Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (5) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

มาพูดถึงกะเหรี่ยงนักเรียนนอกกับความคิดความอ่านกันบ้างสักหน่อยเป็นไร  ใครก็ตามหากหงุดหงิดนักหนาถึงกับสาหัส รับความจริง (ความทุกข์)ไม่ได้ ก็ควรจะทำตัวลีบๆ เข้าไว้ก่อนจะบินกลับบ้านเก่า..มาจากไหน ก็กลับไปที่นั่น “เจ๊ากัน”ไป “ไม่มีได้ไม่มีเสีย..มีแต่เสียว” “มีความฝันเป็นรางวัลให้กับการมีชีวิตเมื่ออยู่ที่นี่.(.มะริกา) แล้ว (ถ้าสมองยังไม่ด้านหรือตันจนเกินไป)” ตื่นเถิดกะเหรียงทั้งหลาย อย่ามัวหลับไหลลุ่มหลง ตื่นขึ้นมารับความจริง ได้รับได้รู้ว่า สวรรค์..นรกต่างกันอย่างไรด้วยกันแล้วได้รับความทรงจำอย่างแสบสันต์ก่อนจะตีลังกาม้วนเสื่อ กลับบ้านในลักษณะใดก็ตามไม่มีคำว่าเสียหายหรือขาดทุน แต่ถ้าคิดจะอยู่สู้หัวชนฝา ไม่ว่าหัวจะโหนก หัวจะโน จนถึง พุงโรก้นป่อง หรือพุงโรก้นลีบก็ตาม ตัวใครตัวมันกันก็แล้ว กัดฟันกันไป ฟันของใครก็ของมัน กัดให้ฟันกร่อน เหลือแต่เหงือก เก็บเอาไว้ ให้ไม้จิ้มฟันทิ่มเหงือก  อาจจะเสือกตายได้อย่างเ งียบๆ ดีไหม.อย่าโวยวายก่อนตาย  (มันสมควรจะตายอยู่แล้ว. ) ถ้าหากคิดว่าจะต้องกลับไปพึ่งพาอาศัยใคร(ถ้าไม่มีเส้นไม่มีสายจะผิดหวัง..อย่าได้หวังอะไรมาก อยู่ที่นี่ไปวันๆ ไม่ต้องคิดมาก อยู่ได้ไหม.. ถือคติประจำใจไว้ก่อนว่า “ตัวใครตัวมัน” อย่างมั่นใจท่องคาถาว่า “ตัวกู..ของกู” ไว้เตือนใจกันแล้ว ถ้าคิดได้ ..ก้อ..สบายใจ.. อยู่ต่อได้..ก็อยู่กันไป.. จนกว่า ร่างกายจะหดเหี่ยว..จิตใจจะหดหาย สิ้นพลังใจ  (ยอมรับสภาพว่าเป็นโรบินฮู้ด ธรรมดาๆ  น่ะดีแล้ว )  สิ้นสุดกันทีหมดหวังทุกสิ่งทุกอย่างเหลียวหน้าแลหลังตลอดมา เกือบจะรอดฝั่ง น่าจะคิดกันได้ว่า ได้รับบทเรียนในการมาอยู่มะริกา ในหมู่กะเหรี่ยง เขี้ยวลากดิน ถูกถีบถูกกัด ฝึกความอดทนกันมานานพอสมควรแล้ว พอเพียง สะใจถึงขนาดสาหัสต้อง “หยอดน้ำข้าวต้ม” กันมามากต่อมากแล้ว ..หรือว่า..อยากจะรอให้หนักหนากว่าที่ผ่านๆ มาอีกสักหน่อยก่อน จนกว่าจะเจียนตายเกือบทนอยู่ไม่ได้ สมควรแก่เวลา จะได้ขวนขวายกลับไปตายรังจริงๆ  ปิดตาปิดฉากชีวิต ในมะริกาให้สนิท ไม่ต้องบ่นไม่วุ่นวาย ดีกว่าไหม.. ถ้ายังต้องการจะอยู่ต่อไปในดินแดนของคนอื่นอย่างหมาจนตรอก  ถ้าจะต้องอยู่ต่อไปอย่าคิดมาก รอบๆ ตัวเรามีกะเหรี่ยงอยู่มากมาย ทำไมเขายังอยู่กันได้ แต่ ที่นี่ “ตัวใคร..ตัวมัน” ย้ำกันอีกที ตะโกนดังๆ จนเสียงแหบเสียงแห้ง (ทั้งน้ำตาปริ่มๆ อยู่ที่ขอบตา) หรืออยากจะฮึดสู้ ปลอบใจตัวเองว่า ขอตั้งต้นใหม่อีกที(อีกทีเดียวเท่านั้นไม่ขอถึงสองสามที) ถ้ายังมีแรงอยู่ขอลองของต่อไป ไม่มีใครห้าม  ไม่กลัวว่าจะอยู่อย่างทรหดอดทนแบบคนเคยอยู่หลังเขาไม่ได้อีก ไหนๆ ก็เคยสู้หัวชนฝากันมาก่อนว่ายังงั้นกันมาก่อน อย่าไปห่วงใยเป็นกังวลถึง ฐานะ..ความยากดี มีจน ไม่เท่าเทียมกัน มาเป็นตัวกำหนดชีวิตเรา  คำว่า “กำหนด”  มีความหมายเช่นเดียวกับก้างขวางคอในเรื่องอื่นๆ เป็นก้างขวางกั้นเรื่องของชนชั้น ความยาก ดี มี จน เป็นเส้นขนานจะให้บรรจบพบกันไม่ได้ แม้แต่เพียงครึ่งทาง  ทางใคร..ใครเดิน.. ทางใคร..ทางมัน..  มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ใครว่ามาอยู่กันในมะริกาแล้ว “เท่าเทียมกันหมด” เท่ากันหมดน่ะ.ไม่มี  มีแต่ของเทียมๆ พอๆ กันหมด อยู่ในสังคมต่างระดับ อยู่ยากส์ ยอมรับว่า หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ยกสากกะเบือตำข้าวของชาวนา (สูงท่วมหัว) ขึ้นตำข้าว..ถ้ายกไม่ไหว? ไม่ว่ากัน.. ใครไม่เห็นด้วย จะยกเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนมาอ้างว่า มีความเท่าเทียมกันอยู่ (ทั้งๆ ที่รู้ๆ กันอยู่ว่า มีก็จริง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีมากหรือน้อย ไม่เท่ากันทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในหมู่มะริกันชน... ก็ตาม ไม่ต้องเถียงกันดีกว่า  ว่าอะไรก็ว่าตามกันมั่ง มานั่งเถียงหน้าดำหน้าแดงลับฝีปากใช้คารมแสดงความเป็นปัญญาชน อวดตัวตนเป็นคนมีสติปัญญามาเกทับ กะเหรี่ยง ด้วยกันมันน่าเบื่อ (ว่ะ)

              กะเหรี่ยงชน คนต่างความรู้ (หรือไม่รู้อ่าอะไรเลย) ต่างความคิด ..ต่างระดับ ตามชนชั้นที่แยกกันแล้ว นับตั้งแต่ เริ่มจากพลัดบ้านพลัดเมืองมาอยู่ แผ่นดินเดียวกันในมะริกา จะต่างกันอยู่ที่ว่าใครจะมา มาจากบ้านนอกคอกนาหรือมาจากกรุง..ศรีวิไล  อาจจะผิดกันตรงเชื้อชาติและสันดาน เลือกไม่ได้  มา มะริกา เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่มีความกล้าอดกล้าตายอย่างเดียวกัน  หยั่งใจพอรู้ๆ  ดูๆ ใจกันพอออก รู้สึกไปถึงความคิดความเห็นที่เก็บๆ ซ่อนๆ ไว้ในจิตใจที่มอง ผ่านมาทางสายตาของแต่ละคน น่าเห็นใจ หรือว่า ถูกเหยียดหยามมามากต่อมากคละเคล้ากันไปมาแล้วก็ตาม (ในสังคมกะเหรี่ยง)  ถ้าติดตามดูกิจกรรมของกะเหรี่ยงจัดงานกันขึ้นมา ล้วนแต่เป็นงานการกุศลอยู่ในหมู่คนหน้าเดิม ตากแดด  ตากลม (อ่านว่า “ตากลม”ไม่ใช่ “ ตา-กลม”นะขอรับท่าน)  มารับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่นี่ไว้เต็มปรี่ (เกือบจะล้นขึ้นมาถึงคอหอย)  ไม่ขอต่อด้วยประโยคที่ว่า “ไม่มีความปรานีกับกะเหรี่ยงด้วยกัน พอมีเฉียดกราอยู่บ้างเป็นส่วนน้อย อย่าเอามาเป็นอารมณ์  จากกลุ่มคนไร้ความรู้สึกดี ๆ  กับกะเหรี่ยงหน้าใหม่ ที่อยากจะร่วมด้วยช่วยกิจกรรมขอกะเหรี่ยงประทับตรายูเอสเอ.มิใช่  เมดอินยูเอสเอ.โดยตรง  มีน่ะมีอยู่ แต่กว่าจะเข้ากับพวกเขา (เขี้ยวลากดิน)ได้ ต้องผ่านการสำรวจตรวจสอบ (ทางสายตาเสียก่อน) ทางที่ดีหาคำถามคำตอบจากตัวเองเอาไว้ก่อน (ทำได้ไหม) คนมาใหม่ๆ ใจฝ่อต้องอดกลั้นอดทนให้ได้กับสายตาเป็นสิบ ๆ คู่ มองหน้ากันก็รู้ว่า  สายตามองสำรวจเนื้อตัวของคนหน้าใหม่ที่อยากจะเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย (ต้องผ่านกิจเวรให้ได้ )  ...กับการมองผ่านๆ  ด้วยหางตาย้ำแล้วย้ำอีก มองตั้งแต่ปลายเส้นผมบนหัวลงมาจรดปลายเล็บเท้าตีนซ้ายมองอย่างต้องการให้ทะลุลงไปในเกือก ถ้าสั่งได้ คงจะสั่งให้ถอดดูตีนให้ละเอียดว่า หนังตีนหนาหรือนิ่ม วงศ์วานหว่านเครือเป็นผู้ดีเป็นเศรษฐี หรือเป็นไพร่สถุลไร้สกุลรุณชาติหรือเปล่า (ถ้าแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยเฟอร์นิเจอร์อย่างดีมีราคา ก็พอรับได้  ที่อยากจะถามดูให้ลึกจริงๆ ต้องถามมาว่า “มีเงินมีทอง” ไหม (จากทางบ้านที่อยู่เมืองไกล) เอามาใช้ประกอบกับใบหน้าด้วยน่าจะดีกว่า  ดียิ่งจะได้มองไม่พลาด  สายตาคมกริบแยกชนชั้น รวยหรือจน ที่มองเห็นจากเปลือกนอก มองว่า ...มันเป็นชนชั้นเดียวกันหรือเปล่า รู้กันบ้างแล้วหรือรู้มั่งไม่รู้มั่ง รู้แล้วหรือยังหรือยังว่าใครเป็นหมู่ใครเป็นจ่า  แน่นอนว่าความยากดีมีจน... เศรษฐีหรือยาจก นั่นแหละ สำคัญวัดกันที่ตรงนั้น  หยิบยกตั้งกันขึ้นมา ถือว่าเป็นมาตรฐานสากล (ของกะเหรี่ยงชนทั่วๆ ไป) สายตาแต่ละคู่มองมา (อย่างเมินเฉยไว้ก่อน) “ตอกย้ำตำใจ” เหมือนถูกทิ่มด้วยสากกะเบือดุ้นใหญ่กลางหน้าอก (ใหญ่ขนาดสากกะเบือตำข้าวของชาวนาน่ะซี) ตอกย้ำให้ช้ำชอก ก่อนตัดสินใจว่าควรจะให้ใครเข้ารวมกันอยู่ในหมู่พญาหงส์หรือควรจะให้ไปอยู่รวมกับหมู่อีแร้งอีกา...สำคัญตรงที่ ความมั่งมี หรือพอจะมีมั่ง (ประมาณด้วยสายตา) อยู่ในระดับเดียวกันหรือไม่ เป็นตัวกำหนด คิดกันให้ดีเสียก่อนว่าอย่าได้เอาน้ำมันไปผสมกับน้ำ  มันน่าเกลียดน่าชัง ถ้าจะเอาคนยากจนมาปะปนกับคนร่ำรวย  เข้ากันไม่ได้จริงๆ อย่ามาทำเป็นลิงหลอกเจ้าอยู่เลย..คุณเจ้าขา 

                ขอถาม กะเหรี่ยงชนทั่วๆ ไปไม่ว่าจะยากดีมีจน ลืมกันแล้วหรือไรว่า ได้รับการดูถูกดูแคลนจากมะริกันชน (ที่ไม่ใช่ มะริกันข้างถนน) จากพวกชนชั้นสงวนสิทธิเอาความเป็นมะริกันเอาไว้ในหมู่ของพวกเขาเอง โดยไม่มีสิทธิแท้จริงตามกฏหมาย แต่จะแสดงออกถึงอาการเหล่านั้นกับกะเหรี่ยง ให้ประจักษ์ชนิดเห็นหน้าก็รู้ใจ ใช้สายตากวาดมองตั้งแต่หัวลงมาถึงตีน เตือนย้ำว่า ไม่รู้หรือพวกเขาเป็นอภิชนคนเกิดในประเทศนี้ จะต้องถูกสายตาหวังดี..แต่ประสงค์ร้ายมองไว้ก่อน  ไม่ว่าจะไปติดต่อเรื่องงานการเกี่ยวกับตัวบทกฏหมาย ขอสมัครงาน หรือจะเป็นเรื่องขอความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ เรื่องความเจ็บป่วย ไร้งานขาดเงิน บางคนลองขอการรักษาพยาบาลฟรีดูมั่งเพราะเคยเสียภาษีมามากแล้วเมื่อยังมีงานมีการทำอยู่  กลับถูกสายตามองมาอย่างหยิ่ง ๆ ดูหมิ่นดูแคลน พูดจาเสียไม่ได้ ดูถูกสำเนียงเสียงพูดของกะเหรี่ยงชน (พูดภาษาประกิด ไม่เอาไหน) แยกชนชั้นวรรณะ แยกให้ให้อยู่ในหมู่พวก “ปัญญานิ่ม” (รวมๆ กับคนอพยพมาจากทั่วโลก) ไปด้วยกัน ตามสายตาของพวกเขา ที่มองมา ที่จริงก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปมากเท่าไรนัก  เน้นความรู้สึกออกมาทางสีหน้าท่าทาง ให้ผู้ที่กำลังฟังอยู่ รู้ว่า ถูกดูแคลนนจากมะริกันชนคนที่กำลังพูดอยู่ข้างหน้าด้วยสายตาหยาบหยันไร้มารยาท มาดผู้ดีแยงกี้มะริกันหายไปไหนหมด แล้วทำไมจะต้องยอมรับสายตาทุกคู่ ถ้าถูกมองมาอย่างเหยียบย่ำซ้ำเติมซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นเดียวกับ กะเหรี่ยง พวกชูคอหัวสูงแต่ใจเตี้ย  ตอกย้ำให้ช้ำใจมามากต่อมากแล้ว

                   ขอโทษ..อดไม่ได้ที่จะพูดถึง กะเหรี่ยงชน (คนผิดปกติจากผู้คนทั่วๆ ไป) คนอีกกลุ่ม (อย่างไม่เข้าใจ)ส่วนที่เป็นมะริกันซิติเซ่นแล้ว สลัดคราบไคลเผ่าพงษ์ วงค์ตระกูลที่มีอยู่ตั้งแต่อ้อนแต่ออก..ทิ้งไป ตัดเยื่อไม่เหลือใยไม่เหลียวหน้าแลหลังให้ขยะแขยงใจของพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นผู้เจริญแล้วเฉกเช่นมะริกันทั่วๆ ไป พวกเขามาประสบความสำเร็จในชีวิตในมะริกา  จริงๆ ก็มี ที่หลอก ๆ ก็มาก วางฟอร์มว่า  มั่งมีอยู่ในประเทศนี้ (จริงหรือหลอก.ไม่ว่ากัน. ขอให้จำเริญ..จำเริญ เถิดพรรคเพียก) พวกเขาเหล่านั้นเป็น “กะเหรี่ยงลืมตัว”  (ราคาค่าตัว ถ้าวัดกันที่จิตใจ กะเหรี่ยงลืมตัวทั้งหลายไม่ต่างกับวัวลืมตีน) ยอมรับวัฒนธรรมส่วนที่ว่า จะต้องยโส..โอหัง (เอาไว้ก่อน) นับถือกันที่ความมั่งมีหรือยากจน จะเห็นได้เด่นชัด  คนประเภท ควายลืมตัว วัวลืมตีน  มีเงินมีทองขึ้นมาบ้าง  (จากพวกหัวสูงแต่ใจเตี้ยเหล่านั้น) ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานได้เงินดี แต่ ชอบยกตนข่มท่านดูคนไม่ใช่ดูกันที่จิตใจ แต่ดูคนจากการวางฟอร์ม (โกหกหน้าตาย)  ใครเป็นไฮโซ  ใครเป็นโลเซ  ใครเป็น คนโซ..โซซัดโซเซพเนจร ชอบดันเสียจริงกับการดูถูกดูแคลนกะเหรี่ยง (ยากจน)  ทั้งยังดูถูกดูแคลนมั่วซั่วทั่วไปหมดจนถึงคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นเจ้าของประเทศ คือเหล่าเพื่อนพ้องผม “มะริกันข้างถนน” ไม่รู้ว่า “พวกมะริกันข้างถนน”  เหล่านั้น ไปทำความเดือดร้อนให้กับ “โครตเง่า” ของกะเหรี่ยงร่ำรวย ตรงไหน..มาตั้งแต่เมื่อไร ..ตั้งแต่ชาติไหน..ลืมกันแล้วหรือไรว่า พวกกะเหรี่ยง (หัสสูง ใจเตี้ย) เหล่านั้นมาอาศัยประเทศของพวกเขา มะริกันข้างถนน อยู่กินกัน ใช้บ้านเมืองของเขา เป็นที่อาศัยคุ้มกบาลหัว 

                 “คนยากคนจน” (กะเหรี่ยงชนในมะริกา)  ถูกมอง จากกะเหรี่ยงที่ยกตัวเองว่าเป็นปัญญาชน มองกะเหรี่ยง “ยากจน” เหมือนไม่ใช่คน แบ่งแยกระดับเป็นผู้ดีเศรษฐีหรือยาจก มองอย่างเยาะเย้ยเหยียดหยันถากถาง กับกะเหรี่ยงด้วยกันเหมือนไม่ใช่คน พวกผู้ดี (กำมะลอ) เหล่านั้น คงจะไม่ได้เคยอ่าน คัมภีร์ของคำสั่งสอนดีๆ จาก “หนังสือสมบัติผู้ดี” รวมทั้งบิดามารดาไม่เคยสั่งสอน (ยังพอให้อภัย) เพราะผู้ปกครองของพวกนั้นคงจะไม่รู้เหมือนกันว่า “สมบัติผู้ดีเป็นอย่างไร” รู้อยู่แต่ว่ามีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่   ที่มีติดตัวใส่สมองมากันคนละมากๆ คือ มารยาททราม ไม่มีสักอย่างที่บอกให้รู้สักข้อสองข้อที่มีอยู่ในหนังสือ “สมบัติผู้ดี”  ก็ยังเรียกกันอย่างไม่กระดากปากว่า เป็น พวกผู้ดี ทั้งความคิดความอ่านทั้งมารยาททรามเหลือรับ  พวกเหล่านั้นคงจะหาความสุขทางใจไม่ได้ แถมยังเป็นทาสของความอิจฉาริษยา ส่วนใหญ่จะเป็นพวกอยากรู้อยากเห็น จะดูกันที่ความร่ำรวยหรือยากจน กะเหรี่ยงยโส พวกที่เรียกตัวเองว่า   ไฮโซฯ ยกตูดยกก้นตัวเองขึ้นมาว่าโก้เก๋ ฉาบหน้าฉาบตา“แต่งตัวเฉิดฉันท์” แต่ไม่มีคล้าส (ไม่มีมารยาท) พวก ที่เรียกตัวเองว่า “ไฮโซฯ” (ไฮซวยตัวปลอม เหล่านั้น) ส่วนใหญ่จะขมิบเม้มซ่อนเร้นความวิปริต จิตตก ความโสมมอยู่ในสันดาน เอาไว้ อย่างเนียนๆ  (ลึกๆลงไปจะเป็นสันดอนขุดไม่ออก) อย่าไปให้ความสนใจ มองเลยกันไปดีกว่า เกะกะลูกนัยน์ตาวางท่าทีว่ามาจากตระกูลผู้ดี (ไม่รู้ว่ากี่สาแหรกแกขาดไปกี่ครั้งกี่หนกันแล้ว )  อยากจะโกหกต่อไปว่า เป็น “คนรวย” (เฮงๆซวยๆ)  แต่ความจริง หาใช่คนมั่งมีไม่ หรือจะเรียกว่า มีมั่งไม่มีมั่ง ก็ยังไม่ได้ แค่พอมีกินอยู่บ้าง..ก็เท่านั้น ชอบอวดร่ำอวดรวย  (ด้วยลมปาก) ประจบประแจงคนร่ำรวย (ตัวจริง) ให้เห็นว่า คบกันได้กับกะเหรี่ยงเขาอย่างหล่อน กับพรรคพวกที่มีแค่หย่อมเดียว กระจุ๋มกระจิ๋มว่า ไฮโซ ๆ  ที่จริงน่าจะเรียกว่า ในสังคมกะเหรี่ยงหน้าไหว้หลังหลอก

อ่านต่อฉบับหน้า