Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (6) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว 

                “คนยากคนจน” (กะเหรี่ยงชนในมะริกา)  ถูกมอง จากกะเหรี่ยงที่ยกตัวเองว่าเป็นปัญญาชน มองกะเหรี่ยง “ยากจน” เหมือนไม่ใช่คน แบ่งแยกระดับเป็นผู้ดีเศรษฐีหรือยาจก มองอย่างเยาะเย้ยเหยียดหยันถากถาง กับกะเหรี่ยงด้วยกันเหมือนไม่ใช่คน พวกผู้ดี (กำมะลอ) เหล่านั้น คงจะไม่ได้เคยอ่าน คัมภีร์ของคำสั่งสอนดีๆ จาก “หนังสือสมบัติผู้ดี” รวมทั้งบิดามารดาไม่เคยสั่งสอน (ยังพอให้อภัย) เพราะผู้ปกครองของพวกนั้นคงจะไม่รู้เหมือนกันว่า “สมบัติผู้ดีเป็นอย่างไร” รู้อยู่แต่ว่ามีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่   ที่มีติดตัวใส่สมองมากันคนละมากๆ คือ มารยาททราม ไม่มีสักอย่างที่บอกให้รู้สักข้อสองข้อที่มีอยู่ในหนังสือ “สมบัติผู้ดี”  ก็ยังเรียกกันอย่างไม่กระดากปากว่า เป็น พวกผู้ดี ทั้งความคิดความอ่านทั้งมารยาททรามเหลือรับ  พวกเหล่านั้นคงจะหาความสุขทางใจไม่ได้ แถมยังเป็นทาสของความอิจฉาริษยา ส่วนใหญ่จะเป็นพวกอยากรู้อยากเห็น จะดูกันที่ความร่ำรวยหรือยากจน กะเหรี่ยงยโส พวกที่เรียกตัวเองว่า   ไฮโซฯ ยกตูดยกก้นตัวเองขึ้นมาว่าโก้เก๋ ฉาบหน้าฉาบตา“แต่งตัวเฉิดฉันท์” แต่ไม่มีคล้าส (ไม่มีมารยาท) พวก ที่เรียกตัวเองว่า “ไฮโซฯ” (ไฮซวยตัวปลอม เหล่านั้น) ส่วนใหญ่จะขมิบเม้มซ่อนเร้นความวิปริต จิตตก ความโสมมอยู่ในสันดาน เอาไว้ อย่างเนียนๆ  (ลึกๆลงไปจะเป็นสันดอนขุดไม่ออก) อย่าไปให้ความสนใจ มองเลยกันไปดีกว่า เกะกะลูกนัยน์ตาวางท่าทีว่ามาจากตระกูลผู้ดี (ไม่รู้ว่ากี่สาแหรกแกขาดไปกี่ครั้งกี่หนกันแล้ว )  อยากจะโกหกต่อไปว่า เป็น “คนรวย” (เฮงๆซวยๆ)  แต่ความจริง หาใช่คนมั่งมีไม่ หรือจะเรียกว่า มีมั่งไม่มีมั่ง ก็ยังไม่ได้ แค่พอมีกินอยู่บ้าง..ก็เท่านั้น ชอบอวดร่ำอวดรวย  (ด้วยลมปาก) ประจบประแจงคนร่ำรวย (ตัวจริง) ให้เห็นว่า คบกันได้กับกะเหรี่ยงเขาอย่างหล่อน กับพรรคพวกที่มีแค่หย่อมเดียว กระจุ๋มกระจิ๋มว่า ไฮโซ ๆ  ที่จริงน่าจะเรียกว่า ในสังคมกะเหรี่ยงหน้าไหว้หลังหลอก

พวกเขาอยากจะเป็น”ไฮโซ” กันเสียงจริง ความจริงก็เป็นอยู่แล้ว คือ เป็นพวกโซเซ (เฮไหนเฮนั่นขอไปด้วย) อยากจะให้ถูกเรียกว่า เป็น “ไฮโซ” กันเสียจริง ออกหน้าออกตาลุกรี้   ลุกรน จน ตัวสั่นตัวงอ (เหมือนปลากระดี่แถเหงือกกระเสือกกระสนอยู่บนดิน) อยากจะให้ใครได้รู้ได้เห็น (ยอมรับ) ด้วยการ  เชิญชมเชิญมองจากเสื้อผ้าซื้อจากร้านสรรพสินค้าใหญ่ๆ ขายของมีราคา เอามาใส่ออกงานวันเดียวแล้วเอากลับไปคืนเอาของเขามาใส่ฟรีๆ    เครื่องแต่งตัวเครื่องประดับต่างๆ “โปะ” สะเปะสะปะไว้ทั่วตัว เป็นของเทียมซะส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าหามาจากไหน หามาได้อย่างไรอีกต่างหาก (หรือไปหยิบยืมใครมา)  แต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนยกตู้เฟอร์นิเจอร์ เคลื่อนที่(ไม่มีรสนิยม) ตั้งแต่ตีนถึงหัวส่วนกิริยาท่าทางการพูดการจา มีหรือ...จะไม่รู้ว่าใครเป็นใครสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่องตระกูล (ถลกหนังหัวบอกให้รู้กันแล้วละ  ยัยแจ๊วเอ๋ย (ยายแจ๋วเป็นชื่อ ที่เรียกพวกขี้ข้า หรือคนใช้ เรียกอย่างนั้นกันอยู่ในเมืองไทย)) ส่วนเกล้ากระผมเอง อยู่ในกลุ่มคนยากคนจน เข้ากันได้ผสมกลมกลืนไปกับ “มะริกันข้างถนน”  ถ้าจะวัดกันที่ ความมี ความจน ยอมรับอยู่แล้วว่า ไม่ต่างไปจาก มะริกันข้างถนน (หรือยิ่งไปกว่านั้นอีก) เป็นอีกชนชั้นหนึ่ง ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่มีความ ยโส (แต่ไม่โอหัง) ไม่ท้าทายให้ถูกเสียดสีว่า ทั้งจนทั้งโง่แล้วยัง (เสือก) หยิ่ง  ขอบอกว่าตัวเองเป็นคนจนอยู่ตามภาษาจนอย่างเจียมกะลาหัวตลอดมา ไม่เคยทำตัวเป็น “กาฝาก” ขวางหูขวางตาอยู่ในสังคมกะเหรี่ยง ก็แล้วกัน  ไม่ได้แบมือขอใครกิน..ไม่มีจะกินก็อดๆ.อยากๆปากสั่น . เท่านั้นเอง  นานๆ ไปก็ชินไปเองกินวันละมื้อก็ไม่เห็นเป็นไรพอเถไถ (หุ่นหล่อๆ พอไหว.. (เนื้อหนังหน้าท้อง จะติดอยู่กับกระดูกสันหลังแล้ว) ยังอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ  จำไว้ในใจเสมออยู่เมื่อเจอความยากลำบากว่า “ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน” กัดฟันทนต่อไป จำคำพูดที่ได้ยินได้ฟังมาใช้ เป็นยากำลัง..ว่า “ยิ้มได้เพื่อภัยมา”  

           ส่วน กะเหรี่ยงโชคดี มีพ่อแม่เป็นศรษฐี มหาเศรษฐี มีฐานะความเป็นอยู่มั่งคั่งเต็มปรี่ล้นพุง มีรัศมีสีเขียวส่องประกายแสงเหมือนสีดอลล่าร์จับใบหน้าจนหน้าเขียว (เหมือนถูกบีบจุดอ่อนที่ตรงนั้น ..ตรงนั้น) มีอยู่ไม่น้อย แต่ขอโทษที...บางคนวางตัวหัวสูง แต่ ใจต่ำตี้ย  (ต่ำกว่าส่วนสูงของคนแคระน่าจะต่ำถึงตาตุ่ม) ส่วนใหญ่จะเป็นคนแล้งน้ำใจกับกะเหรี่ยงด้วยกัน อย่าให้เซดดด์เลย ( คุณพี่..)  แม้กระทั่งเพียงแค่ยิ้มแย้มให้กัน..เท่านั้น ก็ยังหายากสส์ (คนรวยแค่ยิ้มก็ยังตีราคาค่างวดเป็นเงินเป็นทอง) ที่จริงพวกเขาส่วนมาก ยากจน ที่ขาดๆ ไปคือน้ำใจ กับกะเหรี่ยงด้วยกัน พูดไม่ออกบอกไม่ถูกถึงปานนั้นทีเดียวเชียวละมันช่างขนน้ำใจกันจริงๆ  ผมผู้ประสบพบพานแต่ความเหลวเป๋ว..เละตุ้มเป๊ะ มีชีวิตล้มลุกคลุกฝุ่น  ทั้งยืดทั้งยืนไม่ขึ้นตลอดมา  เริ่มตั้งแต่อยู่ในมะริกาในฐานะนักเรียนหน้าแก่ที่สุดในชั้นเรียน นอกจากแก่ด้วยอายุแล้ว ยังกร้านเพราะตรากตรำทำงานแบกจ๊อบ จนกระดูกกรอบเป็นข้าวเกรียบ ปวดกระดูกข้อต่อไปทั่วร่าง ตากแดดตากลม (อีกต่างหาก) ) ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องประคองตัวไว้ไม่ให้ถึงกับดับดิ้นสิ้นใจลงไปในบัดดล ประคองร่างกายไว้ให้พอมีกำลังวังชาเอา  กินน้ำเปล่ามากๆ  เกินกว่าวันละแปดแก้วแก้หิว ได้กลิ่นคลอรีนสดๆ จากน้ำก๊อกสำหรับถูบ้านเช็ดบ้าน ล้างโถส้วม รดต้นไม้ ไม่ใช่น้ำชนิดกลั่นกรองมาแล้วสำหรับดื่มกิน   ใช้หยาดเหงื่อแรงงานลุยทำมาหากินตัวเป็นเกลียวหัวหมุนเป็นลูกข่าง จนผ่ายผอมตูดแฟบเป็นเส้นตรง ไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง คล้ายๆ ไม้เสียบลูกชิ้น ถึงประมาณนั้นเชียวละ..ยังพอทนอดได้ไม่ถึงตาย กัดฟันต่อไป จนกว่าฟันจะกร่อนลงไปถึงเหงือก ต้องเก็บตังค์จากรายได้น้อยนิดส่งเสียตัวเองเป็นค่าเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ อยากจะได้ปริญญาเมืองนอกกับเขาสักใบไว้เป็นลายแทงขุมสมบัติ ประกันว่าจะไม่อดตายในอนาคต เรียนหนังสืออย่างมึนๆ ไม่ค่อยจะรู้เรื่องในมหาลัยอยู่นานพอสมควร จนหัวโตพุงโรผอมกะหร่อง เพราะเป็นโรคกระเพาะ(ในท้องขาดอาหารอยู่บ่อย ๆ) กินไม่เป็นเวลา ที่ยิ่งกว่านั้นเข้าไปอีก มิมีจะกินก็อด บ่อยๆ เข้า  น้ำย่อยในท้องรออาหารอยู่ จนทนไม่ไหว เมื่อไม่มีอาหารตกถึงท้อง ก็กัดไส้กัดกึ๋นของตัวเองไปตามเรื่องตามราว (ชนิดไม่ต้องถามไถ่กันก่อน เพราะในท้องในไส้รู้ล่วงหน้ากันมาแล้วบ่อยครั้ง)  ไม่มีอาหารอยู่ในกระเพาะพอจะย่อยเล่นได้  อดยิบอดยับทั้งอดหลับอดนอน ด้วยว่าปิดตาไม่ลง ด้วยความวังเวงและกังวล จนมีความชำนาญขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ทำท่าว่าจะเหี่ยวแห้งหัวโต อดตายลงไปให้ได้จริงๆ ที่หวังเอาไว้ว่าจะได้รับปริญญาตัดขาดจากความคิด จากสมองไปนานแล้ว  สงสารตัวเองที่ตีราคาค่างวดของปริญญาไว้สูงส่ง (เดช) ชนิดที่เรียกได้ว่า “อดตาย”ไม่ว่า ต้องการปริญญาไว้ไปติดข้างฝาที่ทำงานในเมืองไทย จะได้ไม่ถูกเพื่อนร่วมงานที่จบปริญญาเมืองนอก มองมา ทำท่าหยิ่งใส่พูดไทยคำอังกฤษคำ (ทำเหมือนว่า “แม่ง” หอบหิ้วกันไปเกิดที่อังกฤษหรือมะริกา ) กะเหรี่ยงหลังเขา (น่าจะเป็นผมคนเดียวเป็นคนแรก และเป็นคนสุดท้ายด้วย) หน้าตาคงจะบอกว่า ให้ดูสารรูปตัวเองเสียก่อน (สิวะมึง) ยอมรับว่าไม่ใช่คนโง่เฉยๆ (ยังโง่..อิ๋บอ๋าย อีกต่างหาก)  เลยต้องขวนขวายมามะริกา ต้องการมีชื่อว่ามีภูมิปัญญแน่นหนาล้นพุง (เหี่ยวๆ) จะได้เดินถ่างขา วางท่าเดินขาถ่างหุบไม่ลง เหมือนคนไข่ดันบวมอยู่ตลอดเวลา (เลียนแบบนักเรียนนอกส่วนใหญ่)  รู้สึกว่า พวกนักเรียนนอกเหล่านั้น (อังกฤษ มะริกา) ภาษาพูดดี จนถึง นักเรียนนอกมาจากฮ่องกง (แม่งพูดภาษาจีนเก่งอยู่แล้วอยู่เมืองไทยได้เปรียบกว่า คนพูดภา ษาไทยได้อย่างเดียว) แถม มีปริญญาเมืองนอกช่วยเสริมบารมี พูดเก่งถึงสามภาษาไทย ภาษาอังฤษ ภาษาจีน เคยประสบพบเห็นจากคนที่เข้ามาทำงานด้วยกันที่เมืองไทย ยังติดหูติดตา กวนประสาทอยู่ร่ำไปไม่รู้หาย  ก่อนจะตัดสินใจ “มาอดตายอยู่ที่นี่” กำลังจะบรรลุถึงความคิดว่า จะมาอดตายในมะริกา ใกล้เขามาแล้ว  มองเห็นแสงสว่างรำไรอยู่ข้างหน้า ทำท่าว่าจะมีเวลาเหลืออยู่ริบหรี่ น่าจะจบสี้นสุดกันทีกับการเล่น ยี่เกหลงโรง กำลังร่ายรำทำเพลงอยู่ในลอส แองเจลิส ใกล้ถึงเวลาจะปิดม่าน (ตา) ลงอีกในไม่ช้าไม่นาน  ให้นึกสงสารตัวเองที่ดิ้นรนกระเสือกกระสน ฝ่าแดดฝ่าฝนฝ่าลม มาไกลเพื่อต้องการกระดาษใบเดียว“ปิดหัวล้านยังไม่มิด” เลยต้องคิดปลอบใจตัวเองตามประสาจนว่า ที่อยู่มาได้ แบบไร้ญาติขาดปริญญา มาแบกจ๊อบเป็นจับกังนักเรียนนอกมาได้ด้วยหัวใจแข็งแรง กลับอ่อนแอระทดระทวยหัวหดลงไปแทบจะถอดใจ เพราะความทุกข์ระทมทับถมจิตใจขึ้นมาเรื่อยๆ  สงสารตัวเองที่ไม่มีเงินไม่มีทอง (ดันเสือก) พาตัวตนมาอดๆ อยากๆไปด้วย ถึงกระนั้น ก็น่าจะพอใจ ยังไม่ถึงกับตัวลีบเป็นหอยเสียบ ไม่ตายหองตายอ่า...สักที  น่าจะอยู่หายใจได้ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง... ถ้าทำอย่างคิดได้สักนิดปรับตัวเองอีกสักหน่อย ไม่ต้องขวนขวายแบกจ๊อบมาหาเงินส่งเสียเป็นค่าเทอม น่าจะทำให้มีชีวิตชีวามีความเป็นอยู่ดีขึ้นบ้าง (จะได้ระริกระรี้เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ) เก็บหอมออมอดมาก็นาน ถ้าจะเก็บ เก็บเงินค่าเทอมไว้ใช้เองน่าจะดีกว่า ทิ้งสารรูป หัวโต พุงโร ก้นลีบ ไว้เป็นหลักฐานว่า มันน่าจะอดตายไปนานแล้วคนโทรมประเภทนั้น แต่ใจสู้ยังอยากอยู่ยังไม่อยากจะตาย  ร่างกายกลับกลายเป็นเหมือน “คางคกตากแห้ง” เพราะต้องถนอมออมเก็บเงินรายได้ ไว้จ่ายเป็นค่าบูชาครูบาอาจารย์ เลยขอกราบลาพระอาจารย์ เดินออกมาจากมหาลัย (มหาหลอก) ด้วยประการฉะนั้น ถามใจตัวเองว่า คิดมาก่อนแล้วหรือยัง ที่พูดอย่างนั้นน่ะ ไม่กลัวว่าจะเสียหน้าเสียฟอร์ม ..มั่งหรือ..  ผมเป็นคนหน้าตาขี้เหร่อยู่แล้ว หน้าตาเหลืออยู่สองนิ้วเหมือนเดิม ไม่มีฟอร์มที่จะต้องวาง ไม่เคยหล่อเพราะไม่มีฟอร์มที่จะต้องเก๊กหน้าให้ดูดี เหมือนใครอื่น “มีแต่เจ๊ากับเจ้งไม่มีอะไรจะเรียกได้ว่าเสียหายมากไปกว่า  ที่เคยเสียแล้วเสียอีกมาก่อน  ที่เสียแล้วเสียไปหาใหม่ดีกว่า (ไม่รู้ว่าจะหาหอกหาดาบอะไรที่ไหนไปทำไมอีก)  ไม่ใส่ใจจะเก็บเอาความผิดหวัง เสียอกเสียใจฟูมฟายตีอกชกลม (จะตีอกชกตัวก็กลัวเจ็บ) มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก..บอกตัวเองว่า  ความเป็นไปและเป็นมาที่ขื่นขมระทมทุกข์มีหมดทุกรสชาดแล้ว.. เรียกได้ว่า “เกิดมา..ไม่เสียชาติเกิด”  แทนที่เคยเครียดมาก่อนอย่างหดหู่ ถึงท้อแท้ใจว่าที่ลำบากลำบนอยู่ในชาตินี้ คงเพราะ “หมาจะเกิด.. “ชิงหมาเกิด” จริงๆ ด้วย ทำให้จิตใจหวั่นไหวน้อยลงไป (อยู่เพื่อใช้บาปใช้ทำที่ทำกับหมาไว้ ตั้งแต่ชาติไหนไม่รู้)

อ่านต่อฉบับหน้า