Get Adobe Flash player

ที่ว่ารัก..รักอะไรกันนักหนา...

Font Size:

ผมเป็นคนรุ่มร่าม..ชนิดรุ่งริ่งตลอดมา มีรักฝังใจชนิดผูกขาดกันไปทั้งชาติอยู่อย่างหนึ่ง เป็นความผูกพันอย่างต่อเนื่อง รักกันยิ่งนัก รักเรื่อยมาตั้งแต่จำความได้

 คงจะต้องรักกันไว้ตลอดกาล เรียกแบบ คลาสสิกสักหน่อยก็ยังไหวว่า รักกันชั่วนิรันดรเอย (ออกจะเว่อร์ไปหน่อยหรือเปล่าไม่รู้ยังยืนยันจนถึงทุกวันนี้ว่า ห้ามกันไม่ได้ ห้ามน้ำไม่ไหล ห้ามไฟไม่ให้มีควันย่อมเป็นเช่นเดียวกัน สำหรับเรื่องที่จะกล่าวถึง คนรุ่งริ่งรุ่มร่ามอย่างผม..ตัดใจไม่ขาด..รักฝังใจทุกชาติไป หากตายแล้วเกิดใหม่ ถ้ายังเกิดเป็น สัตว์โลกต่อไปอีกย่อมจะรักกันอีกเรื่อยไป  รักอะไรกันนักกันถึงปานนั้น .. ปานว่า ฟ้าจะถล่มดินจะทลายก็ห้ามไม่ได้ ว่าเข้านั่นทีเดียวเชียวล่ะ

น่าจะเรียกว่า รักเรื่อยมาตั้งแต่จำความได้  ยาวนานอย่างไม่รู้จบ.. จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ ผูกพันชนิดแยกกันไม่ออกสำหรับเรื่องธาตุพิการอาหารไม่ย่อย ปวดท้องบ่อยๆ ไม่เป็นเวร่ำเวลา เป็นสาเหตุใหญ่ให้ผมมีความผูกพันรักใคร กับส้วมทุกระดับไม่ว่าจะเป็นส้วมชนิดไหน ส้วมชักโครก ส้วมนั่นยองๆ หรือชนิดส้วมคอสูงที่สามารถนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ  คือส้วมที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปในมะริกา ผมติดใจส้วมชนิดนั้นมนาแล้ว มีส้วมที่ว่านั้นอยู่ในที่ทำงานที่เมืองไทย.. เป็นความผูกพันอย่างยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบันที่อาศัยอยู่ในบ้านของลุงแซมอยู่ทุกวันนี้

สมัยเป็นนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้น (มัธยมปลาย) จนถึงสมัยนุ่งกางเกงขายาวไปโรงเรียน(อาชีวะสายอาชีพชอบนั่งส้วมร้านกาแฟมากกว่านั่งในห้องเรียน(หนังสือ) ร้านกาแฟทั้งหลายที่ตั้งอยู่บนทางผ่านไม่ว่าจะเป็นทางผ่านไปโรงเรียน หรือทางผ่านทางศูนย์การค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บางลำภู หรือ หลังวังบูรพา พาหุรัด ร้านกาแฟเบี้ยบ้ายรายทาง เส้นทางเหล่านั้น ร้านกาแฟแทบทุกป้ายรถเมล์จึงคุ้นเคย คุ้นหน้าคุ้นตากับผมตลอดมา  ไม่ได้ติดรสชาติกาแฟหรืออาเฮียมือชงกาแฟทั้งหลาย แต่ติดกับส้วมบางร้าน ที่มีส้วมสะอาดสะอ้านมากกว่า

ที่ต้องทำความรู้จักมักคุ้นกับร้านกาแฟตามป้ายจอดรถเมล์เพราะสำรวจดูแล้วว่า จะใช้ส้วมร้านนั้นๆได้อย่างสบายใจ เพราะทำความคุ้นเคยกับอาเฮีย อาตี๋ มานาน ไม่ว่าร้านไหนที่เป็นทางผ่าน โดยเฉพาะร้าน เจ้าประจำทางผ่านที่จะไปโรงเรียนและตอนขากลับไม่ว่าจุดไหนเมื่อท้องไส้เรียกร้องจะกระโดดลงได้ทันทีทันใด ตามคำเตือนของท้องร้องทุกข์  ต้องลงจากรถเมล์ แม้ว่าจะพิ่งขึ้นรถมาแค่ป้ายสองป้ายก็ตาม

บ้านผมอยู่ฝั่งธนฯเลยวงเวียนใหญ่ไปหน่อยเดียว ก่อนจะถึงเส้นทางก่อนที่รถจะวิ่งแยกไปทางตลาดพลู เกือบทุกๆร้านกาแฟแถวๆนั้น ผมทำความสนิทอยู่หลายร้านชนิดตีซี้กับร้านกาแฟ ตามเส้นทางผ่านอย่างจำเจ  ขึ้นรถเมล์ ตามเส้นทางวงเวียนใหญ่  วงเวียนเล็ก พาหุรัด บางลำภู บางขุนพรหม เทเวศน์ สี่เสาร์ สนิทชิดชอบกับอาเฮีย อาตี๋  อาซิ้ม อาหมวย ร้านกาแฟล้วนแต่มักคุ้นกันทั้งนั้น เข้าไปใช้ส้วมอย่างเคยชินชนิดว่า เป็นส้วมที่บ้านของตัวเองก็ว่าได้

โดดลงจากรถเมล์ลงได้ตลอดเวลาตามคำเรียกร้องของท้องของไส้ เดินเข้าร้านกาแฟไปพลางร้องสั่ง

โอเลี้ยงแก้วโว้ย..เพื่อนแล้วหยิบหนังสือพิมพ์หนีบไว้ใต้จั๊กกะแร้ ส่งยิ้มให้ลูกค้าขาประจำร้านกาแฟอย่างคุ้นเคย(คุ้นหน้าคุ้นตา) เดินผ่านตรงไป เข้าส้วม

ส้วมนอกจากจะเป็นสถานที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ ผ่อนหนักผ่อนเบาให้หายคลายเครียด อย่างที่เรียกได้ว่าขาดเธอแล้วจะรู้สึกแล้ว  ส้วมยังเป็นสถานที่คุ้มครองป้องกันภัย ให้รอดพ้นจากการถูกหวดก้นจากครูบาอาจารย์ ก็หลายครั้งหลายครา

สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่ฝั่งธนฯ เมื่อเริ่มเป็นหนุ่มแตกเนื้อพาน ไว้ผมยาวได้ ไม่ผิดกฏของโรงเรียน นุ่งกางเกงขายาวไปโรงเรียน ที่ยิ่งโก้ไปกว่านั้น คือต้องแต่งตัวให้เพี้ยนไปจากเครื่องแบบธรรมดาๆที่ต้องใส่เสื้อแขนสั้นสีขาว ปักอักษรย่อไว้เหนือกระเป๋าข้างซ้ายมือ  แต่ขอโทษเสื้อแขนสั้นสีขาวสองสามตัวที่เคยใส่อยู่เป็นประจำ  มองดูน่าจะกลายๆเป็นสีชมพูอ่อนๆ อ้างว่าเอาไปซักรวมกับเสื้อสีชมภู(แก่) สีตกไปเปื้อนเสื้อนักเรียนสีขาวจึงกลายเป็นอย่างนั้นไป อักษรย่อของโรงเรียน ที่จะต้องปักเป็นสีแดงทำตามกฏของโรงเรียน แต่ปักอักษรย่อไว้ชัดๆติดกับขอบกระเป๋าแทบจะหลุดลงไปในกระเป๋า  เวลาไปหรือกลับจากโรงเรียน ใช้กระดาษพับใส่กระเป๋าทับปิดอักษรย่อของโรงเรียนไว้ เหมือนไม่ใช่เสื้อที่จะต้องใส่ไปโรงเรียน  ส่วนกางเกงสีกากี แต่จะเลือกสีหม่นๆ เป็นสีคล้ายๆ สีช๊อคโกแล็ตอ่อนๆ รองเท้าผ้าใบที่เคยใช้ใส่ไปโรงเรียนชั้นมัธบม วางให้ห่างๆมือ(ตีน)กันหน่อย มาใช้รองเท้าหนังสีน้ำตาลแทน(ขอให้พ่อแม่จ้างให้ไปโรงเรียนด้วยรองเท้าหนังอย่างดียี่ห้อแบเหรตของอังกฤษว่าเข้าไปนั่น เพราะโรงเรียนมีทั้งนักเรียนหญิงชายเรียนรวมกัน(ต้องแอบทำว่าหล่อเอาไว้ก่อน)

ทำตัวเด่นไว้ก่อน เรียนดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่าได้เป็นห่วง สอบให้ได้ก็พอใจแล้ว ไม่ถึงกับต้องทำคะแนนดีเด่นไปถึงไหน..  เรียนพอให้สอบผ่าน ไม่ยากนัก คิดว่าดีเป็นนักเป็นหนาแล้ว..การดื้อเงียบทำตัวให้คนอื่นเห็นว่า หล่อ(ที่จริงนักเรียนร่วมโรงเรียนเดียวกันมองอย่างทุเรศ เวทนา มากกว่า) กับการที่จะต้องเต๊ะท่าว่าข้าเป็นหนุ่มแล้วก็คือสูบบุหรี่สูบจนติดงอมแงม นั่ง(เรียน)ด้นไม่ติดเก้าอี้นั่งนานไม่ค่อยได้ ต้องลาครูไปเข้าห้องน้ำ(ส้วม) เพื่อไปอัดบุหรี่อยู่บ่อยครั้ง หิวบุหรี่จนตาลายน้ำลายสอ เมื่อไรก็ขอลาไปเข้าส้วม จนเป็นขาประจำ ทั้งส้วมยังเป็นสถานที่ป้องกันภัยจากการถูกลงโทษได้หลายครั้งหลายหน  จนกระทั่งตัวเองและพรรคพวกถูกรายงานความประพฤติไปถึงครูผู้ปกครองว่าส้วมของโรงเรียนที่อยู่ด้านหลังบ้านพักของภารโรง กลายเป็นที่มั่วสุมของพวกนักเรียนกลุ่มหนึ่ง (คือกลุ่มของพวกผม)ไปแล้ว

มีเพื่อนนักเรียนร่วมรุ่นแต่อยู่คนละห้องเดียวกัน  เดินผ่านหน้าห้องผมเมื่อไร ก็เป็นอันรู้กันว่าถึงเวลาเข้าส้วมไปสูบบุหรี่กันแล้ว  เป็นสัญญาณที่จะต้องตามกันไป เป็นโรคเดียวกันคือโรคขาดส้วมไม่ได้ครูที่ทำหน้าที่ดูละความประพฤติของพวกเรา ท่านก็เดินมาทำให้วงแตกอยู่เป็นประจำ  เพื่อนผมคนหนึ่งที่ติดบุหรี่เหมือนกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกันดี จนถึงกับจะหนีโรงเรียนกันไปซ่องสุมกันนอกโรงเรียนดีกว่าไหม แต่ไม่น่าจะเป็นความคิดที่ดี เพราะอาจจะถูกลงโทษให้พักเรียนบ่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือ สอบตกอีกต่างหาก หาทางแก้ไขอย่างอื่นที่ป้องกันการจับได้ไล่ทันจากครูผู้ปกครอง แล้วความคิดอันปราณีตที่จะหยุดไม่ให้ครูผู้ปกครองไม่เข้ามารบกวนอีก  เพื่อนผมคนหัวแหลมก็จะใช้วิธีที่เขาคิดขึ้นมาได้ทดลองก่อน เป็นคนแรก เมื่อเห็นผลทุกคนก็ควรจะใช้วิธีเดียวกัน

เพื่อนผมไปยืนสูบบุหรี่เพื่อความปลอดภัยอยู่หน้าโถส้วมครั้งละนานๆ ถ้าได้รับสัญญาณว่า ครูผู้ปกครอง กำลังเดินมาตรวจในส้วมแล้ว ก็ให้เพื่อนโยนบุหรี่ทิ้งไป แต่ยังยืนอยู่หน้าโถส้วม โดยไม่เอาใจใส่ว่าจะมีครูผู้ปกครองจะมายืน(จับผิด)อยู่ข้างหลังยืนอยู่นานๆ ทำท่าว่าปวดฉี่ อยู่อย่างนั้นนานพอสมควรจนครูต้องสะกิดหลัง เพื่อนผมหันหลังกลับมาตามที่ที่ครูสะกิดเรียก โดยไม่ได้รูดกางเกงที่ถอดต่ำลงไปไว้ที่หัวเข่า หันหน้าไปหาครูอยู่พักใหญ่ทั้งยังไม่ได้ดึงกางในขึ้นไปอีกด้วย.. ครูผู้ปกครองพูดไม่ออก..หรือไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เพราะได้ดูโชว์ในสิ่งที่ไม่ควรโชว์ให้ครูเห็นเต็มๆตา เป็นการสวนกลับเป็นเกลือจิ้มเกลืออย่างสุภาพ แต่ค่อนข้างจะอุจาดตา  เรานัดหมายกันว่าจะต้องทำอย่างนั้นกันทุกคน จะเป็นใครก็ได้ที่กำลังยืนอยู่หน้าส้วมเวลานั้น เมื่อครูผู้ปกครองจะเข้ามาจับผิด ให้ใช้ยุทธวิธีนั้นครูผู้ปกครองจึงไม่เข้ามาจับผิดกันในส้วมอีกต่อไป หรือว่าตาเป็นกุ้งยิงไปแล้วก็ไม่รู้

ส้วมมีคุณประโยชน์อเนกอนันต์ถึงปานนั้น....จบจากโรงเรียนออกมาทำงาน เปลี่ยนงานอยู่ในเวลาสั้นๆ ถึงสองแห่งอย่างรู้สึกว่าเสียเวลา การทำงานที่ให้คำจำกัดความไว้ว่าเช้าชามเย็นชาม (เป็นงานองค์การกึ่งรัฐบาล) ใช้เวลาหลับๆตื่นๆอยู่สถานที่เหล่านั้นอยู่สองงานสุดท้ายก่อนมา มะริกาอยู่ถึงวันนี้ เป็นงานของสายการบินของประเทศทางยุโรป  คือทำสัญญาให้บริษัทที่ผมทำงานอยู่แท็กแคร์ผู้โดยสารทั้งขาขึ้นและขาลง ที่สนานบินดอนเมือง(ขณะนั้น)ผมทำงานอยู่แผนกบัญชีอยู่นานประมาณเกือบสองปี  สิ่งที่ได้นอกจากเงินเดือน(พอกินพอใช้แล้ว) ยังขอตั๋วฟรี ไปพักร้อน(พักผ่อน) ่างประเทศได้ฟรี ปีแรกขอตั๋วไปประเทศแถบเอเซียได้ ส่วนปีถัดมาจะขอตั๋วบินไปทางยุโรปได้  ส่วนการขอตั๋วมาพักร้อนในมะริกา ต้องทำงานอยู่ประมาณว่าน่าจะเกินกว่าสองปีขึ้นไป 

ทำงานเป็นเล่นอยู่วันละแปดชั่วโมง เข้าส้วมทั้งเช้าสายบ่ายเย็น วันละประมาณสองชั่วโมง เวลาที่เหลือจะใช้โทรศัพท์พูดเรื่องงานเรื่องการทั้งนั้น หรือถ้าว่างมากก็จะใช้โทรศัพย์คุยกับสาวๆแก้เซ็ง หลังเลิกงานแล้ว ก็ยังง่วนอยู่ในออฟฟิต ลากโทรศัพท์เข้าไปคุยกันอยู่ในส้วมเลย เป็นส่วนตัวดี สะดวกสบายถึงปานนั้นทีเดียวเชียว

ทำงานอยู่ด้วยความสบายอกสบายใจ จนเกิดร้อนกายา เก้าอี้ที่นั่งทำงานอยู่ กระด้างดังศิลาประหลาดใจด้วยว่า เกิดความคิดผิดเพี้ยนขึ้นมา เลยอยากจะไป(เรียนไปอยู่)มะริกาขึ้นมาแก้เซ็ง ก็เลยก้นร้อนอยากจะไปมะริกาทันที อยู่ทำงานอย่างเซ็งๆ ต่อไปไม่ได่อีกแล้ว ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันเตลิดเปิดโปง ู้สึกเบื่อๆอยากๆขึ้นมา เลยขอตั๋วเครื่องบิน บินฟรีจากบริษัทฯ ขอพักร้อนก่อนจะถึงเวลาอีกต่างหาก  เจ้าของบริษัทฯที่เป็นผู้จัดการใหญ่ด้วยก็ดีใจหาย น่าจะเป็นเพราะคิดสะระตะดีแล้วว่า การที่ผมขอลาพักร้อนก่อนล่วงหน้า(กล้าขอ) น่าจะต้องอยากจะไปมะริกามาก ขนาดจะต้องของพักงานล่วงหน้า เข้าใจว่าผู้จัดการคิดดีแล้วว่า ว่าผมคงจะเบื่องานที่ทำอยู่มากกว่า  เป็นเด็กฝากจากพี่ชายที่ทำงานอยู่กับการบินไทยอยู่ ณ เวลานั้นถ้าถามว่า ทำไมไม่ไปทำงานกับการบินไทย เพราะได้สอบถามดูแล้วว่า งานทางแผนกบัญชี มีความรู้น้อยนิด  กลับต้องเดินถอยหลังไปอีกหลายก้าว จะต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ เงินเดือนน้อยกว่าที่ทำงานเดิมอยู่มาก(ถ้าย้ายไปที่ใหม่เงินเดือนน้อย น้อยมากกว่าที่งานที่กำลังทำอยู่ )

ก่อนมามะริกา กระซิกกระซี้เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ เพราะมีชีวิตมันอยู่กับความซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย ถึงขนาดว่าน่าจะเป็นโรคเศร้าซึมอีกด้วยอีกอย่างหนึ่งคือคิดไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)........................      

ผมเป็นคนรุ่มร่าม..ชนิดรุ่งริ่งตลอดมา มีรักฝังใจชนิดผูกขาดกันไปทั้งชาติอยู่อย่างหนึ่ง เป็นความผูกพันอย่างต่อเนื่อง รักกันยิ่งนัก รักเรื่อยมาตั้งแต่จำความได้

 คงจะต้องรักกันไว้ตลอดกาล เรียกแบบ คลาสสิกสักหน่อยก็ยังไหวว่า รักกันชั่วนิรันดรเอย (ออกจะเว่อร์ไปหน่อยหรือเปล่าไม่รู้ยังยืนยันจนถึงทุกวันนี้ว่า ห้ามกันไม่ได้ ห้ามน้ำไม่ไหล ห้ามไฟไม่ให้มีควันย่อมเป็นเช่นเดียวกัน สำหรับเรื่องที่จะกล่าวถึง คนรุ่งริ่งรุ่มร่ามอย่างผม..ตัดใจไม่ขาด..รักฝังใจทุกชาติไป หากตายแล้วเกิดใหม่ ถ้ายังเกิดเป็น สัตว์โลกต่อไปอีกย่อมจะรักกันอีกเรื่อยไป  รักอะไรกันนักกันถึงปานนั้น .. ปานว่า ฟ้าจะถล่มดินจะทลายก็ห้ามไม่ได้ ว่าเข้านั่นทีเดียวเชียวล่ะ

น่าจะเรียกว่า รักเรื่อยมาตั้งแต่จำความได้  ยาวนานอย่างไม่รู้จบ.. จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ ผูกพันชนิดแยกกันไม่ออกสำหรับเรื่องธาตุพิการอาหารไม่ย่อย ปวดท้องบ่อยๆ ไม่เป็นเวร่ำเวลา เป็นสาเหตุใหญ่ให้ผมมีความผูกพันรักใคร กับส้วมทุกระดับไม่ว่าจะเป็นส้วมชนิดไหน ส้วมชักโครก ส้วมนั่นยองๆ หรือชนิดส้วมคอสูงที่สามารถนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ  คือส้วมที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปในมะริกา ผมติดใจส้วมชนิดนั้นมนาแล้ว มีส้วมที่ว่านั้นอยู่ในที่ทำงานที่เมืองไทย.. เป็นความผูกพันอย่างยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบันที่อาศัยอยู่ในบ้านของลุงแซมอยู่ทุกวันนี้

สมัยเป็นนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้น (มัธยมปลาย) จนถึงสมัยนุ่งกางเกงขายาวไปโรงเรียน(อาชีวะสายอาชีพชอบนั่งส้วมร้านกาแฟมากกว่านั่งในห้องเรียน(หนังสือ) ร้านกาแฟทั้งหลายที่ตั้งอยู่บนทางผ่านไม่ว่าจะเป็นทางผ่านไปโรงเรียน หรือทางผ่านทางศูนย์การค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บางลำภู หรือ หลังวังบูรพา พาหุรัด ร้านกาแฟเบี้ยบ้ายรายทาง เส้นทางเหล่านั้น ร้านกาแฟแทบทุกป้ายรถเมล์จึงคุ้นเคย คุ้นหน้าคุ้นตากับผมตลอดมา  ไม่ได้ติดรสชาติกาแฟหรืออาเฮียมือชงกาแฟทั้งหลาย แต่ติดกับส้วมบางร้าน ที่มีส้วมสะอาดสะอ้านมากกว่า

ที่ต้องทำความรู้จักมักคุ้นกับร้านกาแฟตามป้ายจอดรถเมล์เพราะสำรวจดูแล้วว่า จะใช้ส้วมร้านนั้นๆได้อย่างสบายใจ เพราะทำความคุ้นเคยกับอาเฮีย อาตี๋ มานาน ไม่ว่าร้านไหนที่เป็นทางผ่าน โดยเฉพาะร้าน เจ้าประจำทางผ่านที่จะไปโรงเรียนและตอนขากลับไม่ว่าจุดไหนเมื่อท้องไส้เรียกร้องจะกระโดดลงได้ทันทีทันใด ตามคำเตือนของท้องร้องทุกข์  ต้องลงจากรถเมล์ แม้ว่าจะพิ่งขึ้นรถมาแค่ป้ายสองป้ายก็ตาม

บ้านผมอยู่ฝั่งธนฯเลยวงเวียนใหญ่ไปหน่อยเดียว ก่อนจะถึงเส้นทางก่อนที่รถจะวิ่งแยกไปทางตลาดพลู เกือบทุกๆร้านกาแฟแถวๆนั้น ผมทำความสนิทอยู่หลายร้านชนิดตีซี้กับร้านกาแฟ ตามเส้นทางผ่านอย่างจำเจ  ขึ้นรถเมล์ ตามเส้นทางวงเวียนใหญ่  วงเวียนเล็ก พาหุรัด บางลำภู บางขุนพรหม เทเวศน์ สี่เสาร์ สนิทชิดชอบกับอาเฮีย อาตี๋  อาซิ้ม อาหมวย ร้านกาแฟล้วนแต่มักคุ้นกันทั้งนั้น เข้าไปใช้ส้วมอย่างเคยชินชนิดว่า เป็นส้วมที่บ้านของตัวเองก็ว่าได้

โดดลงจากรถเมล์ลงได้ตลอดเวลาตามคำเรียกร้องของท้องของไส้ เดินเข้าร้านกาแฟไปพลางร้องสั่ง

โอเลี้ยงแก้วโว้ย..เพื่อนแล้วหยิบหนังสือพิมพ์หนีบไว้ใต้จั๊กกะแร้ ส่งยิ้มให้ลูกค้าขาประจำร้านกาแฟอย่างคุ้นเคย(คุ้นหน้าคุ้นตา) เดินผ่านตรงไป เข้าส้วม

ส้วมนอกจากจะเป็นสถานที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ ผ่อนหนักผ่อนเบาให้หายคลายเครียด อย่างที่เรียกได้ว่าขาดเธอแล้วจะรู้สึกแล้ว  ส้วมยังเป็นสถานที่คุ้มครองป้องกันภัย ให้รอดพ้นจากการถูกหวดก้นจากครูบาอาจารย์ ก็หลายครั้งหลายครา

สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่ฝั่งธนฯ เมื่อเริ่มเป็นหนุ่มแตกเนื้อพาน ไว้ผมยาวได้ ไม่ผิดกฏของโรงเรียน นุ่งกางเกงขายาวไปโรงเรียน ที่ยิ่งโก้ไปกว่านั้น คือต้องแต่งตัวให้เพี้ยนไปจากเครื่องแบบธรรมดาๆที่ต้องใส่เสื้อแขนสั้นสีขาว ปักอักษรย่อไว้เหนือกระเป๋าข้างซ้ายมือ  แต่ขอโทษเสื้อแขนสั้นสีขาวสองสามตัวที่เคยใส่อยู่เป็นประจำ  มองดูน่าจะกลายๆเป็นสีชมพูอ่อนๆ อ้างว่าเอาไปซักรวมกับเสื้อสีชมภู(แก่) สีตกไปเปื้อนเสื้อนักเรียนสีขาวจึงกลายเป็นอย่างนั้นไป อักษรย่อของโรงเรียน ที่จะต้องปักเป็นสีแดงทำตามกฏของโรงเรียน แต่ปักอักษรย่อไว้ชัดๆติดกับขอบกระเป๋าแทบจะหลุดลงไปในกระเป๋า  เวลาไปหรือกลับจากโรงเรียน ใช้กระดาษพับใส่กระเป๋าทับปิดอักษรย่อของโรงเรียนไว้ เหมือนไม่ใช่เสื้อที่จะต้องใส่ไปโรงเรียน  ส่วนกางเกงสีกากี แต่จะเลือกสีหม่นๆ เป็นสีคล้ายๆ สีช๊อคโกแล็ตอ่อนๆ รองเท้าผ้าใบที่เคยใช้ใส่ไปโรงเรียนชั้นมัธบม วางให้ห่างๆมือ(ตีน)กันหน่อย มาใช้รองเท้าหนังสีน้ำตาลแทน(ขอให้พ่อแม่จ้างให้ไปโรงเรียนด้วยรองเท้าหนังอย่างดียี่ห้อแบเหรตของอังกฤษว่าเข้าไปนั่น เพราะโรงเรียนมีทั้งนักเรียนหญิงชายเรียนรวมกัน(ต้องแอบทำว่าหล่อเอาไว้ก่อน)

ทำตัวเด่นไว้ก่อน เรียนดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่าได้เป็นห่วง สอบให้ได้ก็พอใจแล้ว ไม่ถึงกับต้องทำคะแนนดีเด่นไปถึงไหน..  เรียนพอให้สอบผ่าน ไม่ยากนัก คิดว่าดีเป็นนักเป็นหนาแล้ว..การดื้อเงียบทำตัวให้คนอื่นเห็นว่า หล่อ(ที่จริงนักเรียนร่วมโรงเรียนเดียวกันมองอย่างทุเรศ เวทนา มากกว่า) กับการที่จะต้องเต๊ะท่าว่าข้าเป็นหนุ่มแล้วก็คือสูบบุหรี่สูบจนติดงอมแงม นั่ง(เรียน)ด้นไม่ติดเก้าอี้นั่งนานไม่ค่อยได้ ต้องลาครูไปเข้าห้องน้ำ(ส้วม) เพื่อไปอัดบุหรี่อยู่บ่อยครั้ง หิวบุหรี่จนตาลายน้ำลายสอ เมื่อไรก็ขอลาไปเข้าส้วม จนเป็นขาประจำ ทั้งส้วมยังเป็นสถานที่ป้องกันภัยจากการถูกลงโทษได้หลายครั้งหลายหน  จนกระทั่งตัวเองและพรรคพวกถูกรายงานความประพฤติไปถึงครูผู้ปกครองว่าส้วมของโรงเรียนที่อยู่ด้านหลังบ้านพักของภารโรง กลายเป็นที่มั่วสุมของพวกนักเรียนกลุ่มหนึ่ง (คือกลุ่มของพวกผม)ไปแล้ว

มีเพื่อนนักเรียนร่วมรุ่นแต่อยู่คนละห้องเดียวกัน  เดินผ่านหน้าห้องผมเมื่อไร ก็เป็นอันรู้กันว่าถึงเวลาเข้าส้วมไปสูบบุหรี่กันแล้ว  เป็นสัญญาณที่จะต้องตามกันไป เป็นโรคเดียวกันคือโรคขาดส้วมไม่ได้ครูที่ทำหน้าที่ดูละความประพฤติของพวกเรา ท่านก็เดินมาทำให้วงแตกอยู่เป็นประจำ  เพื่อนผมคนหนึ่งที่ติดบุหรี่เหมือนกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกันดี จนถึงกับจะหนีโรงเรียนกันไปซ่องสุมกันนอกโรงเรียนดีกว่าไหม แต่ไม่น่าจะเป็นความคิดที่ดี เพราะอาจจะถูกลงโทษให้พักเรียนบ่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือ สอบตกอีกต่างหาก หาทางแก้ไขอย่างอื่นที่ป้องกันการจับได้ไล่ทันจากครูผู้ปกครอง แล้วความคิดอันปราณีตที่จะหยุดไม่ให้ครูผู้ปกครองไม่เข้ามารบกวนอีก  เพื่อนผมคนหัวแหลมก็จะใช้วิธีที่เขาคิดขึ้นมาได้ทดลองก่อน เป็นคนแรก เมื่อเห็นผลทุกคนก็ควรจะใช้วิธีเดียวกัน

เพื่อนผมไปยืนสูบบุหรี่เพื่อความปลอดภัยอยู่หน้าโถส้วมครั้งละนานๆ ถ้าได้รับสัญญาณว่า ครูผู้ปกครอง กำลังเดินมาตรวจในส้วมแล้ว ก็ให้เพื่อนโยนบุหรี่ทิ้งไป แต่ยังยืนอยู่หน้าโถส้วม โดยไม่เอาใจใส่ว่าจะมีครูผู้ปกครองจะมายืน(จับผิด)อยู่ข้างหลังยืนอยู่นานๆ ทำท่าว่าปวดฉี่ อยู่อย่างนั้นนานพอสมควรจนครูต้องสะกิดหลัง เพื่อนผมหันหลังกลับมาตามที่ที่ครูสะกิดเรียก โดยไม่ได้รูดกางเกงที่ถอดต่ำลงไปไว้ที่หัวเข่า หันหน้าไปหาครูอยู่พักใหญ่ทั้งยังไม่ได้ดึงกางในขึ้นไปอีกด้วย.. ครูผู้ปกครองพูดไม่ออก..หรือไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เพราะได้ดูโชว์ในสิ่งที่ไม่ควรโชว์ให้ครูเห็นเต็มๆตา เป็นการสวนกลับเป็นเกลือจิ้มเกลืออย่างสุภาพ แต่ค่อนข้างจะอุจาดตา  เรานัดหมายกันว่าจะต้องทำอย่างนั้นกันทุกคน จะเป็นใครก็ได้ที่กำลังยืนอยู่หน้าส้วมเวลานั้น เมื่อครูผู้ปกครองจะเข้ามาจับผิด ให้ใช้ยุทธวิธีนั้นครูผู้ปกครองจึงไม่เข้ามาจับผิดกันในส้วมอีกต่อไป หรือว่าตาเป็นกุ้งยิงไปแล้วก็ไม่รู้

ส้วมมีคุณประโยชน์อเนกอนันต์ถึงปานนั้น....จบจากโรงเรียนออกมาทำงาน เปลี่ยนงานอยู่ในเวลาสั้นๆ ถึงสองแห่งอย่างรู้สึกว่าเสียเวลา การทำงานที่ให้คำจำกัดความไว้ว่าเช้าชามเย็นชาม (เป็นงานองค์การกึ่งรัฐบาล) ใช้เวลาหลับๆตื่นๆอยู่สถานที่เหล่านั้นอยู่สองงานสุดท้ายก่อนมา มะริกาอยู่ถึงวันนี้ เป็นงานของสายการบินของประเทศทางยุโรป  คือทำสัญญาให้บริษัทที่ผมทำงานอยู่แท็กแคร์ผู้โดยสารทั้งขาขึ้นและขาลง ที่สนานบินดอนเมือง(ขณะนั้น)ผมทำงานอยู่แผนกบัญชีอยู่นานประมาณเกือบสองปี  สิ่งที่ได้นอกจากเงินเดือน(พอกินพอใช้แล้ว) ยังขอตั๋วฟรี ไปพักร้อน(พักผ่อน) ่างประเทศได้ฟรี ปีแรกขอตั๋วไปประเทศแถบเอเซียได้ ส่วนปีถัดมาจะขอตั๋วบินไปทางยุโรปได้  ส่วนการขอตั๋วมาพักร้อนในมะริกา ต้องทำงานอยู่ประมาณว่าน่าจะเกินกว่าสองปีขึ้นไป 

ทำงานเป็นเล่นอยู่วันละแปดชั่วโมง เข้าส้วมทั้งเช้าสายบ่ายเย็น วันละประมาณสองชั่วโมง เวลาที่เหลือจะใช้โทรศัพท์พูดเรื่องงานเรื่องการทั้งนั้น หรือถ้าว่างมากก็จะใช้โทรศัพย์คุยกับสาวๆแก้เซ็ง หลังเลิกงานแล้ว ก็ยังง่วนอยู่ในออฟฟิต ลากโทรศัพท์เข้าไปคุยกันอยู่ในส้วมเลย เป็นส่วนตัวดี สะดวกสบายถึงปานนั้นทีเดียวเชียว

ทำงานอยู่ด้วยความสบายอกสบายใจ จนเกิดร้อนกายา เก้าอี้ที่นั่งทำงานอยู่ กระด้างดังศิลาประหลาดใจด้วยว่า เกิดความคิดผิดเพี้ยนขึ้นมา เลยอยากจะไป(เรียนไปอยู่)มะริกาขึ้นมาแก้เซ็ง ก็เลยก้นร้อนอยากจะไปมะริกาทันที อยู่ทำงานอย่างเซ็งๆ ต่อไปไม่ได่อีกแล้ว ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันเตลิดเปิดโปง ู้สึกเบื่อๆอยากๆขึ้นมา เลยขอตั๋วเครื่องบิน บินฟรีจากบริษัทฯ ขอพักร้อนก่อนจะถึงเวลาอีกต่างหาก  เจ้าของบริษัทฯที่เป็นผู้จัดการใหญ่ด้วยก็ดีใจหาย น่าจะเป็นเพราะคิดสะระตะดีแล้วว่า การที่ผมขอลาพักร้อนก่อนล่วงหน้า(กล้าขอ) น่าจะต้องอยากจะไปมะริกามาก ขนาดจะต้องของพักงานล่วงหน้า เข้าใจว่าผู้จัดการคิดดีแล้วว่า ว่าผมคงจะเบื่องานที่ทำอยู่มากกว่า  เป็นเด็กฝากจากพี่ชายที่ทำงานอยู่กับการบินไทยอยู่ ณ เวลานั้นถ้าถามว่า ทำไมไม่ไปทำงานกับการบินไทย เพราะได้สอบถามดูแล้วว่า งานทางแผนกบัญชี มีความรู้น้อยนิด  กลับต้องเดินถอยหลังไปอีกหลายก้าว จะต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ เงินเดือนน้อยกว่าที่ทำงานเดิมอยู่มาก(ถ้าย้ายไปที่ใหม่เงินเดือนน้อย น้อยมากกว่าที่งานที่กำลังทำอยู่ )

ก่อนมามะริกา กระซิกกระซี้เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ เพราะมีชีวิตมันอยู่กับความซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย ถึงขนาดว่าน่าจะเป็นโรคเศร้าซึมอีกด้วยอีกอย่างหนึ่งคือคิดไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)........................