเตือนว่า อย่าได้แก้ผ้าอายน้ำเลยทีเดียวเชียว เดี๋ยวจะรู้ ไส้รู้พุงตัวเองกันหมด แล้วจะเห็นว่าน่าเกลียด ผอมเป็นกุ้งแห้งขาดเนื้อเหลือแต่หนัง  ที่อ้วน (อรชร)บวมฉุ ละใช่เลย ท้องยื่นลงพุง จนถึง ต้องรัดหน้าท้องเอาไว้กันพุงพลุ้ย รัดพุงแทบหายใจไม่ออกเพื่อไม่ให้พุงยื่นออกมา ปิดบังไว้ไม่ให้ใครห็นไส้เห็นพุง แต่ละวันอยู่กับความอึดอัดตัวเอง แต่ในใจ คิดเอาเปรียบคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะความกลัวว่าจะยากจน จนลืมตัวลืมตนของตนเอง (ว่าเป็นเพียงแต่คน คนหนึ่งเท่านั้นเอง)

อ่านต่อฉบับหน้า