Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (10) โดย วิจารณ์ จันทนเวส

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

                มันไม่ใช่สาเหตุสาหัสอะไรหนักหนาหรอกสำหรับผม ได้แต่เตือนตัวเองว่า อย่าได้คิดเผยอหน้าเข้าสังคมกับเหล่าเศรษฐีที่เคยเป็นเพื่อน ๆ กันมาก่อน ลืมเสียเถิดว่าเคยรู้จักกันมา อย่าคิดมากทีเดียวเชียว  ในเมื่อฐานะไม่เท่าเทียมกัน...คนละชนชั้นเศรษฐีกับยาจก..นรกกับสวรรค์  .. อย่าได้อ้างว่ามีตัวมีตนเป็นคนเหมือนกันเป็นอันขาด.. อ้างไม่ได้เดี๋ยวจะถูกหาว่าจนแล้วยังคิดชั่ว ตีตัวเสมอชนชั้นเศรษฐี ..ถุย. อยากจะบอกว่าพวกผู้ดีมีเงินเหล่านั้นที่เคยรู้จัก เป็นกะเหรี่ยงชน เหมือนกัน ก็อาจจะถูกด่าว่า อิจฉาเขาละซี.... (ความจนคงจะเป็น ความชั่ว ..ความเลว..อีกชนิดหนึ่ง)

                 เรามันจน.. แล้วทำไมไม่เสือกอยู่ตามประสาจน มันก็ถูกนะ (ไม่ใช้คำว่า “เจือก” ให้มันเพี้ยนไป..ไม่สะใจ เขียนว่า “เสือก”นั่นแหละถูกต้อง แล้ว)

              ปรับจิตปรับใจสำรวจดูเงาหัวของตัวเองอีกที เพื่อจะปรับตัวให้อยู่รอดในประเทศนี้ได้อย่างคนเจียมเนื้อเจียมตัวเจียมตน (จะเรียกกันให้เห็นชัดๆ ก็ได้ว่า เป็นคนไม่มีกึ๋น) ไม่คิดน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาอาภัพอับโชค กับฐานะความเป็นอยู่อย่างยากจน รู้ตัวว่าควรจะคบหาสมาคมกับผู้คนระดับไหน.. ไม่อยากซ้ำเติมตัวเองให้ปวดร้าวเศร้าหัวใจหนักขึ้นไปอีก.. ทั้ง ๆ ที่เจ็บปวดสาหัสกับชีวิตประจำวันอยู่กับความจน.. เตือนตัวเองอยู่เสมอจากได้สดับรับฟังจากเสียงที่เคยได้ยินแว่ว เสียงสรรเสริญเยินยอยังก้องอยู่ในรูหูว่า “มันจนจริงๆ จนอย่างน่าเกลียดนักหนามานานแล้วในประเทศนี้อย่าได้หลวมตัวไปคบกับมันเข้าเชียว .” ได้ยินจากปากต่อปากแล้วยอมรับสารภาพว่า “มันส์ ..พ่ะ..ย่ะ.. ค่ะ” แสบสันต์ดี  แต่ ยังมีคนอยู่ในสังคมอีกคนละชั้น อีกระดับหนึ่งชนหนึ่งที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของคนฐานะเช่นผม เป็นชนชั้นเดียวกันมีอยู่มากมายหลากหลายหลายอยู่อีกไม่น้อย อาศัยอยู่รวมๆ กันหลายถิ่นฐาน มีทั้งมะริกันชนเจ้าของประเทศ และจากผู้คนทั่วโลกมารวมตัวกันอยู่กันที่นี่  ใช่จะมีกะเหรี่ยงอย่างผมคนเดียว มันโก้น้อยหยอกอยู่เสียเมื่อไหร่ละว่า มีคนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจะต้องเรียกอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นเจ้าของประเทศนี้ เป็นพรรคเป็นพวกเป็นเพื่อนกันกับผม คือ “มะริกันข้างถนน” เหล่านั้น  มีผู้นำประเทศ เป็นประธานาธิบดี เป็นคนๆเดียวกันกับ พวกชนชั้นสูง (รวมทั้งพวกหัวสูงแต่ใจต่ำ)  หากไม่วัดกันที่เงินทองของนอกกายแล้ว เปลือยกายให้เห็นๆ กันชัดๆเมื่อไหร่  ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชาย จะแตกต่างต่างกันอยู่ที่เดียวกัน เท่านั้นเอง ทั้งๆที่รู้กันมาก่อนหน้าว่าผู้หญิง ผู้ชาย แตกต่างกันอย่างไร อย่าทำเป็นตกใจกันไปบางส่วนในร่างกายของมนุษย์ล่ะ..ถ้าคิดอย่างนั้น ตามภาษาพูดสั้นๆ เรียกว่า ด.จ.ร. เป็นกันได้ง่ายๆทั้งเศรษฐีผู้ดี (กระจอก) และคนบยากจน

 พรรคพวกผมซึ่งเป็นคนอีกระดับหนึ่งของมะริกา ที่พอจะเอาตัวเองไปสังกัดไว้กับหมู่ชนกลุ่มนั้น ก็ยังทำให้เห็นว่า มีคนอย่างเรา มีคนอย่างเขา น่าจะพอใจ.อยู่มิใช่หรือ ..

ผมยังมีเพื่อนอยู่อีกมากมาย (พอจะนับจากนิ้วมือได้) ในมะริกา ..ผับผ่าซี..

                 “มะริกันข้างถนน” เป็นเจ้าของประเทศมะริกาเหมือนกัน แต่ถ้าจะวัดกันที่ฐานะทางสังคม เป็นชนคนละชั้นกับมะริกันร่ำรวย  “มะริกัน”พรรคพวกผมรวมทั้งที่รู้จักมักคุ้นอีกหลายๆ คนที่พอจะเรียกว่า “พวกปากกัด ..ตีนคนถีบ”  มีสิทธิทางการเมือง (เลือกผู้แทน) ระดับเทียบเท่ากับคนต่างชั้น มีสิทธิทางกฏหมายเท่าเทียมกันสำหรับคนต่างฐานะในประเทศนี้ อย่างน้อยก็คือการเลือกผู้นำ ตำแหน่งประธานาธิบดี มีสิทธิเท่าเทียมกัน (คือให้สิทธิในการเลือกเอง (ไม่ใช้วิธี ซื้อ - ขายเสียง) ผมภูมิใจไปกับกลุ่ม “มะริกันข้างถนน..” ไม่ขายสิทธิขายเสียงกัน (ค่าของคนอยู่ที่เงินหรือว่าศักดิ์ศรีของความเป็นคน) รวมทั้งมีสิทธิอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ ระดับรัฐ หรือระดับสภาฯ ต่างๆ

            คนชั้น “รากหญ้า” ในเมืองไทยถูกหว่านซื้อเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง  นั่นคือ “การขายสิทธิลงคะแนนเสียงหรือขายชาติ”ไม่ต่างกับพรรคการเมืองหรือนักการเมือง (ที่ซื้อประเทศด้วยเงินตรา) ทั้งผู้ให้และผู้รับควรจะ “ถูกจับ”เข้าคุก พร้อมทั้งควรจะมีกฏหมายลงโทษ “ทั้งผู้ซื้อเสียงและผู้ขายเสียง” ถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งรวมทั้งถอนสิทธิการออกเสียงเลือกตั้ง “ตลอดชีวิต” ทั้งคนซื้อสิทธิและขายเสียงด้วย แต่ที่ทำไม่ได้ เพราะคนเขียนกฏหมาย (ส่วนใหญ่) มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่กับนักการเมือง “พรรคการเมือง” ต่างๆ  ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องการเมือง การปกครองของประเทศไทย เพราะระบอบที่ดัดจริตเรียกว่า ประชาธิปไตย ที่ใช้กันอยู่ของปลอมแปลงน่าจะเรียกว่า ประชาธิปตวย)) เป็นสาเหตุอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ผม มาอยู่ยาวในมะริกาด้วย)  นักการเมืองส่วนใหญ่ในประเทศผม พวกเหล่านั้นมันมากับความสกปรกเลอะเทอะอย่างเท่าที่เห็นที่เป็นอยู่มานาน ตั้งแต่เปลี่ยนการปกครอง ๒๔๗๕     มันมากับการ “จี้” แย่งอำนาจ  จะเรียกว่า ประชาธิปไตย  ได้อย่างไร เดินก้าวแรกบอกให้ก้าวไป “ทางขวา” แต่ผู้ที่แย่งอำนาจรัฐมาได้ ทั้งๆ ที่ประชาชนยังไม่พร้อมรับ และไม่รู้เรื่องประชาธิปไตย ผู้แย่งอำนาจรัฐกลุ่มนั้นอยู่ ก้าวไป “ทางซ้าย” ยังย่ำอยู่กับที่ แล้วอีกกี่สิบชาติ จะได้เห็น “ประชาธิปไตย” จริงๆ กันเสียที  อยู่กันกับ “ประชาธิปตวย” มาจนกระทั่งทุกวันนี้  ทุกวันนี้ หลังจากเปลี่ยนการปกครองมา ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของผม  เพียงแต่เข้าข่าย “สมบัติผลัดกันชม”

             ก่อนจะถึงวันนี้ไม่นานนัก มีการปฎิวัติ ชาวประชาพวกกะเหรี่ยง“หลังเขา” เห็นด้วย เลิกล้มระบอบ “ประชาธิปตวย” กันเสียที่ได้แล้วสำหรับชาวกะเหรี่ยงอย่างผมพวกที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน  ได้รู้ได้เห็นประจักษ์ตา รู้อยู่กับใจเรื่องของ “ โจร”  ปล้นฆ่า เผาเมือง กอบโกยทรัพยากรแผ่นดิน จากพวกผีเปรตนักการเมือง นับตั้งแต่ครั้งกระนั้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้  จนจะสิ้นชาติ กันอยู่แล้ว  ต่อจากนี้เป็นต้นไป  ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้ง หรือ “ลากตั้ง” ว่ากันไปตามถนัดเถิด..ทีใครทีมัน...ถ้าพลเมืองเจ้าของประเทศ ยังแบมือรับทรัพย์จากการซื้อขายเสียงเลือกตั้งกันอยู่อีกต่อไป รอเวลาอยู่ว่าเมื่อไร ชื่อประเทศจะถูกลบออกไปจากแผนที่โลก เมื่อไรก็เมื่อนั้น เท่านั้นเอง...เอวัง.. ผมก็คงจะได้เป็นมนุษย์ “หลงโลก” อ้างที่มาไม่ได้เพราะไม่มีประเทศในแผนที่โลก แม้จะอ้างว่า เกิดที่ “หลังเขา” คล้ายกับลิงกับค่าง ก็ตาม

             ผม..คลุกคลีตีโมงตียามคลุกฝุ่นอยู่กับ มะริกันชน ระดับ “มะริกันข้างถนน” พวกเขาอยู่กันได้อย่างสบายอกสบายใจไม่ต้องคิดอะไรมาก ยอมรับสภาพความเป็นจริงของตัวเองได้ ไม่ต้องอิงแอบแนบแน่นอยู่กับความฝันเฟื่องเหมือนเรื่องในนิยายฝรั่งหรือยี่เกไทย ไม่ต้องวิตกกังวลจนเสียจริตจิตตก ที่จะต้องตะเกียกตะกายหาเงินไปลงขันกับใคร เพื่อเอาหน้าเอาตาหาชื่อเสียง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองหน้าตาก็มอมแมมมะลอกมะแล๊กอยู่แล้ว วันไหนมีสตางค์ก็หาซื้อสิ่งของต้องประสงคต์ไปกินไปใช้ .ไม่มีก็อด ไม่ได้เอาใครมาอดอยากด้วย ทำตัวตามสบายใจตามใจตัวเอง

                บนพื้นฐานความเป็นอยู่ของ “มะริกันข้างถนน” เหมาะสมเป็นที่สุดแล้วสำหรับผม..พ่อแก้วแม่แก้วเอ๋ย.. กะเหรี่ยงชนคนยากจนผู้มีดีกรีบ่งบอกว่ามีความยากจนประดับไว้บนใบหน้า มองผ่านแว้บเดียวก็รู้ว่า หน้าตามันบอกว่าเป็นคนแบกทุกข์ เพราะอดๆ อยากๆ ไม่ค่อยจะมีกินมีใช้เหมือนใครอื่น หน้าตาท่าที การแต่งเนื้อแต่งตัว ไร้รสนิยม เสื้อยืดเก่าๆ  กางเกงยีนส์สีซีด (จากสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นสีเทาอ่อน น่าจะทำให้เชื่อได้ว่า มีอยู่สองตัว แต่ที่จริงมีอยู่ตัวเดียว)  ใส่ซ้ำอยู่วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง อาทิตย์ละเจ็ดวัน (ชุดนอนชุดเที่ยว..ชุดเดียวกัน) เห็นชัดอยู่แล้วว่ามันจน.. จนอิ๋บอ๋าย ยากจนสุดโต่ง จนเอาจนเอา จนอย่างน่าเกลียด เป็นที่น่าอับอายของเพื่อน ๆ ที่เคยคบหากันมา ถ้ายังขืนคบหากันอยู่ต่อไป เพื่อนๆ ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานการเงินและการงาบสาว (กินของหวานหรือของคาวที่จำเป็นสำหรับชีวิตของคนมีเงินหรือคนที่พอจะมีเงินซื้อหาได้ เช่นเดียวกับเศรษฐีนีชอบ “กินเด็ก” เชื่อกันว่าทำให้แก่ช้า) ควรจะมองข้ามหัวคนจนอย่างผมไปได้เลย.. ไม่ว่ากัน หรือถ้าจะนึกสงสารกันอยู่บ้างว่า มันจะยังมีความคิดติดอยู่ในหัวสมองหรือไม่ว่าเคยเป็นเพื่อนคบหากันมาก่อน  หรือจะผะอืดพะอมคลื่นไส้จนถึงกับอ๊วกแตกอ๊วกแตน ขยะแขยงที่เคยเป็นเพื่อนกัน..ก็ต้องขออภัย รู้เห็นมามากต่อมากแล้วว่า  “กะเหรี่ยง” ผู้ที่ประสบความสำเร็จในประเทศนี้ มีฐานะเป็นเศรษฐีร่ำรวย ส่วนมากเขาเหล่านั้นกลับเป็นคนน่าสงสาร ขาดแคลนบางสิ่งบางอย่าง ขาดเอามาก ๆ กับสิ่งที่เรียกว่า ความมีน้ำใจ.. มันไม่ต่างอะไรกับ กิ้งก่าได้ทอง เท่าไรนักหรอกเอ็งเอ๋ย.. จะบอกให้เอาบุญคนเคยคุ้นเคยกันมา เอ้ย..เคยรู้จักกันมาก่อน..ก็ตาม

                ผมจึงทั้งเร่..ทั้งร่อน อยู่ในแวดวงของเหล่าผองเพื่อนมะริกันข้างถนนตลอดเวลายาวนาน  เรื่องราวน่ารู้ของ มะริกันชนคนข้างถนน เรื่องของเพื่อนที่เคยคลุกคลีตีโมงอยู่ในประเทศมะริกา ร้องเพลงลิ้นไก่สั้น ดังลั่นคับถนนยามเมามาย เอาใจประสานใจ เชื่อมโยงกันไว้ด้วยสุราราคาถูก เป็นชนชั้นเดียวกันเห็นอกเห็นใจในความอาภัพอับโชค ไร้วาสนาเช่นเดียวกัน อยู่ในฐานะเดียวกันมองตารู้ใจ ผลัดกันร้องไห้ผลัดกันปลอบใจ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็ร้องไห้ไปด้วยกัน ได้รับได้รู้เรื่องราวของเขาเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย  ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีเรื่องราวน่าสนใจทั้งที่ควรจะใยดีหรือไม่ใยดี.. แกมน่าหมั่นไส้เล็กๆน้อยๆพอเป็นกระสัย เป็นยาบ้า ทำให้อารมณ์ครื้นเครงได้บ้างตามประสาคนที่ไม่สามารถหาความบันเทิงอื่นๆ เข้ามาแทนที่ได้ อย่างหนังละครคอนเสิร์ตดัง ๆ ทั้งจากนักร้อง ที่ยังอยู่ในสมัยนิยม รวมทั้งที่เลยสมัยนิยมมาแล้ว  เคยได้ยินได้ฟังบ้างก็แค่แผ่ว ๆ ลอยลมมาเบาๆตามร้านค้าข้างถนน  เพลงไทยยังพอได้ฟ้งบ้าง จากวิทยุในรถ ของกะเหรี่ยงชน ตามงานวัด หรืองานบุญของชาวกะเหรี่ยง ที่เคยไปเลียบๆ เคียงๆ บ้างเป็นบางงาน (วัด) นานๆ ที เท่านั้น ไม่เคยเห็นตัวเป็น.. เป็น จากปากนักร้องตัวจริงเสียงจริง ก็ยังขอขอบคุณอยู่ในใจนักร้องนักดนตรีผู้ทำหน้าที่กล่อมโลก ส่วนตัวเองเป็นง่อยไปแล้วเรื่องการเงิน ไม่เคยเข้าเรสทัวรองค์หรู ๆ ไม่เคยสัมผัสกับเหล้าบาง ๆ (ราคามหาโหด) งาบนาง (งาม) ดี ๆ อันเป็นความบันเทิงเลอเลิศอย่างใจจดใจจ่อและจำเจเหมือนเล่นจ้ำจี้ของเหล่าเศรษฐีมีกะตังค์ คลั่งกันนักกันหนากับเรื่องเล่นจ้ำจี้ ชนิดที่คนมีกะตังค์ชอบเล่นกันนักทีเดียวเชียวละ..ไม่ได้อิจฉา แต่รู้สึก “ตาร้อน” ขึ้นมาบ้างเป็นบางครั้งแล้วก็กลายเป็นความเหน็บหนาวเข้ามาแทน  

                มะริกันข้างถนน.. ที่ผมเป็นสมาชิกถาวรตลอดชีพ..ไม่มีพิธีรีตอง ไม่ต้องลงทะเบียนประวัติไม่มีต้องมีบัตรประจำตัวไว้แต่อย่างไร ไม่มีบันทึกไว้ว่า จะร่อนไปร่อนมาอยู่แถวไหน ใน ลอส แองเจลิส บ้าง  มีอยู่หลายเรื่องหลายราวน่ารู้ น่าเห็น (ในส่วนที่เคยเคยพบเคยเห็น) บางคนเป็นคนมีอารมณ์แหว่งๆวิ่นๆขาด ๆ เกิน ๆ บางคนอารมณ์บวมเป่งปูดโป่ง บ้าบิ่นไปบ้าง แต่ยังไม่ถึงกับบ้าคลั่ง ตามอุณหภูมิความร้อนแรงที่กดดันอยู่ตามสภาพสิ่งแวดล้อม บางคนน่าสงสาร (เหมือนตัวเอง)อยู่อย่างเดียวดายไร้ญาติขาดเพื่อนมีปัญหาเพิ่มขึ้นจากขาดแคลน เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม หยูกยา อาหาร ที่อยู่อาศัย เนื่องมาจากขาดเงิน ขาดแคลนแม้กระทั่งการสมสู่อย่างคู่รักหรือคู่ซ้อมที่ควรจะมีบ้างตามกิเลสตัณหาของมนุษย์สุดประสาท  อยากจะปลอบใจตัวเองว่า ช่วยตัวเองกันมาหลายเรื่องแล้วจะช่วยตัวเองชนิด “ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน” ต่อไปอีกสักหน่อยอีกสักเรื่องสองเรื่องไม่ได้เชียวหรือ ก็ย่อมได้..จะเป็นไรไป   ปัญหาของมะริกันชนนับวันจะมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังร้ายแรงสมควรจะได้รับการแก้ไขโดยพลัน ก่อนจะคิดไปแก้ไขแก้คันโชว์ต่างประเทศในฐาะลูกพี่ใหญ่   กรูละผิดหวัง“ลุงแซม” เห็นดีเห็นงามไปด้วยการส่งเงินไปช่วย หรือส่งทหารมะริกันเข้าไปรักษาความปลอดภัยให้กับประเทศอื่นๆ  ที่มีข่าวกัดกันฟัดเหวี่ยงกันอยู่อย่างยาวนานน่าเบื่อหน่าย ทำไมไม่ช่วยมะริกันข้างถนนพลเมืองของตัวเองก่อนบ้างล่ะ...

อ่านต่อฉบับหน้า