Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (9) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

                 คิดถึงความจริงกันบ้าง คิดได้ จึงจะอยู่ได้ด้วยความมันส์แสบสันต์สุดใจขาดดิ้นกับความจน ยิ้มแหยๆ อยู่อย่างคนไม่มีอะไรจะยาไส้ ให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกายจนผ่ายผอมไปตามๆกัน อยู่กับความอดอยากปากแห้ง เย้ยหยันทุกสิ่งทุกอย่างจนชาชิน ถึงกับต้องบังคับใจตัวเอง อย่าปล่อยให้ประสาทหลอนลงไปเสียก่อน... ยามหน้ามืดไข้ขึ้นเพราะความไม่มีอะไรจะยัดทาน อยากจะถามเพื่อนที่ยากจนเหมือนกันว่า  รู้ไหมที่ไหนมียากินแล้วตายขายลดราคาบ้าง.. ที่ถามก็เพราะถ้าไม่ลดราคาก็ไม่มีปัญญาซื้อแด๊กส์ให้ตายได้สมใจนึก.. เป็นความคิดวูบขึ้นมาในบางครั้งอย่างหมาจนตรอกไม่มีทางออก อยู่ในตรอกตัน หลังติดฝาแล้ว..จะคิดอะไรมากไปกว่านี้อีกล่ะ

                สิ่งที่ผ่านเข้ามาทั้งหมดนั้นเป็นกำไรชีวิต ไม่มีอะไรจะขาดทุนเพราะไม่เคยมีทุน ไม่มีเงินไม่มีทองจะลงทุนทำอะไรได้ มีแต่หยาดเหงื่อแรงกายเท่านั้น.. นั่นเป็นทุนที่มีไว้ใช้ทำงานแลกเงิน ไม่ต้องคิดคำนวนว่าชีวิตจะมีอะไรขาดทุนมั่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่พานพบประสบมา ทั้งความอิ่มเอม ความอดอยากปากเหี่ยว แผ้วพานเข้ามาในชีวิตถือว่าเป็นกำไร ควรจะนำประสบการณ์ที่ได้มาจากคนเคยคบหากันมาก่อน รู้ด้วยลางสังหรณ์ว่า จะคบกันด้วยความจริงใจหรือไม่ หรือเพราะจำใจจะต้องคบกัน ทุกขั้นทุกตอนของชีวิตเป็นเรื่องที่จะเอามาคุยต่อพอหอมปากหอมคอได้บ้าง  “มะริกันข้างถนน อยู่อย่างตุ๊กตาล้มลุกคลุกฝุ่นคลุกดิน เขาเหล่านั้นมีความหลากหลายทั้งน่าสนใจและไม่น่าสนใจ แต่เป็นเรื่องน่ารู้ น่ารักหรือน่าชังจะผ่านเข้ามาในคอลัมน์ (หรือเรื่องสั้นๆ แต่ละตอน) ชื่อเรื่องว่า  “มะริกันข้างถนน”  แต่ละบทแต่ละตอนแตกต่างน่ารู้ อาจจะมีตามมาอีกหลายๆ ตอน (ถ้าได้รับการตอบรับดี)  ถ้ายังเป็นที่ต้องการอ่านเรื่องความไม่เอาไหนของโรบินฮู้ดกะเหรี่ยงคนหนึ่ง ที่เคยคลุกคลีตีโมง อยู่ร่วมวงร่วมทุกข์ ร่วม สุกๆ ดิบๆ กับ “มะริกันข้างถนน” ระดับรากหญ้าในประเทศศิวิไลย์ดารกาที่สุดในโลก ชื่อมะริกา.. มายาวนานพอสมควร อยู่อย่าง มะริกันข้างถนน..รวมกับพวกเขาในมหาวิทยาลัยชีวิต บรรลุแล้วเรื่องราวของความทุกข์ ขาดแคลนความพอดี พอมีพอกิน เยี่ยงคนธรรมดาๆ เป็นคนระดับเกือบจะกลายเป็นสัตว์อย่างหมู อย่างหมาไปแล้ว  ขอแนะนำตัวเองในฐานะเดียวกันกับ มะริกันข้างถนน ให้พอรู้ว่า “มีหน้าตามีตัวตนเป็นคน....เหมือนกัน” แต่มีฐานะแตกต่างกันราวฟ้ากับดินต่างกับชนอีกชั้นหนึ่งที่เรียกว่า คนรวย กะเหรี่ยงชนคนนี้ อยู่กับผองเพื่อน “มะริกันชน คนข้างถนน” อย่างกลมกลืน ไม่กลัวทุกข์สุขแต่ประการใด อยู่กับความจริง ตามฐานะความเป็นอยู่ที่เป็นไป ตามประสา “มะริกันข้างถนน” ไม่ต้องคิดว่า จะต้องเสียอะไรอีกบ้าง ไม่มีกระทั่งคำว่า “เสียใจ” ที่เกิดมา (เพราะแย่งหมาเกิดในชาตินี้) ทั้งกายและใจปล่อยตามเวรไปตามยะถากรรม .. ไม่ต้องไปกังวลกับชีวิตที่มีแต่บิดๆ เบี้ยวๆ ให้มากนัก..ประคองตัวประคองลมหายใจเอาไว้ได้ ก็ดีที่สุดแล้ว

         

 

 

 

       ยอมรับอย่างไม่อับอายขายหน้า เทวดาเทวดือที่ไหน อยู่อย่างยากจน เสมอต้นเสมอปลายมีเจ๊ากับเจ้งท่านั้นในชีวิตที่ผ่านมา คงเส้นคงวาอยู่ในระดับเดิมผลัดกันเปลี่ยนเวียนกันไป 2 อย่าง คือ จนพอรับได้ กับ จนแทบจะรับไม่ได้ ยากจนชนิดรากเลือดจวนจะถึงลงแดงตายมาแล้วก็ตาม ยังไม่ยอมรับว่ายังไม่ถึงกับ “ยากจน..จนรับไม่ได้” มาตลอดอย่างคงที่คงวาตั้งแต่เหยียบแผ่นดินมะริกามาใหม่ๆ ...ร่างกายยังไม่คุ้นกับอากาศบ้านเมืองที่นี่ มีทั้งร้อนทั้งหนาว สลับไปสลับมาในเกือบจะเป็นเวลาเดียวกัน อยู่ที่เมืองไทย ไม่ร้อนก็ร้อนอยู่ แต่ไม่หนาวบรรลัยเหมือนที่นี่  เคยชินกับ ฝนตกแดดออกอยู่บ้าง แต่ไม่เคยเห็นนกกระจอกเข้ารัง  ใครจะใส่เสื้อหรือถอดเสื้อ ถ่อเรือไปดูหนัง (ลานวัด) ก็ไม่เคยเห็นกับตาสักหน  อยู่ระหว่างที่ทำงานกับบ้าน ไปทำงานก่อนอาทิตย์ขึ้น กลับบ้านหลังอาทิตย์ตก จะตากแดด ตากลม ตากฝน น้อยมาก จนเนื้อตัวซีดเหมือนจิ้งจก แต่ก็รับกันดีกับใบหน้า (เหมือนกับเคยถูกผู้หญิงที่ตามตื้อหล่อนอยู่ ชมว่า หน้าเหมือนปลาจวด จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้รู้ว่า “ปลาจวด” หน้าตาเป็นยังไง ถึงไป “หล่อ” เหมือนปลาชื่อนั้นได้)   มาอยู่ที่นี่ดันยากจนอย่างหมดเปลือก (เหลือแต่กระดูกที่พอจะเรียกว่าขาวได้ (ดูจากเล็บมือก็พอจะรู้ ยกเว้นที่ปลายเล็บบางทีก็ยังมีคราบดำๆ เกาะติดอยู่)   น่านับถือใจตัวเองยิ่งนัก ที่แข็งแกร่งยังดำรงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงยากจนคงที่คงวาอยู่ตลอดมาอย่างอยู่ตัวในประเทศนี้  ถ้าจะนับว่า มีความยากจนเป็นเพื่อน ผมมีเพื่อนที่รู้เห็นเป็นใจกันเป็นอย่างดี รู้จักมักคุ้นไว้เนื้อเชื่อใจกันมา คือ ..ความยากจน..จนชาชิน

                ความจนมิใช่เชื้อโรคติดต่อ ...ต่างคนต่างจน ทนเจ็บปวดกับความจนไว้กับตัวเอง น่ารักน่ะไม่รู้ว่าจะมีไหม  แต่น่ารู้มีกันไปคนละอย่าง ความยากจนบักโกรกอย่างหนาถึงขนาดบัดซบเป็นโรคเฉพาะตัวก็จริงอยู่ ยิ่งมาอยู่ที่นี่ มะริกา ยอมรับอย่างสนิทใจมานานแล้วว่า คนจนเป็นคนน่ารังเกียจของ (กะเหรี่ยง) ผู้คนที่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน (หลายคนรู้จักกันมาตั้งแต่อยู่เมืองไทย)  จะคุ้นเคยกันมากหรือน้อย ก็จะถูกรังเกียจ เพราะว่าเรามันจน จะจนมาก จนน้อยกว่ากันเพียงไร..ก็ว่ากันไปตามสภาพ   จนมากก็โดนหยามมาก จนน้อยก็โดนเหยียดน้อยลงไปหน่อย ตามสัดส่วน แล้วแต่ว่าใครจะแสดงออกนอกหน้าหรือเก็บซ่อนไว้ในใจไม่แสดงความขยะแขยงขนลุกขนพองสยองขน เหยียดหยามคนยากคนจนต่อหน้าต่อตาเท่าไรนัก..ที่ไม่แสดงความขยะแขยงคนจนอย่างออกนอกหน้าก็มี ทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกับไม่ใช่กะเหรี่ยง ที่มาจาก “หลังเขา” ด้วยกันน่าจะเรียกกันว่าเป็น “คน” เหมือนกันก็ทำยังกับว่า “อมสาก” กันอยู่ พูดไม่บอกบอกไม่ถูก หรือว่า กะเหรี่ยงยากจน ..ไม่ใช่คน แต่พวกเจ้าประคุณเจ้าทูลหัวนั้น  มันก็เป็น “กะเหรี่ยง” เหมือนกัน ก็ไม่น่าจะเป็น มนุษย์ปุถุชน เช่นเดียวกัน

                ผมเป็นคนจน... แม้นมิได้เป็นคนสกปรกโสโครก จิตใจโสมม แต่ในความเป็นคนจน ยังหนีไม่พ้นกับการไม่น่าคบหาสมาคมด้วยของเหล่าผองเพื่อนผู้ร่ำรวย เพื่อน ๆ เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันมา (โตๆ กันแล้ว) ถึงกับเบือนหน้าหนี เมื่อเห็นว่าผมทำท่าจะไปทักทาย ต้องหยุดสะดุดขาตัวเองไว้ ไม่กล้าสาวเท้าก้าวเข้าใกล้เพื่อนที่มองมาอย่างหวาด ๆ ด้วยสายตาแปลกประหลาดพิลึกพิกล รีบก้มตัวหัวมองสำรวจตัวเอง เอามือคลำดูให้แน่ใจว่า ไม่ได้ใส่กางเกงตูดขาด แม้ว่าจะเก่าเกือบเปื่อย แต่ยังไม่มีรอยปริรอยฉีกขาด ที่ตรงไหนให้เห็นว่าเป็นตัวประหลาด กางเกงยังไม่ขาด ไม่ว่าขาดข้างหน้าหรือขาดข้างหลัง ไม่ได้โชว์ความแปลกประหลาดที่แก้มก้นหรือที่โคนขา (ว่ามันจะมีความน่าเกลียดยิ่งกว่าหน้าตาหรือไม่) แต่คนที่มองมากลับมองเห็นลึกลงไปกว่านั้น มองเห็นความน่าเกลียดจากประสาทสัมผัสพิเศษของคนร่ำรวย ที่เขามองเห็นทะลุปรุโปร่ง คือ ความยากจนของอ้ายตัวค่อนข้างประหลาดที่เห็นอยู่ข้างหน้าว่า ..หน้าตาเหมือนคน (บางคนน่าเกลียดอยู่แล้ว)  แต่ยังจนเหมือนหมา..ซะอีก (ว่าเข้าไปนั่น) ยังจะหน้าด้านมาเมียงๆ มองๆ อยากทักทาย? ไม่มียางอายบ้างหรือไร...... (สายตาบางคนบ่งบอกอย่างหยามหยันถึงประมาณนั้น)

                เพื่อนที่เคยรู้จักมักคุ้นกันมา หลีกลี้หนีหายหน้าหายตา หดหายลงไปเรื่อย ๆ ทีละคนสองคน เคยเป็นเพื่อนมากสมัยยังเด็กๆ เรียนหนังสือมาด้วยกันพอโตขึ้นจะคบหากันต่อไปได้ (หรือไม่) อยู่ที่ฐานะการเงินที่แตกต่างกัน เลยกลายเป็นคนขาดเพื่อน เพราะเลื่อนฐานะขึ้นตามเพื่อนไม่ทัน มรดกไม่มี ยังย่ำเท้าอยู่กับที่คงเส้นคงวากับการทำมาหากินในมะริกา เคยใช้แรงงานอยู่ยังไง ก็เป็นอยู่อย่างนั้นดักดานจนอยู่ตัว (ไม่กลัวว่างานจะหนักจะเบา) เจียมตัวเจียมตนไม่ต้องการเผยอหน้าโผล่หัวเข้าไปรวมกลุ่มรวมก้อนกับสมาคมชมรมไหน ๆ เกรงใจเขา กลัวเขาจะหัวเราะใส่หน้าเพราะเรามันจน เคยมองดูเขาหาเงินทุนลงขันช่วยการกุศล.. ไอ้เราต้องยืนตาปริบ ๆ ได้แต่มองขัน ไม่มีเงินจะลงขันกับเขาด้วย เห็นเขาควักเงินลงขันกันคนละร้อยสองร้อยเหรียญหน้าตาเฉย ไอ้เราจะเทกระเป๋าเอากะเขาด้วย ปลิ้นแล้วปลิ้นอีกก็คงจะได้ไม่เกินกว่าเหรียญสองสลึง (ยี่สิบห้าเซ็นต์)  (ควักกระเป๋าคลำเงินชนิดหมดเนื้อหมดตัวแล้วนะเนี่ย)  นาน ๆ ไปเพื่อน ๆ คงจะเห็นว่าอ้ายนี่มันจนจริง ๆ นี่หว่า ไม่ได้ล้อเล่น หน้าตามันก็บอก แต่ยังไม่แน่ใจ ทำไมถึงได้จนอย่างน่าเกลียด หรืออยากจะจนให้หมาสงสาร เพื่อน ๆ ที่อยู่ในฐานะสูงกว่าเห็นว่าไม่ควรจะคบหาสมาคมกันอีกต่อไป รู้ถึงไหนอายถึงนั่น.. ที่ดันมีเพื่อน (แม้กระทั่ง)คนรู้จัก เป็นคนจน (ระดับขี้ข้า) ถ้าเป็นเสื้อกางเกงก็คงสกปรกโสมม ยากที่ซักให้สะอาดได้ อ้ายนั่นอ้ายตัวสกปรกเคยรู้จักกันมา มันยากจนน่าเกลียดเกินกว่าจะพูดถึง ก็เลยพากันหลบลี้หนีหน้าไม่พบปะสนทนาวิสาสะด้วย ตีตัวออกห่างไม่ควรพูดจาประสากะเหรี่ยงกันอีกต่อไป (กลัวน้ำลายคนจนกระเด็นใส่หน้า) คนที่เคยรู้จักหายหน้าไปทีละคนสองคนจนแทบไม่มีเหลือให้เห็นหน้าเห็นตากันอีก

                ผมมันคนยากคนจน... ก็เหมือนคนขาดน้ำใจช่วยอะไรใครเขาเป็นเงินเป็นทองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่คิดอยู่เสมอๆ ว่าจนแล้วต้องเจียม ไม่เคยคิดจะไปรบกวนใคร เจียมเนื้อเจียมตัวเจี๋ยมเจี้ยมจ๋อยหงอย (หน้าหดจู๋หลืออยู่สองนิ้ว หดได้ยืดไม่ได้อีกแล้ว ) ยามเมื่อพบปะกันโดยบังเอิญ  ถูกสายตาน่ากลัว มองมาเหมือนเห็นสัตว์เลี้อยคลานน่าขยะแขยง คล้ายตัวเราเป็น คางคก เป็นจิ้งจก จิ้งเหลน จิ้งก่า จิ้งกือ เลยเกิดความกลัวว่าจะทำให้เพื่อนๆ ขายหน้า  กลัวกันลนลานหลบหน้าหลบตา  เลยต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามประสาจน เก็บกดความอดลดระดับความอยากลงไปจนใกล้จะเหลือศูนย์  กะมิดกะเมี้ยนเก็บความโหยหิวยากไร้ไว้กับตัวตลอดมา แต่ (คนที่เคยเป็นเพื่อน) ที่มีฐานะดีเป็นเศรษฐีทั้งน้อยทั้งใหญ่ต่างระวังตัวกันแจ กลัวว่าไอ้หน้าเหมือนคน จนเหมือนหมาอย่างเราจะไปเอ่ยปากขอยืมเงินเขา... ต้องตีตัวออกห่างๆ เอาไว้ก่อน เป็นความคิดรอบคอบ ดีเลิศประเสริฐศรียิ่งนัก ของเศรษฐีผู้ดีตีนบาง (แต่หน้าหนาบางคน) ที่เคยพบปะเคยรู้จักกันมา รวมทั้งเพื่อนซี้ที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทั้งๆ ที่เคยอยู่ด้วยกันที่นี่ สมัยเมื่อครั้งมากันใหม่ๆ ด้วยกันหลายสิบคน ถ้าเจอกันโดยบังเอิญทุกวันนี้ ก็จะได้พบได้เห็นว่า ทำท่าจะกระโดดเหย็งๆ ออกไประยะไกล เกินกว่า จะพูดจาทักทายกันได้ ตามประสาคน

                มันไม่ใช่สาเหตุสาหัสอะไรหนักหนาหรอกสำหรับผม ได้แต่เตือนตัวเองว่า อย่าได้คิดเผยอหน้าเข้าสังคมกับเหล่าเศรษฐีที่เคยเป็นเพื่อน ๆ กันมาก่อน ลืมเสียเถิดว่าเคยรู้จักกันมา อย่าคิดมากทีเดียวเชียว  ในเมื่อฐานะไม่เท่าเทียมกัน...คนละชนชั้นเศรษฐีกับยาจก..นรกกับสวรรค์  .. อย่าได้อ้างว่ามีตัวมีตนเป็นคนเหมือนกันเป็นอันขาด.. อ้างไม่ได้เดี๋ยวจะถูกหาว่าจนแล้วยังคิดชั่ว ตีตัวเสมอชนชั้นเศรษฐี ..ถุย. อยากจะบอกว่าพวกผู้ดีมีเงินเหล่านั้นที่เคยรู้จัก เป็นกะเหรี่ยงชน เหมือนกัน ก็อาจจะถูกด่าว่า อิจฉาเขาละซี.... (ความจนคงจะเป็น ความชั่ว ..ความเลว..อีกชนิดหนึ่ง)

                “ เรามันจน.. แล้วทำไมไม่เสือกอยู่ตามประสาจน” มันก็ถูกนะ (ไม่ใช้คำว่า “เจือก” ให้มันเพี้ยนไป..ไม่สะใจ เขียนว่า “เสือก”นั่นแหละถูกต้อง แล้ว)