Get Adobe Flash player

ที่ว่ารัก..รักอะไรกันนักหนา...(ต่อ) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

ครับ..ผมแน่ใจมั่นใจว่า คนที่กลับจากมะริกาถ้วนทั่วทุกตัวตน จะมีชีวิตอยู่สบายๆ มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือในสารขันต์.. ยินดีทีจะแนะทำงานสบายๆ ให้กับกะเหรี่ยงผู้เคยร่วมชะตาชีวิตในมะริกาทุกคนโดยเฉพาะที่เคยอยู่แอล.เอ. เป็นเมืองใหญ่จึงไม่ค่อยจะเจอะเจอคุ้นหน้าคุ้นตากันนัก กะเหรี่ยงส่วนใหญ่ตั้งหน้าตั้งตาลุยจ๊อบ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยหัวใจกันมามากแล้ว เหนื่อยนักเมื่อกลับสารขันต์แล้ว   ไม่ควรจะแบ่งแยกกันอีก ประมาณว่าฉัน(กู)น่ะจบปริญญา แล้วพวกคุณ (มึงหรือเอ็งนั่นแหละ) จะทำมาหายัดทานกันยังไง บอกตรงๆว่า คิดได้ ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่น่าจะต้องแย่งกันทำมาหารับประทาน มีช่องทางอื่นอยู่อีกไม่น้อย จะชี้ให้เห็นว่า มีวัดวาอารามในเมืองสารขันต์ อยู่ทั่วราชอาณาจักร มีวัดตั้งอยู่แทบจะทุกหัวถนนแทบจะเดินถึงกันได้ทั่วทั้งประเทศ มองไปข้างหน้าไม่ว่าจะทิศไหน หันซ้ายแลขวา หรือจะเหลียวหน้าแลหลัง  จะเห็นป้ายวัดต่างๆ ปักหลักกันที่โน่นที่นั่นได้อย่างมั่นคง พร้อมๆกันนั้นกับมี  ภาระกิจศาสนา กมีการมีงาน (จัดงาน) กันอย่างครบถ้วนขบวนความของงานวัด หาได้เน้นไปจุดเดียวคือเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ยังมีกิจอื่นๆ อยู่อีกมากอาทิเช่น เข้าพรรณษา ออกพรรษา ไช่จะมีงานแค่งานศพเท่านั้นไม่ 

มีกิจก้ำกึ่งกับการค้า ที่ต้องอาศัยสถานที่จัดจัดทำ โดยโยมอุปฐากกลุ่มเดียวย่อมจะยุ่งและยากส์ จึงต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินงานในเรื่องกิจการของสงฆ์ แต่ละงาน (แบ่งๆ กันไปทำนะโยม) ก็น่าจะอนุโมทนา แต่โยมๆ ทั้งหลาย ที่เป็น นักบริหาร ย่อมจะมีความคิดลึกซึ้งกว่า ความหมายที่มนุษย์สุดประเสริญ นั้นมีอยู่ทั่วๆ ไป แต่ว่า ในกลุ่มเดียวกันนั้น ถึงกระนั้นก็ตามน่าจะมี มนุษย์สุดประสาท รวมตัวเถลไถลเข้ามาอย่างชื่นมื่นอย่างลื่นไหลกันเข้ามา จัดงานสาธารณกิจช่วยวัดวาจัดงานให้ตามกติกา ที่ไม่มีเนื้อหาอะไรน่าจะกล่าวถึง (หรืออวดรู้ เหมือนกับว่ามา  สาวไส้ให้กากิน) จึงย่อมจะไม่ยากส์รับจัดงานวัดไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ (สารขันต์)  มี นักศาสนธุรกิจกระเส็นกระสายมา จัดการเพื่อจะจัดงาน (วัด) ปัดเศษๆ เล็กๆ น้อย ออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง เป็นเรื่องของยายเม้าท์ เล่าข่าว ที่ยังมีดีอยู่บ้าง  กลายเป็นเรื่องน่าห่วงใยกันไปทั้งชุมชนหรือไม่.. ไม่รู้.. แต่รู้กันอยู่ว่า ปลาตายตัวเดียว (เน่าอยู่ในบ่อ)  ทิ้งไว้จนเน่าเหม็นคลุ้งทั่วทั้งทุ่งไปเลยทีเดียว สำหรับเรื่องของวัด ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลไหน ใด อยู่ ชุมนุม กลุ่มใด ๆ ย่อมจะมี โยม อุปฐาก ทั้งหลายถนัดเรื่อง บวก ลบ คุณ หาร กันอยู่แล้วเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน แค่เดินตามกฏง่ายๆ ตามๆกันไป ใช้กติกาตามๆ กันมาที่ว่า วัดครี่งหนึ่ง ..กรรมการครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องแปลกแต่จริง แต่เมื่อข่าว (คาว) มันบานปลาย เรื่องราวของวัด กลายเป็นเรื่องติฉินนินทา (ที่ไม่ควรจะเกิด หรือถ้าจะเกิดก็ไม่น่าจะเอามาพูดกันในที่แจ้ง จริงไหม)   ถ้าจะย้อนตำนานขึ้นไป ถึง พุทธกาล ก็เป็นเรื่องตำนาน เรื่องราวที่มีมาตั้งแต่นั้น พอจะข้าเค้า เอาคำสองคำมารวมกันเป็นคำเดียวกัน คือ ตำ กับ นาน คือมีการตำ เกี่ยวกับเรื่อง ตอห่มเหลือง” “กันมานานแล้วจนถึงวันนี้ ตอห่มเหลือง เรื่องของ คนครึ่งผีครึ่งคน แต่สัปดนไปห่มเหลือง เลียนแบบพระภิกษุสงฆ์  ทั้งยังสำแดงเดช อย่างน่าเบื่อหน่ายจนเป็นเรื่องน่าขบขันแล้วก็กลายเป็นเรื่องน่าสังเวช  เรื่องของผู้ที่ถืออำนาจรัฐ ไม่ยอมทำตามกติกาของมวลหมู่สงฆ์ ในเรื่องการแต่งตั้ง สมเด็จพระสังฆราช จากคนที่มีหน้าที่เสนอพระผู้ใหญ่ในวงการสงฆ์ ที่มี มวลหมู่สงฆ์คณะใหญ่ เสนอไปยัง ประยุทธ จันทร์โอชาคนที่มีหน้าที่โดยตรง (ตำแหน่งอะไรมั่งจำได้ไม่หมด)  ที่จะต้องนำชื่อ พระผู้ใหญ่ที่วงการของ เถรสมาคมลงมติแล้วเห็นว่า ควรได้รับแต่งตั้งเป็น สมเด็จฯ ผู้นำสงฆ์ (ตามกฏหมาย)

ไม่ทราบว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ไม่รู้ประสีประสาจริงๆ ไม่รู้จักจารีตขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งฝ่ายอาณาจักร รวงมทั้งฝ่ายศาสนาจักร  ด้วยกระนั้นหรือ? 

พล.อ. ประยุทธ จันทรโอชา กับเรื่อง ไม่นำพระนามของ สมเด็จพระสังฆราช องค์ใหม่ ขึ้นถวายกราบทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหมายความให้คิดกันว่า น่าจะมีความไม่ชอบมาพากลอย่างหนึ่งอย่างไรเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ  เพราะว่า  สิ่งสำคัญที่สุดของเมืองสารขันต์ ธงสามสี แดง ขาว น้ำเงิน อยู่ในธงชาติ มานานแล้ว หมายถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์   ศาสนา (พุทธ) มีความสำคัญมาก เป็นหนึ่งในสามสีบนธงไตรรงค์ เป็นดั่งหัวใจของประชาราษฎร์ทั้งประเทศ ทั้งทางราชอาณาจักร และศาสนาจักร จารีตขนบธรรมเนียม ประเพณีของ ประเทศสยาม มาจนถึงทุกวันนี้  ที่ใช้ชื่อว่า ประเทศไทย อาจจะถูกยกเลิกอย่างเงียบๆ เรียบร้อยโรงเรียน โล้นตอห่มเหลืองไอย่างน่าหวั่นใจไปแล้ว..กระนั้นหรือ

คนที่มีอำนาจ มีกำลังรบ พร้อมที่จะเข่นฆ่า ชีวิตผู้คนและสัตว์โลก  บุคคลที่เรียกกันว่า ทหาร มีกฏเกณฑ์มีระเบียบอย่างเข้มข้นเป็นกฏเหล็กน่าเกรงขาม  เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้อำนาจ เข่นฆ่าอย่างน่ากลัวมาหลายครังหลายคราแล้ว ทำพเพื่อ ชาติอย่างพิสูจน์ไม่ได้ว่า ความจริงกับความเท็จ เชื่อข้างไหน ได้อย่างไรในปัจจุบัน ประชาชนยังไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยกับเหล่าชนที่เรียกว่า ทหาร ทั้งๆ บุคคลเหล่านั้นอยู่ดีกินดีได้เพราะ เงินภาษี ของประชาชน วันนี้ก็ยังคลางแครงใจว่า ผู้ใส่เครื่องแบบ มีอาวุธปืนอยู่ในมือ ยังมองไม่เห็น หัวประชาชน คนที่ร่วมกันจ่ายภาษีเป็นเงินเดือนให้ทหาร อยู่อีกไหม..   แต่ผู้นำทหาร ณ วันนี้ ถูกเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า เป็นสาวก ของ โล้นซ่าส์  ที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ลูกหา ขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุธเจ้า แต่อย่างไรไม่ เป็นเพียง หัวหลักหัวตอของผู้พบเห็นโดยทั่วๆ ไป รู้จักอย่างขยะแขยงว่า เป็นแค่ ผ้าเหลืองห่มตอ เท่านั้น

อมนุษย์ ตนนั้นคนเดียวเท่าที่เห็นคุยโม้โอ้อวดอยู่ ถ้าจะมี อวิชา สามารถทำให้คนมองขาวเป็นดำ มองดำเป็นขาวได้และยังสำแดงเดชให้เห็นเด่นชัดประจักษ์ตาว่า โล้นซ่าส์ ตนนี้เท่านั้นที่จะชี้ให้ใคร เป็น สมเด็จพระสังฆราช ได้ ทั้งที่มีมติเสียงจากพระภิกษุสงฆ์ ทั่วประเทศ นับแสนองค์ เห็นชอบแล้ว เว้นแต่โ ล้นซ่าส์ ที่เป็นแค่ ตอห่มเหลือง ตนเดียวที่ไม่เห็นด้วย เป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่แล้ว ณ ขณะนี้

แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกันกับ คนที่ได้ตำแหน่ง ที่จะต้องนำชื่อของ สมเด็จพระสังฆราช นำถวายพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ลง พระปรมาภิไธย แต่งตั้งอย่างถูกต้องตามธรรมนองครองธรรม  

หรือว่ามีการเปลี่ยนอะไรเกิดขึ้นแล้ว  ณ วันนี้ จะมีข้อต่อรองกันอย่างไรหรือไม่ว่า  การลงนามแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ของประเทศ ณ วันนี้ จะต้องเป็น ตัวตนของคนที่เรียกว่า ตอ ห่มเหลืองเท่านั้นไปแล้วหรือ.. ฝ่ายปกครองคิดดีแล้วหรือว่า  การที่ไม่นำเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช (พระองค์ใหม่)ไปทูลถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั้น วันนี้จะไม่ขอกล่าวถึง..แต่มีสิ่งที่ควรจะกล่าวถึง อยากจะคุยด้วย ขอถามว่า     

คณะ รัฐบาลทุกวันนี้ มองข้ามหัวประชาชน คนที่นับถือพระพุทธศาสนา เหยียบย่ำจิตใจของพุทธศาสนิกชน  การใช้ความชั่วเพื่อกลบความชั่วนั้น .. มันจะกลายเป็น ความดีขึ้นมาได้อย่างไร 

แผ่นดินไทยของบรรพบุรุษทุกวันนี้ สร้างมาด้วยมืออย่างทรหดอดทน... ถึงคราแล้วหรือที่จะต้องต่อวลีให้ครบว่า ทรหด..อดทน..แล้ว.ต่อด้วยคำว่า อดตายจะการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ให้ใครจะเห็น..หรือไม่ว่าไม่สนใจใคร..ไม่ใยดี กับผู้หนึ่งผู้ใด คนหน้าไหนทั้งสิ้น 

อลัชชี  ตอห่มเหลืองเคยประกาศความต้องการของตัวเองว่า จะเป็นพระพุทธเจ้า องค์ต่อไป

นอกจากจะเป็น อลัชชี แล้ว 

ยังก้ำๆ กึ่งๆ ทั้งยังพิลึกกึกกืออยู่อีกว่า ยังจะเรียกว่าเป็น ภิกษุ ได้อีกหรือไม่ ในเมื่อถอดผ้าเหลืองกลายเป็นชีเปลือยมาแล้วชั่วขณะหนึ่ง ที่ลา ลาสิกขาบท ออกจากความเป็นภิกษุ ภายในวันเดียวกัน ทำเป็น ศรีธนนชัยทำว่ามีเหลี่ยมจัด กลับมา บวชใหม่ เพื่อเลี่ยงบาลีอายุขัยของการบวช ที่เคยแจ้งไว้ อย่างเคลือบแคลงคลาดเคลื่อน นั้นจะเป็นรอยด่างเปื้อนผ้าเหลืองทันทีที่บวชใหม่ ราคีทีมีติดตัวมา ก็ยังคงเป็นราค แถมยังมีราคะผสมผสานอยู่ด้วย การจะบวชให้ใครเป็นพระภิกษุ..ได้ จะต้องมีอุปปัจชา มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 

จนถึงวันนี้ ยังไม่รู้ว่า อุปปัจชา ที่บวชให้ อลัสชี เป็นใคร ถ้ายังไม่สิ้นสงสัย คนในคราบภิกษุ สึกลาสิขาบท ตอนเช้า แล้วบวชทันทีตอนเย็น เวลาที่เหลืออยู่กึ่งๆ กลางๆ น่าจะไปนั่งปลงสังขาร ยุบหนอ..พองหนอ..หรือไม่ เป็นการตั้งจิตอธิฐานว่า เวลาที่อยากจะให้ยุบ ก็ ยุบหนอ  ส่วนเวลาที่อยากจะให้พองก็ขอให้ พองหนอ   อลัสชีตนนั้นก็ยังคงเป็น แค่ ตอห่มเหลือง อยู่เท่านั้นเอง

จะไม่ขอกล่าวถึง โล้นห่มเหลือง อีก  (ถ้าไม่เหลืออดเหลือทนนัก) เพราะขยะแขยง

 แต่จะขอเรียนถาม พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า

ถ้ามีสำนึกดีขึ้นมาเมื่อไร คิดถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอให้ก้มกราบขอขมาแผ่นดินถิ่นเกิด ถ้ายังไม่ได้คิดเรื่อง สำนึกผิด คิดว่าการกระทำที่ผ่านๆ มาหลายๆเรื่อง ไม่ว่ากันดีกว่า คนอย่างผม น่าจะได้ชื่อว่า ไม้แก่ความหมายของไม้แก่ ก็คือ ดัด(นิสัย)ยากส์  แต่เรื่อง ดัดจริตไม่ต้องถามไถ่เป็นอันว่า รู้กันไว้ในใจก็แล้วกัน

  ขอโทษที เสียเวลาเปลืองหน้ากระดาษไปอย่างน่าเสียดายพูดถึง เรื่องน่าขยะแขยง  ตอห่มเหลืองให้พุทธศาสนิกชนผู้ชนใจจะปกป้อง ศาสนาประจำชาติของเรา ถ้ารักประเทศชาติ ก็จะต้อง รักศาสนาและพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยหรือ เมืองสารขันต์ ในอดีต ก็จะจะมั่นคงต่อไป เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต

 กลับมาพูดกันต่อถึงเรื่องอาชีพ ที่เชิญชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่จะกลับสู่ เมืองสารขันต์ เป็นอาชีพที่เหมาะกับการ รีไทม์เมื่อจะกลับบ้านเราคืนสู่เหย้า เมืองสารขันต์  แนะนำให้ศิษย์เก่ามะริกา ไปทำงานเบาๆ เพื่อฆ่าเวลาดีกว่าอยู่เฉยๆ 

งานนั้นๆ วน เวียนกันไปมา ตามงานวัด ละล้วนแต่เป็นงานบุญ ไม่ว่าจะที่วัดไหน กะเหรี่ยงชน คนที่เคยมามะริกา บางคนก็คงเคยเห็นหน้าเห็นตากันมาก่อนแล้ว  บางคนชินๆ หน้ากันอยู่สักหน่อยค่อยจะได้คุยกันออกรส

ทั้งยังจะได้ร่วมกิจกรรมของวัดนั้ทำ ทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ต้องไปปวดหัวกับเรื่องการลงทุน

งานที่ชักชวนให้กลับไปทำ ที่ ประเทศสารขันต์ ทำได้ทันที เงินมีกินมีใช้ทันใด ขยันมากได้เงินมาก ขยันน้อยก็ลดลงไปนิด เชื่อใจกะเหรี่ยงทุกคนที่เคยอยู่มะริกามาก่อน โดยเฉพาะเคยอยู่แคลิฟอร์เนียร์ถิ่นที่อาศัยของโรบินฮ็ดไทย เห็นกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ขยันขันแข็งกันทั้งนั้น เลิกเป็นห่วงเป็นใยเรื่อง เตะฝุ่น กันได้แล้ว  อย่าได้เป็นกังวลใจไปเลย รับประกันได้ว่า คุณๆ จะอยู่กันได้อย่างสุขสบาย สดใสเหมือนดอกไม้บานยามเช้ากันเลยทีเดียวเชียวละ ..ลงทุนน้อยนิด..ไม่ต้องไปกู้เงินใครมาลงทุน สามารถทำกำไรอยู่ได้สบายๆ ดีกว่าอยู่แคลิฟอร์เนีย เท่าที่เคยดิ้นรนเอาตัวรอด สู้ทุกงานทำทุกอย่างที่ไม่ผิดกฏหมายยังอยู่รอดไม่เหมือนกับปลาแถกเหงือกสมัยอยู่แอล.เอ. ขอแนะนำว่า

กลับสารขันต์ ไปค้าขาย ทำงานเบาๆ   ขายลูกโป่งสวรรค์ ตามงานวัด..กันเถิดครับ..

ถึงเด็กจะไม่มาด้วย ผู้ใหญ่ก็จะซื้อไปฝากเด็กได้....สบายใจทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ

งานที่แนะนำให้ทำ..มีรายได้ดีทั้งปี.ไม่มีเรื่อง เลย์ออฟไม่น่าเบื่อ ได้เที่ยวทั่วไทยอีกต่างหาก 

 

อ่านต่อฉบับหน้า