Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (8) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

                    คนอย่างผม ไม่มีคนเชื่อถือ ยังพอรับได้  แต่ตัวของตัวเองเท่านั้นเชื่อว่า พูดเรื่องจริง จึงไม่อยากจะพูดจาโต้เถียงกับใคร  เพราะรู้ว่า สารรูปตัวเองมันอยู่ในลักษณะ..หงอ ๆ..งอๆ  หงิก ๆ เหงาหงอย ..  รู้ตัวดีกว่าใครๆ ว่า อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ ชีวิตมะริกันข้างถนน  ชีวิตของ มะริกันชน (กลุ่มน้อย) อยู่อย่างไร้ค่า ติดยาเสพติดกันเป็นส่วนใหญ่  อย่างน้อยๆ ก็กินยานอนหลับ ยาแก้ปวด (หัวใจ).กัน.อย่าวันละสามถึงห้าเม็ด คิดกันว่าช่วยทำให้สลึมสลือได้  ยากจนตัวคนเดียว แต่ยังภูมิใจว่า เป็นกะเหรี่ยงชน คนหลังเขา ตัวจริงเสียงจริง (ที่เผยตัวตนออกหน้าออกตา)  “หุ่นไม่ให้ แต่ใจสู้”  ยังคงอยู่ต่อมาเรื่อยๆ มาเรียงๆ ยาวนานจนรากจะงอกแล้วยังไม่เกมส์สักที อาจจะเป็นเพราะบุญน้อยบาปหนาบุญปัญญาบอด ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนกระวนกระวายอยู่ในโลกกว้างไร้ญาติ ขาดจี๊ (แปลว่าขาดทรัพย์ครับผม... )ไม่ใด้คิดลึกถึงกับอยากจะเขียนว่า.ขาดจิ๋ม เคยคิดอยู่ว่าถ้าได้รับความกรุณาจริงๆ จะเขียนคำนั้นด้วยความนับถือแล้วจะยกย่องว่า เป็นผู้ที่มีบุญคุณ คนหนึ่งในชีวิตกันเลยทีเดียวเชียว  ขอขอบคุณในความหวังดีให้ความกรุณา (แค่ลมปาก) ถึงเพียงนั้น แม้ว่าเพียงแต่จะคิดด้วยความหวังดีอยู่ในใจ ก็ขอชื่นชมไปอย่างลมๆ แล้งๆ)

                   ผมยังอยู่ได้เรื่อยๆมา  (จะเรียกว่าอยู่อย่างหมาจนตรอก ก็ไม่ว่ากัน) ดิ้นรนกระเสือกกระสนเดินเด้งหน้าเด้งหลังเป็น “ไอ้เท่ง” ตัวตลกในหนังตะลุง หรือเป็นคล้ายปลาดุกคลุกขี้เถ้า แถเหงือก (จนปลิ้น) อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะกรรม.. กรรมใครกรรมมัน...กำกันไว้ให้แน่น ๆ คนละกำสองกำ ดิ้นรนกันต่อไป ถ้ายังไม่หมดลมหายใจเสียก่อน.. อย่าคิดทำร้ายทำลายตัวเอง เชื่อผมเถิดว่า “เกิดยาก..ตายง่าย” ที่เกิดมายากจน เพราะทำกรรมดีไว้น้อย คิดว่า เมื่อตายแล้วเกิดใหม่ ถ้าไม่มีบุญเกื้อหนุนอยู่บ้าง อาจจะเกิดเป็น หมาขี้เรื้อนข้างถนน (อย่าถึงอย่างนั้นเลย)  ยอมทนอยู่อย่าง “มะริกันข้างถนน” ต่อไปจนกว่าจะเฉาตายไปในที่สุด ปลอบตัวเองว่าอย่าได้คิดน้อยอกน้อยใจไปเลย เมื่อพวกเขาเหล่านั้น มะริกันข้างถนน ส่วนใหญ่เกิดในประเทศนี้ ยังยอมอยู่ (อย่างจำใจยอม) ผมมองผองเพื่อนคนข้างถนนด้วยกัน ยังอยู่กันได้อย่างเขียมๆ มองแล้วสลดหดหู่อยู่ในหัวใจ ถึงแม้จะอดๆ อยากๆ ปากแห้งคอแห้งเป็นผง ยังไม่มากพอถึงกับอดตาย ผมกะเหรี่ยงดอยไม่มีมากหรือน้อยเกินไปกว่าพวกเขาเหล่านั้น ก็ยังอยู่ได้ไม่ถึงกับอดตายเช่นกัน  ต้องอดต้องทนกับความอดอยากและโหยหิวออกไปจากตัวตนของตัวเองให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะอดเป็นมื้อหรือเป็นวันไหน..ก็ยังอยู่ต่อมาได้เรื่อยๆ

                     ทนอะไรก็พอทนได้ แต่ทนไม่ค่อยจะได้ง่ายนัก  ทุกครั้งงที่ถูกสายตากะเหรี่ยงด้วยกันมองมาอย่างเหยียดๆ มองด้วยความสมเพช ( ที่จริงควรจะพูดว่ารังเกียจ มากกว่า) มีความรู้สึกว่า สายตาเช่นนั้น แตกต่างกับมะริกันข้างถนนมองร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ มองอาหารด้วนความโหยหิว  ถ้าจะเปรียบกับกับสายตาที่มองมาจากกะเหรี่ยงด้วยกัน (ในร้านอาหารไทยที่มีฝรั่งเข้าไปกินกันมากกว่ากะเหรี่ยง)  คล้ายกับต้องการอยากจะพูดว่า “อย่าบอกใครได้ไหม..ว่า เม็งเป็นกะเหรี่ยง” แล้วต้องเบรคไว้พูดยังไม่ทันจบ น่าจะพูดต่อว่า “ อับอายขายหน้ามาถึงกะเหรี่ยงมีคล้าส (อย่างกู) อย่างฉันด้วย” สะอึกหน้าชายิ่งกว่าอายหมา แต่อาย คนต่างชาติ เลยต้องเด้งหน้าเด้งหลัง ออกมาห่างๆ อยู่คนละด้านกัน มาสนิทแนบแน่นอยู่กับ “มะริกันข้างถนน” หลังจากหลีกลี้หนีหน้าสังคมกะเหรี่ยงใน ลอส แองเจลิส กลัวว่า จะไปทำความอับอายขายหน้าให้พวกเขา  กลัวเขาจะขยะแขยง ทั้งๆ ที่ความจนไม่ใช่โรคติดต่อ มือทั้งสองข้างจะ ไม่ยอมยกมือไหว้ ไม่แบมือขอใครกิน ให้มันดับดิ้นสิ้นใจลงไปเสียเลยดีกว่า เส้นทางลิขิตชีวิตที่เป็นมาแล้วหรือจะเป็นไป จะอยู่หรือตายมีค่าเท่ากัน ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ก็ยังไม่เอาไหนอยู่นั่นแหละ หวาดผวายังไงไม่รู้ ใจหายวูบวาบเป็นบางครั้ง คงจะไม่ต่างกว่าหลบหน้าหลบตาหนีเจ้าหนี้  ซ้ำๆ ซากๆ เบื่อ ๆ อยากๆ สลับกันไป พูดไม่ออก บอกไม่ถูก มันสับสนปนเปกันไปหมด อยู่อย่างหมาจนตรอก คิดไม่ออกว่าจะอยู่ต่อไปดีหรือจะกลับไปตายรังดี (ไม่มีอะไรดีจริง ๆ ให้เลือกสักอย่างให้ตายซี...เอ้า ) เลยตัดสินใจอยู่ต่ออย่างเจียมเนื้อเจียมตัวตามประสา.. จนกว่ากรรมจะตามมาทวงชีวิต ก็จะขอน้อมรับว่าเป็นโชคดี ขอกราบลา เอวัง..จบลงอย่างวังเวง..ด้วยประการะฉะนั้น ตัวคนเดียว “หัวเดียว แถมกระเทียมลีบ..” อีกต่างหาก ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร อุทิศร่างกายหมดลมหายใจให้โรงพยาบาลไป หมดเรื่องหมดราวกันเสียทีกับการดิ้นรนมาเป็น “คนข้างถนน” ในมะริกา น่าจะรู้ว่า ความไม่เจียมตัวเจียมตน นั่นแหละ อาจจะทำให้เป็นโรคประสาทอย่างหนึ่ง .. ยอมรับ..ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่รู้จักตัวของตัวเอง มันจะไปกันใหญ่ 

                ในพ.ศ.นั้น สังคมไทยในลอส แองเจลิส ยังกะจิ๊ดริดอยู่ (ยังไม่มีวัดไทยสักวัด)  ยังไม่เติบโตเบ่งบาน คนเคยรู้จักมักคุ้นกันมา ยังงงๆ กับชีวิตกันอยู่ ส่วนใหญ่เพิ่งสลัดจากคราบนักเรียน นักศึกษา มาหมาด ๆ มาดยังน้อย เพราะยังไม่มีใครตั้งตัวเป็นเศรษฐีมีอันกิน อวดร่ำอวดรวยมากคนนัก คนมีทุนและตั้งใจมาว่าจะอยู่ยาว เริ่มตั้งต้นทำธุรกิจกันบ้างประปราย รวมทั้งเศรษฐีจากเมืองไทยเพิ่งจะไหวตัวว่ากำลังจะเดี้ยง เพราะเศรษฐกิจเด้งหน้าเด้งหลัง วูบๆ วาบๆ  เลยหวาดผวา..เอาเงินติดตัวมาเป็นถุงเป็นถัง ขนกันเข้ามาใช้เป็น “เงินต่อเงิน” ที่นี่กัน เข้ามาทำมาหากินในมะริกากันเป็นยุคแรก ๆ คนหน้าเก่าที่อยู่มาก่อน มีหัวทางค้าขายเริ่มประกอบธุรกิจของตัวเองมากขึ้น สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป จัดอันดับแยกชนชั้นกันออกเป็นกลุ่มๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น หลายกลุ่มหลายก้อนก้อนเละมั่ง ก้อนแข็งมั่ง  เปลี่ยนแปรไปกระทั่งคนที่เคยเรียนเคยเที่ยวเคยกินเคยนอนเช่าห้องอยู่รวมกันมา ถ้าใครมันยังจนดักดานอยู่อีกก็จะจัดให้อยู่ในพวก “คนแปลกหน้า”  เมื่อมันเป็นคนแปลกหน้าต้องแบ่งชั้นวรรณะกันแล้ว อ้ายนั่นมันกลายเป็นเศรษฐี อ้ายนี่มันยังยากยังจนอยู่ อ้ายโน่นมันปิดทองลงของขลัง (ไว้ตรงไหนไม่รู้) ได้เมียรวยก็เสวยสุขสบายไป เพราะมีเมียดีเป็นศรี (สง่า) แก่ตนไปแล้ว อ้ายโน่นมันยังฝุ่นจับอยู่ อย่าทะเร่อทะร่าไปคบหาสมาคมมันมันอีกต่อไปทีเดียวเชียว  อย่าเหาใส่หัวให้ตัวเองเลย เดี๋ยวจะเสียหายมาดเศรษฐีใหม่กันไปหมด

                ผมผู้อยู่ในระดับแนวหน้าประเภทจนอย่างล่อนจ้อนจนกรอบเป็นข้าวเกรียบ ยังมีฝุ่นเกาะเกรอะกรังอยู่ (ทั้งบนใบหน้า และรองเท้า ผ้าใบราคาถูกๆ มีอยู่คู่เดียว) ยังอยู่แบบปักหลักรากงอก เช่นเดียวกับเพื่อนๆที่ยังเคยอยู่ในระดับเดิม ตัวเองแยกวิทยฐานะเลื่อนขึ้นเป็นคนรวยไม่ได้ มีแต่เลื่อนลง แต่ยังคงที่คงวาอยู่กับเพื่อนเก่าๆ ที่ยังรากไม่งอกออกจากตีน เป็นคนละส่วนกับ พวกตีนบางแต่หน้าหนา ไม่มีแววตามองมาอย่างคน “รู้จัก” กันมาแบบคนเคยมักคุ้นเคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อน(ไม่บังอาจจะเรียกว่า เป็นเพื่อนกันอีกต่อไป) ค่อยๆ ห่างๆ หายตัวไปทีละคนสองคน ตัดสัมพันธ์ไมตรีที่เคยเป็นพื่อนกันมาก่อนขาดรุ่งริ่งไร้เยื่อใย ไม่ต้องมองหน้ามองตากันอีกในชาตินี้ ขอให้อยู่ห่างๆ ไปคนละแห่ง ทั้งในชาตินี้ ชาติหน้าไม่ว่าจะเป็นชาติไหนอีกต่อไป  แม้ว่า วันนี้จะเคยเดินสวนทางกันอยู่ในแอล.เอ. ก็ตามต้องเบือนหน้ากันไปคนละทิศ คนละทาง  ไม่ได้อาฆาต แต่กลัวว่าถ้าให้พวกเขาจะเห็นหน้าเห็นตากันแล้ว จะทำให้พวกเขาอาเจียนออกมา ถึงขนาดที่เรียกว่า “รากเลือดลงแดง” ไปเลยก็ได้ 

            ผมมีเขี้ยวเหมือนกันเพราะมีฟันยื่นออกมาซี่หนึ่ง ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวหมดกันทั้งปาก เรียกว่าเขี้ยวก็ได้ แต่“เขี้ยวกุด” เหมือนฟันซี่นั้นจะหลุดออกจากปาก เขี้ยวไม่ยาวพอจะลากไปไหนต่อไหนให้ดูน่าเกรงขามได้ ตามไม่ทันอดีตเพื่อนฝูง ที่ปรับตัวกันได้ “ติดเขี้ยว” ยิงฟันข้าหากัน ถ้าใครไม่มีมาก่อนต้องหา “เขี้ยวยาวลากดิน” มาใส่  ให้สมน้ำสมเนื้อ จะได้เข้าสังคมกะเหรี่ยงได้คงที่คงวา  ตัวเองจำต้องจำใจจำลาจำจากจำจรจากสังคมกะเหรี่ยงที่เคารพไปคลุกคลีตีโมงเละเทะอยู่กับเหล่า มะริกันข้างถนน  มะริกันชนคนระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ใช้แรงงานทำมาหากินกับงานหนัก เงินน้อย ก็ต้องสู้เพื่อความอยู่รอด แต่ละคนจะไม่อยู่และไม่ทำงานที่ไหนนานๆ“การทำงานซ้ำๆ ซากๆ เป็นสิ่งน่าเบื่อหน่าย” งานกรรมกร มีรายได้แค่ประทังชีวิตไปวันๆ กับ “มะริกันข้างถนน” ชนชั้นเดียวกัน ยากจนเครือ ๆ กัน อยู่ได้คล้ายๆ กัน ต้องพึ่งพาอาศัยเงินรายได้จากการใช้แรงทำงาน ทำงานแต่ละอาทิตย์ รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง กินมื้ออดสองมื้อเหมือน ๆ กัน  เส้นกระตุกเพราะความหิวตอนปลาย ๆ อาทิตย์ ชีวิตช่างมืดมน ร่ำ ๆ จะขาดที่ซุกหัวนอนเกือบจะต้องกลายเเป็นวณิพกพเนจรกินนอนข้างถนนอย่างถาวรไปเสียให้ได้ ก่อนที่ตาจะสว่างขึ้นมานิดมีแรงขึ้นมาหน่อย วันรับเงินเปย์เช็ครอดตายไปวันๆ จะกลับเมืองไทยหรือ ไกลเกินไป เกินกว่าจะเดินกลับบ้านได้  ไหนๆ ก็ไหนๆ ถ้ามันจะต้องตาย ก็ขอใช้แผ่นดินมะริกา กลบหน้ากลบตาซะเลย (ทั้งที่ยังไม่ต้องการ)  ต้องกล้าคิดกล้าพูด เพราะกะเหรี่ยงส่วนหนึ่งที่มามะริกา “กล้ามา..ตายเอาดาบหน้า”  เมื่อถึงเวลาแล้วจะกลัวไปทำไมความตายเป็นสิ่งสุดท้ายแบ่งปันให้เหมือนๆ กันทุกคนทุกชีวิตมีที่สิ้นสุด ถึงแม้จะกลัวตาย ก็หนีไม่พ้นความตายไปได้ แล้วจะกลัวตายไปทำไมกันอีก ความตายเป็นการปลดทุกข์ ไร้โรคภัยไข้เจ็บรบกวนเบียดเบียน หมดสิ้นกันทีทั้งอดท้องกิ่วทั้งอยาก จนน้ำลายสอ  ทั้งรวยทั้งจนไม่มีใครหลบพ้นความตายไปได้  ตายแล้วไม่มีความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง  เป็นสิ่งดีงามมิใช่หรือ ความตายเป็นเรื่อง “พ้นทุกข์” ความตายคือความเท่าเทียมกัน มนุษย์ในโลกนี้ ไม่ว่าจะยากดี มีจนอย่างไรก็ตามต้องพานพบประสบกันทุกคน มีคำจำกัดความหมายความว่า “ตาย”  เป็นอิสระเสรี  มีเสรีภาพเท่าๆ กัน ไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได้ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วหนีความตายไปไม่พ้น  เสรีภาพเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียกร้องกันนักมิใช่หรือ เมื่อถึงเวลาจะได้ เสรีภาพกันแล้วจะหนีความตาย ไปไหนอีกล่ะ 

                 คิดถึงความจริงกันบ้าง คิดได้ จึงจะอยู่ได้ด้วยความมันส์แสบสันต์สุดใจขาดดิ้นกับความจน ยิ้มแหยๆ อยู่อย่างคนไม่มีอะไรจะยาไส้ ให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกายจนผ่ายผอมไปตามๆกัน อยู่กับความอดอยากปากแห้ง เย้ยหยันทุกสิ่งทุกอย่างจนชาชิน ถึงกับต้องบังคับใจตัวเอง อย่าปล่อยให้ประสาทหลอนลงไปเสียก่อน... ยามหน้ามืดไข้ขึ้นเพราะความไม่มีอะไรจะยัดทาน อยากจะถามเพื่อนที่ยากจนเหมือนกันว่า  รู้ไหมที่ไหนมียากินแล้วตายขายลดราคาบ้าง.. ที่ถามก็เพราะถ้าไม่ลดราคาก็ไม่มีปัญญาซื้อแด๊กส์ให้ตายได้สมใจนึก.. เป็นความคิดวูบขึ้นมาในบางครั้งอย่างหมาจนตรอกไม่มีทางออก อยู่ในตรอกตัน หลังติดฝาแล้ว..จะคิดอะไรมากไปกว่านี้อีกล่ะ

อ่านต่อฉบับหน้า