Get Adobe Flash player

ชะตาชีวิต....ลิขิตหักเห.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

ชะตาชีวิต.. พรหมลิขิตขลุกขลักเดินหน้าแล้วถอยหลัง เอียงซ้ายแล้วเอียงขวา...จนกระทั่ง ได้หน้าแล้วลืมหลัง เป็นเรื่องของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ชีวิตของใครก็ของใคร จะเอามาเปรียบเทียบไม่ได้แข่งกันดีแข่งกันเด่นทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายก็ยังไม่ได้เช่นกันต่างคนต่างมีชะตากรรมชีวิตของตนเอง ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าพรหมลิขิตได้หรือไม่ มีความแตกต่างกันไปคนละแบบคนละอย่าง จะถี่จะห่างตัวใครจะยาวหรือจะสั้น ใครจะดีใครจะเลวอย่างไร ก็ต้องว่ากันไปตามลิขิตชีวิตของแต่ละคน เกิดมามีบุญมีกรรมติดตัวมาแล้ว เป็นแนวทางว่าจะต้องเดินหันหน้าหรือไม่ก็หันหลังให้กันไปคนละทางสองทางไหน คนละทิศคนละทาง แตกต่างกัน จะทุกข์จะสุข หรือครึ่งดิบครึ่งสุก ห่างมากน้อยกว่ากันไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองเลือกได้ตามใจชอบแต่ประการใดไม่ จะแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันไม่ได้ แม้จะอิจฉาริษยาจนน้ำลายหยด ถึงอย่างนั้นก็ยังทำไม่ได้ดังใจนึก

บางคนแตกต่างกันมาก เหมือน“หน้ามือเป็นหลังตีน”ถึงอย่างนั้นก็ย่อมได้ เช่นตัวผมเองทั้งๆ ที่ไม่เคยอยากจะเลือกอยากจะคิดว่า ตัวเองอยากจะดีอยากจะเด่นไม่เคยมีอยู่ในอกในใจ ไม่เคยคิดสักนิดว่าอยากแข่งขันกับใครต่อใคร ขอเพียงแค่คิดว่า น่าจะทำตัวให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เรียกว่ากระจอกงอกง่อยเป็นดังมะริกันข้างถนน เท่านั้นก็ยังไม่ได้หนีไปไหนไม่พ้น ยังยากจนสับสนกับชีวิตจับต้นชนปลายไม่ถูก ”ดวง” หรือชะตาชีวิตเลือกไม่ได้ อนาคตของใครจะเป็นอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่มีใครกำหนดเส้นทางเดินของตัวเองๆได้ ความยากดีมีจนเห็นๆ อยู่ว่าน่าจะมาพร้อมๆ กันกับการเกิด เหมือนถูกกำหนดมาแล้ว กับสิ่งที่เรียกว่า จะต้องเดินไปตามเส้นทางที่ถูกลิขิตชีวิตไว้แล้วตั้งแต่เกิด อย่าหวังว่าจะเลือกกำหนดเส้นทางเดินของชีวิตตนเองได้ แต่ไม่น่าจะผิดถ้าจะคิดว่า ชีวิตเราก็เป็นของตัวเรา ก็ย่อมได้ อย่างน้อยๆ ก็ยังกล้าเดินหน้าฝ่าฟันความยากส์ลำบากกันมาตามเส้นทางชีวิตที่เราเลือกเอาไว้หรือไม่ก็ตาม แม้จะไม่สมหวัง ไม่ได้กินแห้วหรือไม่ได้ชิมอะไร ที่เปรี้ยว หวาน มันส์ (พ่ะ..ย่ะ..ค่)  เหมือนแห้วตามกระแสจิตสับสนต้องการ  ความคิดความอ่านเรื่องเส้นทางเดินของแต่ละชีวิต ต่างคนต่างกระโดดโลดเต้นไปตามทางลิขิตของใครไม่รู้ แต่รู้ว่าคงจะไม่เป็นไปตามแนวทางที่ตัวเองปรารถนาทุกคนไป แม้แต่ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ เรียกว่าชื่อเล่นมาตั้งแต่เกิด อย่างชื่อใหญ่กลับเป็นคนตัวเล็กชื่อเล็กกลับเป็นคนตัวใหญ่ ใครจะใหญ่ใครจะเล็ก มันไม่ได้อยู่ที่ชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะชื่อเล็ก ชื่อใหญ่ ต้องใช้เวลาดูกันนานๆ จนเติบโตเต็มที่แล้ว ค่อยดูกันอีกทีว่า ใครจะใหญ่หรือเล็กจริงหรือไม่ ใหญ่หรือเล็ก เพียงแต่เพียงชื่อเรียกเล่นๆ กันเท่านั้น ความจริงหาได้เป็นเหมือนชื่อที่ตั้งไว้เสมอไป เวลาผ่านไปเติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วค่อยดูกันอีกทีว่า ชื่อที่ตั้งมาตั้งแต่เด็ก จะเหมาะสมกับปัจจุบันหรือไม่ ไม่น่าจะเกี่ยงงอนกันไป ตามชื่อโต เล็ก เด็กดอง แต่ประการใดไม่

ชีวิตของแต่ละคนแน่นอนว่าจะต้องนอนๆ แน่ หลับไม่ฟื้น ตื่นไม่มี ก่อนหน้านั้นย่อมจะมีทั้งราบรื่นและขรุขระสลับกันไม่ บางชีวิต หอมหวานเหมือนดอกไม้บานยามเช้า..บางคนเพิ่งจะเริ่มบานก็เหี่ยวย่นก่อนวัย มีความเป็นมาเป็นไปไม่เหมือนกัน คิดเสียว่า ชื่อเล่นที่ถูกเรียกขานกันมาตั้งแต่เด็กของแต่ละคน ละล้วนแต่เป็นมงคลกับชีวิตดีกว่า อย่างเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตั้งชื่อเล่นว่า จุ๋มจิ๋มชื่อแค่สองพยางค์เรียกง่าย แต่พอโตขึ้นมา เพื่อนๆ ทั้งหญิงทั้งชาย กลับเรียกชื่อให้สั้นเป็นพยางค์เดียว เรียกกันอย่างสดชื่นร่าเริงหัวเราะต่อกระซิกอย่างถูกอกถูกใจ เรียกแค่พยางค์เดียวสั้นๆว่า “จิ๋ม” ก็ยังน่ารักอยู่ดี ชื่อเล่นของตัวเราเอง พ่อแม่เรียกว่า “อู้ด” เป็นเสียงร้องของหมูเจ็บหรือตกใจ เมื่อยังเยาว์วัย แม่บอกว่า อ้วนท้วนน่ารัก แต่พอโตขึ้นผอมลงคงอยู่แค่ท้วมๆ แต่หน้าตายังอวบอูมคล้ายหน้าหมู สมกับชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้มาไม่ผิดหวัง (หน้าตาไม่เพี้ยนไปเหมือนหมา ก็ยังดี) ชื่อเรียงเสียงใดก็ตามอย่าท้อใจอย่าอับอายชื่อที่พ่อแม่ให้มา ถือว่าเป็นมงคลกับชีวิตเรา ดีกว่า...ไม่จำเป็นต้องมีชื่อหล่อๆ สวยๆ ความจริง  แค่เป็นชื่อที่เรียกกันเท่านั้นช่วยอะไรไม่ได้นัก

อย่าคิดมากกับชื่อเสียงเรียงนามมากนัก ชื่อนั้นสำคัญไฉนถ้าจิตใจยังแข็งแกร่งอยู่ ไม่หวั่นไหวกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เข้ามากระทบใจ ตั้งสติไว้อย่าได้ท้อถึงกับถอย “ตัวเรา..ของเรา” มั่นคงเข้าไว้ก่อนดีกว่า อย่ากังวลกับ “ปากคน” ที่มีสมญานามว่า “ปากกา”ทำตัวเป็นตัวของตัวเองดีกว่าจังหวะชีวิตที่โลดแล่นรุ่งโรจน์หรือหลุดลุ่ย เป็นคนละเรื่องเดียวกันมี มันส์นะยะ.. กับ มันส์พ่ะย่ะค่ะอยู่เสมอ อย่าได้สับสน บางครั้งบางทีความคิดความอ่านวกวน จับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่า ชีวิตมันจะพลิกเปลี่ยนเวียนผันไปได้ถึงขนาดนั้นก็ตาม ..ทั้งนี้..ทั้งนั้น รวมกระทั่งครั้งกระโน้น เมื่อทบทวนดูแล้ว ยังหาข้อสรุปที่ตั้งเป็นคำถามไว้กับใจตัวเองไม่ได้ไม่ลงตัว ยังสับสนปนเปกันอยู่มากๆ คิดไม่ออกแถมยังบอกไม่ถูกว่า อะไรเป็นอะไร เอาต่างเรื่องต่างราวเอามาปะปนกันจนเละเทะ เลยต้องซัดทอดอย่างคนไร้ทางออก ด้วยข้อสรุปเข้าข้างตัวเองว่า เป็นเพราะเวรเพราะกรรม ที่ทำมาแต่ชาติปางก่อน ว่าเข้าไปนั่น ทั้งที่ไม่รู้จริงเห็นจริงว่าเป็นเฉพาะชาตินี้ ชาติหน้า หรือว่าชาติไหน  ใครกันแน่เป็นผู้กำหนดชีวิตของแต่ละคน (ใครเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตก็รู้ๆ กันอยู่  เอาเป็นว่าเกิดมาอย่างไร เกิดมารวยหรือยากจน เกิดมาพิกลพิการหรือไม่ โทษว่า เป็นเวรเป็นกรรมที่เคยทำไว้น่าจะเข้าท่ากว่า เพราะต่างก็ไม่รู้จริง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไว้ตั้งแต่เมื่อไร หรือเพิ่งมาทำกรรมดีกรรมชั่วในชาตินี้ชีวิตนี้กรรมถึงวิ่งตามมาทันอย่างรวดเร็ว เห็นกันชัดเจนในชีวิตนี้เลยทีเดียว เพราะแต่ละคน (แม้แต่ตัวเอง) จะถูกจะผิดอย่างไร ก็ต้องเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนว่าดีแล้ว ถูกต้องแล้ว  เวรกรรมที่ตัวเองได้รับอยู่ ไม่ใช่เพราะเวรกรรมที่เคยทำเอาไว้ น้อยนิดเดียว เท่าทั้น (คนที่ทำเลวระยำไว้มากมาย หาใช่ตัวเราเองไม่) แล้วยังออดอ้อนอีกว่า เคยทำแต่กรรมดี ไม่มีใครแลเห็นส่วนมากจะเป็นเรื่อง คู่ขา..หรือคู่รักทิ้งขว้างไป เป็นคนตั้งปัญหาให้ขบคิด

มีใครหรือ จะยอมรับกันง่ายๆ ว่าตัวเองเป็นคนไม่อาไหน..ใครๆก็อยากจะเอาไหน ด้วยกันทั้งนั้น หรือจะเรียกว่า “เอาไหน..เอากัน”เออออห่อหมกปลาช่อน ปลาดุก เวลานั้นไม่เลือกแล้วขอกินก่อน  (เพราะหน้ามืด) ไปแล้ว ทั้งๆ ที่ยังคิดไม่ออกบอกไม่ถูกกับคำว่า “เอาไหน” เป็นอย่างไร  เอาเป็นว่า คิดว่าตัวเองเป็นคนเอาไหน ไว้ก่อน น่าจะดีกว่าไม่เอาไหน แต่ความจริงทั้งๆ ที่รู้เห็นอยู่กับใจว่า ตัวตนของตนเองที่ยังมีลมหายใจอยู่รู้ตัวดีว่า เป็นคนไม่เอาไหน แต่อยากจะเอาไหนเหมือนกัน แต่มันยังจะวนเวียนอยู่กับความไม่เอาไหนมาตลอดเวลาอย่างคงเส้นคงวา ..ซะด้วย.. เพราะความจริงมีชีวิตอยู่อย่างขลุกขลัก ที่ควรจะเรียกว่า “ไม่เอาไหน” อยู่แล้วนั่นเอง เหมือนอย่างที่เป็นอยู่อย่างซ้ำซากจำเจ ทั้งยังจะเป็นต่อไปอีกในวันข้างหน้า น่าจะเป็นเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้นอีกนาน จะยืดยาวต่อไปอีกนานเท่าไร ..ยังไม่รู้  กับการอดทนต่อสู้กับงาน “จับกัง” ที่ถูกโขกสับอยู่ตลอดเวลา อาทิตย์ละห้าวัน วันละแปดชั่วโมง แลกกับรายได้ค่าแรงเพียงแค่พอรอดตาย พออยู่ได้ไปวันต่อวัน คิดเสียว่า รายได้น้อยนิดที่กำลังแบกหลังแอ่นอยู่นั้นก็ยังดี  ยังได้ประคับประคองชีวิตให้พอมีกินมีใช้ พอมั่งไม่พอมั่งกับค่าใช้จ่ายยามที่ต้องรัดเข็มขัดให้ท้องกิ่วหนักเข้าไปอีก ประหยัดไว้เป็นค่าเทอมแต่ละเทอมที่ต้องผลัดแล้วผลัดอีก ผลัดวันประกันพรุ่งจนกว่าจะรวบรวมเงินจ่ายค่าเทอมได้แต่ละครั้งแต่ละคราน่าจะเรียกได้ว่า “เลือดตาแทบกระเด็น”

 ยามเมื่อถึงเวลาเจ็บป่วย คิดอยากจะขอลาตายให้มันรู้เรื่องรู้แรดกันไปเลย คิดเลยเถิดถึงกับเกิดความท้อใจไม่ได้เด็ดขาด ความหวังที่ไม่ควรจะหวังในเวลานั้น คือตัดสินใจหุนหัน “ไปตายดาบหน้า”เรื่องนั้นน่ะมันสมหวังได้ง่ายๆนะ (ขอบอก)  เตือนสติตัวเองเอาไว้ว่าเรื่องแยกจ๊อบนั้นมันเป็นความจำเป็นเพราะยังพอมีเงินไว้ใช้จ่ายเป็นค่าอาหารการกินอย่างจำกัดจำเขี่ยได้ ยังดีกว่าเดินดมกลิ่นอาหารตามร้านค้าข้างทาง หรือดมกลิ่นอาหารจากเพื่อนข้างห้อง  หรือเดินเตะฝุ่นกินอยู่นานวัน ยามที่ไร้งานทำ ยังจดจำไว้อยู่ในใจไม่รู้จบ ไม่รู้ว่าจะยาวไกลไปถึงชาติหน้าด้วยหรือไม่ มันแสบสันต์ล้นทรวงจริงๆ เจ้าข้า..อย่าว่ากัน

บางครั้งท้อใจเหนื่อยหน่ายแทบจะขาดใจ ต้องปลอบใจตัวเองว่า “งานคือเงิน..เงินคืองาน บันดาลสุข”แต่สำหรับตัวเราเองนั้น ความสุขจากการทำงาน “ได้เงิน” มันปนเปผสมกันกับความทุกข์ อย่างน้อยก็ครึ่งต่อครึ่ง คิดแล้วน่าน้อยใจ แม้จะเกลียดงาน “จับกัง” ที่ทำอยู่ ทั้ๆที่รู้อยู่กับอกกับใจว่าเป็นงานที่เรียกว่า “อาบเหงื่อต่างน้ำ” นั้นนั่นเชียว มันน่าสงสารอยู่น้อยซะเมื่อไหร่ กับกะเหรี่ยงตัวเล็กๆ หน้าตาเซ่อซ่า ยับยู่ยี่บอกบุญไม่รับ ใครเห็นหน้าตาท่าทางแล้ว น่าจะคิดว่า คน รูปร่างค่อนข้างเล็ก(ผอมกะหร่อง..ยังงั้น) มันจะสู้งาน”จับกัง”ไปได้สักกี่น้ำกัน ดู..ดู๋..หน้าตามันช่างหน้าโง่อะไรเช่นนั้น ที่จริงมันก็โง่ อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ โง่พอๆ กับคนที่รับมันเข้ามาทำงาน เรียกว่าโง่พอๆ กัน ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

          งาน “กุลี” ที่ไม่เคยมีคำว่าจะ“กุจอ” ทำด้วยความสมัครใจ แต่เป็นงานจำเป็นที่จะต้องแบกเอาไว้จากกายถึงใจเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสมราคาค่าจ้างจริงๆ  ทนทำอยู่ชนิดต้องกัดฟันสู้  ทุกครั้งที่คิดจะถอดใจ “ถอยดีกว่า..ไม่เอาดีกว่า”คิดได้แต่ไม่กล้าทำได้ยินเสียงสะท้องจากใจตัวเองว่า “ใจเสาะ” ไม่เหมาะกับที่เรียกตัวเองว่า “ลูกผู้ชาย” กับเขาด้วยคนหนึ่ง น่าจะเรียกว่าเป็น “ชายผ้าถุง”หรือ  “ชายกระโปรง”น่าจะเกิดมาเป็นครึ่งชายครึ่งหญิง ที่เรียกว่า “สะเทย” (ที่เรียกว่า สะเทย คือสะเทื้นน้ำสะเทิ้นบก) ขอโทษ “สะเทย” นั้นเป็นลูกครึ่ง คือ ครึ่งๆ กลางๆ ต่างจากคำว่า กระเทย จะเป็นชายก็ไม่ใช่ เป็นหญิงก็ไม่เชิง เลยไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดีให้เห็นชัดเจน

ผมยังคงอยู่ที่นี่ ..อยู่เรื่ยยมา ตั้งแต่ครั้งกระนั้นจนถึงวันนี้ ไร้ปีกที่จะบินหนีไปไหน อยู่อย่างไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย แต่ไม่เข้าขั้นถึง มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำอยู่เงียบๆ ซ้ำซากอย่างเละตุ้มเป๊ะเละตุ้มมงไม่เอาไหน เคยอยู่อย่างไรก็อย่างนั้น เรียกว่าอยู่อย่างคนหนังหน้า (หน้าหนาอีกต่างหาก) แม้จะเรียกได้ว่าเป็นความอดทนอีกชนิดหนึ่ง แต่ความจริงแล้วอึด(อัด)ทน ไม่เอาไหนซะละมาก แต่ยังคงเรียกว่ายังฝืนใจฝ่าฟันปัญหารอบด้าน จนกระทั่งต้อง“โบกมือลา”ยอมแพ้เรื่องการเรียน เพราะมันทั้งเหนื่อยทั้งหน่ายสุดที่จะอด (อดจริงๆทั้งยัง) ทนเหนื่อยเมื่อยล้าไปทั่วตัว ตลอดจนถึงจิตใจ รวมทั้งสมอง และร่างกาย สารรูปเสื่อมทรุดโทรมดูไม่ได้ ถ้าหากยังจะต้องทนทู่ซี้แบกงานจับกัง ทั้งยังต้องเรียนหนัก กว่าจะเรียนจบได้ น่าจะตายหยั่งเขียด ยอมรับเถอะว่าเป็นคนไม่เอาไหน ในสายตาของใครต่อใคร ก็จะยอมรับโดยดีแถมยังยอมนอนให้กระทืบซ้ำอีกด้วยซึ้งใจกับคำกล่าวมธุรสวาจาให้ชื่นใจว่า“แม่งเป็นคนไม่ไหน หนักไม่เอา เบาไม่สู้”มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่อยู่เมืองไทย...จริงอย่างที่ว่า ..ไม่เถียงไม่ตอบรับหรือปฎิเสธแม้แต่คำเดียว...มันเหลืออด เหลือทนจริงๆ  ครับผม..

จำจะต้องหลบหน้าผู้คนที่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งที่เมืองไทยรวมทั้งในมะริกา อยู่ต่อๆ มาชนิดที่ว่าอยากจะทำอะไรก็ทำเถิด ทำทุกอย่างที่เห็นว่า เป็นกำไรชีวิต.. ใครจะมารู้ใจเรายิ่งกว่าตัวเราเองรู้ว่ายังมีสิ่งเหลืออยู่เหลือเฟือ คือความเจ็บความคัน ความมันส์ อยู่ในจิตใจ เป็นกำลังใจให้ฮึดสู้อยู่ได้  เป็นไรเป็นกัน ก็ดีไปอย่าง “ตัวใคร..ตัวมัน ตัวกูของกู” ไม่แคร์ผู้คนรอบด้าน โตจนป่านนี้ ไม่มีปริญญาเมืองนอก แล้วถึงกับจะต้องตายก็ให้ วายชีวาไปเสียเลย  ถ้าเป็นเช่นนั้น คนทั้งโลกก็น่าจะตายไปกว่าครึ่งค่อนโลกไปแล้ว (คนขาดปริญญา)  แม้ว่าชีวิตจะแปรผันสับสนอยู่ในแอลเอ. อยู่เหมือนในลักษณะผิดฝาผิดตัวผิดที่ผิดทาง มาอยู่ในอีกแวดวงหนึ่ง ที่ไม่ใช่แวดวงที่เคยอยู่ในเมืองไทย เคยคิดมาตลอดชีวิตว่า ตัวเองมีความผิดมหันต์ เพราะไม่จบปริญญาที่เมืองไทย ตั้งหน้าตั้งตามาแก้ตัวที่นี่อีกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่า มาแก้ผ้าล่อนจ้อนมองด้วยตาเปล่ายังเห็นได้ทั่วตัว ให้อับอายขายหน้ามนุษย์ทั่วๆไปไม่ว่าจะเป็นใครต่อใคร ซ้ำแล้วซ้ำอีก มันน่าอายขายหน้ากระนั้นหรือ คิดอย่างนั้นอยู่มานานพอสมควรแก่เวลาแล้ว สลัดตัดความอับอายออกไป เมื่อถึงวัยแก่เกินเรียนไปแล้ว หลายรอบปีคงจะไม่มีใครมาถามอีกว่า เรียนจบ (ขอย้ำว่า)  เรียนจบอะไรมา

ถ้าคิดจะกลับเมืองไทย ในวันหนึ่งวันใดในวันข้างหน้า (ไม่ใช่วันนี้หรือพรุ่งนี้ หรือ มะรืนนี้)  มันก็แก่เกินแกงไปแล้ว (เป็นกะโหลกกะลา ไม่ใช้มะพร้าวเนื้อหอม) ( แม้จะคิดเข้าข้างตัวเองว่า ยังเก๋าส์อยู่) แต่ยอมรับว่าแก่เกินวัย (เรียน) ไปแล้วกว่าจะคิดน้อยอกน้อยใจในเรื่องความรู้ความสามารถในการเรียน ถ้าจะมีความสำคัญจริงๆ มันไม่น่าติดอกติดใจอะไรกันนักหนาอย่าไปคิดมากให้กลายเป็นรอยด่างเป็นปมด้อย ไปชั่วชีวิตเลย

ผู้คนส่วนใหญ่ที่ยังมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้  ไม่จบปริญญาในมหาลัยมีมากกว่าครึ่งกว่าค่อนโลกเรียนไม่จบปริญญาไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไทย หรือในมะริกาความจริงแล้วต่างคนต่างก็มีความรู้ความคิดต่างได้รับบทเรียนจาก “มหาลัยชีวิต” มามากต่อมากแล้วด้วยกันทั้งนั้น  รู้เรื่องจริงๆ มีประสบการณ์จริงๆ ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนแตกต่างมากกว่าวิชาที่ร่ำเรียนมาในมหาลัยทั่วๆ ไป..ซะอีกวันนี้ ยังมีชีวิตอยู่ ดูโลกกันให้โสภี ดีกว่าไหม..

  อยากจะทำอะไรก็ทำเถิด...เกิดมาเป็นคน..ทำเถิดทำอะไรที่ใจชอบ แต่อย่าไปทำความเดือดร้อนให้กับใครต่อใคร (เข้าล่ะ) คนที่ควรจะต้องยอมรับความเดือดร้อนทั้งหลายแหล่ที่ทำเอาไว้.. คือตัวเราเอง...
(อ่านต่อฉบับหน้า)