Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (11) โดย วิจารณ์ จันทนเวส

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

                มะริกันข้างถนน.. ที่ผมเป็นสมาชิกถาวรตลอดชีพ..ไม่มีพิธีรีตอง ไม่ต้องลงทะเบียนประวัติไม่มีต้องมีบัตรประจำตัวไว้แต่อย่างไร ไม่มีบันทึกไว้ว่า จะร่อนไปร่อนมาอยู่แถวไหน ใน ลอส แองเจลิส บ้าง  มีอยู่หลายเรื่องหลายราวน่ารู้ น่าเห็น (ในส่วนที่เคยเคยพบเคยเห็น) บางคนเป็นคนมีอารมณ์แหว่งๆวิ่นๆขาด ๆ เกิน ๆ บางคนอารมณ์บวมเป่งปูดโป่ง บ้าบิ่นไปบ้าง แต่ยังไม่ถึงกับบ้าคลั่ง ตามอุณหภูมิความร้อนแรงที่กดดันอยู่ตามสภาพสิ่งแวดล้อม บางคนน่าสงสาร (เหมือนตัวเอง)อยู่อย่างเดียวดายไร้ญาติขาดเพื่อนมีปัญหาเพิ่มขึ้นจากขาดแคลน เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม หยูกยา อาหาร ที่อยู่อาศัย เนื่องมาจากขาดเงิน ขาดแคลนแม้กระทั่งการสมสู่อย่างคู่รักหรือคู่ซ้อมที่ควรจะมีบ้างตามกิเลสตัณหาของมนุษย์สุดประสาท  อยากจะปลอบใจตัวเองว่า ช่วยตัวเองกันมาหลายเรื่องแล้วจะช่วยตัวเองชนิด “ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน” ต่อไปอีกสักหน่อยอีกสักเรื่องสองเรื่องไม่ได้เชียวหรือ ก็ย่อมได้..จะเป็นไรไป   ปัญหาของมะริกันชนนับวันจะมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังร้ายแรงสมควรจะได้รับการแก้ไขโดยพลัน ก่อนจะคิดไปแก้ไขแก้คันโชว์ต่างประเทศในฐาะลูกพี่ใหญ่   กรูละผิดหวัง“ลุงแซม” เห็นดีเห็นงามไปด้วยการส่งเงินไปช่วย หรือส่งทหารมะริกันเข้าไปรักษาความปลอดภัยให้กับประเทศอื่นๆ  ที่มีข่าวกัดกันฟัดเหวี่ยงกันอยู่อย่างยาวนานน่าเบื่อหน่าย ทำไมไม่ช่วยมะริกันข้างถนนพลเมืองของตัวเองก่อนบ้างล่ะ... หรือจัดประเภทพวกเขา (อันที่จริงน่าจะพูดว่าพวกผม) เอาไว้ว่า “มะริกันข้างถนน” มีฐานะเทียบเท่าหมาข้างถนนเท่านั้นเอง ส่วนกะเหรี่ยงชน (คนนึ้คนเดียว) หนีไม่พ้นจะถูกมองว่าเป็น “ไอ้กะเหรี่ยงข้างถนน (ครับผมเอง) เป็นเหมือนหมาข้างถนน   เหมียนๆ กัลล์  “ไม่ต่างกับกับพรรคพวก “มะริกันชน..คนข้างถนน”ที่มองกันอย่างดูแคลนว่า เป็นขยะสังคมอยู่ในประเทศนี้

                ปัญหาเรื่องค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นทุกวัน มะริกันข้างถนน อาจจะเหลือสิ่งที่กินได้ตามประสาจนอยู่สองอย่างคือ ดื่มน้ำกับงับอากาศกิน (หรือกินยอดไม้ใบไม้ข้างทางริมถนนหนทาง) ให้ลมเข้าไปพองในท้องพออิ่ม ถึงกระนั้นก็ยังไม่เห็นใจกัน ไม่ใช่ปัญหาของระบบนายทุนที่ถือคติว่า ใครมือยาวสาวได้สาวเอา..  ใครอยากจะแก้ก็แก้ไป พวกเศรษฐี พวกนายทุน ไม่ไปเกี่ยวข้องว่องแวะด้วย เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัวกลัวความลำบากยากจน ทั้ง ๆ ที่ควรจะได้รับการแก้ไขด้วยวิธีแบ่งปันกันบ้าง (อย่างทั่วถึง) โดยรัฐเป็นคนกลางต้องยื่นมือเข้ามาจัดการช่วยเหลือจากจิตใจของมนุษย์ที่ไม่ใช่เครื่องจักรกล.. อย่างทุกวันนี้

                ปัญหาบ้านแตกสาแหรกแหก.. (ยิ่งกว่าขาด) ปัญหาเด็กข้างถนนอีลุ่ยฉุยแฉก เห็นกันอยู่เกลื่อนกลาดใน ลอส แองเจลิส เนื่องจากจะไม่ได้รับการเหลียวแล เอาอกเอาใจจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่มองข้ามปัญหาของวัยสะรุ่น พวกหนุ่มสาวชาวมะริกัน ที่คิดว่าตัวเอง “เก่ง ..กูแน่..” ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะวิ่งออกไปชนโลกภายนอกไม่ง้อผู้ปกครอง  ไปแข่งขันกันหาเงินเพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของตัวเอง-หรือบางคน บางกลุ่มบางก้อนออกจากบ้านจากครอบครัวเพื่อหนีความยากจนไปให้สุดกู่ เด็กๆ เหล่านั้นเบื่อบ้านเบื่อชีวิต เด็กมะริกันชน คนอยู่ข้างถนน ส่วนหนึ่งวิ่งเข้าไปชนปัญหาโลกาวิวัฒน์น่าจะเรียกว่าโลกาวิบัติหรือโลกาวินาศ ก็ได้ จึงหนีออกจากบ้านมา มีทั้งที่มาจากครอบครัวร่ำรวย  ครอบครัวปานกลาง และแน่นอนว่ามาจากครอบครัวยากจนมากที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งมาจากครอบครัวที่อยู่รัฐห่างไกลความเจริญ..อยู่อย่างเงียบๆ เหงาๆ เฉาๆ ซังกะตาย เด็กบ้านนอกในมะริกาออกมาร่วมขบวนกับ มะริกันข้างถนน มีมากกว่ากว่าที่เคยคิด..เป็นปัญหาโลกแตกแก้ไม่ตกของมะริกันชน อยู่ทุกวันนี้ 

                เด็กที่หนีออกจากบ้าน มาอยู่รวมกลุ่มกันในเมืองใหญ่ อย่าง ลอสแองเจลิส นิวยอร์ค ชิคาโก มั่วกันกินนอนอยู่ตามข้างถนน (ที่จริงแล้ว) ส่วนใหญ่ไปอยู่ในตึกใหญ่รกร้างอาณาเขตกว้างขวางไม่อึดอัด จะเลือกอยู่ชั้นไหนก็ได้  รอเวลาโยกย้ายหาที่อยู่กันใหม่ ในวันถล่มตึกเก่าลงมาสร้างใหม่ (อาณาบริเวณที่เรียกว่า ฮอลลีวูดมีมากที่สุด) พวกวัยอยาก “ลองของ” (ที่แม่ให้มา) กลุ่มวัยรุ่นวัยนั้น ไม่รู้ไม่คิด ไม่แคร์ กับจุดหมายปลายทางชีวิต มีความสุขอยู่กับยาเสพติดและกามกีฬา  เด็ก ๆ ผู้สับสนกับชีวิตเหล่านั้น รับไม่ได้กับระบบหรือระเบียบสังคมใด ๆ ทั้งสิ้น  เมื่อมีความปรวนแปรทางจิตใจมากขึ้น ทางออกสุดท้ายคือ เสพยาเสพติด กับสูดดมกินยาบ้า สูบกัญชาที่จะพาให้เคลิบเคลิ้มได้ มีความสุขอยู่กับควันยา  หรือยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ  เมื่อถึงทางตันสิ้นสภาพร่างกายกระหายยาเสพติดขึ้นมามาก ๆ เกินกว่าจะหาสตังค์ซื้อหาแล้ว ทนรับความเป็นจริงไม่ได้ ก็จะคิดหาทางออกสิ่งสุดท้าย  ฆ่าตัวตาย..

                ด็อกเตอร์เหรือด็อกกี้ มีดีกรีทางด้านสังคมจิตวิทยา ครุ่นคิดนั่งแก้ไขปัญหา (ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าต้นตอ..เป็นไปเป็นมาอย่างไร) แก้คันให้ตัวเองก่อน เกาอวัยวะในที่ลับไปด้วยช่วยตัวเองให้หายคัน  หรือเพียงแค่ปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองให้สมองปลอดโปร่ง  ก่อนจึงจะคิดถึงเรื่องเด็กติดยาทั้งๆ ที่กำลังนั่งคิด เดินคิดอยู่ในที่แจ้งภายในสำนักงานหรูหราในห้องแอร์เย็นฉ่ำเดินวนไปวนมาทำท่าราวกับว่ากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก  แต่ไม่เคยออกมาสัมผัสปัญหาอันแท้จริงบนท้องถนน นอกจากเปิดตำราวิเคราะห์ไปตามรายงานที่ได้รับมา ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่เคยอินังขังขอบอย่างจริงใจ โผล่ออกมาลอยหน้าลอยตาพูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาเด็ก ๆ แต่พูดได้ราวกับน้ำไหลไฟดับ พูดเป็นเรื่องเป็นราว เข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่ง (ใช้ศัพท์ของหมอ) ชี้ให้เห็นเป็นฉากๆ ถึงปัญหาของ เด็กมะริกันข้างถนน บนหน้าจอทีวี. โดนพวกเด็กเร่ร่อนข้างถนน ถ่มน้ำลายรดใส่หน้าผ่านทีวีที่ดูอยู่ในที่สาธารณะ“ถุย!!! แม่ง..ไม่เคยอด.. มีแต่อยาก..”(?)

                ปัญหาที่พวก มะริกันข้างถนน.. รู้ดี..ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแก้ไขด้วยใจจริง มันเจ็บปวดเกินกว่าที่มะริกันชนชั้นสูง ชนชั้นปกครองจะรับได้ ตามสันดานหยิ่ง มะริกันยโส  ชนชั้นปกครองระดับบริหารประเทศ หรือมะริกันชนที่ถีบตัวเองขึ้นมาตั้งพงษ์เผ่าเหล่ากอเป็น “ผู้ดีแยงกี้มะริกัน” ทั้ง ๆ ที่ต้นตระกูลของพวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่หนีภัยเศรษฐกิจ อ่อนยวบยาบมาจากประเทศของพวกเขา  มาตั้งตัวร่ำรวยขึ้นมาได้จากการเอาเปรียบคนยากจนและคนที่มีโอกาสน้อย (เป็นเรื่องจริงไม่น่าเชื่อ) ว่า พวกเขารวมหัวกันอยู่ในระหว่างชนชั้นเดียวกัน จำกัดแวดวงหลงตัวเองไว้ในหมู่พวกพ้อง ลืมตนลืมตัวหยิ่งผยองพองขนว่า ประเทศ (ใหม่) ของเขา (มะริกา) บังคับใช้กฏหมายจัดระบบสังคมได้ดีที่สุดในโลก เปิดโอกาสให้พวกเขาเอาเปรียบเจ้าของประเทศได้ อย่างเสรี พวกเหล่านั้นไม่ต่างไปกว่า “จิ้งก่า..ได้ทอง”

                เรื่องของ “มะริกันข้างถนน.. เรื่องของคนยากคนจน ชนิดมองเห็นกันอย่างตำตาว่า ควรจะได้รับความช่วยเหลือฉับพลันทันที  อย่าอ้างว่าไม่มีเงินช่วยในส่วนนั้น เพราะจะต้องทำสงครามที่ไม่ประกาศไปทั่วโลก ไม่ช่วยแล้วยังพูดให้แสลงใจ ตอกย้ำความรู้สึกถูกทอดทิ้ง จากคนชั้นปกครองรัฐที่มีตำแหน่งสูงคนหนึ่งเคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า “พวกเขา (มะริกันข้างถนน) เลือกทางเดินของเขาเอง” (กรูละเบื่อ...) พูดประโยคสั้นๆ (ถากถาง) ถือว่า เป็นการแก้ปัญหา..แล้ว.. หรือ..(บัดซบซะละมาก) ปัญหาสังคมสังคังของ มะริกันข้างถนน ผมกระเหรี่ยงชน คนหลังเขา ไม่ควรจะเข้าไปมีส่วนไปเสือกด้วยประการทั้งปวง ทั้ง ๆ ที่เป็นสมาชิกถาวรร่วมกอดคอเดินไปบนถนนสายเดียวกันกับเพื่อนพ้องร่วมชะตาชีวิตคล้ายคลึงกันกับพวกเขามะริกันข้างถนน มานานเกินสมควร นานหลายปีดีดัก ยอมรับสภาพว่าเป็นคนล้มไม่รู้โด่โงหัวไม่ขึ้นไม่ว่าจะเป็นสังคมมะริกันธรรมดาๆ พื้นๆ ค่อนข้างไปทางยากจน (ชั้นดีไม่ต้องพูดถึง หรือชั้นปานกลางก็ยังไม่ได้ ) รวมกระทั่งสังคมไฮโซ ของ กะเหรี่ยงชน ระดับคนมีเงินหรือแกล้งๆ วางท่าทำว่าร่ำรวยด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัว สวยๆ หล่อๆ ล่อตาหรือหลอกตากันเอาไว้ก่อน ซ่อนใบหน้าที่แท้จริงไว้ กับการพอกหน้า (อย่างหนา) ด้วยเครื่องสำอางค์ชั้นดีมีราคา  ผมผู้ไม่ค่อยจะสนใจกับความเป็นไปของกะเหรี่ยงชนทั่วๆ ไป พวกไหโชว์ (ผมเรียกว่าพวก ไห..โชว์ ครับผม) เท่าไรนัก ..เจียมตัวเจียมตนว่าเป็นคนเคยมีแค่  “กะลาครอบหัว” กันแดดกันฝนกันลมอยู่เท่านั้นไม่มีปัญญา ไม่เพ้อไม่ฝันไปกับความหรูหรามีราคาของคนกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ไหโชว์ (หรือพวกชอบ  เรียกตัวเองสำเนียงฝาหรั่งว่า “ไฮโซฯ  (ออกเสียงสำเนียงกะเหรี่ยงว่า ไหโชว์ หรือจะเรียกตามภาษาผมว่าพวก “ตอแหล” ก็น่าจะได้)   คนอย่างผมมีชีวิตอยู่ต่ำต้อยน้อยวาสนากว่าคนธรรมดาสามัญไม่กล้าเข้าใกล้คนเด่นๆ ดังๆ ในสังคมไฮโซฯ (ผมมองคนกลุ่มนั้นเป็นเพียงพวกจิตผิดปกติ จิตเบี่ยง) เป็นคนขี้อิจฉาตาร้อนฉ่า บางคนร้อนจัดจนกระทั่งตาเหลือกตาโปน หาความสงบใจอย่างคนปกติไม่ได้ พวกที่เรียกตัวเอง (อย่างคนหน้าหนา) ว่า  “ไฮโซ..” ใน ”สังคังกะเหรี่ยง” แถมยังไม่กล้าพูดความจริงอีกต่างหาก ควรจะเรียกว่าพวก โซเซ หรือ โลโซ  มากกว่า  คนกลุ่มนั้น สมควรมีชื่อเสียงเรียกตามภาษากะเหรี่ยงได้ว่า เป็นพวก “สังคังในสังคม” มีจิตวิปริต ปิดบังความจริงของตัวเอง ถึงขนาดเรียกได้ว่าซ่อนเร้นความจริงกันไว้  มีความคิด “หลุดโลก” ไม่ยอมรับความจริงว่า โคตรใคร..ใครเป็นใคร เป็นมาอย่างไร รู้ไส้อยู่หลายคนมีอยู่คนละหลายๆขด ก็ไม่เคยไปกล่าวหาด่าว่าเขา แต่หลายๆ คนคนมีอันเป็นไป ตามคำสาปแช่งจากปากของผู้รู้ผู้เห็นพวก “โซเซ” เหล่านั้นสะสมความเครียด (จะโกรธเกลียดใครๆต่อใคร อย่างไร้เหตุผล) กลายเป็น “คนจิตวิปลาศ” ไม่แตกต่างกันเท่าไรนักกับคนที่ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ไม่อยู่ (ยังไม่ถึงขั้นบ้า)  คิดว่าตัวเองเป็นคน“ไฮโซ” (โซๆ หยั่งงั้น..หยั่งงั้น)..เป็นโรคจิต..ซะละมาก ) อยากจะถูกเรียกว่าเป็นคนดีมีสตังค์ อาจจะมีอยู่มั่ง แต่ไม่เคยทำดีๆ ให้กับสังคม แถมเป็นคนไม่มีสตังค์จริงๆ เสียด้วยซี ไม่มีใครอยากจะรับรู้ ก็น่าจะอายตัวเองบ้าง หรือเป็นเพราะว่า หมดยางอายไปนานแล้ว คนยากจนประเภทเดียวกันกับผมเจียมเนื้อเจียมตัวไว้ก่อน น่ะดีแล้ว  พึงจะต้องเคร่งครัดเรื่อง เจียมตัว เจียมตน เอาไว้ตลอดเวลาไม่ต้องการให้ใครมาตอกย้ำ ไม่อยากจะให้คนนินทา..(คงไม่มีใครนินทา คนระดับเรา คนข้างถนน อาจจะได้ยินวาจาจาก “หมาดูถูก” บ้าง)  แม้ว่าจะไม่มีบารมี ไม่ใช่คนในสังคม แต่ก็ไม่ควรหน้าโง่ไป...

(อ่านต่อฉบับหน้า)