Get Adobe Flash player

ที่มาของ “มะริกันข้างถนน” (12) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

เรื่องของ “มะริกันข้างถนน.. เรื่องของคนยากคนจน ชนิดมองเห็นกันอย่างตำตาว่า ควรจะได้รับความช่วยเหลือฉับพลันทันที  อย่าอ้างว่าไม่มีเงินช่วยในส่วนนั้น เพราะจะต้องทำสงครามที่ไม่ประกาศไปทั่วโลก ไม่ช่วยแล้วยังพูดให้แสลงใจ ตอกย้ำความรู้สึกถูกทอดทิ้ง จากคนชั้นปกครองรัฐที่มีตำแหน่งสูงคนหนึ่งเคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า “พวกเขา (มะริกันข้างถนน) เลือกทางเดินของเขาเอง” (กรูละเบื่อ...) พูดประโยคสั้นๆ (ถากถาง) ถือว่า เป็นการแก้ปัญหา..แล้ว.. หรือ..(บัดซบซะละมาก) ปัญหาสังคมสังคังของ มะริกันข้างถนน กระเหรี่ยงชนคนหลังเขา ไม่ควรจะเข้าไปมีส่วนไปเสือก ด้วยประการทั้งปวง (ใช่ไหม) ทั้ง ๆ ที่เป็นสมาชิกถาวรร่วมกอดคอเดินไปบนถนนสายเดียวกันกับเพื่อนพ้องร่วมชะตาชีวิตคล้ายคลึงกันกับพวกเขามะริกันข้างถนน มานานเกินสมควร นานหลายปีดีดัก ยอมรับสภาพว่าเป็นคนล้มไม่รู้โด่โงหัวไม่ขึ้นไม่ว่าจะเป็นสังคมมะริกันธรรมดาๆ พื้นๆ ค่อนข้างไปทางยากจน (ชั้นดีไม่ต้องพูดถึง หรือชั้นปานกลางก็ยังไม่ได้ ) รวมกระทั่งสังคมไฮโซ ของ กะเหรี่ยงชน ระดับคนมีเงินหรือแกล้งๆ วางท่าทำว่าร่ำรวยด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัว สวยๆ หล่อๆ ล่อตาหรือหลอกตาหรือกระทั่งหลอกลวงกันเอาแต่ได้เอาไว้ก่อน ซ่อนใบหน้าที่แท้จริงไว้ กับการพอกหน้า (อย่างหนา) ด้วยเครื่องสำอางค์ชั้นดีมีราคา  ผมผู้ไม่ค่อยจะสนใจกับความเป็นไปของกะเหรี่ยงชนทั่วๆ ไป พวกไหโชว์ (ผมเรียกว่าพวก ไห..โชว์ ครับผม) เท่าไรนัก ..เจียมตัวเจียมตนว่าเป็นคนเคยมีแค่  “กะลาครอบหัว” กันแดดกันฝนกันลมอยู่เท่านั้นไม่มีปัญญา ไม่เพ้อไม่ฝันไปกับความหรูหรามีราคาของคนกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ไหโชว์ (หรือพวก ชอบ  เรียกตัวเองสำเนียงฝาหรั่งว่า “ไฮโซฯ  (ออกเสียงสำเนียงกะเหรี่ยงว่า ไหโชว์ หรือจะเรียกตามภาษาผมว่าพวก “ตอแหล” ก็น่าจะได้)   คนอย่างผมมีชีวิตอยู่ต่ำต้อยน้อยวาสนากว่าคนธรรมดาสามัญไม่กล้าเข้าใกล้คนเด่นๆ ดังๆ ในสังคมไฮโซฯ (ผมมองคนกลุ่มนั้นเป็นเพียงพวกจิตผิดปกติโง่อย่างยโส) เป็นคนขี้อิจฉาตาร้อนฉ่า บางคนร้อนจัดจนกระทั่งตาเหลือกตาโปน หาความสงบใจอย่างคนปกติไม่ได้ พวกที่เรียกตัวเอง (อย่างคนหน้าหนา) ว่า  “ไฮโซ..” ใน ”สังคังกะเหรี่ยง” แถมยังไม่กล้าพูดความจริงอีกต่างหาก ควรจะเรียกว่าพวก โซเซ หรือ โลโซ  มากกว่า  คนกลุ่มนั้น สมควรมีชื่อเสียงเรียกตามภาษากะเหรี่ยงได้ว่า เป็นพวก“สังคังในสังคม” มีจิตวิปริต ปิดบังความจริงของตัวเองเอไว้ ถึงขนาดเรียกได้ว่าซ่อนเร้นความจริงกันอยู่ที่เห็นๆ ที่เห็นๆ คือ มายาถาไถย  มีความคิด “หลุดโลก” ไม่ยอมรับความจริงว่า โคตรตัวเองเป็นใครกัน..ใครเป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร รู้ไส้รู้อยู่หลายคนมีอยู่คนละหลายๆขด ก็ไม่เคยไปกล่าวหาว่าเขา แต่หลายๆ คนคนมีอันเป็นไป ตามคำสาปแช่งจากปากของผู้รู้ผู้เห็นพวก “โซเซ” เหล่านั้นสะสมความเครียด (จะโกรธเกลียดใครๆต่อใคร อย่างไร้เหตุผล) กลายเป็น “คนจิตวิปลาศ” ไม่แตกต่างกันเท่าไรนักกับคนที่ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ไม่อยู่ (ยังไม่ถึงขั้นบ้า)  คิดว่าตัวเองเป็นคน “ไฮโซ” (โซๆ หยั่งงั้น..หยั่งงั้น)..เป็นโรคจิต..ซะละมาก ) อยากจะถูกเรียกว่าเป็นคนดีมีสตังค์ อาจจะมีอยู่มั่ง แต่ไม่เคยทำดีๆ ให้กับสังคม แถมเป็นคนไม่มีสตังค์จริงๆ เสียด้วยซี ไม่มีใครอยากจะรับรู้ ก็น่าจะอายตัวเองบ้าง หรือเป็นเพราะว่า หมดยางอายไปนานแล้ว

คนยากจนประเภทเดียวกันกับผมเจียมเนื้อเจียมตัวไว้ก่อน น่ะดีแล้ว   พึงจะต้องเคร่งครัดเรื่อง เจียมตัว เจียมตน เอาไว้ตลอดเวลาไม่ต้องการให้ใครมาตอกย้ำ ไม่อยากจะให้คนนินทา..(คงไม่มีใครนินทา คนระดับเรา คนข้างถนน อาจจะได้ยินวาจาจาก “หมาดูถูก” บ้าง)  แม้ว่าจะไม่มีบารมี ไม่ใช่คนในสังคม แต่ก็ไม่ควรหน้าโง่ไป “กัดกับหมา” มิใช่หรือ  ไม่น่าจะมีคนนินทา เพราะตัวเราเขาเรียกกันว่า “โลโซ” ถ้ามีคนนินทาจริงก็น่าจะดีใจมากกว่า  ถ้าเขารู้เรื่องจริงพูดเรื่องจริง ไม่เคยปิดบังใครว่า “อ้ายนี่..อ้ายนั่นอ้ายคนนั้น มันเป็นคน ไร้จี๊ ไม่มีกะตังค์ มันคลุกคลีอยู่กับ “มะริกันข้างถนน” มันเป็นได้แค่ “คนโซซัดโซเซพเนจร” เท่านั้นเอง ยอมรับความจริงที่เขาพูดๆ กัน ด้วยความขอบคุณ ยืนยันย้ำอีกทีว่า ตั้งแต่หัวกบาลลงมา ไม่เคยมีของดีๆ ราคาแพงใช้ แถมยังรู้ตัวรู้ว่า เป็นคน มิมีจะแด๊กส์ อีกด้วยซ้ำไป (สะใจกันพอไหม..ขอรับ)  เป็นจริงอย่างที่ท่านๆ ว่า น่าจะขอบคุณและไม่เถียง มีคนนินทา ถึงกับ หมาดูถูก ก็ยังน่าชื่นใจรับได้ครับผม  ไม่ปฎิเสธเพราะเป็นอย่างที่เขาพูดกันก็จริงอยู่  มาคิดมากอยู่หน่อยกับคำพูดที่ว่า “มันจนอย่างหมา..มีหน้า (ตา) สักแต่ว่าเป็นคน เท่านั้นเอง” ครับขอบคุณ อีกครั้งที่ช่วยๆ เตือนสติกันไว้   อีกอย่างถ้าขอได้ จะขอ (ร้อง) ว่า ไม่อยากจะให้ยกเอา “หมา”  มาเปรียบเทียบ เพราะหมาที่นี่ส่วนใหญ่กินอยู่ดี หมาที่นี่เท่าที่เห็นแต่ละตัวชูคออยู่ในรถยนต์ ล้วนแต่สะอาดสะอ้านหมดจด  (เคยเห็นหมานั่งรถบัส..รถประจำทางกันบ้างไหม)  “หมา” ยังโชคดีโชคดีกว่าพวกผมกลุ่ม มะริกันข้างถนน เสียอีก (พูดอย่างยินดีด้วยใจจริง) ผมได้แต่ชื่นชมที่ได้พบได้เห็นหมามีความสุขความสบาย  รู้จักหมาด้วยความรักว่า “หมา”ไม่ว่าจะเป็นหมานั่งรถยนต์ หรือหมาข้างถนน มีจิตใจดี การจะมองหมาเป็นหมา มองคนเป็นคน มีวลีที่ว่า “เห็นคนเป็นคน..นั่นแหละคน..เห็นคนไม่ใช่คน..หาใช่คนไม่” หรือเป็นเพราะว่า ผมรักหมา..มากกว่าคนบางคน ที่มีแค่หน้าหยักๆ สักแต่ว่าเป็นคนเท่านั้นเอง หมาน่ารักน่าคบหามากกว่าคนบางคน “อย่าคิดสัปดี้ สัปดน เอาคน (เลวๆ) ไปเปรียบกับหมาดีๆ”  ผมมีความเชื่อว่า ส่วนมากแล้ว ..หมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยม (ระยำ) หมาตามไม่ทันคนปลิ้นปล้อนหลอกลวง ส่วนคนบางคนร่างกายเป็นคน แต่ใจเป็นสัตว์เลื้อยคลานเอาเปรียบกระทั่งหมา อย่าได้เอาไปเปรียบเทียบกับหมาเลย ถ้าไม่รู้จะบอกให้ว่า  คนบางคนไม่รู้บุญคุณคน แต่หมาทุกตัว”รู้บุญคุณคน” ที่เลี้ยงดู และหวังดีต่อมัน

   “หมาไม่มองคน ไม่ใช่คน” ยอมรับว่า เคยคิด ไม่เคยพูดออกมาตามที่สายตามองเห็น คนบางคน รวมทั้งคนอย่างผมด้วยหน้าเหมือนหมาจริงๆ (ถ้าเดินสี่ขาได้..ก็ใช่เลย) ในกลุ่มพรรคพวกพี่น้อง “มะริกันข้างถนน” บางคนก็มอมแมมไปบ้างเป็นเพราะเหน็จเหนื่อยหรือเบื่อหน่ายสภาพที่ตนเป็นอยู่ จึงปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่สนยใจอะไรทั้งนั้น  หน้าตาจึงมอมแมมผมเผ้าหนวดเครารุงรังไปคล้ายๆ กับหมาบางตัวเข้าอย่างไม่ตั้งใจ แต่นิสัยใจคอโอบอ้อมอารี เป็นคนปล่อยวางทุกอย่างอยู่อย่างสันโดด เป็นคนที่มีธาตุแท้เป็นคนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ พูดจาประสาคนดี นอบน้อมถ่อมตนมีน้ำใจ (นั่นแหละคน))  ส่วนรูปร่างหน้าตาเลือกเกิดไม่ได้   ส่วนเหล่าผู้คน (ดัดจริต)  “ไหโซ”บางคน ถ้าลอกคราบเอาแป้งปะหน้าออกไปแล้ว จะเห็นหน้าตาเหี่ยวย่นผิวหน้าหยาบยับยิ่งกว่าหมาขี้เรื้อน (หยาบขนาดเอากระดาษทรายขัดหน้า ก็ยังทั้งหนาทั้งยับอยู่นั่นเอง)  เศร้าใจแทนทั้งเหี่ยวทั้งย่น (เวลานอนน่าจะเอาผ้าขะม้ารัดพุงไว้ เผื่อหนังหน้าท้องจะตึงขึ้นมาบ้าง) พวกนั้นจะน่าจะเรียกว่า เป็นพวกไม่มีเอว พุงโร.. แต่ยังกล้าพูดว่า “เอวมี.. แต่พุงบัง” ว่าเข้าไปนั่น.. น่ากลัวยังไม่เท่าไร แต่น่าเกลียด ยิ่งกว่าหมาแก่ๆ ทั่วไป... น่าสังเวชใจจริงเชียว

มะริกันข้างถนน ผู้คนที่เข้าใจซึ่งกันและกันคบหาสมาคมกันมาอย่างสนิทสนม เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกันโดยไม่มีความรู้สึกกระดากกระเดื่องใจ ไม่มีชนชั้นสูง ต่ำ ดำ ขาว ไม่มียาวหรือสั้น เพื่อนมะริกันข้างถนนไม่เคยทำให้ผมอับอาย..หรือน้อยอกน้อยใจด้วยการดูถูกดูหมิ่นดูแคลนไม่ว่าจะเพียงสายตาก็ตาม..แม้ว่าพวกเขาจะติดปาก “พูดคำด่าคำ” พรั่งพรูออกมาบ้างก็อย่าถือกัน เพราะมันเป็นนิสัยหรือความเคยชินไปเสียแล้วกับภาษา “มะริกันข้างถนน” เพียงพูดหยาบๆ เข้าไว้เพื่อความสะใจของตัวเองเท่านั้นเอง อย่าถือสา ถือว่าเป็นภาษาที่เขาเหล่านั้นคุ้นเคยติดปาก ได้รสชาดในการสนทนา ให้ความรู้สึกลึกลงถึงกระดองใจ เท่าที่ได้พบประสบมา ไม่เคยมีใครคุยทับคุยข่มคุยขย่มเขย่าให้ปวดใจเหมือนเหล่า (อดีต) เพื่อน (กะเหรี่ยง) ร่ำรวยหรูหราที่เคยคบหาสมาคมรู้จักกันมาสมัยก่อน น่าเสียดายว่าบางคนเคยคบกันมาตั้งแต่อยู่เมืองไทย. พอมีรัศมีสีเขียวดอลล่าห์จับเข้าหน่อย สันดานเปลี่ยนไป สันดานเดิมก็โผล่ออกมาให้เห็น (ถ่อยสัตว์) ดูถูกดูแคลนแดกดันกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือเจือจาน เลี้ยงดูให้ข้าวปลาอาหารการกิน สักคำสองคำ แม้กระทั่งการพูดจาไม่เคยมีน้ำใจ ไม่ได้ขอ แม้อยากจะขอให้พูดจาประสาคนธรรมดา ๆ บ้าง  เพียงแต่“ขอ” ยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น คนประเภทนั้นยากจนกว่าคนส่วนใหญ่ ที่เคยพบปะ ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยงด้วยกัน หรือ กับคนต่างชาติต่างภาษา  กะเหรี่ยงชนคนแล้งน้ำใจ มีจริงๆ มีตัวจริงเสียงจริงอยู่ในสังคม ถ้าไม่ซวยพอ คงไม่ได้พบไม่ได้เห็นกันในชาตินี้หรอก ดูหน้าตาไม่ออกว่า จะจนน้ำใจ (ถึงหยาบคาย) ได้ถึงขนาดนั้น ถ้าหากตกต่ำ ไปรวมอยู่กับ “มะริกันข้างถนน” คงจะถูกถีบหัวส่ง วิ่งหนีเอาหัวซุกตูด ออกมาจากกลุ่ม ไม่ทันพ้นมือพ้นตีนไปได้หรอก จะบอกให้ 

                         กะเหรี่ยงจากแดนไกล “หนึ่งเดียวคนนี้” อยู่ในหมู่ “มะริกันข้างถนน” อย่างคงเส้นคงวา คบหากับพวกเขามานานนักหนา พูดคุยกับเขาเหล่านั้นด้วยความเห็นอกเห็นใจ ให้ความสนใจในสิ่งที่เขาต้องการพูดถึงหรือระบายความในใจแค่ต้องการคลายเครียด เป็นเพื่อนรับฟังเรื่องราวในชีวิตที่เขาถ่ายทอดให้ฟังอย่างตั้งใจ รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง ไม่รู้หรือเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อน ๆ ชนชั้นเดียวกัน แค่ได้ฟังเป็นบางเรื่อง และได้สัมผัสเรื่องราวคล้ายๆ กันด้วยตัวเองอยู่บ้าง ถ้าอยากจะรู้เรื่องชีวิตของกะเหรี่ยงชนคนหนึ่ง เคยมาใช้ชีวิตชนิดตกต่ำสุดๆ คลุกคลีกับมะริกันข้างถนนด้วยความอบอุ่นใจกว่าอยู่ใกล้แวดวง กลุ่มกะเหรี่ยงไหโซ (เหยียบย่ำกันให้เต็มตีนไปเลย ไม่ว่ากัน)  มีชีวิตเฉกเช่น มะริกันข้างถนน เคยมีความเป็นอยู่แบนแต๊ตแต๋คลุกฝุ่นคลุกดินนานกว่าครึ่งค่อนชีวิต เคยหิวโหยขนาดคิดจะแย่งอาหารที่อยู่ในกล่องให้หมากินมาแล้ว ได้แค่เคยคิด (เคยอดอยากถึงกับไม่มีน้ำลายจะกลืนลงคอ) หมาข้างถนนมันก็คงหิวเหมือนคนโซข้างถนนอย่างผมเช่นเดียวกัน (เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง) รวมทั้งยังมีศักดิ์ศรี ที่ แด็กส์ไม่ได้ ได้แต่คิดเอาเองว่ามีอยู่มั่ง (คือไม่ขอหรือขโมยใครกิน) มีสำนึกในความเป็นคนอยู่จะได้ไม่ต้องอายหมา (พวกที่น่าจะอายหมาคือพวกกะเหรี่ยงกะล่อน) กะเหรี่ยงยากจน (คนนี้)คนเคยมั่วอยู่ร่วมวงสังสรรกับมะริกันข้างถนน ผู้คนต่างชนชั้นที่คุณๆ คงไม่มีใครเคยคิดจะคบหาสมาคมด้วย ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวของ “มะริกันข้างถนน”เท่าไรนัก แต่บางคนคงจะเคยผ่านสายตา หรือรู้เรื่องราว มะริกันข้างถนน มาบ้างแล้ว เรื่องของชนชั้นมันต่างกันมากราวกับหน้ามือเป็นหลังอะไรก็ว่าไป มะริกันข้างถนนส่วนใหญ่ เรื่องไหนไม่ชอบก็ด่าได้ เรื่องไหนชอบก็ด่าได้  (เป็นคำสบถ ตามความเคยชินอยู่ในใจ) ถ้าอยากจะด่าก็ด่าได้ (คลายความเครียดลงได้บ้าง) ใครจะทั้งชอบหรือไม่ชอบก็ย่อมได้ (ไม่ว่ากันอีกนั่นแหละ)

อ่านต่อฉบับหน้า