Get Adobe Flash player

คงจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง (ต่อให้จบ...) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ผม (วิจารณ์ จันทนะเวส) ขอหยิบบทความของ ชาติเชื้อ ชนบท  เขียนไว้ใน เสรีชัย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2554 มาลงอีกครั้ง เนื้อหาที่ ชาติเชื้อ ชนบท เขียนไว้ มาถึงวันนี้ ชัดเจนขึ้นทุกที อดไม่ได้ที่จะนำข้อคิดข้อเขียนผ่านมาที่สองปี มาลงในเนื้อที่ “คนละเรื่องเดียวกัน” ในวันนี้ ผมขอพูดสั้นๆว่า ถ้าเหตุการณ์เป็นไปอย่างที่ “ชาติเชื้อ ชนบท” เขียนทำนายทายทักไว้ล่วงหน้าขึ้นจริง ผมขอต่อเติมเนื้อหาหลังจากอ่านเรื่องราวของบทความเรื่อง “คงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง” จบ (ไม่สมบูรณ์)  ไม่ได้จบลงตรงที่ ชาติเชื้อ ชนบท จบเอาไว้ผมคันมือคันไม้ว่า บทบาทต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร (ควรต่อให้จบ) ว่าต้องมีตอนต่อไปอีกว่า ตระกูล “ชินนะวะ” ควรจะต้องถูกปิดฉากลงด้วยการช่วงชิงอำนาจจากน้ำมือ “พวกขี้ข้า” (แกนนำเสื้อแดง) ที่มีกำลังอาวุธอยู่ในมือ (ยึดมาได้จากตำรวจทหาร) จะต้องฆ่าล้างโคตร ล้างเผ่าพันธุ์ ตระกูล “ชินนะวะ”หมดทุกคน เพราะ“ผู้นำสื้อแดง” หมายมั่นปั้นมือเขมือบดินแดนด้ามขวานทองนี้” มาหลายช่วงชีวิตผู้นำ”แดงทั้งแผ่นดิน” มานานหลายชั่วคนแล้ว..

ชาติเชื้อ ชนบท เขียนไว้มื่อ วันที่ 10  มิถุนายน 2554 ลงในเสรีชัย

 เรื่อง..คงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง.......

การที่พรรคเพื่อไทย ชนะเลือกตั้งท่วมท้น ทำให้คนเสื้อแดงเริ่มนับหนึ่งใหม่ หวังจะทำให้ไทยเป็นแดงทั้งแผ่นดินต่อไป  ประมาณว่า มีผู้นิยมชมชอบให้พรรคเพื่อไทย เข้ามาบริหารจัดการ “ประเทศไทย” โดยมีผู้ไปลงคะแนนเสียงระหว่าง  15- 20  ล้านคน  จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ มีไม่ต่ำกว่า 65 ล้านคน ถือว่า ประชาชนชาวไทย “ยกสิทธิ” การเป็น “ผู้จัดการประเทศ” ให้กับพรรค เพื่อไทยกับคนเสื้อแดงไปแล้ว พร้อมทั้งสิทธิความเป็นเจ้าของประเทศไทยจะหดสั้นลงไปอีก จะเปิดโอกาสให้สิทธิกับชาวต่างชาติอย่างเสรีชนิดไม่เคยมีมาก่อน.. คิดกันให้ดีอีกครั้งก่อนที่นักการเมือง จะเขียนกฏหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้สิทธิพิเศษกับคนต่างชาติเท่ากับราษฏรไทย โดยที่คนไทยส่วนใหญ่หาได้สำนึกหรือ “ไหวทัน” แต่อย่างไรไม่...

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3  กรกฎาคม ( 2554) ที่ผ่านมา  พรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงข้างมาก หมายถึงว่า ประชาชนยอมรับพรรคการเมืองนั้นเป็น “ผู้จัดการบริหารประเทศไทย” เท่ากับให้สิทธิโดยสมบูรณ์กับพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดง บรรลุถึงเป้าหมายขายสิทธิเสรี และทรัพย์สินของประเทศให้กับคนต่างชาติได้ พร้อมใจกันจะส่งเสียงตะโกนกึกก้องร้องเรียกหา “ไฮ..ทักษิณฯ” ให้ได้“สิทธิพิเศษ” ฉับพลันทันที เมื่อ“น้องสาว”ได้เป็นนายกรัฐมนตรี “นอมินี่” เรียบโร้ยโรงเรียนแม้ว ไปแล้ว รวมทั้งการจะเฉือนแผ่นดินขาย รวมทั้งสมบัติของประเทศสิ่งแรก คือ ศาสนสมบัติ อาคาร โบสถ์วิหาร วัดวาอาราม ที่ดินธรณีสงฆ์  ปูทางมาแล้วจาก นายเสนาะ เทียนทอง เล่นกลทางกฏหมายขายที่ดินวัดให้ ทักษิณ ชินวัตร ทำเป็นสนามก๊อล์ฟ “อัลไพน์”  ก็ยังมีสิทธิจะทำได้อีก ของมันเคยก็รีบๆ ทำเสีย ที่ดินวัดทำเลดีๆ ยังมีอยู่ทั่วประเทศไทย รีบๆ หน่อย ทักษิณ เล็งมานานแล้วใช่ไหม ที่ดิน “ราชพัสดุ” ที่มีเหลืออยู่สำหรับสำหรับให้คนยากคนจนเช่าอยู่อาศัยในราคาถูก จะถูกเวนคืนมาทำ บ่อนกาสิโน คอนโดฯ หรูๆ  สนามก็อล์ฟ 19 หลุม อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทย อาบ อบ  นวด นาบ ดีที่สุด  เป็นการพัฒนาหาเงินแข่งกับเวลาให้เร็วที่สุด

อดีตนายกฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยพูด (ประชดประชัน)ไว้ว่า  เมืองไทยจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำด้วย “น้ำกามช่วยชาติ”  อาจจะเห็นได้ในสมัย นางสาวปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี่แหละ..อดใจอีกนิดเถิดพี่น้อง มีนายกรัฐมนตรี “สวยที่สุดในโลก” แล้วนี่นา (ปูถามว่า)..ชอบมั้ย..คะ.ชอบมั้ย            

ความพยายามทุกวิถีทางของกลุ่มเพื่อไทย กับเรื่อง “นิรโทษกรรม” ให้กับ ทักษิณ ชินวัตร ทำได้ไม่ยากทางสภาฯ เพราะมีเสียงส่วนใหญ่เกี่ยวพันกันหนึบหนับ ชูแขนมีขนจั๊กกะแร้หนุนท่วมท้น จาก ส.ส. พรรคเพื่อไทย กับพรรค “ลูกหาบ”  ที่จะตั้งเป็นรัฐบาลเหมือนกับเป็นรัฐบาลพรรคเดียว  จะทำให้ชี้นกให้เป็นไม้ ชี้ควายให้เป็นลิง ไม่ใช่เรื่องยากส์  

นับแต่นี้เป็นต่อไป จะมีการใช้อำนาจ นิติบัญญัติ กับ อำนาจบริหาร ข้ามหัว “อำนาจตุลาการ” ถ้าประชาชนจับได้ไล่ทันว่า “การเมือง” เสียงข้างมากทำ เพื่อผลประโยชน์ของคนๆ เดียวหรือคนกลุ่มเดียว จะไม่เหลือความเชื่อถือใดๆ ให้ต่อไปแล้ว ถ้าหากประชาชนคิดว่าถูก “กฏหมู่” ในสภาฯ รวมหัวกันแก้ไขกฏหมายไร้ความชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับแกนนำเสื้อแดง ก็คงจะได้เห็นความวิบัติฉิบหายรวดเร็ว กับการเผาประเทศไทยให้ ควันไฟคลุ้งฟ้า ดูเล่นอีกครั้ง..ก็ยังได้

ปัจจุบันประชาชนตกอยู่ภายใต้ “วงจรอุบาทว์” เรียบร้อยแล้ว จากการซื้อขายเสียงเลือกตั้งโดยตรง มี  สัญญาว่าจะให้ ผิดกฏหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น อย่าได้ไปกล่าวโทษ “รากหญ้า” หรือ ผู้ด้อยโอกาส ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร  ที่ไม่เข้าใจว่าทำผิดกฏหมายไปรับ “สัญญาจะให้ หรือรับค่าเหนื่อย” เป็นเงินค่าน้ำร้อนน้ำชา ค่าอาหาร ค่าเดินทาง มาลงคะแนน เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว

อยากจะพูดว่า เข้าใจ เห็นใจในความทุกข์ยากลำบากของประชาชน เมื่อถึงครา “จมูกปริ่มน้ำ”  ทางออกคือต้องต่อลมหายใจให้มีชีวิตอยู่วันต่อวัน ยังดีกว่า ปล่อยให้สำลักน้ำตายหรือจะทำประชด กกต.ว่า ยอมตายดีกว่า..ยอมเสียชาติเกิด  เมื่อกกต. ยังรักตัวกลัวตาย ประชาชนจะต้องไป ปิ้งปลา..ประชดแมว ทำไมกัน จึงไม่อาจจะกล่าวโทษผู้ที่รับเงินให้ไปลงคะแนน “เลือกโจร” เข้าสภาได้เต็มปากเต็มคำ  ความสามารถของ กกต.มีอยู่แค่จัดเลือกตั้งให้  “เลอะเทอะ” ได้ นับว่าเป็นบุญคุณใหญ่หลวงของประเทศไทยแล้วใช่ไหม.. อย่าหวังที่จะได้เห็น กกต. กระฉับเฉงถึงกับกระฉูดกระฉูดกับการเลือกตั้ง เพื่อจะได้มีรัฐบาลทำให้ “ประชาชนอยู่ดีกินดี” แค่พอมีพอกินอย่างทั่วถึง ก็จะพนมมือไหว้ท่วมหัวกันแล้ว  กกต.อาจ“ซื่อ” หรือฉลาดน้อยไปหน่อย คงจะไม่รู้ว่า ถ้าคนระดับปกครองบ้านเมือง ได้มาจาก “เล่ห์เหลี่ยมกลโกง” สารพัดอย่างรู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ชินตา  น่าจะคิดได้ว่าไม่มีโจรหน้าไหน จะหันหน้าเข้ามาช่วยประชาชนหรอก อย่าเพ้อฝันว่าในยุคนี้ จะมี โรบินฮู้ด หรือ เสือใบ เสือดำ นิยายของ ป.อินทรปาลิต ออกมาช่วยคนยากคนจนนั่นมันนิยายหลอกเด็ก  ตั้งแต่ กกต. กลุ่มนี้ ยังแก้ผ้าเล่นน้ำฝนกันจนหนาว  สมองลีบพัฒนาตามไม่ทันร่างกายไปหมด ยกเว้นคนสวย “เห็ดสด” ไม่ยอมแก่ย้อมผมดำขลับเป็นเงางาม ( อยากเป็นสาวสองพันปีกับเค้าหรือยะ.คุณยายเห็ดสด )

จะว่าไป ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ปัญหาที่ไพร่แดงกับนักวิชาเกินอาจารย์แดงตามามหาวิทยาลัยต้องการให้ยกเลิกอัตราโทษปัจจุบัน โทษในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฯลฯ มีโทษจำคุกสามปีถึงสิบห้าปี ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์  ปลัดกระทรวงยุติธรรม เคยกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า  ต้องทำความเข้าใจกันว่า    

“ตัวกฎหมายไม่ได้มีปัญหา   ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้เกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านเลย” กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 กฎหมายลักษณะแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย ประเทศที่มีระบบพระมหากษัตริย์ ในยุโรปและเนเธอร์แลนด์ สเปนก็จะมีกฎหมายลักษณะแบบนี้อยู่ โดยหลักกฎหมายหมิ่นประมาท เอาข้อความที่ไม่จริงมาใส่ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลให้พ้นกับเรื่องแบบนั้น แต่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา อยู่เหนือความขัดแย้งแบบนั้น พระองค์ท่านโดยกฎหมาย โดยระบบไม่สามารถที่จะไปทำอะไรได้ และก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำเช่นนั้น ตรงนี้ก็จะมีคนที่จะมาทำแทน คือ กระบวรการยุติธรรมที่จะมาทำหน้าที่นี้แทน โดยเปิดกว้างให้ผู้ใดที่คิดว่า มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 สามารถไปร้องทุกข์ได้ รับเรื่องร้องทุกข์ดำเนินการไปตามชั้นตำรวจ อัยการ ศาลได้

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์  ให้ความเห็นว่า “ในความเป็นจริง เรื่องนี้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง และประเด็นหลักจริงๆ ของกฎหมาย คิดว่า ตัวกฎหมายไม่ได้มีปัญหานัก ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้าเราไม่เอาความขัดแย้งทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง และเทิดทูนพระองค์ท่านไว้อยู่เหนือกฎหมาย ก็จะคลี่คลายลงไปได้ และก็จะน้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะเกิดเหตุวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น”

ที่ต้องยกเอาเรื่องมาตรา 112 มาพูดถึง เพราะเท่าที่ผ่านมา นักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและ ฝ่ายแค้น เอา มาตรา 112 มากล่าวหาซึ่งกันและกันจนทำให้ความแตกแยกสั่นสะเทือนไปถึง สถาบันเบื้องสูง อย่างที่เป็นอยู่ รวมทั้งความเป็นจริงเห็นอยู่ว่า ทางฝ่าย “แดงทั้งแผ่นดิน” ได้ยกเอา “สถาบัน” ขึ้นมากล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรง จึงไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะกุลีกุจอที่จะยกเอาเรื่อง “ยกเลิก” หรือ “แก้ไขมาตรา 112”  มาเป็นสาระสำคัญ ในขณะที่เป็นความต้องการของ “แกนนำคนเสื้อแดง” ที่พรรคเพื่อไทยอุ้มเข้าสภาฯ ในฐานะส.ส. สัดส่วน มีมากมายยกมาเป็นฝูง จะไม่กลายเป็นเสียงสำคัญ “ยกเลิกมาตรา 112” กระนั้นหรือ  ยังไม่สำนึกกันอีกหรือว่าพวกเหล่านั้น จะกลายเป็น“หอกข้างแคร่” ของ พรรคเพื่อไทย ต่อไป

                 มาตร 112 ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับประชาชนเลย เพราะพระองค์ท่าน “ทรงอยู่เหนือการเมือง”  ถ้าหากว่าถ้าจะทำตามกฏหมาย คือ “เทิดทูนพระองค์ท่านไว้อยู่เหนือการเมือง ” ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเหมือนกับทุกวันนี้นอกเสียจากว่านักการเมืองเหล่านั้น (ไม่ทั้งหมด)ไม่ต้องการคำต่อท้ายใดๆ จากชื่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี (ชื่อ...) หรือเพื่อ ต้องการจะมี ประธานรัฐไทยใหม่ หรือ ประธานาธิบดี สาธารณรัฐประชาชนไทยใหม่ อยากจะมีรัฐบาล “สมเด็จเจ้ามูลแม้ว” หรือ “รัฐบาลพระนางหอยพระนางปู” ถ้าจะดันทุรังออกกฏหมายเพิ่มเติม  อย่าลืม ข้อสำคัญหนึ่ง สอง หรือ สามข้อ ต้องเขียนไว้ว่า “บุคคลต่างชาติที่ทำคุณประโยชน์หรือ โทษอย่างมหันต์กับประเทศไทย” แม้จะไม่มีฐานะหรือมีสถานะภาพเป็นคนไทยแล้ว สามารถจะได้รับการแต่งตั้งจากสภาฯ ไทยให้ เป็น  (1) ประธานประเทศ หรือ  ประธานาธิบดี หรือมียศฐาบรรดาศักดิ์ เป็น “สมเด็จ” ได้  (2) บุคคลตามข้อหนึ่ง สามารถทำสัญญา ให้เช่า แผ่นดินไทยส่วนใดส่วนหนึ่ง จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรือทั้งประเทศ จะขายขาดหรือจะให้เช่าเป็นร้อยปี ก็ได้  ข้อสำคัญที่สุด คือ   (3) เมื่อรัฐบาลเห็นว่า การเลือกตั้งของประเทศไทย เป็นละครฉากหนึ่ง จึงสมควรให้ “เลิกล้มมิให้มีการเลือกตั้ง” อย่าลืมย้ำว่า ตำแหน่ง ประธานประเทศ หรือ ประธานาธิบดี จะต้องเป็นของคน “ตระกูลชินนะวะ ” ( ?)  เพื่อทำความเข้าใจให้กระจ่างตั้งแต่ต้น คือต้องตกเป็นของ ผู้ใช้นามสกุล “ชินะวะ” (?)  เท่านั้น ห้ามมิให้ บุตร สามี หรือ ภรรยา บุญธรรม (ลูกเมียน้อย ภรรยาน้อย สามีน้อย สามีที่มิได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย ผัวเก็บหรือบุตรธิดาของผัวเก็บ (ข้อยกเว้น ..นอกจากสูกชายหรือลูกสาว นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะมีบุตรกับชายใดก็ตามต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็นชินะวะ.. เสียก่อน )  มาเป็นผู้สืบอำนาจประเทศไทย อาจจะเปลี่ยนชื่อไปเป็น  รัฐไทย รัฐไทยใหม่ สาธาณรัฐประชาชนไทยแดงรัฐไทยใหม่ (ถ้าบ้าเข้าไส้จริงๆ เปลี่ยนชื่อเป็น ประเทศ ชินนะวะ ซะเลย) เพื่อให้ “ชาวต่างชาติ” คนหนึ่งใช้นามสกุล ชินะวะ เป็นตัวแทน“นอมินี่”พี่ๆ น้องๆ ที่เป็นคนไทย (ใช้นามสกุล ชินะวะ)  รวบอำนาจที่จะได้มาจากการเลือกตั้งได้แล้ว ( ไม่ได้พูดเรื่อยเปื่อยมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ) ให้สิทธิกับชาวมอนเตเนโกร (จริงๆ ทุกคน)  เข้ามาอยู่เมืองไทยได้ ไม่เกินคนละร้อยปี ซื้อทรัพย์สินที่ทำกินของคนไทยได้ทุกชนิด หญิงไทยแต่งงานกับชาว “มอนเตเนโกร” จะได้เงินทำขวัญคนละแสนขึ้นไป เพื่อจะเพิ่มประชากร “ลูกครึ่ง” มอนเตเนโกร-ไทย ให้เต็มประเทศอย่างรวดเร็วด้วย ให้ผู้ชายมอนเตเนโกร มีสิทธิมีเมียไทยได้ 4 คน รัฐบาลจะให้ “ลูกครึ่ง” พวกเหล่านั้นเรียนฟรีจนจบมหาวิทยาลัย..ให้ชาวมอนเตเนโกรมีสิทธิมากกว่าคนไทย ถ้าทำผิดกฏหมายมีโทษหนักแค่ “กักบริเวณ” เท่านั้นห้ามจำคุกเด็ดขาด..ดีไหม... เพราะประเทศ “มอนเตเนโกร” ชุบชีวิตให้ ทักษิณ ชินวัตร (นามสกุลคล้าย “ชินะวะ”..จุงเบย) เกิดใหม่ด้วยการรับหน้าให้เป็นประชาชนของประเทศนั้น

               จนทำให้สามารถกลับมามี “อำนาจ” ในประเทศไทย.. “ไต่เต้าน้องสาว” กลับมาได้.. สบายมาก..

               ถึงแม้ว่าไทยจะเคย “ปฏิวัติ” มาหลายครั้งก็ยังเทียบไม่ติด...อาจจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างจั๊งหนับ.. ในเร็ววันนี้

..........................................................................................................................................................................................................

               ชาติเชื้อ ชนบท สรุปตอนจบไว้บนบรรทัดข้างบนนั้น ผม (วิจารณ์ จันทนะเวส) จะต่อให้จบ ตั้งแต่บรรทัดต่อไปนี้ว่า

               “ช่วยกันประมาทกัน..เอาไว้ก่อนว่าเป็นไปไม่ด้าย..ไม่ได้.. ช่วยคิดอีกที..ถ้าวันนี้ยังคิดอยู่ว่า เป็นตายยังไงก็ไม่เชื่อ..

               ถ้ายังมีสำนึกติดอยู่ในหัวสมอง ลองคิดใหม่  ตอนลอยคอว่ายน้ำหนีตายอยู่กลางทะเล หนีการไล่ล่าของสมุนเสื้อแดง “ชินะวะ” จากมือตำรวจทหาร ทั้ง บก เรือ อากาศ  ซื้ออาวุธมาได้ด้วยเงินภาษีของชาวสารขันต์..ฆ่าประชาชนชาวสารขันต์ได้ลงคอ   

               อย่ากังวลไปเลยนะขอรับท่านว่า..จะเหลือคนที่หนีตาย..ไปขึ้นบกถึงฝั่งชายแดนติดกับ สารขันต์ได้สักกี่คนกันเชียว..”