Get Adobe Flash player

“อารมณ์ขัน..มะริกันชน” โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

“ยิ่งเรียนยิ่งโง่..ยิ่งโตยิ่ง (หงี่) งี่เง่า” ยอมรับว่า  ตั้งแต่ตั้งแต่มาอยู่มะริกา มานานวันเข้า ยิ่งโง่ ยิ่งงี่เง่าขึ้นทุกวัน ยิ่งอยู่นานๆไป เห็นชัดถนัดทั้งสองตาลงมาถึงใจ ถามตัวเองว่าทำไม?..เรียนหนังสือในมหาประลัยอยู่พักใหญ่ๆ หาได้ช่วยให้ลดระดับความโง่งี่เง่าลงไปได้แต่ประการใดไม่ งานที่ทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่นั้น หาได้ใช้วิชาความรู้งูๆ ปลาๆ ที่ร่ำเรียนมาจากเมืองไทยและที่นี่แต่อย่างไร ยิ่งประสาปะกิต สำเนียงอิงลีชมะริกันด้วยแล้ว ความที่ไม่ได้ฝึกฝนการพูดจาภาษาอังกิดมานานพอ เล่นเอาลิ้นแข็งกระด้างดั่งศิลาประหลาดใจ  จะบังคับลิ้นให้กระดกขึ้นกระดกลง เปล่งเสียงสำเนียงเสนะเป็นภาษาปะกิตแต่ละครั้งแต่ละหนน้ำลายติดคอ  เหมือนเอาหัวไปชนฝา ช่างลำบากเย็นเสียจริง ๆ ทีเดียวเชียว  ยากยิ่งเกินกว่าจะเรียกอย่างธรรมดาๆ ว่า  “ดัดจริต” มันเกินกว่าคำว่า “ดัดจริต” ไปมากแล้ว ถ้าจะต้องดัดเสียงให้เป็นสำเนียงแบบมะริกันชน เจ้าของประเทศมะริกา ยิ่งยากส์..ยิ่งขึ้น สำหรับไม้แก่ดัดยากอย่างผม.ทำท่าว่าจะหักกลาง ลงไปในทันทีทุกครั้งที่อ้าปากพูดภาษาปะกิตอย่างอุบอิบอู้อี้  เสียงพูดมันบอกว่า หักกลาง ชนิดต่อไม่ติดไปเรียบร้อยแล้ว  ไม่ต้องเสียเวลารอให้งอเสียก่อนแล้วจึงจะหัก สำเนียงมันพี้ยนไป หรือจะเรียกว่า “หักกลางอากาศ” ก่อนจะเข้ารูหูของผู้ฟังเสียก่อนก็ย่อมได้

                ประเทศมะริกาเป็นแหล่ง”ตักศิลา”รวมวิชาความรู้วิชาการ นำหน้าประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้เลย อย่างน้อยๆ ก็ไม่ตามหลังใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตหนังสือหนังหาตำรับตำราให้อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว จะอ่านเรื่องอะไรล่ะ อ่านเรื่องวิทยาศาสตร์ขั้นทะลุฟ้า หรือถ้าอยากจะอ่านเรื่องลามกศาสตร์ขั้นลึกลงไปใต้ดิน ขนาดที่ลึกกว่า  ใต้สะดือทะเล   มีให้เลือกอ่านกันได้อย่างถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณ เรื่องของหนังสือหนังหานอกตำราเรียน ก็ไม่น้อยหน้าใคร มีเรื่องน่าอ่านทั้งนั้น ทั้งภาพประกอบน่าดูน่าชม น่าดูไม่รู้จืดบางครั้งมีทีเด็ดถึงกับซืดซาดเหมือนซดพริกเข้าปากเป็นกำๆ  ไม่เลี่ยนถึงกับอยากจะอาเจียนเหมือนกับอ่านเรื่องแนวเดียวกันเป็นภาษาไทย หรือว่า เพราะเข้าใจในเรื่องของภาษาไทยได้ดีกว่าจนชาชินรู้ลึกเลยขอบที่กำหนดก็ว่าได้ อยู่นานๆ ไปก็กลายเป็นคนแบกทุกข์ เอาแค่แบกทุกข์ก็น่าจะพอ มีทุกข์พอๆ กับ “แบกถาด” นั่นแหละพอจะรับไหว แต่ยิ่งนานๆเข้า ยิ่งฟุ้งซ่าน ก็ได้พึ่งพาอาศัยการอ่านหนังสือ บรรเทาทุกข์ลงไปได้มาก ตัดความกังวลออกจากจิตใจซะมั่ง มะริกายังมีสิ่งที่น่าอภิรมย์อยู่ อีกมากอย่างน้อยที่สุดคือ การอ่านหนังสือ ที่มีภาพประกอบ ภาพอธิบายเรื่องราวได้ชัดเจน  หาอ่านเรื่องที่ไม่ต้องอมทุกข์กันเถิด อย่างน้อยก็จะช่วยรักษาอาการฟุ้งซ่านจนหน้าเซ่อลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย อ่านเรื่องที่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งกันสักหน่อยก็ดี เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์เครียดให้ละเมียดละไม มองโลกสดใสกันบ้างดีกว่า..น่าจะลองดู แต่ที่ควรจะทำทันที คลายความเครียดได้ทันใด ไม่น่าจะรีรอคือ

                สัปดนวันละนิด..จิตแจ่มใส..ยังไงล่ะ

                ถ้าพ้นวัยเด็กแล้วละก้อ.. ใช้ข้อความประโยคนั้นได้จนถึงวันตาย..อ้าว..บอกให้ไม่เชื่อ ลองเอาเรื่องประเภทนั้นมาให้อ่านกันสักหน่อยก่อนจะเป็นไรไป มีอยู่หลายแง่หลายมุมที่อยากจะให้มอง จินตนาการเห็นทั้งหรี่ตาหรือลืมตาโพลง มาเล่าให้ฟังพอเป็นน้ำจิ้มสักนิดสักหน่อยพอให้ได้หัวเราะ หึ..หึ..กันบ้าง แต่ถ้าจะเครียดนัก รับไม่ได้ อ่านเพื่อระบายความเครียดทำปากขมุบขมิบซู้ดซี้ดกันอยู่ในใจที่ทำให้ ขนลุกขนชัน ..ได้เหมียนกัลล์ เป็นอีกทางหนึ่งจะได้การลดระดับความเครียดลงไปได้บ้าง

                รู้ไหม..คนมีเงินมีทองเขาต้องการอะไร “พลัง”  ยังไงล่ะ ตัวพลังที่ว่า ไม่ใด้ต้องการใช้เพื่อหาเงินหาทองเพิ่มขึ้น พลังตัวนั้นต้องการมีไว้ใช้เพื่อช่วยในการเล่นกีฬาสากล “เตะปี๊บ” ให้ดังได้ทุกวันนั้นเป็นยอดปรารถนาของผู้ชายก่อนถึงวัยฉกรรจ์..จนอายุยาวเกินวัยฉกรรจ์ไปมากแล้วก็ตาม ว่าเข้าไปนั่น บรรดาเศรษฐีขาด “พลัง” ต่างก็เสาะแสวงหายาบำรุงพลังกัน อย่างเคร่งเครียดหน้าดำหน้าแดง ยิ่งกว่าต้องการ “แทงหวย”ให้ถูกรางวัลที่หนึ่งเสียอีก (เว่อร์ไปหน่อยมั้ยล่ะ..อะไรจะขนาดนั้น) ขอให้ได้จริงๆ เถิด สิ่งของที่ต้องการอยากจะได้มาประโลมใจ ยิ่งถ้าเป็นสิ่งของต้องประสงค์ที่เป็นหนามแทงใจดำอยู่  แพงเท่าไรเท่ากันไม่เกี่ยงงอน เพียงแต่ขอให้เป็นของจริง อย่าหลอกกัน ขอให้ “เตะปี๊ปดัง” เพื่อความสะใจเท่านั้นส์ พ่..ย่ะ..ค่ะ...

                ว่ากันว่า “คุณหญิงคุณนาย” จะได้พลังที่ว่าถ่ายทอดมาจาก “พลังหนุ่ม” ถ้าได้พลังนั้นสะสมไว้ใส่ตัวเพื่อบำรุงร่างกาย จะกลับมากระชุ่มกระชวยกลายเป็นสาวเนื้อหนังเต่งตึง  ทั้งยังดูสดสวยสดสาว หอมหวลชวนโต้ลมมากกว่าจะทวนลม ยิ่งไปกว่ากระดังงาลนไฟเสียอีก .. นะเจ้าคะ..

                สำหรับผู้ชายบางคนพ้นวัยกลางคนไปแล้วยังชอบ “ล่าเนื้อ”กันอย่างคนป่า คืออยากจะกินเนื้อสดๆ ทั้งยังชอบทำตัวเป็นนายพราน หาความสุขสำราญกับการยิงนกตกปลา ล่ากระต่ายสาวไม่เลือกหน้า จนกระสุนที่มีมาแทบไม่เหลือ ที่เหลืออยู่ยัง จะ“ด้าน” ยิงไม่ออกเสียอีก หมดความหยิ่งผยอง กับคำพูดที่เคยถูกกล่าวขวัญว่า เป็น “พรานล่าเนื้อ” ก็ยิ่งกระวนกระวาย ใจ กระวีกระวาดเร่งหากระสุนมาเพิ่ม ตัวยาที่ว่ากันว่าน่าจะได้ผล คือตัวยาพลังโสมผสมน้ำผึ้ง ก็ว่ากันไปตามความเชื่อ จะได้ผลมั่งไม่ได้มั่งก็ต้องลองค้นหากันอยู่ดูไม่จืด ไม่รู้จบจนกว่าจะ “เฉาตาย” ไปเอง

                ถ้าลองตัวยาต่างๆ นาๆ ที่ว่าน่าจะได้ผล (แต่ไม่ได้) มาหลายๆ อย่างแล้ว ลองมามากต่อมากยังไม่ได้ผล เยิ่นเย้อนานมาจนเรียกได้ว่า เข้าตาจน เกือบจะมืดมิดไฟในตัวดับสนิทแล้วยังไม่ได้ผลก็ควรจะเปิดตำรา “เปิบพิศดาร” เพื่อหา “พลัง” ตัวที่คนทั้งโลกต้องการ ว่ากันว่าค้นจนได้ ตื่นตัวจนเนื้อเต้นอยู่กับพลังยาที่มาจาก “ตัวเดียว..อันเดียว” เรียกว่า มาจากสายตรงกันเลยเชียวละ จนเป็นตำนานเล่าขานกันดังกระหึ่มอยู่จนถึงทุกวันนี้

                บอกเล่าต่อๆ กันมาอย่างครึ้นเครงสำหรับคนชอบ “ล่าเนื้อ” ว่ามีเศรษฐีมะริกันคนหนึ่งขวนขวายไขว่คว้าหา “ตำรายาวิเศษ”  อ้างว่าได้มาจริงๆ คุยต่อว่าทดลองมาแล้ว ดีจริงอย่างว่า ยืนยันนอนยันว่า ยาพลัง “ผีบอก” ได้ผลเอามาก ๆ แต่หายากยิ่ง ราคาแพงมหาศาล เพราะตัวยาที่ว่า จะต้องสดๆ มีอยู่ที่เดียวในสนามสู้วัวกระทิงเท่านั้น เงื่อนไงมีอยู่ว่า จะต้องเป็น “วัวดุ” ตายใน สนามสู้วัว เป็น “โคถึกที่คึกพิโรธ” ต่อสู้กับมาธาดอร์ในสนามเท่านั้น ไม่ใช่ตัวที่เหี่ยวตายหรือแก่ตายธรรมดาๆ  แล้วจะต้องกินติดต่อกันสามวันซ้อนๆซะด้วย

                มีเงินซะอย่างจะยากเย็นอะไรนักหนา แม้กระทั่งเรื่องยาวิเศษ “ตัวเดียว ดันเดียว”  ที่หายากส์ หมดลงเมื่อไร เศรษฐีส่งคนใช้ไปบินไปประมูล “ตัวเดียว อันเดียว” ในสนามสู้วัวกระทิงถึงสเปน สั่งนักสั่งหนาว่าจะต้องเอาตัวที่ถูกฆ่าตายในสนาม ชนิดที่ตัวเดียวอันเดียวยังกระชุ่มกระชวยสดๆ อยู่  แล้วต้องบินกลับมะริกาทันที เพื่อให้เศรษฐีจะต้องกินติดต่อกันสามวัน ตัวเดียวอันเดียวของกระทิงดุซื้อมาด้วยราคาแพง เพียงตัวเดียวมากพอที่จะทำเสต็กหรือตุ๋นกินไปได้สามวัน ตรงตามตำรา

                เศรษฐีหม่ำเนื้อวัวเหนียวๆ ก้อนที่มีกลิ่นพิกลๆไปได้สองวัน พอวันที่สามเนื้อก้อนนั้นเหลืออยู่นิดเดียว กินแค่ครึ่งคำก็หมด เศรษฐีเอะใจว่าคนใช้จะไปเอาตัวเดียวกันเดียวของลูกวัวมาตบตา จึงตะโกนเรียกคนใช้มาไต่ถาม

                เฮ้ย..“เป็นตัวเดียวอันเดียวจากสนามสู้วัวที่สเปญจริงๆ หรือ”  คนรับใช้ยืนยันว่าใช่แล้วนาย  ตายในสนามแน่นอนเห็นมากับตาสู้อย่างดุดันยิบตาจน “ตายคาสนาม” คนรับใช้รายงานต่อไปด้วยว่า ได้ทำตามคำสั่งของนายอย่างเคร่งครัด จะต้องประมูลซื้อตัวที่ “นอนตาย”ที่ให้เห็นคาตาในสนาม นายสั่งไว้ว่าแม้ราคาจะสูงกว่าที่เคยประมูลมาก่อนหน้านั้นก็ตาม  คนใช้ประมูลมาได้ด้วยราคาสูงจริงๆ ทำให้นายเกิดความลิงโลดใจ คนใช้รายงานต่ออย่างตื่นเต้นว่า เพราะเป็นคู่สุดท้าย ก่อนปิดสนาม ถ้าพลาดประมูลมาไม่ได้ต้องรอกันไปอีกเป็นสัปดาห์ เลยตัดสินใจซื้อมา

                คนใช้ยืนกรานแต่ไม่ได้บอกนายก่อนว่า “แต่วันนั้น วัวไม่ตาย มาธาดอร์ ถูกวัวขวิดตาย”

                เลยต้องอธิบายให้นายรู้ว่า “ตัวเดียว..อันเดียว เป็นของ มาธาดอร์ ที่ตายในสนามมาให้นายกินแทน..ครับผม...”

 

                สามีภรรยาคู่หนึ่ง รักใคร่กันอยู่ไม่รู้หน่ายเอาเป็นว่าไม่รู้เหน็ดเหนื่อย รักกันไม่เหินห่างแม้แต่วันเดียว ไม่เคยลากิจ ลาป่วย (เว่อร์ไปหน่อยแลัวละเพ่..) ชวนกันเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะ หรือไม่ก็  จ้ำจี้มะเขือเผา (คือผลัดกันจี้เอวหัวเราะร่วนกันได้ทุกวัน) ไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อสามีมาตายลงไปต่อหน้าต่อตาด้วยหัวใจวาย เพราะใช้ “พลัง”หัวเราะร่วนมาก เกินไป เกินกว่าหัวใจ จะเร่งผลิตความถี่ความห่างได้ทัน “ตายอย่างนั้นเรียกว่าตายบนบก ดีกว่าตกน้ำตาย ไม่น่าเสียดายชีวิตที่เกิดมามีหน่อเนื้อเป็นชายชาตรี  ตายเพราะหัวใจวาย (ตายในอ้อมกอดของภรรยา) ดีกว่าตกน้ำตายเป็นไหนๆ  แต่ภรรยาก็โศกเศร้าเสียดาย “จ้าวโลก” ของสามีอยู่ไม่รู้หาย เพื่อให้ได้ระลึกถึง “วันชื่นคืนสุข” อยู่ทุกค่ำคืน ไม่ให้ตกหล่นเลือนหายไปไหน จำจะต้องเก็บรักษาของรักของหวงของตนเอาไว้ คือ “ตัดพุ่มพวงดวงใจ” ของสามี มาดองไว้ในขวดโหล ตั้งไว้บนหิ้งบูชา  ไว้ดูต่างหน้า แต่ในใจลึกๆ คิดเผื่อว่า  “พุ่มพวงดวงใจ” ของสามีจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกก็ได้อีก

                เจ้าหล่อนเก็บ “พุ่มพวงสามี ที่ดองไว้ในขวดโหล เอาไปเก็บบนหิ้งในครัว เวลาทำอาหาร เช้า  กลางวัน เย็นจะมองดูด้วยสายตาละห้อยหยาดเยิ้ม  สวดมนต์ภาวนาขอให้ “จ้าวโลก” ฟื้นตื่นตัวขึ้นมาสักสักสองครั้งเถิด เจ้าประคู้น..แม้จะต้องตายตามไปก็ไม่เสียดายชีวา..

                อยู่มาวันหนึ่ง สาวใช้คนใหม่สงสัยเหลือเกินที่เจ้านายหญิงของหล่อน จ้องมองขวดโหลบนหิ้งด้วยสายตาหยาดย้อยดูมีความสุขดีเหลือหลาย ดูได้ดูดี วันๆ  ขลุกอยู่แต่ในครัว พูดอะไรต่อมิอะไรอยู่พึมๆ พัมๆ  ไม่ได้พูดอยู่คนเดียวหรอก แต่คุยอยู่กับขวดโหล พอมีโอกาสเจ้านายออกไปทำธุระนอกบ้าน สาวใช้จึงปีนขึ้นไปหยิบขวดโหลลงมาดู  ไม่รู้ว่าเป็นอะไรถูกดองไว้เพราะยาดองออกสีเขียวๆ ทำให้มัวๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรแน่ หมุนขวดโหลดูรอบๆ อยากรู้ว่าเป็นอะไร เจ้ากรรม..ขวดโหลลื่นไหลตกกระแทกพื้นแตกกระจาย  เห็นก้อนเนื้อขนาดเขื่องอยู่ก้อนหนึ่ง มองดูไม่รู้ว่าอะไรแน่  กำลังลังเลรีรออยู่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เผลอไผลไม่ระวังให้ดีถูกหมาที่เลี้ยงไว้ในบ้านคาบก้อนเนื้อก้อนนั้นไปฟัดเสียร่องแร่ง  ไม่เหลือร่องรอยของ “เจ้าโลก” อยู่เลย

                “ตายแน่คราวนี้ต้องตายแน่ๆ” สาวใช้ครางอยู่ในใจ เพราะรู้ว่า นายหญิงจะต้องเอะอะโวยวายเท่าที่พินิจพิจารณาดู ก็รู้ว่าเป็น “พุ่มพวงดวงใจ” น่าจะเป็นของรักของหวงของนายหญิงยิ่งกว่าสิ่งใด  

                “ตายแน่..คราวนี้..ต้องตายแน่ๆ ” สาวใช้คราง กว่าจะหายตกใจ คิดแก้ไขให้ได้ทันท่วงที ก่อนที่นายหญิงจะกลับมา  เธอรีบออกไปซื้อกบตัวเป็นๆ ขนาดเขื่องตัวหนึ่งไล่เลี่ยกับก้อนเนื้อก้อนเดิม ใส่น้ำยาสีเขียวไว้คล้ายของเดิมวางไว้ที่เก่า

                คุณนายกลับเข้าบ้านมา ทำกิจวัตรประจำวันอยู่ในครัวคุยกับขวดโหลอยู่อย่างเคย ตั้งแต่สามีตาย พูดคุยกับ “เจ้าโลก” ของสามีในขวดเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ คุณนายเบิกตากว้างขยี้ตาเพื่อให้แน่ใจว่า “จ้าวโลก” ในขวดกระดุกกระดิกได้ ร้องโวยวายเสียงลั่นว่า จ้าวโลกตื่นแล้ว รีบปีนขึ้นไปประคองขวดโหลเพื่อนำลงมาดูให้ชื่นใจ  พลันขวดโหลที่เจ้าโลกกระดุกกระดิกอยู่ตกลงมากระแทกพื้นอีกครั้ง  พลัน “กบ” ตัวเป็นๆ กระโดดผลึงออกมา กระโดดไปกระโดดมาภายในห้องครัว

                วันนั้นคุณนาย  ใส่กระโปรงสุ่มใก่บานรอบตัว สวยเริด รีบยกชายกระโปรงให้สูงขึ้นเหนือเข่า  กระโดดดักหน้าดักหลังขวางหน้าเจ้ากบตัวนั้นไว้  ปากตะโกนร้องลั่นบอกสิ่งที่คิดว่า เป็น เจ้าโลกของสามี พลิกฟื้นคืนชีพขี้นมา ส่งเสียงดังสนั่นว่า

                “ทางนี้ค่ะคุณพี่ ... ทางนี้ค่ะ.. ทางนี้..ทางนี้ ..คุณพี่ขา..คุณพี่...”

                พร้อมทั้งดึงชายกระโปรงสุ่มไก่ ตั้งท่าตะครุบเจ้ากบตัวนั้น..ต้อนให้เข้ามาอยู่ใต้กระโปรงบานอย่างลุกลี้ลุกลน...

                เชิญทางนี้..ทางนี้..ค่ะ.. คุณพี่..เชิญทางนี้คุณพี่ ๆ......กระโดดสูงๆ ขึ้นมาอีกนิดซิคะ..คุณพี่...