Get Adobe Flash player

ที่ว่ารัก..รักอะไรกันนักหนา...(ต่อ) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

ก่อนจะมามะริกา ตัวสั่นระริกรู้สึกกระชุ่มกระชวย  กระซิกกระซี้เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ เพราะเบื่อหน่าย จำเจกับชีวิตเฉาๆ อยู่กับความซ้ำซาก “ขาดกึ๋น”ที่น่าจะช่วยให้มีชีวิตชีวาตามประสาหนุ่ม (หน้าแก่) กระดิ๊กกระด้าขึ้นมาได้บ้าง  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปควานหาได้ที่ไหนไหนบ้าง หรือจะต้องทำอย่างไร ยิ่งเพิ่มความน่าเบื่อหน่ายมากขึ้นทุกที  ถึงขนาดว่าน่าจะเป็นโรคเศร้าซึมอีกด้วย  อีกอย่างหนึ่ง คือคิดไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว  คิดในสิ่งที่ทำให้ตัวเองเกิด “ปมด้อย”ขาดสิ่งที่เรียกว่าเป็น “คนมีกึ๋น” ขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนนอก หรือยิ่งเคยเป็นเป็นนักเรียนเก่ามะริกา จบปริญญาโก้หะรูหะราเป็นสิ่งที่พึงปรารถนามาเพิ่มพลังใจ เพิ่มความสว่างไสวความสดใสเหมือนมาชุบตัวกันใหม่ ให้กับตัวเองก่อนกลับเมืองไทย พอคุยได้ว่าเคยมามะริกามาเดินเตะฝุ่นเล่นอยู่นานหลายปี มามะริกาอย่างไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่าจะเป็นเรื่องน่าอาย ผสมกับความคิดที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วว่าความน่าอายที่สุดก็คือ “อับอายขายหน้าตัวเอง” จึงทำให้ทั้งอดทั้งทนกัดฟันอยู่ไปวันๆ   เท่าที่ผ่านๆ มา แม้ว่าจะเข้าข่ายคล้ายหมาจนตรอก กระด๊อกกระแด๊ก เกือบเหมือนเป็นลูกหมาจนตรอกจริงๆตัวจริง เสียงจริงอยู่

ตลอดเวลาที่อยู่มะริกา ทั้งปัจจุบัน และในอดีต ปฎิเสธไม่ได้ว่าเคยเป็นแค่กะเหรี่ยง จะโชคดี โชคร้าย หรือ โชกเลือด ที่มีชีวิตผ่านมาโชกโชนจัดอยู่ในประเภท “มะริกันข้างถนน” เต็มขั้น เป็นปริญญาชีวิต ไม่ต้องถือกระดาษใบประกาศว่าเป็น “ปริญญาข้างถนน” ควรจะได้แน่ชัดจัดว่าเป็น “กระดาษประจานตัวเอง”  ทุกวันนี้ก็ตระหนักใจดีว่า ถึงจะถีบตัวเองมา “หงายหน้าหงายหลัง” มะริกาได้แล้ว ได้รู้ได้เห็นเต็มเหนี่ยวประจักษ์ใจว่า เนื้อแท้ที่เห็นๆ อยู่อย่างยับยู่ยี่หนีไม่พ้นความยากจนแถมเลื่อนลอยเหมือนผักตบชวา ลอยเละๆด้วยความบอบช้ำอยู่ในแม่น้ำไม่รู้ว่าจะลอยไปเกยตื้น ณ แห่งหนตำบลใด  ไม่รู้ว่าจะเหี่ยวจะเฉาตายอยู่ในแม่น้ำตรงไหน เมื่อไหร่  สิ่งที่ผ่านๆ มาน่าจะเป็นเรื่อง “ทนทู้ซี้ (คือสู้แล้วแต่ก็ยังมีจะซี้ ไม่เคยมีอะไรดีขึ้น) อยู่อย่างทั้งอดทั้งอยากทั้งทนเอาเหงื่อต่างน้ำ(ตา)มาตลอด ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อต (ขึ้นสนิมอีกต่างหาก)  เป็นอย่างนั้นเหมือนเป็นสนิมเกาะอยู่ในใจคน น่าจะเป็นความมั่นคงอยู่อย่างนั้น ซ้ำๆ ซากๆ  มีชีวิตอยู่อย่างลำบากห่อเหี่ยวสิ้นเรี่ยวสิ้นแรงหมดพลังทั้งกายและใจ  แต่ยังได้ชื่อประทับตราอยู่ในใจว่า เป็น“จับกัง”อยู่ในมะริกา แต่น่าจะตกต่ำยิ่งกว่านั้นคือ มีเพื่อนรู้จักมักคุ้นอยู่กับ “มะริกันข้างถนน” ที่ใครๆ เห็นความต่ำต้อย มันห้อยติดตัวอยู่ตลอดเวลาในเสี้ยวหนึ่งของกะเหรี่ยงหน้าจืดคนนี้   ไปไหนมาไหนก็รู้สึกว่า “หน้าตาเหลืออยู่ สองนิ้วกับอีกหนึ่งกระเบียด ” เท่านั้นเอง หน้าตาสารรูปมันฟ้อง ทั้งร่างกายทรุดโทรม จิตใจห่อเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวา ทั้งยังมีคลื่นรบกวน ย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า นับแต่วันนี้และต่อไปอีกทุกๆ วัน คือความโดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยวทั้งใจและกาย แต่ยังดันทุรังอยู่อย่างทุลักทุเลในมะริกาบ้านเขา หาใช่เมืองของเรา “กะเหรี่ยงหลังเขา” แต่อย่างไรไม่ แม้จะดิ้นรนตัวเป็นเกลียว ก็ยังขัดสน ทั้งๆ ที่ชนมันดะทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า  “เหมือนเอาหัวชนฝา” เปรียบเทียบให้เห็นมันเจ็บปวดทั้งกายและใจอย่างไร ถ้าเป็นไปตามความที่คิดเอาหัวชนฝาทุกวัน สมองคงจะบุบสบายแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ดับดิ้นสิ้นชีวาไปนานแล้ว..ครับผม..   

อยู่กับความหงอยเหงาหน้าตาหงิกงอราวกับมะเหงก กับการมีชีวิตตีนชี้ฟ้าหน่ทิ่มดินในมะริกา แต่รู้ความรู้สึกจากใจตัวเองว่า มะริกาเป็นประเทศน่ารักน่าอยู่สำหรับมะริกันชน แม้จะไม่ใช่ตัวตนของเราเองก็ตาม ทำให้เกิดรัก ประเทศนี้ขึ้นมารักอย่างลึกๆ  ถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในสิ่งต่างๆ ทั้งรับทั้งรู้ทั้งเห็นๆ รักความสะอาดของบ้านเมือง รักความมีระเบียบ รักความมีสิทธิมีเสียงของคนที่นี่ รักอยู่ไม่รู้คลายรักจับจิตจับใจรักยิ่งกว่าสิ่งใด รักอยู่กับชื่อที่เรียกว่า “ส้วม”ส่วนบุคคล ในบ้านในเรือนในอพาร์ทเม้นต์ รวมทั้งส้วมสาธารณะ (บางแห่ง)ไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์การค้า ร้านค้าขนาดปานกลางหรือขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหาร ปั้มน้ำมัน ตามบ้านเรือน ตามโรงแรมทั่วๆ ไป แม้แต่โรงแรม “จิ้งหรีด”  รวมทั้งสถานที่ทำการของรัฐต่างๆ ส่วนมากจะสะอาดสะอ้าน ชื่นชอบลมโชย (ไม่มีกลิ่น) กับการรักษาความสะอาดส้วมที่ติดอยู่ในหัวใจให้ความสำคัญจากมะริกันชนส่วนใหญ่ ทั้งสถานที่และผู้เข้ามาใช้ส้วม  รับรู้อยู่ด้วยความชื่นชม เทคะแนนนิยมให้กับสิ่งนั้น ในฐานะคนรักส้วม 

อยู่มะริกา  อาจจะมีความผิดหวังอยู่มากเรื่องหลายราว ถ้าเป็นคนหงุดหงิด ที่ยังพัฒนาตัวเองไม่ได้ หรือคิดว่าเกินกว่าที่จะดัดสันดานตัวเองได้แล้ว กับการอยู่ร่วมกับมะริกันชนทุกชั้น ทุกขั้นตอน แม้กับ “มะริกันข้างถนน”ถ้าคิดว่ายากส์ เกินกว่าสันดานตัวเองจะดัดได้ ก็ควรจะเปลี่ยนกลไกในหัวสมอง จะได้กลายเป็นคนอีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่คนประเภทสอง คือ ชาวต่างชาติ  ไม่ใช่มะริกันโดยกำเนิด  จะถูกเขี่ยไปเป็นมะริกันอีกประเภทหนึ่งที่รู้กันว่า เป็น “พวกมะริกันข้างถนน” แล้วค่อยๆ พัฒนาลงเรื่อยๆ กลายเป็นคนบ้าไปได้โดยง่ายๆ ถ้าหากจะไปไม่เป็ลล์ ปรับตัวเองไม่ได้  มีอยู่ทางเดียวคือ “กลับบ้านเก่า” ประเทศสารขันต์ ของเรา ยังน่ารักน่าอยู่ พับเก็บอดีตที่เคยอยู่ในมะริกามาแล้ว ให้มัน..แล้วกันไป..อย่าไปโกรธโทษใคร..ถ้าจะโกรธโทษใครอยู่..ก็ขอให้โทษ ใจมั่ว ของตัวเองดีกว่า

ตัวผมเองคิดว่า น่าจะมามะริกา เมืองที่ให้วิชาความรู้ “ทันโลก..ทันเหตุการณ์”  กะเหรี่ยงกระจอกๆ หน้าจืด คนนี้ มาอยู่แล้วจึงรู้ว่า ตามไม่ทันมะริกันชน พวกเขาละล้วนแต่เป็นนักวิ่งสี่คูณร้อย วิ่งแข่งขันกันไปข้างหน้าชนิด วิ่งผ่าน “ชาวกะหรี่ยง” ในมะริกาอย่างไม่เห็นฝุ่น  ส่วนเรา “เต่าล้านปี” ยังคลานต้วมเตี้ยมอยู่ อย่างผิดฝาผิดตัว มั่วนิ่มไปวันๆ  เหมือนอยู่กัน “คนละขั้วโลก”เดียวกัน

ชีวิตคนถูกลิขิตมาให้เกิดมาบนโลกใบนี้แต่ละคน  มันคนละเรื่องคนละราว แตกต่างกันไป คนละทิศคนละทางเหมือนหนังคนละม้วน ชีวิตแต่ละคนแห่งหนไม่เป็นเส้นตรง  ต่างคนต่างมีความรู้สึกนืกคิด แต่ส่วนใหญ่ผิดที่ผิดทาง เหตุต่างๆ แต่ละอย่างๆ มันต่างกัน มีทางเสื่อมอยู่ข้างหน้า คนส่วนใหญ่มี โมหะ ตัณหา ราคะ ใช่ไหมที่ทำให้ “คนเหมือนกัน..แต่ไม่เหมือนกัลล์”

วิถีชีวิตความรู้นึกคิด เส้นทางทำมาหากินก็ต่างกัน สำหรับคนอย่างผมเท่าที่เดินผ่านๆ มาใช้ชีวิตเร่ร่อนกินไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะ “เดินหลงทาง”มาตลอดมา คิดแต่เรื่องแสนบ้าน่าบัดสี คิดว่าจะมาชุบตัวขุดทองมะริกา แต่ไม่รู้ว่า ทองทุกวันนี้มันแพง ถ้าอยากจะ “ชุบตัว” ที่มีแค่ตะกั่วเหมือนทุกวันนี้ มันก็ยังร่อยหรอไปทุกทีนั่นแหละ คุณค่าไม่เหมือนก่อนจะมามะริกา ว่าจะมา “ขุดทอง” คือมาศึกษาหาความรู้ อยู่ดี กินดี มีสวัสดิการดี  แต่สำหรับกะเหรี่ยงในมะริกา  ไม่น่าจะมีแต่ผมอยู่คนเดียว ซะเมื่อไหร่ มีความรู้สึกว่า ถูกตัดแขนตัดขา แม้ว่าจะยังไม่ตายก็กำลังจะเป็นง่อย มากขึ้นทุกวัน  ถามใจตัวเองว่า อนาคต นับแต่วันนี้ต่อไป  สิ่งที่เรียกว่า “มาขุดทอง” หมดยุคหมดสมัยมาขุดทองทองกันแล้ว  ส่วนกะเหรี่ยง ที่มาอย่างไม่มีต้นทุน แบบคนอย่างผมควรจะคิดได้เสียทีว่า  สิ่งที่น่าจะเหลืออยู่บ้าง คือ ขี้ตะกั่ว ยังอยากจะอยู่หรือไม่...มันเป็นเรื่องน่าคิด และจำเป็นจะต้องคิด..คำตอบคือ ไม่มีทั้งผิดทั้งถูก 

เหลือกตากรอกลูกตากลิ้งไปกลิ้งมามองเมืองสารขันต์ดู จากที่เห็นอยู่ในใจ ดูให้ดี ดูให้เต็มตา จะเห็นว่า สารขันต์ เป็นประเทศสวยงาม ร่มรื่นด้วย แสงแห่งธรรม ทั่วเขตแคว้นแดนดิน สารขันต์มีภิกษุ อยู่นับแสนรูป ว่ากันว่าน่าเฉียดๆ สองแสนรูปอยู่ในทุกวันนี้ “ความจริง (น่าจะมี) มากกว่านั้น” มีวัดวาอาราม หลายหมื่นแห่งมีทุกหย่อมหญ้า ทุกจังหวัด  ทุกวัดมีกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญตักบาตร ทำบุญทำทานวันเกิด  สวดศพคนตาย ผู้คนเวียนว่ายเข้าวัดทุกวัน   มันชี้อะไรให้เห็นบ้าง แน่นอน ชี้ให้เห็นถึงอาชีพอิสระที่จะทำให้อยู่รอดได้ อย่างไม่น่าจะอึดอีดใจ เหมือนอยู่อย่าง “มะริกันข้างถนน” ทุกวันนี้ ผมละ..กำลังอึดอัดและใจหาย กับสิ่งที่  มีสัตว์ “หน้าคล้ายมนุษย์”กลุ่มหนึ่งแฝงกายนุ่งห่ม “ผ้าเหลือง” กำลังทำลายความดีงามและศรัทธาของ “ศาสนิกชน” คนนับถือพุทธศาสนา เร่เข้ามาทำธุรกิจ ผิดมนุษยมนาอ้างศาสนาหลอกขายบุญ ขมิบเอาข้าวของเงินทองของพุทธศาสนิกชน  จากขบวนเหลือบ “โล้นร้าย” ตั้งใจจะโกงเงินชาวบ้าน วางแผนแนบเนียน ให้ใช้ต่อเงินด้วย จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินมูลค่ามหาศาล“ตอด” (คล้ายๆ กับโสเภณี “ตอด” ผู้ที่มาซื้อบริการ เสพย์เมถุน ตอดเงินชาวบ้านให้ฝากเงินกับธุรกิจฝากเงินกับสำนักงานที่ตนเองกับพวก “สิบมงกุฎ คือกลุ่ม “โล้นร้าย” อยู่เบื้องหลัง โกงกันเป็นพันๆ ล้าน  อย่างหนึ่งละ  แล้วลามปามไปถึงพุทธบัญญัติ “โล้นในคราบจิ้งเหลือง” กำลังพัฒนาตัวตนจะเป็นผู้ถืออำนาจรัฐในฐานะ “โล้นเล่นการเมือง” ทั้งๆ ที่ยังห่มจีวรอยู่ อีกหน่อย คงจะตั้งพรรคการเมืองด้วยความหวัง “โล้นครองประเทศ” โล้นกลุ่มนั้นจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี  เป็นกะหรี่การเมือง  ย่ำยีข้อห้ามของพุทธบัญญัติ โล้นเป็นผู้นำม็อบการเมืองนั่นเป็นเรื่องงี่เง่า  ของเหล่าโล้นที่กะสันต์ ลาภ ยศ บรรเสริญ โดยการเอาศาสนาเข้ามาบังหน้า  กำลังเร่งรีบกัน ทำลายศาสนา ของเหล่าโล้นอยู่ในทุกวันนี้  ขณะเดียวกัน “โล้นตัณหากลับ คลั่งสี เป็นสีอะไรหรือ สำหรับเหล่าโล้นแฝงเข้ามาใต้ร่มเงาศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โล้นซ่าส์ กลุ่มนั้นหาได้คำนึงถึงสีจีวรที่ตนนุ่งห่มอยู่แต่อย่างไรไม่  แต่จะทำในสิ่งที่โล้นแก่พรรษาทำกันอยู่ในเรื่องสี โล้นกลุ่มนั้นกำลังนึกถึง “ยุบหนอ..พองหนอ” สงบสติอารมณ์ การนึกถึง “สี” ที่ร้อนรุ่มกลุ้มใจราวกับไฟสุมทรวงของเหล่าโล้น “หลงสี”  มีหลอกหลอนอยู่ในใจ มาเติมสีในหัวใจโล้น อยากจะแก้ไขเพิ่มเติมพุทธบัญญัติว่า โล้นควรจะมีสิ่งของต้องอีกหนึ่งอยู่คู่กับจีวร สีเหลือง สีที่โล้นส่วนหนึ่งซ่อนเร้นยู่ในใจแเรียกร้องอย่างโหยหวนต้องการสี สีนั้นก็คือ “สีกา” เรียกร้องจะให้มาปฎิบัติทำ เอ้ย ปฎิบัติธรรม อยู่ทุกขณะจิตจึงต้องท่องบ่น”ยุบหนอ..พองหนอ” (ยุบหนอ แปลว่า ยุบแล้วจ้ะ ...พองหนอ ขอให้พองอีกคสั้ง..นะจ๊ะ)

ครั้น คิดถึงวัดวาอาราม งานวัดต่างๆ ที่มีมากมายแทบจะทุกอาณาเขตดินแดนของ สารขันต์ มีอยู่จะใกล้ชิดติดกันทั่วประเทศ จึงมองเห็นแสงแห่งธรรมขึ้นมาทันที จะกลับสารขันต์ เมื่อไร ก็ย่อมได้..ไม่อดตายแน่ หากยังคงมีวัดวาอารามอยู่ กะเหรี่ยงในมะริกา เลิกคิดได้เลยว่าจะอยู่ สารขันต์ ไม่ได้ ไม่มีงานทำ ขอเสนอความเห็นที่อยู่กับพื้นฐานความเป็นจริงว่า เราจะมีงานทำกันทุกคนทุกวัน ถ้าขยันเข้าวัด พบปะกับผู้ที่มีใจบุญสุนทาน จะพบ“ผู้คน”จูงลูกจูงหลาน ไปทำบุญกันอย่างหนาแน่นเมื่อวัดต่างๆใน สารขันต์ จัดงานวัด ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปในวาระต่างๆ ได้ทั้งปี   

ครอบครัวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ มีบุตรหลานวัยเด็กกันอยู่รวมๆ กันแทบทุกครัวเรือน กะเหรี่ยง ยูเอสเอ. ไม่น่ากลัวอดตายได้แล้ว เห็นรูรอดปลอดภัยในเมืองสารขันต์ของคุณและของผมชัดเจนแล้ว  คนไทยที่กลับมาจากมะริกา ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตามหางานง่าย ไม่มีวันจะอดตาย มีงานสบายๆ รายได้พอเพียงเลี้ยงชีพให้อยู่ยั้งยืนยงได้สบายมาก งานที่ผมคิดค้นพบ จะทำให้สบายๆ ไม่ต้องลำบากใจและกาย เหมือนอยู่ในมะริกา ยินดีแนะนำให้กะเหรี่ยงในมะริกามีงานทำรายได้ดีได้ทุกคน เป็นงานที่เรียกว่า เป็น“เซลล์” พูดกับลูกค้าไม่กี่คำ ก็จะมีสตังค์ใช้กันแล้ว อย่ารอช้าไม่ว่าจะกลับวันนี้...พรุ่งนี้ มีงานสบายๆเป็นเจ้านายตัวเอง รายได้แต่ละวันอยู่รอดแน่.. แถมยังจะเจียดไว้ “ทำบุญ” กับวัดต่างๆ ที่ไปทำงาน (ส่วนตัว) ทั่วแคว้นแดนสารขันต์บ้านเกิดเมืองเราด้วย

ครับ..ผมแน่ใจมั่นใจว่า จะมีชีวิตอยู่สบายๆ มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือในสารขันต์.. ยินดีที่จะแจกจ่ายบอกงานสบายๆ ให้กับกะหรี่ยงผู้เคยร่วมชะตาชีวิตในมะริกาทุกคน เหน็ดเหนื่อยกันมามากแล้ว  ไม่ต้องแย่งกันทำ มีวัดวาอารามในเมืองสารขันต์ของคุณและผม อยู่ทั่วราชอาณาจักร แทบจะเดินถึงกันได้ทั่วทั้งประเทศมองไปข้างหน้าไม่ว่าจะทิศไหน หันซ้ายแลขวา ก็จะเห็นป้ายวัดต่างๆ เราจะปักหลักกันที่นั่นอย่างมั่นคงได้  พร้อมๆ กับกิจกรรมของวัดนั้นทำ “ทำธุรกิจส่วนตัว” ได้อย่างกลมกลืนไม่ต้องไปปวดหัวกับเรื่องการลงทุน

 

(อ่านต่อฉบับหน้า)