Get Adobe Flash player

อยู่อย่างวังเวง.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                การมาอยู่เมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่น แอล.เอ. ไม่ใช่บ้านเมืองของเราเอง ย่อมจะต้องตระหนักอย่างลึกซึ้งซึมซาบเอาไว้เสียก่อนว่า  รอบๆ ข้างตัวเรา ณ ที่นี้  ล้วนแต่มีแต่ความว่างเปล่า  “วังเวง” อยู่ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน ไม่ว่าจะไปทางไหน ที่เห็นๆ ล้วนแต่คนเจ้าถิ่น ทำตัวกร่างเป็นเจ้าที่เจ้าทางเดินผ่านไปผ่านมา ท่าทางแต่คนส่วนมากไม่แคร์ใคร.. ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างเดิน

                พวกเขามีความรู้สึกอึดอัดหรือ?  ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ก็คงจะมองกันว่า “กะเหรี่ยง” อย่างเราเป็น มนุษย์ต่างดาว มาจากโลกที่ยังไม่พัฒนา เที่ยวเดินเพ่นพ่านปะปนกับผู้คนที่มีความเจริญแล้วคือพวกเขา   มองกันประมาณนั้นจริงๆ จาก พ.ศ. นั้น ถึง พ.ศ.นี้ ก็นานหลาย ไม่ค่อยจะแตกต่างกันเท่าไรนัก (ตั้งแต่สมัยที่ผมมาใหม่ๆ)

                เจ้าที่เจ้าทางน่าจะเป็นชนชั้นมีกะตังส์ ไม่ใช่มะริกันข้างถนนเหล่านั้น แสดงอาการประหลาดใจที่ได้พบเห็นคน “แปลกหน้า” ที่คิดว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว เห็นจากสายตาที่มองมาอย่างประหลาด  ส่วนตัวเราชาวกะเหรี่ยง มี รูปร่างหน้าหน้าตาเห็นเด่นชัดว่า ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับเขาที่เดินสวนทางกันอยู่  “มะริกันชน” (ทั้งคนขาวและคนมืด) ส่วนใหญ่ที่เคยพบเคยเห็นเคยเดินสวนกันไปมา ตาม “มอลล์” ศูนย์การค้า เขตนอกเมืองใจกลางแอล.เอ. ตวัดหางตามองว่า ไอ้ตัวสั้นๆ ผอมกะหร่อง “หน้าจืด” อย่างตัวเรานั้นเป็น “มนุษย์ต่างดาว” (นี่หว่า) พวกมนุษย์ต่างดาวอย่างเรา เขาจัดอยู่ในประเภทบุคคลที่ยังไม่พัฒนา   

                ความรู้สึกที่มากระทบใจนั้น ทำให้เกิดหนาวอยู่ในอกตกตะกอนอยู่ในใจ  ยิ่งสำรวจตรวจหาความบกพร่องของตัวเองแล้ว พยายามค้นหาว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือ ? ที่ผู้คนที่เดินสวนทางกันผ่านไปผ่านมาทำหน้าตาเฉย (เมย) เหมือนว่าจะระวังตัวว่ากะเหรี่ยง  “หน้าจืด” อย่างเรา เป็นตัวนำโรคติดต่อมาให้คนในสังคมของเขา พวกกะเหรี่ยงคนตาหรี่ตาเล็กอย่างเรา คือชาวเอเซียรวมทั้ง (กะเหรี่ยง) ตัวเราเองด้วย  หน้าตาหลุกหลิกเหรอหรา เพราะความไม่เคยชินกับความแปลกๆใหม่ๆ  ที่เห็นทั้งสถานที่และผู้คนรอบข้าง   กะเหรี่ยงหน้าตาเด๋อด๋า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวเกล้ากระผมเองหน้าตาจ๋องกรอดซัดเซียว  น่าจะจัดไว้ให้อยู่ในจำพวกมิจฉาชีพ ประเภทพวกขี้ยา ผอมเกร็งแถมยังเตี้ยไม่ควรจะจัดอยู่ในพวกโจรปล้นธนาคาร เป็นได้แค่พวกโจรกระจอก  ฉกชิง วิ่งราว  พวกเขาจึงต้องระวังตัวแจเอาไว้ก่อนจะถูกวิ่งราวชิงทรัพย์  น่าสังเกตเอาไว้ “ไม่ว่ากัน” เพราะความนึกคิดเหล่านั้นหล่อหลอมมาจากความรู้สึกที่ผ่านๆ มา จากเชื้อสายเผ่าพันธุ์ของเหล่าเขามาเนิ่นนาน น่าจะเป็นมาตั้งแต่เกิด  ก็พอจะเข้าใจ

                อยู่นานๆไป ความรู้สึกที่เคยนึกเคยคิด (ชนิดเคยถูกมองอย่างติดลบ) ปรากฏให้เห็นอย่างน่าแปลกใจซ้ำสอง  คิดไม่ถึงว่า มันจะเกิดขึ้นได้ จากกะเหรี่ยงพวกเดียวกัน ที่นิสัยใจคอเปลี่ยนไป มักจะกลับกลายคล้ายๆ กับติดเชื้อจากมะริกันชน (ส่วนหนึ่ง) คือดูถูกกะเหรี่ยงด้วยกันเอง มากขึ้นทุกที เหมือน หนีเสือปะจรเข้ อย่างไรก็อย่างนั้น..นั่นเชียวละ  กะเหรี่ยงมากมายก่ายกันอยู่ในเมืองใหญ่อย่างแอล.เอ. กะเหรี่ยงส่วนนั้นจับกลุ่มเป็นก้อนไม่แน่นเหนียวสักเท่าไร (ก็ยังนินทากันลับหลัง ) แต่ทำท่าว่ากลมเกลียวกันดี มีความคิดความเห็นดูแคลนกะเหรี่ยง (ด้วยกัน) อยู่อย่างไรก็อย่างนั้น ถ้ารู้ตัวว่าคิดผิด ก็น่าจะคิดใหม่ได้ คิดถึงความเป็นจริงว่า ทุกคนก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่แตกต่างกันไปบ้าง เอาเป็นว่า “นานาจิตตัง” ต่างคนต่างจิตเบี่ยงเบนกันไปคนละทางต่างใจ ก็ว่ากันไป  แต่ออกจะหนาวอยู่สักหน่อย ถ้าคิดเลยเถิดเกินไปกว่านั้นว่า “ตัวใครตัวมัน” ก็น่าเศร้า หรืจะคิดแบบ “กิ้งก่าได้ทอง” คิดว่าตัวเอง “หัวสูง” คอยาวกว่ากับกะเหรี่ยงทั้งหลายก็ไม่ว่ากันส่วนมากกะเหรี่ยง”หัวสูง” เหล่านั้นก็ยังเช่าห้อง เรียกว่าอพาร์คเม้นต์อยู่เช่นเดียวกัน เลยนึกถึงคำเปรียบเปรยว่า “ว่าแต่เขา อีเหนา เป็นเอง” ก็ไม่ว่ากันอีกนั่นแหละ แต่ขอเตือนพวกหัวสูง แต่ใจเตี้ยเหล่านั้นว่า ต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมันดีกว่าไหม  ถ้าดัดสันดานตัวเองไม่ได้ ก็อย่าให้ถึงกับเหยียดหยามเหยียบย่ำกันเองเลย 

                การกระทำพิลึกๆ อย่างนั้น คือจะก่อให้เกิดโรคร้ายอยู่ในจิต คิดอยู่ในใจว่า มันคือ.. “ความวังเวงเวว้า” ที่แก้ไม่หาย คิดถึงอกเขาอกเราบ้างเป็นไร คนที่ถูกเหยียบหยามก็เหมือนกับถูกประทับตราบาป ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องบาปที่ตัวเองตั้งใจจะก่อขึ้น  แต่อาจจะเป็นเพราะเรื่องกรรม (กำใครกำมัน)  หนีไม่พ้น แล้วกลับกลายเป็น “โรคขาดเพื่อน” ต่อไม่ติดไปตามๆ กัน

                “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ความไม่มีเพื่อน.. เป็นโรคอันประสาท”   

                ตัวเกล้ากระผมเองไม่เคยมีลาภอันประเสริฐ ทั้งยังอยู่ในเมืองนี้ (แอลเอ) มานานพอสมควรแก่เวลาแล้ว (น่าจะกลับไปตายรังเสียที)   ควรจะมีลาภอันประเสริญกับเขาบ้าง ในแต่ละวันเวลาที่ผ่านไป ถูกสิ่งแวดล้อมรอบข้างเขย่าให้เกิดหวั่นไหวกับสิ่งรอบๆ ตัวมากเกินไป จนกลายเป็นความ น้อยอกน้อยใจในความอาภัพอับโชค ของตัวแองอยู่ตลอดเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่อ้างว้างและหวาดหวั่น (ท่านเจ้าประคุณเกร์) สะสมกันนานๆ เข้า กลายเป็นโรคประจำตัวเข้าไปเต็มๆ แล้ว คือ โรคปวดตัวตัวร้อนนอนไม่หลับ คิดมาก จึงต้องรีบๆ ขยับออกห่างจากสังคมกะเหรี่ยง เพราะความต่ำต้อยด้อยวาสนา ไร้วิทยฐานะที่วัดกันด้วย “ปริญญา” ตามด้วยความยากดีมีจนมีอยู่พร้อม เป็นปัญหาจะเข้ากับผู้คนที่อยู่ในสังคมอีกระดับหนึ่งไม่ได้ คนระดับนั้นคือคนที่ทำตัว เป็นนางฟ้าหรือเทวดา  ส่วนตัว(ผม)เอง มีสภาพเหมือนอยู่ตัวคนเดียว จะไปไหนมาไหนก็ไม่กล้าเฉียดกรายเข้าใกล้สังคมกะเหรี่ยงเท่าไรนัก  อยู่เหมือนกับว่าเป็นคน “ตัวเดียว..คนเดียว” ปะปนอยู่กับ “มะริกันข้างถนน”  เพราะไร้ญาติขาดเพื่อนที่เป็นกะเหรี่ยง  เหล่าท่านๆ ที่สูงส่ง (เป็นอะไรอย่างหนึ่งที่เรียกว่า โซ..โซ.หรือโซเซ นั่นแหละใช่เลย) นั่นคือต้นตอของคำว่า “ไร้ญาติขาดเพื่อน” (ตามความหมายนั้นจริงๆ)  ความไม่มีเพื่อนอาจจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิด โรคประสาท อยู่ทุกวันนี้  แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานพอสมควรแล้ว ก็ยังเป็นโรค “ขาดเพื่อน” มากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผ่านไป  รู้ตัวว่า ถ้าปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น อาจจะกลายเป็นโรค “ประสาทแด็กส์” อย่างถาวรไปเลย ..ก็ย่อมได้ ก็เลยอยากจะหุบปากให้สนิท ถือเสียว่า “นิ่งเสียตำลึงทอง”

                ข่าวการฆ่าตัวตายของบุคคลต่างๆ ในสังคมกะเหรี่ยง เกิดขึ้นเป็นระยะๆ การฆ่าตัวตายอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ในหมู่ของผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่ในสังคมกะเหรี่ยงที่นี่ (แอลเอ)  สร้างความอ่อนอกอ่อนใจไหวไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ  คนที่มีการศึกษาดี มีอาชีพมั่นคง ไม่มีปัญหาขัดสนเรื่องเงินๆ ทองๆ  มีความเป็นอยู่สบายๆ ในสายตาของผม คนรอบข้าง หลายๆ คน หาทางออก หรือยิ่งดิ้นยิ่งรนหาจนงุ่นง่าน ก็ยิ่งจะเจอทางตัน  ปัญหาเพียงเล็กๆ น้อยๆ ที่ตนเองรับไม่ได้  ไม่น่าจะต้องถึงกับฆ่าตัวตาย แต่ก็เป็นไปแล้ว ทำไมถึงเป็นไปได้ คิดไม่ออกบอกไม่ถูกสมองอุดตันไปหมด ทำให้ผมผู้ด้อยด้วยการศึกษา จะมีสิ่งที่ครูบาอาจารย์ ประสิทธิประสาทมาให้บ้าง มีอยู่น้อยนิด  ยึดอาชีพกรรมกรใช้แรงงาน คิดมากขึ้นมาว่าอยู่เมืองไทย ไฉน..จึงมีงานดีๆ ทำอยู่เป็นเรื่องเป็นราวมายาวนาน   มาที่นี่ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นไปได้ น่าจะเป็นเพราะบาป จึงต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมานอนหายใจรวยรินแทบจะสิ้นชีวิต เป็นกรรมกรอยู่ที่นี่ (ชีวิตตู..ดูดูไปคล้ายยี่เกเป็นยิ่งนัก)   คิดอย่างคนขัดสนจนเงินจนทอง คิดจากสมองตีบตันตามประสาคนมีความรู้กระจอกงอกง่อยแค่หางอึ่ง   งานการที่ทำไม่มั่นคงเสี่ยงกับการถูกไล่ออก.. ก็ยังไม่ค่อยเครียดอะไรมากเกินไปอะไรๆ มันก็เป็นไปได้ทุกอย่างตามยะถากรรม แต่ยังไปไม่ถึงกับเกิดความหวั่นไหว ขนาดที่ต้องทำลายชีวิตของตัวเอง ทั้งๆที่มีความขัดสนมากมายกว่า บุคคลผู้คิดสั้นฆ่าตัวตายเหล่านั้น ยอมรับว่าตัวเองอยู่ในฐานะยากจน หากจะปล่อยให้จิตใจถูกกดดันจนเตลิดเปิดโปงอยู่ทุกวี่ทุกวัน  สะสมความเครียดขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่วันใดวันหนึ่งน่าจะเท่งทึงถึงทางตัน คงจะคิดฆ่าตัวตายไปอีกคนก็ย่อมได้ สรุปแล้วทบทวนดูถามตัวเองว่า ทำไมจะต้องทำอย่างนั้น เลยต้องเปลี่ยนความคิด เพราะอายตัวเอง

                พวกเขาช่างกล้าฆ่าตัวตายมีเหตุผลอะไร..มากมายถึงขนาดแก้ไม่ได้ ทนไม่ได้  จึงต้องหาทางออกที่เรียกว่า “คิดสั้น” ..

                นรกยังรออยู่ไม่หายไปไหน..ทำไมจะต้องรีบไปลงนรกกันล่ะ..

                สาเหตุส่วนใหญ่น่าจะมาจากเรื่อง “ความวังเวง”  เกิดเป็นโรค “ขาดเพื่อน”  ขึ้นมาผิดหวังกับเพื่อนๆ (ไม่อยากจะพูดว่าเพราะผิดพลาดเรื่องความรัก ..(โถ..น่าสงสารจังเบย)  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิดหวังจากเพื่อนคู่ใจที่คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนคู่กาย (ของเขาหรือของหล่อน) ความผิดหวังกับเรื่องนั้น มันสาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก พอจะเข้าใจ แต่ไม่ใช่จะต้องแลกกับชีวิตตัวเอง  หรือคิดว่า ไม่มีความเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม  ขอเรียนด้วยความเคารพว่า คุณๆ จะไปแคร์ กับสังคมไปทำไม”  รวมทั้งเรื่องเพื่อนใจ ที่จะต้องเลิกร้างกันไปนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดา  น่าจะคิดกันใหม่ว่า น่าจะ”โชคดี” มากกว่า เพราะจะได้หาความแปลก ๆใหม่ ๆ ในชีวิตได้มากกว่าคนอื่นๆ การตั้งต้นชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรื่องงาน หรือความขัดสนเงินทอง ถ้าจะมีความเป็นมา ที่เรียกว่ายังซอยเท้าอยู่กับความ   ยากจน ควรจะคิดว่าเป็นความมันส์  หาทางออกเอาเอง แม้ว่าจะพิลึกกึกกืออยู่บ้าง..ไม่เป็นไร.. คิดดูให้ดี ความไม่สมหวัง หรือ การจะต้องดิ้นรนไปในวันข้างหน้า คือการต่อสู้ คุณๆทั้งหลาย ยังนับว่าเป็นนักต่อสู้กับเขาด้วยคนหนึ่ง ขอบอกให้รู้กันอีกครั้งว่า “อย่าคิดสั้น” ลุยต่อไปข้างหน้า อย่าไปกลัวว่า มันจะไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ขอให้ระวังว่า อย่าทำให้เลวลง ตรงนั้นนั่นแหละเป็นตัวตนของคนที่เรียกตัวเองว่า “ลูกผู้ชาย” หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็สมควรจะเรียกว่า เป็น หญิงแกร่ง น่านับถือ ขอคารวะ

อ่านต่อฉบับหน้า