Get Adobe Flash player

ภิกษุสันดานกา โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

    กล่าวนำ “ด้วยความบันดาลใจที่ได้จากภาพเขียนและความเห็นของบุคคลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องเกี่ยวข้องกับ เนื้อหาที่เขียนขึ้นมานี้ ..”

        

“ ผม (ผู้เขียน) ขอรวบรวมข้อคิดและความเห็นจากภาพเขียนอื้อฉาวเกี่ยวกับคนนุ่งเหลืองห่มเหลืองคล้ายภิกษุ หรือลอกแบบมาคล้าย พระภิกษุทุกกระเบียดนิ้ว แต่เป็นคนเลวทรามกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ศิษย์ของพระพุทธเจ้า เป็นคนเลียนแบบพระภิกษุแท้ๆ แต่ภายนอก ภายในคือจิตและวิญญาณเป็นคนมี สันดานกา  (ต้องขอให้พิจารณาภาพประกอบด้วย)  ภาพวาดของ  อาจารย์อนุพงษ์ จันทร  ภาพเขียนชิ้นนั้นเป็นข่าวดังเมื่อไม่นานมานี้  ควรจะศึกษากันถึงรากแก่น ที่มาของการเป็นข่าวน่าสนใจ เรื่องของภิกษุ (สันดานกา) กลุ่มหนึ่ง จะทำให้ศาสนาเสื่อม หรือความเสื่อมถอยของพุทธศาสนาต่อเนื่องมาช้านาน เพราะถูกปล่อยปละละเลยกันมาจนผ้าเหลืองหย่อนยานแปลี่ยนสีจนในปัจจุบันนี้ จีวร ภิกษุสันดานกา จากสีเหลืองเปลี่ยนสีกรัก (น้ำตาลเข้ม) แทบจะกลายเป็นสีแดงไปส่วนหนึ่งแล้ว  ความเปลี่ยนแปลงแทบจะกลายเป็นสีแดงมากขึ้น แถมยังแตะต้องทักท้วงไม่ได้ เมื่อเวลาเกือบจะกลั้นความอดทนไว้ไม่ได้ จึงมีผู้กล้าประท้วงปกป้องศาสนาด้วยภาพเขียน ยกเอาเนื้อหาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมเรื่อง ภิกษุสันดานกาไว้เป็นพุทธบัญญัติให้ละเว้นอยู่ 10 ข้อ มีหลักฐานบันทึกลงในพระไตรปิฎก  มาวาดเป็นรูปแสดงให้เห็นถึง ภิกษุสันดานกา ถูกพระสงฆ์ ที่อ้างว่าเป็นศิษย์ของพระศาสดาส่วนหนึ่งประท้วงว่า ทำให้ศาสนาเสื่อม โดยไม่พินิจพิจารณาหรือวิเคราะห์กันว่า การกระทำของหมู่คนนุ่งเหลืองห่มเหลืองกลุ่ม “สันดานกา”หาใช้ศิษย์ของพระศาสดาแต่อย่างไรไม่  ขอให้สาธุชนช่วยกันพิจารณาเนื้อหาที่เขียนขึ้นมาเป็นภาพให้เห็นว่า เจตนานั้นต้องการปกป้องพุทธศาสนา หรือว่า เป็นการทำลายทำให้ศาสนาเสื่อมกันแน่..”

 

         ภาพเขียนชิ้นดังกล่าว เป็นผลงานใช้เทคนิคสีอะคริลิกวาดลงบนเฟรมขึงด้วยจีวรพระ ได้รับรางวัลเหรียญทอง สาขาจิตรกรรม จากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ จัดแสดงนิทรรศการ เมื่อวันที่ 6 - 30 กันยายน ที่ผ่านมา ณ บริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม

 

            การประท้วง ภาพเขียนชื่อ ภิกษุสันดานกา ผลงานของศิลปิน อนุพงษ์ จันทร เนื่องจากมีผู้ประท้วง คือ พระธนพล เขปญโญ จาก วัดบุญเกิด ตำบลโพธิรังนก จังหวัดอ่างทอง เป็นผู้นำสงฆ์ และ ฆราวาส จำนวนมากร่วมประท้วงด้วย มีความห็นว่าภาพเขียนชิ้นนี้ได้สร้างความเสื่อมเสียให้กับพระพุทธศาสนา นอกจาก พระธนพล เขปญโญ จะเรียกร้องให้มีการทำลายโปสเตอร์ของนิทรรศการที่มีภาพ ภิกษุสันดานกา ตีพิมพ์ ยังเรียกร้องให้มีการถอดถอนรางวัลที่มอบให้ศิลปินเจ้าของผลงานด้วย ข้อหลัง เป็นการก้าวก่ายหน้าที่การงานของผู้อื่นอย่างน่าเกลียด สุดสุด แยกไม่ออกเสียเลยว่า อะไรเป็นทางโลก และอะไรเป็นทางธรรม

 

            นั่นคือที่มาของพุทธศาสนิกชน อย่างเช่นผู้เขียน และผู้อ่านที่ต้องการปกป้องรักษาศาสนาพุทธไว้ มิให้ต้องมัวหมองยิ่งขึ้น ควรจะพิจารณาร่วมกัน เพื่อจรรโลงพุทธศาสนาของเราไว้อย่าให้หมองมัวไปกว่าที่เป็นมา และควรจะเป็นไปในทางที่ถูกต้องในอนาคต ถ้ายังปล่อยกันไปตามยะถา ตามเวรตามกรรม ก็คงจะตกเป็นกรรมของคนไทยทั้งชาติไปชั่วลูกชั่วหลาน ที่คนยุคเราๆ ไม่ได้ดูแลศาสนาพุทธ ที่สว่างไสวด้วยแสงธรรม ดับลงไปด้วย ภิกษุสันดานกา นั่นเอง เป็นต้นตอก่อหวอดขึ้น  ลัวคนอย่างเราๆ ที่ว่า นักถือศาสนาพุทธ หาได้ปฎิบัติธรรม รักษา พุทธศาสนาไว้ต่างหาก เป็นความผิดร่วมกับ “ภิกษุสันดานกา” เหล่านั้นด้วย

 

          อนุพงษ์ จันทร เผยว่าแนวคิดที่ต้องการสร้างสรรค์ผลงานภาพเขียน ภิกษุสันดานกา  เป็นแนวคิดต่อยอดมาจากผลงานหลายๆ ชิ้นที่ตนเคยสร้างสรรค์และนำออกแสดงผ่านสายตาคนทั่วไปมาแล้วหลายครั้ง นึกไม่ถึงว่าจะมีปัญหานี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะตนเพียงแต่ต้องการสะท้อนให้เห็น ถึงด้านไม่ดีของคนที่ที่เข้ามาหากินกับพระพุทธศาสนา เท่านั้น

                “ผม  (อนุพงษ์ จันทร) สร้างงานศิลปะขึ้นมาไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะทำลายศาสนา แต่ผมมองไปถึงปัญหาของสังคมในปัจจุบัน ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น ให้คนในสังคมได้ฉุกคิด ภาพของผมต้องการสื่อว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยศาสนาเป็นเครื่องหาผลประโยชน์ โดยชื่อของผลงานผมก็ไม่ได้ตั้งขึ้นเอง แต่เอามาจากพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ถึงภิกษุลามกรูปหนึ่ง ที่ไม่ควรค่าแก่การกราบไหว้”  อนุพงษ์ จันทร เจ้าของภาพ ภิกษุสันดานกา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนฯ พร้อมด้วยศิลปินใหญ่ รุ่นพี่คณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ ผศ.ถาวร โกอุดมวิทย์

              อนุพงษ์ ยืนยันว่าตนไม่ได้มีเจตนาร้ายทำลายพระพุทธศาสนา เพียงแต่ต้องการสะท้อนมุมมองผ่านงานศิลปะ ให้เห็นอีกด้านหนึ่ง ว่าสังคมที่มีคนชั่วเช่นนี้อยู่จริง

“ผมต้องการสะท้อนเพื่อให้เราช่วยกันสอดส่องดูแลศาสนาของเรามากกว่า มันไม่ใช่ประเด็นที่ว่า เราไปต่อว่าสงฆ์ ว่าพระสงฆ์ทุกรูปเป็นอย่างนี้ มันไม่ใช่ มันมีการตีความที่ผิดไป อาจจะด้วยมุมมองที่ต่างกันของเราทั้งสองฝ่าย ผมคิดอีกอย่างหนึ่ง คนประท้วงมองอีกอย่างหนึ่ง เจตนารมณ์มันไม่ตรงกัน

             และเรื่องของการถอดถอนรางวัล มันถอดถอนไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเรื่องของการตัดสิน งานศิลปกรรมแห่งชาติก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งมี มีมาแล้ว 60 กว่าปี จัดมาแล้ว 50 กว่าครั้ง กรรมการก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนั้น เป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม เป็นนักวิชาการทางด้านศิลปะ เขาเลือกสรรกันมาแล้ว”

         อนุพงษ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกระเทือนความรู้สึกหรือลดทอนความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป อีกทั้งไม่คิดยึดติดอยู่กับเนื้อหาเดิมๆ

“ผมรู้สึกดีนะว่าอย่างน้อยงานมันมีส่วนร่วมกับบุคคลในสังคม มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ก็เป็นธรรมดาของคน ไม่ใช่เรื่อง ผิดเรื่องถูก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน หลายคนเคยเห็นงานผมมาตั้งนานแล้วเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา ผมพยายามนิ่งไว้ คอยตอบคำถามตามเจตนาของผม ว่าเราไม่ได้มีเจตนาอย่างที่พระสงฆ์ท่านออกมาประท้วงอยู่แล้ว แต่เรามีเจตนาดี”

           “ผมจะยังทำงานของผมต่อไปเรื่อยๆ แต่คงไม่ทำเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์ตลอดชีวิตหรอก ส่วนเนื้อหาในการทำงานมันก็ขึ้นอยู่กับว่า ไอ้แรงสะเทือนใจเราได้มาจากอะไร ณ ขณะไหนมากกว่า”

         “โอ้ พระสงฆ์ไทย เป็นได้ขนาดนี้ !” คำอุทานของพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งเมื่อเห็นภาพนั้น

           “จะโกรธเขาทำไมที่เขาด่าว่ามีสงฆ์เลว เพราะมีคนเลวจริง พระควรจะไปทำกิจของพระ สิ่งที่ออกมาในงานเขียนผมชอบนะ ผมว่ามันตรงดี ถ้าพระดีจริงก็ต้องปฏิบัติตามวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ให้ดีที่สุด อย่างท่านพุทธทาส หลวงพ่อชา ที่เป็นตัวอย่างให้เห็น ผมว่าคนทั่วไปเค้ามีความคิดอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าแค่เห็นภาพแล้วจะตัดสินว่าพระทั้งหมดไม่ดี พระดีไม่ดีอยู่ที่การปฏิบัติ ไม่ใช่อยู่ที่สื่อฯ เสนอ ของดีย่อมคงทนต่อการถูกกระทบกระทั่ง การเสียดสี”

         “ภาพจะเหมาะหรือไม่เหมาะ

         ฟังเสียงของพระนวกะ ท่านหนึ่งมีความเห็นว่า

         “อาตมาพระบวชใหม่ บวชได้แค่ 14 วันเศษ ยังไม่ประสีประสากับลึกตื้นหนาบางอะไรเลย แต่ในฐานะเป็นชาวพุทธ กำลังจะสึกแล้ว ถามคำเดียวว่า พระสันดานกา นั้นมันมีจริงหรือไม่ อาตมาขอตอบว่า แค่ 10 กว่าวันก็จะรีบไปให้พ้น ๆ จากวัดแห่งนั้นแล้ว หวังว่าคงเข้าใจ ทำไมอาตมาอยากไปให้พ้นเร็ว ๆ เพราะมันไม่รู้ว่า วัดหรือ อะไร อะไรบ้างที่ไม่มีในวัด (ที่อาตมาเข้ามาบวช) วัดนี้น่ะที่อื่นไม่รู้ บางสิ่งบางประการในวัดกลับมีเสียด้วยซ้ำ ถ้ามี สันดานกา อยู่ แล้วเมื่อไม่มีใครปัดกวาด ชาวบ้านออกมาสื่อออกมากวาดความเลว ๆ มันผิดหรือ (ถ้ามีน่ะ) หากไม่มี แล้วพระที่ออกมากลิ้งมาเกลือกกระสนกระสาย ตามท้องถนน แบบนี้มันไม่เลวหรือ ไม่ทุเรศหรือ มันร้ายแรงน่าบัดซบ”

 

        พุทธศาสนิกชนอีกคนมีความเห็นว่า

       “รูปไปสะกิดใจพวกพระเลวๆ ก็อยากจะตำหนิพระเลวๆ แต่ไม่รู้ทำไง มาช่วยเตือนสติกันบ้างก็ดีนะ ตัวเองเคยไปใส่บาตรให้พระที่สนามหลวงปลายปีที่แล้วเพื่อในหลวงท่าน พระหลายร้อยรูปเลย ใส่ของใส่บาตร ใส่ห่อมาม่าลงไป พระท่านหยิบออกจากบาตรขว้างลงถังขยะที่วางข้างๆ เลย จากนั้นมองไปรอบๆ เห็นพระวิ่งแย่งกันเข้าคิวรอจาก คนที่มีซองเงิน "สันดานกา จังเนอะ" จากนั้นก็ตั้งใจว่าจะเลือกทำบุญกับคนที่เค้าต้องการของๆเราดีกว่า”... “พระพุทธเจ้าสอนให้พระสงฆ์ละอารมณ์ ท่านทั้งหลายเป็นพระอยู่ไหมเนี่ย ฆราวาสเขายังรู้เลย ดูภาพแล้วชอบและไม่โกรธ แม้ว่าจะนับถือพุทธรักษาศีลไม่เคยขาดทำบุญทำทานเสมอ ชอบภาพนี้ มันชัดเจนในตัวเอง สังคมไหนๆ ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีแต่ก็ไม่ด่าพระที่ออกมาประท้วงน่ะเพราะคนเรา คิดต่างกันได้”...............................

        จากเรื่องราวข้างต้น  ฉุกคิดขึ้นมาและเชื่อว่า จะมีผู้คิดเห็นตามติดกันมาอีกว่า ทำไมมาเปรียบว่าเป็นสันดานกา ทำไมไม่เปรียบว่าเป็นสันดานคน..

 คนสันดานเลวทรามยิ่งกว่ากา ห่มผ้าเหลืองหากินหลอกคนได้..อย่างน่าละอายใจ....สุด..สุด