Get Adobe Flash player

ชะตาชีวิต....ลิขิตหักเห.. (ตอน 2 ) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

อยู่มะริกา ไม่ว่าคุณๆ จะอยู่รัฐไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหนา  แต่ว่าที่สำคัญไปกว่าสิ่งอื่นใดนั้น คือ ถ้ายังคิดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าจะเอายังไงดี..

ขอให้คิดดูให้ดีก่อน ดีกว่า..จะมาก่อนแล้วค่อยคิดว่าอยู่ที่คุณชอบเท่านั้นจึงจะอยู่ได้ หรือถ้าไม่เป็นไปตามความคิดแล้วอยู่ไม่ได้คิดดูให้ดีเสียก่อน เลือกเอาไว้ก่อนว่าจะเอายังไงดีไม่ใช่ไม่คิดอะไรเลย แล้วแต่เวรกรรม หรือจะคิดว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ถ้าคิดกันอย่างนั้นก็ ขอให้ไปอยู่ที่ชอบๆ เถิด คิดอย่างนั้นก็ย่อมได้ไม่ว่ากัน น่าจะปลงตก รู้ตัวตอนที่หัวใจจะหยุดเต้น หรือกำลังจะหมดลมหายใจ อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด แปลว่าไม่ต้องคิดมาก ถ้าเป็นยังงั้น มันเป็นคนละเรื่องเดียวกันไปแล้ว จะไปสู่ที่ชอบ หรือไม่ชอบที่ไหนๆ ก็ย่อมได้ คิดได้จะต้องตัดอกตัดใจได้ ก่อนที่ความจริงจะปรากฏให้เห็น รอไว้ก่อนค่อยคิดกันใหม่ตอนที่กำลังจะแย้มฝาโลงอยู่ แม้ว่าจะเป็น คนละเรื่องเดียวกัน กับความคิดผิดคาดก่อนจะมามะริกา กลายเป็นว่า คิดล่วงหน้าก้าวไกลไปถึงขนาดนั้น คิดว่าจะไปขึ้นสวรรค์กลับกลายเป็นว่าลงนรกแทน ไม่ใช่เรื่องที่น่าคิดมากนัก ไม่น่ากล่าวถึง หรือถกเถียงกันในเวลานึ้นด้วยซ้ำไป คิดผิดคิดใหม่ได้ว่า จะอยู่สู้กับอุปสรรคที่ขวางหน้าทุกสิ่งทุกอย่าง  ถ้ามีความต้องการมามะริกา จริงๆ แม้จะต้องดิ้นรนมาทั้งๆที่ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เป็นไรรอไว้เจอของจริงเสียก่อน ค่อยว่ากันใหม่อีกทีดีกว่า ..วันนี้เพียงแต่ขอให้ “ทำใจ” ไว้ให้พร้อม ถ้าคิดผิดหลงผิด ผิดที่ผิดทาง มาถึงแอลเอ. แล้วจะรู้ว่า สวรรค์กับนรก นั้นมีอยู่จริง  อาจจะรับได้ ถ้ารับไม่ได้อย่าตกอกตกใจให้มากนัก..

ทำใจไปสู่ที่ชอบๆ เถิด  เอ้ย..ไม่ใช่ไปอยู่เมืองหรือรัฐที่คุณชื่นชอบๆ อยากจะไป ตั้งใจจะไปอยู่เพื่อไปเรียนหนังสืออย่างเดียวแต่ละรัฐมีสถานศึกษาดีๆ ทั้งระดับไฮสกูลและมหาลัยให้เลือกอยู่มากมายหลายรัฐ หรือว่ารัฐไหนที่คุณอยากจะเรียนไปเล่นไป จะจบหรือไม่จบเมื่อไรไม่เดือดร้อน อยากจะกลับบ้านก็บินกลับได้ทุกเวลา ถ้าทางบ้านมีธุรกิจการค้าไว้ให้คุณต่อยอดชีวิตของคุณได้เมื่อคุณๆ ต้องการจะไปอยู่ที่รัฐหรือเมืองที่คุณชอบ อยากจะไปที่ไหน ก็ควรจะไปอยู่ที่นั่น เลือกกันซะก่อนจะมา ถ้าตั้งใจจะเรียนหนังสือย่างเดียวจะเลือกเรียนที่ไหนก็ย่อมได้ เลือกเมืองที่มีแสงสี สตรีงาม ที่มันแสบสันต์มันส์หัวใจถึงพริกถึงขิง  น่าดูน่าชมดีกว่ามาเรียนหนังสืออย่างเดียวไม่ว่าที่ไหน  ว่าเข้าไปนั่นถ้าอยากจะไปเรียนที่เมืองสว่างไสวเต็มไปด้วยชีวิตชีวายามราตรี หรืออยากจะเที่ยวตะลอนๆ ไปให้สวิงสุดเหวี่ยง มันก็ดีอยู่ น่าดูชมไปอีกอย่าง ไม่ว่าจะอยู่เมืองไหนๆ ถ้ามาพูดกันถึงเรื่องน่าเบื่อมันก็มีอยู่ทุกเมืองที่ห่างจากศูนย์กลางธุรกิจ  ดาวน์ทาวน์ และในย่านธุรกิจจอแจ มีอยู่เป็นหย่อมๆ มีสินค้าให้ช๊อป มีมะริกันสาวสวยๆ เดินช๊อปปิ้งกันมากมาย น่าดูชมชนิดตาค้างใจหวิว ก็น่าจะได้รู้ได้เห็นกับตากันด้วยตัวเองบ้าง

ถ้าจะพูดถึงเรื่องเรียนหนังสือ มะริกามี โรงเรียน ให้คุณเรียน ทุกระดับ ให้คุณเรียนหนังสือได้ตามที่ต้องการชนิดที่ว่าโดนใจกันนั่นเทียว ทั้งนี้และทั้งนั้น เว้นแต่ว่า คุณจะเอาจริง.. เอาจัง ขนาดไหน ถ้าตั้งใจที่จะมา เรียนหนังสืออย่างเดียว ตั้งใจไว้ว่า “เอาจริง”ก็น่าจะหาโรงเรียนดีๆ ได้ไม่ยากส์หรอกจะบอกให้ถ้าไม่มีปัญหาไม่ติดขัดเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะมีกะตังส์ที่ทางบ้านส่งเสียให้เรียนนั้น เป็นโชคดีที่คุณมีมาแล้วตั้งแต่เกิด

แต่ขอบอกอะไรไว้อย่างว่า เส้นทางแต่ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน .. ตัวผมบินมามะริกาด้วยความยากลำบาก รู้อยู่ในอก เป็นแผลตกสะเก็ดอยู่ในใจ แต่ไม่เคยอิจฉาริษยาคนร่ำรวย สาธุ จงมาดี ไปดีเถิด ทุกท่าน เพียงแต่ว่า บางทีก็หดหู่ใจแทนคนรวย ส่วนใหญ่ใจเสาะยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถ้าจะต้องให้แบกจ๊อบบ้าง ก็สั่นหัวแถมตัวสั่นอีกต่างหากบ่นว่า ไม่ไหว ไม่ไหวขอให้ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว ..ยังพอไหว.. แต่ส่วนใหญ่ที่มามะริกากัน “ใจสู้ ชูสองนิ้ว” แบ็กจ๊อบไป เรียนหนังสือไปด้วย ไหวน่ะ..ยังพอไหว..ออกจากปาก ที่ไม่ตรงกับใจ คำว่าไหว น่าจะเป็นความหวั่นไหว..เสียละมาก

 สำหรับสุภาพสตรี ที่เรียกว่า “ผู้หญิง” รักความก้าวหน้า (ไปทางไหน..ไม่รู้) การจะมาเรียนในมะริกานั้นต้องฟันฝ่าอันตรายเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่างหลายประการ ทั้งการมาอยู่มาเรียนมะริกาเมืองมายา มาหาความก้าวหน้าในเรื่องวิชาการ ความรู้เรื่องการศึกษาให้สูงๆ เข้าไว้ จบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ไม่ว่าจะบินกันมาด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม จะมาเรียน มาเที่ยว ถ้ามีเวลาว่างกพอก็จะแบกจ๊อบควบคู่ไปด้วย เป็นเรื่องดี ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ไม่เว้นว่าใครจะร่ำรวยหรือยากจน อย่างน้อยต้องมีคติประจำใจไว้ว่า “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”ไหนจะต้องเรียนหนัก หรือแบกจ๊อบหนัก ก็ตาม จะต้องระวังตัวกันไว้มากๆ สรุปได้ว่าจะต้อง “รู้ทันคน” เอาไว้ก่อน เพราะจะต้องเจอผู้หวังดี (แต่ประสงค์ร้าย) อย่างไม่จงใจอยากจะเจออยู่เสมอๆ    เกิดมาเป็นผู้หญิงที่จริงแสนลำบาก เคยได้ยินคำพูดถึง “วิหก”นกในกรงทองบ้างไหมถูกขังทั้งตัวทั้งจิตใจ จึงสมควรจะต้องขังตัวเองไว้ก่อนดีกว่า อย่าได้เชื้อเชิญใครมาช่วยทั้งขังทั้งตัวและขังใจไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยงคนกันเอง หรือ มะริกันชน กระทั่งคนต่างชาติ ต่างภาษา  รู้หน้าไม่รู้ใจ  เกิดเป็นหญิงที่จริงแสนลำบาก น่าเห็นใจ เมื่อมองเห็นสัจธรรมอย่างนั้นแล้ว ก็ต้องปลอบใจกันเสียหน่อยก่อนว่า เกิดเป็นชายยิ่งยากกว่าหลายเท่า..จะยากลำบากยังไง.. ยังนึกไม่ออก ..เพราะตัวของเราเอง ด้านไปหมดแล้ว ทั้งกายและใจ ที่เหลืออยู่คือ หน้ายังไม่ด้านพอ การเกิดเป็นหญิงที่จริงแท้จริงแสนลำบาก เห็นแล้วละ เห็นว่าจริง ก็ตอน “คลอดลูก”หวาดเสียวขนหัวลุกเกรียว หนาวในอกมีความรู้สึกยิ่งกว่าคำที่ว่า แสนลำบาก มันน่าเจ็บปวดแบบที่เรา (ผู้ชาย) คิดไม่ออกบอกตรงๆ ว่าไม่น่าจะคุ้มค่าที่ต้องแบกท้องนานถึงเก้าเดือน จากการกระทำที่น่าจะเรียกว่า “รักสนุก..ทุกข์ถนัด”แม้ว่า ..ถึงจะคลอดลูกอย่างธรรมดาๆ มันน่าเจ็บปวดยิ่งกว่าผู้ชายทั้งหลาย ถูกกระสุนปืน  หรือถูกแทงไส้ไหล ผู้หญิงคลอดลูกน่าจะเจ็บปวดหนักหนาสาหัสกว่า แต่การคลอดลูกแต่ละครั้งแต่ละคน น่าจะหนักกว่านั้น  ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีถึงจะให้สาสมกับความรู้สึกเจ็บปวด จากอาการเจ็บของผู้หญิงกำลังคลอดลูกอยู่ เลยคิดว่า ความเจ็บปวดทางร่างกายใดๆ ไม่น่าจะเจ็บไปกว่าผู้หญิงคลอดลูก  แม้ว่าผู้ชาย จะอ้างว่าลำบากยากเย็น อย่างไรก็ตาม.. มันอยู่ที่ใจ ..เราผู้ชาย (ถึงอกจะแฟบกว่าผู้หญิงทั่วๆ ไป)  ไม่น่าจะใจเสาะจนถึงกับรับความเจ็บปวดทางกายไม่ได้  ทั้งๆ ที่เทียบกันไม่ได้ กับความเจ็บปวดของผู้หญิงที่กำลังคลอดลูก มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้ชายชอบบ่นกันนักกันหนาว่า “มันคือความเจ็บปวด”

 เช่น เมื่อเกิดความรู้สึกว่า มาตกระกำลำบากอยู่ในมะริกาถามตัวเองดูก่อนได้ไหมว่า อยากจะมากันเองมิใช่หรือ หรือว่า การที่ผู้ปกครองพ่อแม่ส่งมาเรียน จะต้องรับผิดชอบเรื่องการส่งเสียค่าเล่าเรียนค่ากินอยู่ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ พวกที่มาด้วยเงินส่งเสียของทางบ้าน อยู่ตลอดระยะเวลาที่เรียนหนังสือในมะริกา ถลุงเงินทางบ้านจนจบการศึกษา (หรือไม่ก็ตาม) เลิกเรียนไปก่อนหน้านั้นแต่ยังต้องส่งเสียเลี้ยงดูอยู่ พวกเหล่านั้น ได้ชื่อเรียกอย่างน่ายกย่องพินอบพิเทาว่า “ลูกบังเกิดเกล้า”

ผมมันคนยากคนจน (แต่ไม่เจียมตัวเจียมตน)ยังจมปลักอยู่ในมะริกา อยู่อย่าง “มะริกันข้างถนน” ในแอลเอ.อยู่มาด้วยความเคยชิน จนรู้สึกว่า “น่าจะถึงเวลากลับบ้านเก่าของเราที่เมืองไทยได้แล้ว  แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะกลับเมื่อไร ความเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยเป็นระยะๆ นั้น เหมือนว่า ที่นั่นมันไม่น่าจะใช่ “เมืองไทย” ที่ผมเกิดและอยู่มานานจนเติบใหญ่ ก่อนที่จะกลับจากมะริกาไปอยู่เมืองไทยอย่างถาวร เคยบินไปดูลาดเลาไว้ก่อนแล้ว เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้วไม่ต่างกับกับตอนที่มาใหม่ๆ เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา

การกลับไปสู่เหย้าเพื่อหาลู่ทางว่าจะทำมาหากินอย่างไรดี เคยมีประสบการณ์ลุยจ๊อบอย่างหนักหนาสาหัสมาแล้วจากที่นี่แอล.เอ. เมืองไทยบ้านเรา เมืองเรา ไม่น่าจะไปกลัวอะไร ไม่มีอะไรน่ากลัว  กลับไปลุยจ๊อบที่เมืองไทยให้กระจุกระจายกันไปอีกครั้งจะเป็นไรไป ลุยดูก่อนลองดูอีกทีให้มันสุดๆ กันไปข้างหนึ่ง ถ้าจะถึงตายก็ให้มันรู้กันไปตัดใจแล้วว่า ให้มันจะเป็นจะตาย กันไปข้างหนึ่ง  งานเก่าก่อนที่จะมามะริกา ถึงแม้ว่ามันเรื้อรังมานาน ก็น่าจะกลับเข้าไปทำใหม่ได้ อย่างน้อยภาษอังกฤษงูๆ ปลาๆ ที่ใช้อยู่ที่นี่..ก็น่าจะใช้ได้มั่ง ถ้ากลับไปทำงานในเมืองไทย ..อีกครั้ง ถ้ามันจะถึงตาย ก็ให้มันรู้แล้ว รู้แรตกันไปข้างหนึ่ง

ไม่น่าจะต้องเสียดมเสียดายอะไรหรอก  ถ้าหากจะตัดสินใจเดินออกจากเมือง “ลุงแซม” หิ้วกระเป๋าเดินทางกลับบ้านใบสองใบ เหมือนอย่างขามา ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องขาดทุนอะไรนี่นา..  กลับบ้านที่เมืองไทยใช้ประสบการณ์ลุยจ๊อบมานาน กลายเป็นคนไม่เกี่ยงงานไปแล้ว ค่อยๆ คลำหาช่องทางทำงานดูก่อนดีกว่า คิดว่าประสบการณ์ที่มีจากที่นี่..น่าจะพอหางานทำที่นั่นได้ ถ้าไม่เลือกที่รัก มักที่ชังมากนัก ประสบการณ์ที่ผ่านมานับเป็นสิบๆ ปีที่แอลเอ. ยังผ่านมาได้ไม่ถึงตาย จะมัวกลัวไปใยกับการกลับบ้านที่เมืองไทย คงจะพอหาเงินทองหางานช่วยประทังชีวิตไปรอดได้ จะปลอดภัยหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  น่าจะพอถูไถไปได้ ตราบใดที่คนไทยยังเห่อของนอกอยู่ จะเรียนจบหรือไม่ จะไปหวาดหวั่นอะไรให้มากนัก เมื่อมีประสบการณ์คลุกคลีตีโมงกับ มะริกันชนมาพอสมควร แม้ว่าจะเป็นมะริกันข้างถนน ก็ตามความมั่นใจในตัวตนของเราเอง จากประสบการณ์ที่ได้มา จะเอาตัวรอดในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ไม่ได้เชียวหรือ ถามว่า การงานในเมืองไทยต้องใช้เส้นสายเป็นอันดับแรก ความรู้ความสามารถ เป็นเรื่องรอง  มีเส้นสายซะอย่าง ไม่ว่าจะวงการไหน ก็น่าจะไปได้สวย

เส้นสายผมคงไม่มี ถ้ามีก็ยังไม่น่าใช้ถ้ายังมีความอับอายอยู่บ้าง ..”มันล้าหลัง..ทุเรศทุรังชิบหอง”  ถ้ายังจะต้องใช้เส้นใช้สาย มากกว่าประสบการณ์และความสามารถในงานที่ตัวเองจะเข้าไปทำนั้น น่าจะตัดสินวัดกันว่ามี สามารถจะทำงานในตำแหน่งหน้าที่นั้นได้หรือไม่ ไม่ใช่เพียงแต่ดูที่ประกาศนียบัตร เรียนจบมาได้ ไม่ว่าจะจบมาอย่างไรไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้ามีเส้นสายค้ำประกันอยู่ก่อนแล้ว  เส้นสายที่ใช้ๆ กันอยู่ น่าจะอยู่ในแวดวงรับราชการเท่านั้น มีประกาศนียบัตร บอกว่าจบมาสาขาต่างๆ มันก็แคใบบอกในกระดาษที่เรียกว่า ปริญญา คนประเภทที่มีอาชีพมีชีวิตเกาะติดเป็นตังเม อยู่ในหมู่ชนจำพวกที่เรียกกันว่า “ข้าราชการ” เสียเป็นส่วนมาก การกลับเข้าไปรับราชการ อันที่จริงก็ดีอยู่ ถ้ามีความแกร่งกล้าสามารถเหมาะสมกับหน้าที่ ที่ทำอย่างแท้จริง  คนทำงานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเป็นทางการ ก็ต้องทำงานได้ผลจริงๆ สมกับเรียกขานว่าเป็น “ข้า (ของ)ราชการ” ทบทวนคำนั้นดูอีกที ข้าราชการ คือ ข้าของรัฐบาล ผลัดกันขึ้นๆ ลงๆ กับ “นักการเมือง”

ผมอยู่ที่นี่มะริกา คนไทยในมะริกาทุกวันนี้ “เหมือนถูกปล่อยเกาะ”  มองดูรัฐบาลไทยด้วยสายตาอย่างไร..อย่าให้ต้อง “เซด” กันเลย  ขอประทานโทษ..เพราะเรื่องเหล่านั้น นั่นทีเดียวเชียว ที่ทำให้ผม..จำเป็นต้องอยู่เรื่อยๆ มาเรียงๆ ทำใจไว้ว่า มันก็เป็นอย่างนั้นเรื่อยมา

ดินแดนแหลมทอง เป็นของ “ทหาร”กับ “นักการเมือง”เท่านั้น เป็น “สมบัติผลัดกันชม”

ขอรับท่าน..ผมคิดจะกลับเมืองไทย เพราะว่าจะได้ไปร่วมวงหลั่งน้ำตาร่วมกับพี่น้องชาวไทย

”กอดคอกันไว้..ร้องไห้จนกว่าน้ำตาจะเหือดหายไปเองจนกว่า..จะตายหมู่ไปด้วยกัน..”.

อ่านต่อฉบับหน้า