Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (4) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

 

อย่ามองให้พลาดเรื่องมีเงินมีทอง ตามที่เหล่าคนมีเงิน (ถือเป็นพระเจ้า) นับเป็นน้องเป็นพี่กันได้ด้วยที่ตรงนั้น (สมัยนี้ เป็นพี่เป็นน้องกันได้ ไม่ต้องคลานตามกันมา) นอกจากจะนับกันที่เงินทองแล้ว  ถ้าจะคบกันให้สนิทสนมต่อไป ก็ควรจะรู้ว่าบ้านช่องที่อยู่อาศัย อยู่ถิ่นไหน ขับรถยนต์ยี่ห้ออะไร (ถ้ายังต้องขึ้นรถบัสรถประจำทางอยู่ ขอตรวจน้ำคว่ำขันให้ไปไกลๆ กันเลย)  การแต่งเนื้อแต่งตัว จะต้องใช้ของราคาแพงของแพงมียี่ห้อดังๆอยู่ตลอดเวลา  ขอเตือนว่า อย่าได้แก้ผ้าอายน้ำเลยทีเดียวเชียว เดี๋ยวจะรู้ ไส้รู้พุงตัวเองกันหมด แล้วจะเห็นว่าน่าเกลียด ผอมเป็นกุ้งแห้งขาดเนื้อเหลือแต่หนัง  ที่อ้วน (อรชร)บวมฉุ ละใช่เลย ท้องยื่นลงพุง จนถึง ต้องรัดหน้าท้องเอาไว้กันพุงพลุ้ย รัดพุงแทบหายใจไม่ออกเพื่อไม่ให้พุงยื่นออกมา ปิดบังไว้ไม่ให้ใครห็นไส้เห็นพุง แต่ละวันอยู่กับความอึดอัดตัวเอง แต่ในใจ คิดเอาเปรียบคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะความกลัวว่าจะยากจน จนลืมตัวลืมตนของตนเอง (ว่าเป็นเพียงแต่คน คนหนึ่งเท่านั้นเอง)

 คนรวยส่วนมากไร้รสนิยม เรียกว่า มีเงิน แต่ไม่มีคล้าส  ขอให้ได้ใช้ของแพงเอาไว้ก่อน (ไม่อยากจะให้ใครดูที่ลักษณะท่าทางของตัวเองเรียกว่า “หุ่น”ไม่ให้ มากกว่า)  ปิดบังด้วยการใช้เฟอร์นิเจ้อร์หรูหรา “แพงๆ” ผลิตมาเพื่อให้คนมีกะตังส์ใช้ (คนมีเงินแต่ไม่มีคล้าส) พวกนั้นไม่ว่าจะเป็นคนเคยอยู่มะริกามาช้านาน หรือคนที่มาถึงใหม่ๆ เรียนรู้ไว้ก่อนจะมา ควรจะ พกสันดานเห็นแก่ตัวที่แก้ไขไม่ได้มาด้วย ดูถูกพวกกระจิบกระจอกเงอกง่อย (กะเหรี่ยงวาสนาน้อยไม่ได้จะแข่งบุญแข่งวาสนากับใคร)ก้มหน้าก้มตา เรียนหนังสือไปด้วย “แบกจ๊อบ” เลี้ยงตัวไปด้วย ถูกสายตา “คนมีเงิน”  มองด้วยหางตาประดุจเหยี่ยว สำรวจกะเหรี่ยงจนๆ ที่ต้องทำงานหาเงินเพื่อความอยู่รอดของตัวอง มองดูให้ทั่วถ้วนเสียก่อน  มองจากเส้นผมบนหัวกบาล ถึงขนหัวแม่มือข้างซ้าย (อยากจะจะเห็นหนังหุ้มตีนอยู่ด้วยกระมั้ง..) มองแล้วทำหน้าทำตาเย้ยหยันอยู่ในใจว่า มันจะมั่วนิ่มเลียนแบบผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินตัวจริงเสียงจริงกันไปถึงไหน ปิดบังหายนะ เอ้ย..ฐานะ..ขัดสนเรื่องเงินเรื่องทองไว้  ก็เพราะมัน (ยากจนแล้ว) ยังไม่รู้จักตัวตนของตัวเองหรืออย่างไร เป็นพวกน่ารำคาญ ทำให้พวกเศรษฐีมีเงิน  ถึงกับกระวนกระวายใจ อับอายถึงกะเหรี่ยงมีเงินชนชั้นเศรษฐี ที่กำลังผลาญเงินพ่อแม่อยู่ในมะริกาไปด้วย (คนจนจึงต้องรับความซวยไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่าง)

 ในความไม่เท่าเทียมกัน ก็น่าจะเห็นเด่นชัดกันแล้วว่า   กะเหรี่ยงด้วยกันมีความแตกต่าง “อยู่ที่ฐานะ” คนจนอยู่กันในลักษณะเจียมเนื้อเจียมตัว เจียมหัวกบาล (หัวกระบอง.ด้วยถ้ามี) มันก็ได้แบ่งชนชั้นกันไปแล้ว ตามฐานะ มั่งมีหรือยากจน  กะเหรี่ยงขัดสนเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็น “ชนชั้นไหน” ก็รู้ๆ กันอยู่ จะ เรียกเป็นภาษาปะกิดสักหน่อย (ตามพวกเศรษฐีไปด้วยก็ยังได้) ว่า เป็นพวกโลโซ.. ตัวตนของคนมีเงินกับคนจน ถ้าจับมา “เปลือยกาย” มองกันให้ชัดๆ  ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชาย ก็คล้ายๆ กันน่ะแหละ...ผิดกันแต่ผิวพรรณ จะมืดหรือสว่าง ดำหรือขาว  หน้าตาเป็นอย่างไร เป็นรูปไข่ไก่ ไข่เป็ดหรือไข่เยี่ยวม้า  ความสูงเตี้ยต่างกันไหม อ้วนเพราะมีกินมากเกินไปหรือ ผอมเดินไปเพราะมีกินน้อย...หรือไม่ นอกนั้นเหมือนกัน คล้ายๆกัน นั่นแหละ”ผู้หญิงก็เหมือนผู้หญิง ผู้ชายก็เหมือนผู้ชาย” แตกต่างกันแค่สัดส่วนและองค์ประกอบเท่านั้น เช่น มือ เท้า และส่วนอื่นๆ  มีอวัยวะะอื่นๆ ต่างกันตามเพศผู้ชายหรือผู้หญิง (ใช้เรียกกับคนแต่กับสัตว์เรียกว่า ตัวผู้หรือตัวเมีย คนบางคนก็ถูกเรียกเช่นนั้นเหมือนกัน)  ก็คนอีกน่ะแหละ บัญญัติศัพท์ขึ้นมาเป็นเรื่องแบ่งแยก คนที่คิดขึ้นมา ทำว่าเป็นคนมีปัญญา “หัวสูง” ด้วยความ ยโสโอหัง.. คนคือคือคน แตกต่างกันที่ฐานะ  คนบัญญัติศัพท์คิดกันขึ้นมาได้ยังไง เรื่องฉาบฉวยทำยังกับว่า  หน้าตาผู้คนเป็นขนมเค็กขนมปัง ต้องฉาบหน้ากันไว้ก่อน มีความมัน ( เลี่ยนๆ  )ด้วยเนยทา หวานด้วยน้ำตาลฉาบหน้า แค่คิดก็ย่อมได้..ไม่ว่ากัน ส่วนสัตว์ก็เป็นสิ่งที่มีชีวิตเช่นเดียวกัน จริงหรือไม่ ถ้าไม่ปฎิเสธ หล่าสัตว์ทั้งหลาย ถ้าคิดได้พูดได้ ก็จะเรียกคนว่าใครเป็น“ตัวผู้” ใครเป็น “ตัวเมีย” เหมือนกัน . .แต่ควรจะต้องรู้ไว้ว่ามันเป็น .คนละเรื่องเดียวกัน  ความจริงต่างคนต่างอยู่ อยู่ตามประสาคนแต่ก็ยังอยู่ อย่างเป็นผู้เป็นคนไม่ได้อีก คนที่ไม่เคยรู้จักกันไม่รู้หน้ารู้ตากันมาก่อน ยังทำอวดดี ทำอวด (แต่โง่) ข่มกัน ทำเป็นรู้ว่า อ้ายหรืออีกะเหรี่ยงชน คนไหน เป็นคนอยู่”หลังเขา” ความหมายคือยังหาความเจริญ ในหมู่ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ จริงหรือไม่? ศิวิไลย์ดารกาอย่างคนกรุงฯ  หรือเปล่า  คิดอะไรมาก...คนต่างฐานะต่างคนต่างอยู่กันอยู่แล้ว  มีอะไรดีขึ้น มีได้มีเสีย ดูได้จากจากหน้าตาความเป็นอยู่ของแต่ละคนไหม ? ใครหรือที่เรียกว่าที่ว่าดี.. ใครที่ว่าเลว คิดไปก็เท่านั้น  เปลืองตัวปวดหัวสมองไปเปล่าๆ  .รวมตัวกันไม่ได้จริง ๆ (คำว่า “คน”  แปลไปได้ว่า คละเคล้าผสมผเสกันไป) ตัวใครตัวมันกลุ่มใครกลุ่มมันแยกย้ายกันไป.... ก็ดีแล้ว...  จะดูถูกดูแคลน “กะเหรี่ยงคนยากคนจน” ไปทำไม .ได้อะไรดีขึ้นมาหรือ อยากจะรู้ ขึ้นมามั่งแล้ว  ก็จะถูกหาว่า (จน) แล้วยังเสือก เป็นยังงั้นไป

 ทางที่ดีไม่ว่าใครจะมั่งมี..มีมั่งไม่มีมั่ง หรือยากจน “ควรรู้จักตัวตนของตัวเองก่อน”” อย่าหลอกตัวเองอีกต่อไปเลย สูดลมหายใจให้อากาศเข้าเต็มปอด แล้วถอดใจคิดเสียใหม่ยังได้ว่า  “ตัวใครตัวมัน..” (ไปหนักหัวกบาล”ไฮโซฯ ตัวจริง ตัวปลอมคนไหนหรือ? ) มันน่าเบื่อ จะเพ้อพก โกหกตัวเอง กันไปถึงไหน..คบกันไม่ได้อยู่แล้วยังไม่พอใจกันอีกหรือ...คนต่างชนชั้นกัน หรือเพียงแต่คิดว่าต่างกันก็ตามไม่มีใครแคร์ใครอยู่แล้ว ใครจะดีใครจะจน ยอมรับกันไหมว่า  มันก็อยากจะมาชุบตัวในมะริกาด้วยกันทั้งนั้น ถ้าคิดว่ามาเก็บเกี่ยวความรู้ หาประสบการณ์ แถมด้วยประสบกรรมบ้าง มีดีมีเลวปะปนกันบ้างคนละนิดๆ หน่อยๆ ..ก็น่าจะพอใจ  กะเหรี่ยงซะอย่าง ก็เหมือนมดตัวกะจิดริดด้วยกัน  ยังจะมาแย่งแยกกัน เป็น มดแดง มดดำ มดคันไฟ  มดตะนอย หนีไม่พ้น ต่างก็เป็นมดเหมือนกัน อยากจะถามพวกลูกเศรษฐีมีเงิน (แต่ไม่คล้าส) ว่าใครคนไหนหรือ..ที่เคยเป็น “ขี้ข้า” พ่อของเอ็ง (พ่อเอ็งก็พ่อเอ็ง..อย่าได้เสือกมาเป็นพ่อตาของตูเลย) โดนคำถามนี้เข้า ก็น่าจะใบ้แด๊กส์ไปแล้ว ถ้าหน้ายังหนากว่าหนังหุ้มตีน..ก็ไม่ว่ากัน) ส่วนใหญ่กะเหรี่ยงที่มาอยู่กันที่นี่ มีความรู้ความมั่นใจในตัวเอง ไม่ว่าเป็นลูกเศรษฐีเกิดที่ไหนแผ่นในแผ่นดินกะเหรี่ยง จะเป็นบนตึกสูงระฟ้า บนรถเมอร์ซิดี้ส์ หรือลีมูซีน กับ ลูกคนจน มีมั่ง ไม่มีมั่ง  ไม่ใช่คนมั่งมี  อยู่ที่นี่ไม่แบมือของทางบ้าน  อย่างมีศักดิ์ศรีมาแข่งกันดีกว่า ว่าใครหน้าจะเหลือสองนิ้วก่อนกัน ลูกคนรวยส่วนใหญ่ จะต้องเดินหลังโค้งหน้าคว่ำกลับไป ด้วยว่า เรียนไม่จบ (เพราะในสมองมีแต่ขี้เลื่อย ถ้าจะจบ ส่วนมากจบจบแบบขอร้องให้จบ (ไม่ได้ใช้ความรู้ วิชาการ ทำงานอยู่ที่นี่(มะริกา)  จบอย่างไม่ต้องการความรู้ ไม่น่าจะเป็นปัญหาของประเทศนี้ พวกที่จบแบบนั้น ทั้งขอจบหรือจบแบบซื้อประกาศนียบัตร ปริญญามา มีอยู่ไม่น้อย   ถ้าจะใช้ความ (ไม่) รู้ แถมยังคบกับ กะเหรี่ยงด้วยกันไม่ได้ (ไม่เคยมีเพื่อนที่ จะอ้างได้ว่าเรียนอยู่สถาบันเดียวกันสักคน พวกที่เขาเรียนจบจริงก็คงไม่เอาด้วย จะคบหาสมาคมกับกะเหรี่ยงที่ (เรียนจริงจบจริง)กลับบ้านกลับบ้านไปแล้ว มีอนาคตสดใส..เพราะเรียนเก่ง  ก็ยากส์ที่จะคบหากันได้แล้ว...กะเหรี่ยงยากจนคนมาเรียนหนังสือกันที่นี่ “ถูกย่ำยีหัวใจ” กันมาคนละมากๆ เจ็บแล้วต้องจำ

  กะเหรี่ยงใจสู้ยังคงอยู่กันที่นี่ อย่างคนไม่มีสี (ไม่มีพวก)  แต่มีแต่แสงอย่างฮิงห้อยริบหรี่ซ่อนเร้นไว้ (อยู่ใต้ตูดอีกต่างหาก)  ทั้งเนื้อทั้งตัว“เหมือนตัวเห็บบนหนังหมา” ตระหนักว่า เป็นคนยากคนจน แต่ก็ยังทนๆ อยู่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตอีกสักหน่อย ก็ว่ากันไป คนจนๆ อย่างเราๆ ไม่ซ้ำเติมกัน คิดในใจว่า บางคนจบออกมาอย่างไม่มีเส้นไม่มีสียังไม่รู้ว่าอยู่กันต่อไปอีกนานเท่าไร กลับไปเป็นทรัพยพยากรของประเทศดีกว่าไหม (กลับไปช่วยประเทศชาติจริงๆกันบ้าง) แต่อย่าไปหลงใหลหัวโขน ที่นั่น เหมือนนักเรียนเก่าอเมริกาบางคน  “มาเรียนด้วยทุนหลวง” แต่กลับไปรับใช้พวก “ทรราชย์”  ความรู้การศึกษาหาได้ขัดเกลา ให้พวกเขา รักชาติบ้านเมืองได้...ระดับความจิตจิตใจไม่เหมือน มะริกันชน ส่วนใหญ่  เคารพธงชาติ และเพลงชาติของเขาด้วยความปิติยินดี ทุกครั้งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังกัน แสดงออกมาด้วยท่าทีและสายตา  บอกว่ารักและซึ้งใจ  ประเทศชาติของเขาด้วยใจจริง

จะหาท่าทีและใบหน้ากิริยาเรียบเฉยไม่มีรู้ไม่ชี้กับการเคารพธงชาติ และเพลงชาติได จากนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการไทย จากประชาชนส่วนใหญ่ รวมกระทั่งนักกีฬาไทย ได้ยากยิ่ง  ที่แสดงกิริยาท่าทางอย่างขอไปที เคารพธงชาติกับเพลงชาติไทย  ไม่มีแววบ่งบอกออกมาจากตา แสดงความรู้สึก รักชาติ ข้าราชการด้วย เหมือนเบื่อๆว่า “แปดนาฬิกา” ได้  เวาลาชักธง  เราจะต้องยืนตรงเคารพ (หรือไม่ก็ตาม) ธงชาติไทย.. ปลูกฝังกันมาอย่างนั้นกันหรือ ถึงได้ไม่ค่อยจะแน่ใจว่า  “ชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฏร์ประชา เหมือนร่างกาย ถ้าแม้ชีวิตมลาย ร่างกายก็เป็นปฎิกูล””.หรือ.เพียงแต่ยังรอๆ ดูกันอยู่ว่า  “ถ้าแม้ชีวิตมลายร่างกายก็เป็นปฎิกูล” นั่นเป็นคำเปรียบเทียบได้อย่างน่าจะเข้าใจ  ประชาชนส่วนใจหลายๆ กลุ่มดังกล่าว สงสัยอยู่ในใจว่า  ราษฎร์ประชาจะตายไปด้วยจริงๆ หรือไม่..อย่างไร  เมื่อยังสงสัยกันอยู่  ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อม เตรียมกอบโกยเอาไว้ก่อน  มันจึงมีการโกงกันอย่างระยับระยำ หน้ามืดตามัว เป็นหมื่นเป็นแสนๆ ล้าน ปล้นประเทศชาติทโดยไม่ต้องใช้อาวุธ ใช้แต่อำนาจ “ทางการเมือง” แต่อย่างเดียวก็สามารถจะทำให้ประเทศล้มละลายได้... ด้วยมือด้วยตีนของคนไม่กี่คนก็ยังทำกัน

 

มาพูดถึงกะเหรี่ยงนักเรียนนอกกับความคิดความอ่านกันบ้างสักหน่อยเป็นไร  ใครก็ตามหากหงุดหงิดนักหนาถึงกับสาหัส รับความจริง (ความทุกข์)ไม่ได้ ก็ควรจะทำตัวลีบๆ เข้าไว้ก่อนจะบินกลับบ้านเก่า..มาจากไหน ก็กลับไปที่นั่น “เจ๊ากัน”ไป “ไม่มีได้ไม่มีเสีย..มีแต่เสียว” “มีความฝันเป็นรางวัลให้กับการมีชีวิตเมื่ออยู่ที่นี่.(.มะริกา) แล้ว (ถ้าสมองยังไม่ด้านหรือตันจนเกินไป)” ตื่นเถิดกะเหรียงทั้งหลาย อย่ามัวหลับไหลลุ่มหลง ตื่นขึ้นมารับความจริง ได้รับได้รู้ว่า สวรรค์..นรกต่างกันอย่างไรด้วยกันแล้วได้รับความทรงจำอย่างแสบสันต์ก่อนจะตีลังกาม้วนเสื่อ กลับบ้านในลักษณะใดก็ตามไม่มีคำว่าเสียหายหรือขาดทุน แต่ถ้าคิดจะอยู่สู้หัวชนฝา ไม่ว่าหัวจะโหนก หัวจะโน จนถึง พุงโรก้นป่อง หรือพุงโรก้นลีบก็ตาม ตัวใครตัวมันกันก็แล้ว กัดฟันกันไป ฟันของใครก็ของมัน กัดให้ฟันกร่อน เหลือแต่เหงือก เก็บเอาไว้ ให้ไม้จิ้มฟันจทิ่มเหงือก  อาจจะเสือกตายได้อย่างเ งียบๆ ดีไหม.อย่าโวยวายก่อนตาย  (มันสมควรจะตายอยู่แล้ว. ) ถ้าหากคิดว่าจะต้องกลับไปพึ่งพาอาศัยใคร(ถ้าไม่มีเส้นไม่มีสายจะผิดหวัง..อย่าได้หวังอะไรมาก อยู่ที่นี่ไปวันๆ ไม่ต้องคิดมาก อยู่ได้ไหม.. ถือคติประจำใจไว้ก่อนว่า “ตัวใครตัวมัน” อย่างมั่นใจท่องคาถาว่า “ตัวกู..ของกู” ไว้เตือนใจกันแล้ว ถ้าคิดได้ ..ก้อ..สบายใจ.. อยู่ต่อได้..ก็อยู่กันไป.. จนกว่า ร่างกายจะหดเหี่ยว..จิตใจจะหดหาย สิ้นพลังใจ  (ยอมรับสภาพว่าเป็นโรบินฮู้ด ธรรมดาๆ  น่ะดีแล้ว )

อ่านต่อฉบับหน้า