Get Adobe Flash player

อยู่อย่างวังเวง.. ตอนจบ โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                 (ต่อจากฉบับที่แล้ว)

                ถ้าทุก ๆ ตีวงให้แคบลง คงจะพูดได้ว่า “กะเหรี่ยงทุกคนที่มามะริกา” ได้ชื่อว่า เป็นผู้กล้าหาญ ด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าคิดว่าจะเอาความเป็นคนไปเปรียบเทียบกับกบแล้วละก้อ.. กะเหรี่ยงชน ทั้งคุณทั้งผมก็ยังได้ชื่อว่า “เป็นกบนอกกะลาครอบ” พลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมามะริกา อย่างวู่วาม ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ใคร่ครวญดูให้ดีว่า “พร้อมแล้วหรือไม่” กับการอ้างว่าเรียนต่อหาอนาคต หาประสบการณ์ดีๆ (กับเขามั่ง)   

                 คิดว่า อย่างน้อยๆ ก็ยังดีๆ ได้มาเปลี่ยนบรรยากาศหงอยเหงาจำเจอยู่ในกรุงเทพฯ ได้มาเบิ่งตา (ที่จริงน่าจะเรียกว่า “มาแหกตา”)มองโลกกว้าง ทั้งยังคิดว่าน่าจะดีกว่าอีกหลายสิบล้านคนในเมืองไทย ที่ยังไม่มีโอกาสเร่ร่อนสัญจรมามะริกา  ไม่ว่าจะถือวีซ่าประเภทไหนมาก็ตาม  มีสิทธิเสรีเท่ากับ “มะริกันชน” ด้วยความเสมอภาคกันทางกฏหมาย  ยกเว้นกฏเกณฑ์ข้อบังคับของอิมมิเกรชั่นที่มีไว้ใช้กับคนต่างด้าว สงวนสิทธิบางประการไว้ให้กับมะริกันชนคนของเขาเท่านั้น เช่นเดียวกับประเทศต่าง ๆ ที่สงวนสิทธิบางอย่างสำหรับพลเมืองของประเทศนั้นๆ เช่นกันมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ต่างก็ต้องการมีสิทธิและเสรีเท่ากันกันทั้งสิ้น ทุกตัวตนของ “สัตว์มนุษย์ ที่เรียกว่าคน” คนแต่ละคน.. ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งกว่าตัวเอง  ถ้าคิดกันได้อย่างนั้นจึงจะไม่ยี่หระกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างแต่อย่างไร ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้ความสำคัญกับตัวเองเยี่ยงมนุษย์ทั่วๆ ไป สิ่งที่จะให้ขาดลงไปไม่ได้  คือความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นมนุษย์สุดประเสริฐธรรมดาๆ  แล้วจะทำตัวให้เป็นมนุษย์สุดประสาท เป็นตัวประหลาดต่างกับผู้กับคนอื่นๆ ไปทำไมกัน

                ไม่ว่าใครจะไปอยู่ส่วนไหนของโลกใบนี้ก็แล้วแต่ แม้จะมาอยู่ที่นี่ (มะริกา)ไม่ว่ากำลังจะคิดจะทำอะไรอยู่ก็ตาม อย่าไปแข็งข้อต่อระบบหรือระเบียบกฎหมายในบ้านเมืองของเขา ถ้าพวกเขาเข้าไปในประเทศเรา ก็ต้องยอมรับรู้กฏหมายข้อบังคับของเรา เช่นเดียวกัน   ยิ่งกะเหรี่ยงอย่างเรา มาอยู่ในถิ่น กาขาว อะไรต่อมิอะไรแตกต่างจากถิ่นฐานที่เราเคยอยู่มาตั้งแต่เกิด  น่าจะคิดว่า “ตกกะไดพลอยโจน” เข้าไปแล้วก็ย่อมได้ แม้จะอยู่อย่างอัตคัดขัดสน อยู่อย่างปากกัด ตีนถีบมาถึงทุกวันนี้  ถึงแม้ว่าวีซ่าขาดอายุ แล้วอยากจะอยู่ต่อไปอีกซะหน่อย..ก็เป็นเรื่องตัวใครตัวมัน ( แล้วละต๋อย)  ไม่มีข้อต่อรองอะไรกันอีก อยู่ได้อยู่ไป เบื่อเมื่อไหร่ หรือถูกจับกลับบ้านเรา ก็เท่านั้นเอง ถือเสียว่าที่อยู่มานานมันเป็นส่วนเกิน เป็นกำไรชีวิต คุ้มค่ากับการได้รู้ได้เห็นอะไรต่อมิอะไรในโลกกว้าง อย่าหวั่นไหวไปกับความแปลกความใหม่ทั้งผู้คนและกฏเกณฑ์ใหม่ๆ ในประเทศนี้ ทำตัวให้อ่อนๆตามเขาไป เข้ากับระเบียบตามระบบสังคมของเขาให้ได้  คิดเสียใหม่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว..ก็ควรจะต้องหลิ่วตาตาม” เก็บเอาไว้เป็นสะสมประสบการณ์ชีวิต... ชนิดที่ว่า “ขอลิขิตชีวิตข้าเอง..ไม่เกรงดินฟ้า”  ว่าเข้าไปนั่น..ก็ยังได้จะเป็นไรไป

                “ขอให้กู..ได้เป็นผู้ลิขิตชีวิตของกูเอง..” ได้เท่าที่ทำได้ เท่าไรก็เท่านั้น..ยังเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่แล้ว ถ้าคิดว่า จะก้าวขาเดินหน้าต่อไปไม่ไหวแล้ว อยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ เพราะมันเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง..ว้าเหว่สุดจิตสุดใจจริงๆ  ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณก็จะเป็นโรคเดียวกับผมที่เคยเป็น คือ  “โรคขาดเพื่อน” ครับผม..พอเข้าใจได้ว่าอะไรเป็นอะไร “เป็นโรคขาดเพื่อนเหมือนกัน”  อยากจะมีเพื่อนที่คบค้าสมาคมกันด้วยความเข้าอกเข้าใจต่อกันและกัน อย่างคนที่มีความอนาทรร้อนใจไปกับเพื่อนด้วย ถ้าเพื่อนมีทุกข์ ช่วยปลอบใจให้เพื่อน เป็นกำลังใจให้เขา เดินต่อไปข้างหน้า เดิน..ร่วมทางกันไปพร้อมใจกันเดิน  พากันเดินไปด้วยกันอย่างตั้งใจมีกำลังใจไม่หวาดหวั่น  ตั้งความหวังว่า จะได้พบกับแสงสว่างในวันหนึ่งวันใดข้างหน้าเข้าจนได้ ในวันหนึ่งวันใด ชั่วชีวิตของผู้คน ไม่มีใครหรอกที่จะเดินวนเวียนอยู่ในความมืดมิดไม่เห็นแสงสว่างไปตลอดชีวิต ( ยกเว้นคนตาบอด )  ถ้ามีจิตใจแข็งแกร่งรักการต่อสู้จริงๆ “เราก็คน..เขาก็คน”  จะย่อท้อคอย่นตีตัวไปก่อนไข้ทำไม ชีวิตคนมีอยู่สองด้าน ทั้งด้านมืดกับด้านสว่าง ในระหว่าง ความเปลี่ยนแปลงจากอยู่ในที่มืดไปที่สว่าง หรือจากที่สว่างไปสู่ที่มืดก็ตาม  มันเป็นชะตาชีวิต  ผลัดกันอยู่กับแสงสว่างอย่างว๊อบๆ แวมๆ อยู่กับความมืดมิดดำสนิทหมุนเปลี่ยนเวียนกันไปเหมือนกับการตื่นแล้วหลับ หลับแล้วตื่น ( ยกเว้นวันตายฟื้นไม่มี)  “โลก” หมุนไปไปรอบๆ ดวงอาทิตย์  มันจะมืดหรือสว่างอย่างเดียว เวลาเดียวกันทั้งโลกไม่ได้ ตราบใดที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ มันจะต้องมีทั้งความมืด ความสว่าง  และนั่นคือความเท่าเทียมกันของมนุษย์ มีน่ะมีอยู่ แต่จะมีมากหรือน้อยกว่ากัน ก็อย่าไปสนใจ ได้เท่าไรก็พอใจเท่านั้นอีกนั่นแหละ..ดี

                ตัวผมเอง..ยอมรับว่า เป็น “โรคขาดเพื่อน”หรือจะเป็นเพราะขาดจี๊ ไม่มีกะตุ้งกะตังค์เหมือนใครๆ  จึงหาเพื่อนที่จะคบหากันยาก ขาดมานานจนเกิดความ “วังเวง” อยู่ในหัวใจตลอดมาแต่ก็ไม่ได้น้อยอกน้อยใจมากมายเอะไรนักหนา ไม่ถึงกับฟูมฟายตีอกชกลม (ก็ไม่ใช่นักมวย..นี่ว้อยส์)) แต่อย่างไร เพราะเชื่อมั่นตัวเองว่าอยู่ในประเทศนี้ได้ นานเท่านานเท่าที่ต้องการจะอยู่  ถึงจะยากดีมีจนอย่างไร เก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ตัวใครตัวมันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องป่าวประกาศให้ใครรู้ให้ใครเห็นตับไตไส้พุงว่ามีกี่ขด  จะยิ่งโดนซ้ำเติม เรียกว่าถูก “สมน้ำหน้า” มากกว่า  อย่าคิดจะไปร้องของ้องอนให้ใครต่อใครมาเป็นเพื่อนด้วย ถ้า “ร่าน” นักก็คงจะได้ ..แต่จะได้ “เพื่อนกินเพื่อนกัน ..พอเพื่อนรู้ไท่ทัน เพื่อนกันก็เอาไปกิน” มันจะเป็นอีหรอบนั้นซะละมาก

                เพราะฉะนั้น.. เราจึงต้องสร้าง “เพื่อน” ขึ้นมาด้วยตัวของตัวเอง..ด้วยความคิดความอ่านของตัวเอง  ใครที่เห็นว่าน่าจะคบหากันได้ หมั่นติดต่อกันเอาไว้ โทรศัพท์คุยกันบ้างหรือส่งไลน์คุยกันไม่ใช่เรื่องยากส์ ไม่น่าจะเสียเวลาสักเท่าไรนักหรอก  ถึงวันสำคัญๆ อย่างเช่น ปีใหม่ หรือ วันเกิด ของเพื่อนก็ควรส่งความระลึกนึกถึงไปให้กัน  แล้วก็ควรติดต่อกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นที่จะให้ถึงวันเทศกาลต่างๆ จึงจะค่อยส่งข่าวคราวถึงกัน  วันปีใหม่ คริสมาสต์ วันเกิด ได้ก็จะเป็นเรื่องดี ..ยกเว้นวันแก่.. มองเห็นรอยตีนกาหน้าเหี่ยว  แล้วไปอวยพรสะกิดเพื่อนเขียนบอกหรือพูดให้เพื่อนรู้ว่า “เอ็งน่ะแก่แล้วละโว้ย” หรือตั้งใจจะชมเพื่อนว่า “เหนียงยานแล้วละว่ะเอ็งน่ะ” อย่าได้ล้อเล่นเช่นนั้นทีเดียวเชียว  แล้วอย่าเลยเถิดไปถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนรักว่า “ยังเตะปีบดังอยู่อ๊ะปล่าว..(วะเอ็ง)” ประโยคนั้นเข้าหูเพื่อนก็หืดขึ้นคออยู่แล้ว อย่าสอดไปเสนอตัวว่า จะไปช่วยเตะปีบ(แทน)ให้ดังอีกล่ะ  ถ้ายังปากพล่อยไม่มีหูรูดอยู่อย่างนั้น ..เพื่อนๆ ก็จะหดแล้วหายไปเรื่อยๆ  จนจะไม่เหลือเลย..ขอบอก..

                ผมจึงไม่ลังเลที่จะเขียนโปสการ์ดส่งข้อความอวยพร ให้กับเพื่อนๆ (ที่มีอยู่นับคนได้) ทุกโอกาสงานเทศกาลต่างๆ  ไม่โทรศัพท์ก็ไลน์ไปให้ ผมมีเพื่อนคบหากันมานาน ตั้งแต่เพิ่ง “นมขึ้นพาน” จนถึงเนื้อตรงหน้าอกบริเวณนม “หย่อนยาน” ย้วยลงมาหาพุงอยู่ทุกวันนี้ แถมยังดันลงพุงพลุ้ยนำไปก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะสังขารร่วงโรยอยู่นานจนเกินกว่าจะชลอความชราเอาไว้ได้   ยอมรับว่า “แก่แล้ว” หาใช่ “แก่เลี้ยว”แก่แล้วแก่เลย ทั้งยังคิดถึงเรื่องเสียวๆ ให้ปวดร้าวใจแต่อย่างไรไม่ ..ขอเน้นว่า การเขียนข้อความสั้นๆ ส่งให้เพื่อนอ่านบ้างเพื่อผูกสัมพันธ์กันไว้ คงจะไม่ถึงกับหนักหนาสาหัสแต่อย่างไรไม่  อย่างเช่นส่งข้อความว่า

                มังตึ๋ง เพื่อนรัก

                งานที่เพื่อนเขียนข่าวสังคมอยู่นั้น เป็นดาบสองคม หรือถ้าอยากจะ เขียนให้ขำขันแบบสองแง่สองมุมนั้นดี ก็ดีอยู่  แต่ต้องระวังหน่อย บางข่าวกล่าวถึงคนบางคน มองได้ว่า น่าจะเป็นคลื่นใต้น้ำ หรือบางข่าวก็เป็นคลื่นบนบกสลับกันไปแล้วแต่เนื้อหาจากข่าวที่ได้มา ยังพอเข้าใจได้  มีทั้งคลื่นใต้น้ำ คลื่นบนบก  แต่ที่สำคัญถ้าจะเขียนถึงคลื่นใต้น้ำ ค่อนข้างจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ถาโถมใส่ผู้ที่กล่าวถึงแรงๆ ละก้อ..น้อยๆ หน่อยนะเพื่อน ขอให้ลดระดับลงสักหน่อยเป็นแค่ “กระเซ็นกระซัด” ให้แผ่วลง น่าจะดีกว่า ถ้าคลื่นใต้น้ำที่เขียนทำท่าว่าจะไปกระทบฝั่ง เซาะเขื่อน  อาจจะทำให้เขื่อนพังก็ย่อมได้ เรียกว่า ซัดฝั่งดังโครมคราม อึกทึกครึกโครมเกินไป ก็น่าจะเปลี่ยนเป็นชื่อที่ใช้เขียนข่าวอยู่ซะหน่อยเสียก่อน สมมติว่า ใช้ชื่อ “มังตึ๋ง” อยู่ก็เปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า “มังตื๋ม” มาขัดตาทัพไว้ให้ดูอ่อนช้อยสักหน่อยก็น่าจะดูดีกว่า เป็นการ “แก้เคล็ด”  ดีกว่ารับเอาความเคล็ดยอกฟกช้ำดำเขียวเอาไว้ไปเต็มๆ อย่าแก้เคล็ดด้วยวลีที่ว่าเอา “เนื้อจิ้มเนื้อ” ยิ่งเหมือน “หยิกเล็บ..เจ็บเนื้อ” มันจะไปกันใหญ่

                การจะเขียนข้อความอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนชนิดไหนเพื่อคุยถึงเรื่องสารทุกข์สุข หรือดิบ ถึงเป็นเพื่อนกัน สะกิดกันนิดๆ หน่อยๆ  ล้อกันเล่นเป็นเรื่องขำขันก็พอได้  อย่าได้กล่าวตัดพ้อต่อว่ากันกระทบกระทั่งกันให้เสียความรู้สึกเชียวนะ เสียเวลาที่คบหาเป็นเพื่อนกันมานานๆ ไปเปล่าๆ 

                การที่เพื่อนฝูงเข้าใจกันดีคิดถึงกันอยู่ เขียนโปสการ์ดหรือจดหมายสั้นๆ อวยพรให้กันเป็นเรื่องดี ...

                ชีวิตคนเรา แต่ละคนสั้นยาวไม่เท่ากัน ต่างคนต่างเดินไปตามกรรมที่ทำกันมา ย่อมจะต้องมีคนละกำสองกำอยู่แล้ว.

                ตัวตนของเราเอง ..ยังไม่รู้ว่าจะเดี้ยงลงในวันไหน กระดุกกระดิกเดินเหินไม่ได้อีกเมื่อไหร่..เมื่อเอย..ก็เมื่อนั้น

                คิดเรื่องดีๆ ต่อกันเอาไว้ก่อนตาย..ดีกว่า..ต่างก็ไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน.. จะได้ เกิดใหม่อีกที.หรือไม่..ก็ไม่รู้ ..วังเวง.....