Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (7) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว 

...ผมเป็นคนหน้าตาขี้เหร่อยู่แล้ว หน้าตาเหลืออยู่สองนิ้วเหมือนเดิม ไม่มีฟอร์มที่จะต้องวาง ไม่เคยหล่อเพราะไม่มีฟอร์มที่จะต้องเก๊กหน้าให้ดูดี เหมือนใครอื่น “มีแต่เจ๊ากับเจ้งไม่มีอะไรจะเรียกได้ว่าเสียหายมากไปกว่า  ที่เคยเสียแล้วเสียอีกมาก่อน  ที่เสียแล้วเสียไปหาใหม่ดีกว่า (ไม่รู้ว่าจะหาหอกหาดาบอะไรที่ไหนไปทำไมอีก)  ไม่ใส่ใจจะเก็บเอาความผิดหวัง เสียอกเสียใจฟูมฟายตีอกชกลม (จะตีอกชกตัวก็กลัวเจ็บ) มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก..บอกตัวเองว่า  ความเป็นไปและเป็นมาที่ขื่นขมระทมทุกข์มีหมดทุกรสชาดแล้ว.. เรียกได้ว่า “เกิดมา..ไม่เสียชาติเกิด”  แทนที่เคยเครียดมาก่อนอย่างหดหู่ ถึงท้อแท้ใจว่าที่ลำบากลำบนอยู่ในชาตินี้ คงเพราะ “หมาจะเกิด.. “ชิงหมาเกิด” จริงๆ ด้วย ทำให้จิตใจหวั่นไหวน้อยลงไป (อยู่เพื่อใช้บาปใช้ทำที่กับหมาไว้ ตั้งแต่ชาติไหนไม่รู้)

จากเคยอยู่ในฐานะจับกังนักเรียนนอก...(หลอกตัวเองเรื่อยๆมาก็หดหู่อยู่แล้ว) เปลี่ยนสภาพไป ด้วยความเห็นดีเห็นงามตามใจฉัน  เลื่อนวิทยฐานะนักเรียนนอกกระจิบกระจอกงอกง่อยลงมาอยู่ในระดับ โรบินฮู้ด เต็มตัว  พร้อมๆ กับวีซ่าวีเซ่อขาดกระจุยกระจาย ต้องหลบๆซ่อนๆ ทำงานมั่งตกงานมั่ง มีก็กินไม่มีก็อด (เรียกว่า ทั้งอดทั้งทน ก็ย่อมได้) เกือบจะมอดม้วยมรณัง ด้วยโรคขาดอาหาร มานานแล้ว ได้แต่ปลอบใจตัวเอง แขม่วท้องให้ตัวลีบเป็นตัวเห็บตัวเล็นเข้าไว้  (บางทีก็หายหิวได้เหมือนกัน) อยู่รอดมาจากเงื้อมมือเงื้อมเท้าคนที่เคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อนที่โรงเรียน (หรือมหาลัยในระยะสั้นๆ) ทั้งกับ กะเหรี่ยง บางคนที่โหดแล้วได้ดี (เพราะการวางฟอร์ม) จะเรียกว่าเป็นเพื่อนก็ไม่ได้ มันกระดากปากอย่างไรพิกล บางคนยังสอดส่ายสายตามอง เป็นห่วงเป็นใย (เกินกว่าน่าจะขอบคุณ) เป็นห่วงอยู่ที่ว่า  “ทำไม..มึง(คือผมขอรับท่าน) ถึงยังไม่อดตายจริงๆ เสียทีวะ..  เป็นคนหรือยควาย ทำไมมันทนได้ถึงเพียงนั้น”

ที่ยังอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ไม่ถึงตาย เพราะมีความอายอยู่บ้างว่า ถูกเฉดหัวจากโรงเรียน(ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ) เพราะใจตก..ไม่ได้ตกใจ   อย่าได้บอกใครเชียวว่า ความจริงไม่มีสตังค์จะเสียค่าเทอม (ถูกเฉดหัวด้วยความสมยอม)  เคยฝันหวานว่าอยากจะมี “ปริญญา” บ้าง พูดถึงปริญญาเคยใกล้ชิดอยู่กับ “ปริญญา ไม่เห็นว่า มันจะมีกึ๋น. ที่ตรงไหนมาตั้งไหนแต่ไรกว่าจะรู้ว่า เพื่อนๆ พูดถึง ปริญญา ปริญญา มีแต่รวยเอาๆได้  กว่าจะถึงบางอ้อ รู้ว่า ปริญญาที่พูดๆถึงกัน เคยเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อยู่หลังเขา คนที่ชื่อ ปริญญา คนนั้น  (ทำธุรกิจส่วนตัว) เพราะมีบุญช่วยนำพาวาสนาส่ง ช่วยหนุนนำมากกว่าจึงได้รวยเอารวยเอา  ยอมรับว่า  “เรื่องบุญวาสนา แข่งกันไม่ได้” เลิกคิดถึงเรื่องความล้มเหลวได้แล้วในชาตินี้ ไม่อยากจะแหกตามองหาอนาคต อนาเคล็ดอะไรให้เจ็บปวดไปมากกว่านี้อีก เกมส์ไอ้เกร์เมื่อไหร่ ไอ้กะเหรี่ยงหน้าจืด ตัวลีบเป็นหอยหลอด แถมยังไม่เจียมตัว ยังหน้าด้านอยู่เป็นโรบินฮู้ด โต้ลมโต้แดดโต้ฝนทนนอนตัวสั่นยามหนาวมากๆ ถึงกับงันงก  แต่ไม่ค่อยหนาวอกหนาวใจ เพราะไม่เคยคิดจะแก้ไขด้วยการ “เอาเนื้อมาห่มเนื้อ” คิดอย่างนั้นไม่ได้ มันบั่นทอนจิตใจ จะทำให้ว้าเหว่โหวงเหวงวาบหวิว พิร่ำพิไรน้อยอกน้อยใจในโชคลาภวาสนายิ่งขึ้น เพิ่มความทุกข์ให้ตัวเองเสียจริตไปอีกเปล่าๆ กัดฟ่น ทนความอดอยาก จนเนื้อตัวหน้าตาเหี่ยวย่นลงไปอย่างรวดเร็ว เร่ร่อนมานานแสนนานแล้ว

พ่อแก้วแม่แก้วเอ๋ย ทุกวันเวลาที่ผ่านมาเหมือนถูกตามล้างตามผลาญ ตามจิกตามเขกหัวกบาลจากกรรมเก่า  เกินกว่าจะพูดว่าสาหัสเป็นนักเป็นหนา น่าจะปิดม่าน “จับกังนักเรียนนอก”สิ้นสุดกันเสียทีหมดกำลังใจ  ความกระสันต์หดหายไปกับความต้องการปริญญาหลุดลอย ไม่มีวันกลับ  ไหนๆ ก็ไหนๆ ตีนชี้ฟ้า หน้าตายับยู่ยี่ ทิ่มดินอยู่แล้ว ในมะริกา ฮึดสู้ขึ้นมาอยากจะอยู่หาประสบการณ์ แสบๆ กว่านี้มีอีกไหม อยากจะรู้ว่า ที่ว่าสาหัสบรรลัยจนเกินทนเป็นอย่างไร (บ่นไปปาดน้ำตาไป) ที่เคยเจอ มีแต่ บิดๆ เบี้ยวๆ ไม่มีเปรี้ยวไม่มีหวานให้อม  มีแต่ขมให้กลืน ยังทนได้ ไหนๆก็ไหนๆ จะอยู่อย่างคนไม่ต้องมองไปข้างหน้า ..หรือเหลียวหลังแล้ว เลิกคิดไขว่คว้าหาประสบการณ์ “หวานแหวว”(เหมือนขอทาน(ไม่เจียมตัว)อยากจะนั่งเครื่องบินเที่ยวรอบโลก  ใฝ่สูงเหมือนกระต่ายหมายจันทร์ มาประโลมให้ชื่นใจ ลืมเสียเถิดอย่าคิดถึง หันหน้ามาสู้กับความจริงดีกว่า ได้คิดได้เห็นเป็นประจักษ์ (สว่างจิต) แล้วว่า  ชีวิตที่ผ่านๆ มาหลายปียากจนข้นเข้มไม่ต่างไปกว่า ขอทานข้างถนน ในประเทศของคนอยู่หลังเขา จะมีอะไรที่ย่ำแย่ยิ่งไปกว่านี้อีกไหม อย่าได้โทษชะตาดีกว่า อยู่ที่ว่าไม่รู้จักเจียมตัว มาตั้งแต่ครั้งกระนั้นจนถึงครั้งกระนี้ ..มากระโดดโลดเต้นไขว่คว้าหาปริญญา  แล้วประจักษ์ใจว่า“ไอ้งั่งเอ๋ยไม่เจียมตน” สิ่งที่เคยคิดมันสวนทางกับฐานะความเป็นอยู่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่ละอย่างแต่ละชนิดผลัดเปลี่ยนประดังกันเข้ามา น่าบัดสีบัดเถลิงไม่มีชิ้นดี เหลืออยู่แต่ร่างกายบักโกรก กับลมหายใจระรวยๆ สูดลมหายใจเข้าไม่เต็มปอด อายตัวเองไม่เคยคิดไม่เคยทำสิ่งที่เรียกว่า ความสำเร็จมาก่อน แค่ขอคิด เอาตัวรอดวันนี้อยู่เรื่อยๆไปก่อน วันต่อวัน เรียกกำลังใจกลับมาใหม่  เลิกคิดถึงวันพรุ่งนี้..ให้งุ่นง่าน หนทางต่อจากวันนี้เป็นต้นไป มีให้เลือกอยู่สองทาง “อยากจะตายอย่างหมาข้างถนน หรือ อยากตายอย่างเขียด” ให้เลือกได้อย่างเดียว ก่อนจะหมดลมหายใจลงไปในวันนี้ ขอตายอย่างเขียด ดีกว่า อย่าเพิ่งตายอย่างทุเรศทุรังเกินไปถ้าจะตายอย่างหมาข้างถนน (แย่งหมาเกิดมาแล้ว อย่าไปแย่งหมาจะตาย อีกเลย)  ถ้าขอได้ “จะขอกลับไปตายรัง”  จะเอาศพไปฝังป่าช้าวัดไหนก็ได้ หรือจะเอาไปเผาให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน โยนขี้เถ้าทิ้งทะเลไป  ไม่เกี่ยงงอนแต่ประการใด

จบสิ้นกันที ความอยากมาเรียน “ไขว่คว้าหาปริญญา” หาอนาคตแจ่มใสทำให้ดิ้นรนเผยอหน้ามามะริกาไขว่คว้าสิ่งของต้องประสงค์ เกินกว่าความสามารถของตัวเองมีอยู่ จนกลายป็น “ความชั่วร้าย” ทำลายตัวอยู่ทุกวี่ทุกวัน  (ไม่เจียมกะลาหัวอีกต่างหา)  สมควรแก่เวลาจะต้องปิดฉากเพ้อๆ ฝันๆ รูดม่านสีดำจบสิ้นกันที ตื่นเสียทีเถิด ตื่นจากที่เคยฝันไว้ว่า จะมาเรียนให้จบปริญญา ถ้าอยู่ต่อไปก็ควรจะพอใจในความเป็นอยู่ยู่ยี่ยับเยิน  เฉกเช่น “มะริกันข้างถนน” แต่ความไม่พร้อมจมปลักอยู่กับความยากจนบังคับให้ต้องอยู่ยาวต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อทำงานหาสตังค์ไว้ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านไปตายรัง  ที่บ้านเกิดเมืองนอนควรจะมีสตังค์ติดกระเป๋าบ้างสักร้อยสองร้อยดอลล่าร์ (ถ้ามากไปนิดๆหน่อยๆก็อย่าว่ากัน)   พอจะอยู่ได้ถูไถไปก่อนก็ยังดี ถ้าไม่ซวยซับซวยซ้อน “เกมส์ไอ้เกร์”เสียก่อนเมื่อไร  ..เมื่อเอย..ก็เมื่อนั้น....หมดตัว  (ไม่มีเหลือแม้กระทั่งตั๋วจำนำ)  .เหลือแต่กางเกงในกับเสื้อกางเกงที่สวมใส่อยู่กับอีกชุด (สุดหล่ออยู่ชุดเดียวเชียวละ) ไม่มีมากไปกว่านั้นแม้กระทั่งตั๋วจำนำ เคยมีติดตัวมาก่อนนิดๆ หน่อยๆ ขาดอายุแล้ว เช่นเดียวกับหนังสือเดินทาง ถ้าโชคดี ถูกส่งตัวกลับเมืองไทย (หลังจากฝันว่าจะมีเงินติดกระเป๋าร้อยสองร้อย)ไปตายบนแผ่นดินบ้านเกิด (มานอนไม่เต็มตาอยู่ในมะริกาเสียนาน) ก่อนตายจะได้ยืดอกอำลา “บ๋าย..บาย มะริกา” ด้วยความขอบคุณมะริกันส่วนใหญ่ รวมทั้งทั้งขอบคุณมะริเกิร์ลบางคนที่คิดถึงคนึงหารำลึกถึงบุญคุณ แต่สำหรับ “ไอ้เกร์”น่าจะขอบคุณมากยิ่งขึ้น ถ้าได้รับความเมตตามีช่วยกรุณาจับส่งตัวกลับบ้าน (หลังเขา)  ชีวิตนี้ไม่อยากกระเสือกกระสนดิ้นร่านดิ้นรนจะไปไหนอีกแล้ว หลังความตายจะไปไหนก็ได้ ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นนรกหรือสวรรค์  ชาติที่เกิดเป็นคนมีประสบการณ์เพียบได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาชีวิต อยู่หลายปีเรียนรวมกันกับเพื่อนนักศึกษาที่เป็นมะริกันซิติเซ่นทั้งหนุ่มทั้งสาว (จบลงไปเสียที) 

กะเหรี่ยงยากจน คนน่ารัก (น้อย) น่าชัง (มากกว่า) อยู่อย่างคน ไม่มีหัวนอนปลายตีน หัวนอนปลายตีนเปะปะขัดสนอยู่ในแวดวง “มะริกันข้างถนน”ชีวิตตกต่ำจนตูดเตี้ยเดินคล้ายไก่แจ้ยังไง..ก็ยังงั้น เป็นคนมีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ต่างกันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน อยู่กับเพื่อนๆ  “มะริกันข้างถนน” ได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสชนชั้นยากจนสุดๆ ของมะริกา มาอย่างเต็มคราบไคล มีประสบการณ์มากเกินพอ ล้อเล่นกับชะตากรรมมาช้านานอยู่อย่าง “อับโชคลาภวาสนา” น่าจะเรียกได้ว่า อยู่อย่างหมาจนตรอก มีแต่ความผิดหวัง  แต่ยังดีที่ได้ มะริกันข้างถนน ผูกพันกันมากับ แน่นแฟ้น คงเส้นคงวา แยกกันไม่ออก สัมผัสอยู่บ่อยๆ กับความขมขื่นใจ บางครั้งถึงกับทรุดเข่านั่งพับเพียบเรียบร้อยอ่อนแรงอ่อนอกอ่อนใจท้อแท้ สลับกันไปมานานพอสมควรแก่เวลา  สุขภาพก็แย่ลงๆ สิ้นเรี่ยวแรง ไม่มีได้ ไม่มีเสีย ไม่มีเสียว จะมีอะไรที่มากไปกว่านั้นอีกไหม หมดกำลังใจ มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน ได้แต่บ่นให้ตัวเองฟังอย่างน้อยอกน้อยใจในความอาภัพอับวาสนา ชีวิตที่ยังเหลืออยู่อีกขั้นเดียวก็บรรลุถึงขั้นสุดยอด มากกกว่าทุกอย่างที่ผ่านมาทุกขั้นตอน ที่ยังไม่ครบถ้วนดี คิอ “ถือกระป๋อง” ขอทาน จะไม่ยอมมีลมหายใจอยู่อีก ถ้าไปถึงขั้นนั้น “มาตัวเปล่า..กลับตัวเปล่า” น่าจะพอกันที  ขอยกเว้นอาชีพ “ขอทาน” สักงานเดียว จะไม่ทำมาหาเลี้ยงชีพ อย่างนั้น พอกันที เจ๊ากันไป ( เจ้าบุญนายคุณทั้งหลาย หมาน้อยธรรมดาตัวนี้ ขอกราบลา) ) จะเอาอะไรไปมากกว่า  อยู่มานานผลาญข้าวปลาอาหารในมะริกามาก็ไม่น้อย หมดความกระสันต์สุดสิ้นกันทีความยากจนข้นควั๊กเหนียวหนึบอยู่นานเพราะอยากจะมาดูโลกกว้าง (ในแวดวงที่ตัวเองเป็นอยู่ เห็นแค่สามวาสองศอก เท่านั้น) มาเรียนรู้ประสบพบเห็นมากมายหลายขบวนท่า มากกว่าเรียนอยู่ในห้องเรียน เรียนรู้จริงๆ จากของแท้ ทั้งอด ทั้งอยาก จริงๆ แต่ยังได้ได้สัมผัส มหาลัยโลก มหาวิทยาลัยชีวิต เป็นนักศึกษาร่วมกับ “มะริกัน” ใน “มหาลัยชีวิต” ตัวจริงเสียงจริง มีประสบการณ์ได้จากเพื่อนๆ มะริกันข้างถนน ผู้คนที่เข้าถึงความหมายคำว่า “ชีวิต” อย่างแท้จริง ไม่มีสูงต่ำดำขาว มั่งมีหรือยากจน ผู้ดีหรือยาจก ความเป็นคนยากคนจนเหมือนเส้นตรงเส้นเดียวกัน มีหรือไม่มีอะไร ไล่ๆเรี่ยๆ กัน ไม่ต้องประกวดประชันแข่งขันกันไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ไม่ดูถูกดูแคลนกันและกัน มีฐานะความเป็นอยู่เท่าเทียมเรียบง่าย (มิมีจะแด็กส์)ไม่แตกต่างไปกว่ากันมากนัก  ได้เรียนรู้จากมหาลัยชีวิต มี “ความจริงใจต่อกัน” ขอขอบคุณเพื่อนๆ มะริกันข้างถนน ทุกคนไม่มีวันลืม

ถ้าจะกลับบ้านเกิดเมืองนอน ด้วยเหตุที่ว่าอยู่ต่อไปไม่ได้ (ไม่ไหวแล้วคุณขา... หมดเวลาขอลาก่อน)  กลับไปรำ (ยี่เก) ต่อที่เมืองไทยขอให้รับไว้ในฐานะกะเหรี่ยงตกยาก ( คลานสี่ตีนกลับบ้านแล้ว).จะอยู่อย่างตัวเจียมตนตีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมไม่อับอายจนถึงกับต้องขายหน้าให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นเทวดา หรือเป็นคน. (ตัวเองอนาคตทั้งหดทั้งยืดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว)  ไม่อยากจะบอกใครๆ ก็ตามว่า เคยมาอยู่มะริกาจะเม้มปากให้สนิท ปิดปากไว้ให้เงียบจะไม่บอกใครเลยเชียวว่า อยู่ แอลเอ มานาน นักเรียนเก่าอเมริกาที่เมืองไทยมีอยู่มาก จะได้ไม่ตกใจ ถ้ารู้ว่า “ไอ้คนหน้ตาาเหมือนหมา” ที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันเคยไปมะริกามาด้วย  คงจะถูกตะคอกตอกหน้าว่า “เอ็งเคยไปอยู่อเมริกามาจริงๆ หรือ อย่าแหกตากันดีกว่า สารรูปอย่างเอ็ง ถ้าไปที่นั่นจริงเป็นได้แค่ “มะริกัน (ขี้ยา) ข้างถนน” คนหน้าตา อย่างเอ็งน่ะหรือ อมพระมาพูด..ก็ย้งไม่มีใครเชื่อ.. 

คนอย่างผม ไม่มีความน่าเชื่อถือ ยังพอรับได้ มีแต่ตัวเองเท่านั้นรู้อยู่กับใจว่า พูดเรื่องจริง ไม่อยากจะโต้เถียงกับใคร  เพราะรู้ว่า สารรูปตัวเองมันอยู่ในลักษณะ..หงอ ๆ..งอๆ หงิก ๆ เหงาหงอย ..หมดสภาพน่าเชื่อถือ  รู้ตัวดีกว่าใครๆ ว่า อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ ชีวิตมะริกันข้างถนน  ชีวิตของ มะริกันชน (กลุ่มน้อย) อยู่อย่างไร้ค่า ติดเหล้าติดยาเสพติดกันเป็นส่วนใหญ่  (อย่างน้อยๆ ก็กินยานอนหลับ ยาแก้ปวด (หัวใจ).กัน.วันละสามถึงห้าเม็ด คิดกันว่าจะช่วยทำให้สลึมสลือได้)

อ่านต่อฉบับหน้า