Get Adobe Flash player

ชะตาชีวิต....ลิขิตหักเห.. (ตอน..สาม) โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

มะริกันชนมากกว่าครึ่งมากกว่าค่อนประเทศ  ให้แต่เพียงความรู้กับลูกๆ  ส่วนทรัพย์สมบัติถ้าหากมีเหลือกินเหลือใช้เอาไปได้แบ่งกันไป  ถ้าไม่มีสมบัติที่จะยกให้ก็อย่าได้คิดอะไรมาก พ่อแม่ให้ไปแล้วล่วงหน้าจะได้มากหรือได้น้อยกว่ากัน ก็เป็นเรื่องของลูกๆ ว่าใครจะกอบโกยเอาไว้ หรือไม่เอาไหนกับสมบัติที่ว่าไว้คือ การศึกษา ถ้าไม่ขยันเก็บเกี่ยวเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแต่เนิ่นๆ  ก็อย่าหวังว่าจะได้อะไรมากไปกว่านั้น เรา (ชาวกะเหรี่ยง)ได้รู้ได้เห็นมากับตากันบ้างแล้วว่า มะริกันแก่ๆ ที่ปลดเกษียณแล้ว นิยมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ เป็นการตกรางวัลให้ชีวิตตัวเองที่อยู่มานานทั้งเหนื่อยหน่ายมามากพอ น่าเห็นใจ จบภารกิจที่ทำมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่เสร็จสิ้นกับเสียที ไม่ต้องเป็นห่วงเป็นใยว่า ลูกๆ จะอยู่กันอย่างไร  หลังการตายของพ่อแม่ผู้ปกครอง “ตัวใครตัวมัน” “ตามสไตล์มะริกันเวย์”อยู่แล้ว หรืออีกพวกหนึ่ง ไม่มีเงินไม่มีทองไม่มีทรัพย์สมบัติมากนักหรือไม่มีเลย  ก็เที่ยวตะลอนๆอยู่บริเวณใกล้ๆ บ้านมั่ง ตามสวนสาธารณะมั่ง พักผ่อนดูนกชมไม้ไปตามเรื่องตามราวเปลี่ยนสถานที่ไปตามที่ต่างๆ  แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ไม่ต้องมัวห่วงลูกๆ เพราะให้ลูกไปก่อนล่วงหน้าแล้ว คือการศึกษาสมบัติเรื่องนั้นใครจะได้มากน้อยกว่ากัน ขึ้นอยู่กับใครคนไหน จะขวนขวายเก็บเอาไว้มากน้อยเพียงไร ตัวใครตัวมัน แบ่งปันกันในส่วนนั้นไม่ได้ ส่วนเงินทองทรัพย์สมบัติก็แบ่งกันไปตามสัดส่วน ตามพินัยกรรมที่ทำไว้ ส่วนพ่อแม่ที่ไม่มีทรัพย์สมบัติ ก็สบายตัวไป ไม่ต้องห่วงใยเรื่องลูกๆ จะแก่งจะแย่งสมบัติกันครอบครอง (ถ้ามีมากก็ยิ่งต้องแย่งชิงกันก่อน เรื่องเป็นพี่เป็นน้อง เอาไว้ว่ากันทีหลัง)

มะริกันเวย์ส่วนใหญ่ คือเด็กมะริกัน...เริ่มเป็นตัวของตัวเองตั้งแต่เรียนไฮสกูล สอดส่ายสายตาหางานพาร์ทไทม์ทำกันแล้ว เก็บเงินไว้กินไว้เที่ยวบ้าง สำหรับเด็กโตๆ ที่มองไปถึงอนาคตข้างหน้า ก็จะอดออมไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวเมื่อยามเรียนมหาลัย  ถึงเวลานั้น ต่างก็อยากจะแยกย้ายไปอยู่ต่างหากห่างจากพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชาย ถือว่าโตพอ ควรจะมีชีวิตเป็นอิสระจะทำอย่างไรก็ได้ตามใจตัวเอง เด็กๆ ในวัยเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว เมื่อถึงเวลาจบไฮสกูลโตพอเรียนมหาลัย ก็วางท่าว่าเริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง  มีข่าวจากเมืองไทยว่า เด็กหนุ่มเด็กสาว ก้าวหน้าเทียมบ่าเทียมไหล่กับมะริกันบอย – มะริกันเกิร์ล  พออายุย่างเข้าถึงวัย13 – 14 ขวบปีก็คิดว่าโตพอตัวแล้ว เป็นวัยรุ่นเป็นหนุ่มเป็นสาววัยละอ่อนกันแล้ว (ไม่ใช่ไก่อ่อนสอนขันต่อไปอีกแล้ว)  ก็อยากทำอะไรต่อมิอะไรก่อนวัยเด็กๆ ควรจะทำ หรือว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงมี เด็กแก่แดด ก้าวหน้ากันมากแต่ที่จริงถอยหลังมากกว่า

มะริกันวัยรุ่นเข้าเรียนมหาลัย ส่วนใหญ่นิยมจะไปเรียนข้ามรัฐ ห่างจากบ้านเกิด หมายความว่า โตแล้วอยากเป็นตัวของตัวเอง ว่าเข้านั่น ไปอยู่หอพักของมหาลัย แม้กระทั่งหอพักส่วนตัวนอกมหาลัย เช่าห้องรวมๆ กันอยู่กับเพื่อนๆ  สมัยนี้..ไม่มีปัญหาว่าผู้หญิงผู้ชายจะเช่าห้องพัก (อะพาร์ทเม้นต์) รวมกันอยู่ไม่ได้เหมือนสมัยโบร่ำโบราณ เหมือนเมื่อสมัยหลายสิบปีที่ผ่านมา  หญิงสาวกับชายหนุ่มแชร์กันอยู่ร่วมห้องเดียวกันได้ มะริกัน ทั่วๆ ไป ในสมัยนี้ไม่เห็นว่ามันจะผิดแผกแตกต่างกันตรงไหน  ที่ทีนเอจ (ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา)กำลังเรียนอยู่ในมหาลัยหรือไม่ ก็ตาม ผู้ชายผู้หญิงจะอยู่อะพาร์ทเม้นต์เดียวกันไม่ได้ ที่อ้างว่าอยู่ด้วยกันได้ด้วยข้ออ้างอย่างดีมีเหตุผลว่า มันจำเป็นที่คนหัวโบราณไม่เคยคิดกันเลยหรือว่า  สมัยนี้ และต่อๆไปในวันข้างหน้า เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนที่จะส่งเสียให้บุตรธิดา จนกว่าจะเรียนจบประมาณว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็สี่ปี พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ ไม่สามารถจะส่งเสียเลี้ยงดูให้บุตรของตน เรียนอย่างเดียวจนกว่าจะจบปริญญา เพราะฉะนั้น จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวของตัวเอง ผู้ปกครองไม่สามารถจะระวังระไวลูกของตนจับตาดูบอกให้รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อยู่ตลอดเวลา ในเมื่อต่างก็เป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว ส่วนเด็กทีนเอจที่เข้าเรียนมหาลัย ก็อยากจะได้ประสบการณ์ของชีวิต อยากจะได้ประสบการณ์ในขณะที่เป็นหนุ่มเป็นสาวแรกรุ่น ในมหาลัย เช่นกัน

อีกประการหนึ่ง เด็กหนุ่มสาวคิดกันว่า โตพอที่จะรับผิดชอบตัวของตัวเองได้ โดยหางานพาร์ทไทม์ทำ ทำงานไป เรียนหนังสือไปด้วย ช่วยตัวเองและช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวไปด้วย  เพราะสมัยนี้ การเรียนจบมหาลัยเทียบเท่า เรียนจบไฮสกูลในสมัยก่อน เพราะทุกวันนี้ ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆมีคนตกงานมากขึ้น จบไฮสกูลหางานทำยากส์ รายได้ไม่พอเพียงกับค่าครองชีพสูงขึ้นๆ ทุกวัน..จะต้องมุ่งหน้าเรียนให้จบปริญญาเอาไว้ก่อน ความรู้เป็นประกาศนียบัตร รับรองความสามารถในอนาคตเรื่องงานเรื่องการทุกวันนี้ จบแต่ไฮสกูล จะหางานที่มีรายได้ดีพออยู่ได้สบายๆ ไม่ค่อยจะได้ ตามสภาพเศรษฐกิจพรวดพราดสูงขึ้นๆ ตามเวลาของเข็มนาฬิกา รายได้ตามไม่ทันรายจ่ายแน่นอน จำนวนประชากรทุกวันนี้มีมาก ก็ต้องแย่งการแย่งงานกันทำ

มะริกันวัยสะรุ่น..จำนวนมากที่พ่อแม่เป็นชนชั้นกลางลงมา (เกือบจะจัดได้ว่าเป็นแค่ชนชั้นกระจอก) จะอยู่กันแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆไม่รู้ไม่ชี้ตามสภาพของความเป็นจริง ชีวิตจริง ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเสียแล้ว  ถ้าไม่กระตือรือล้นกัน ก้อ..น่าจะอยู่ยากส์ หนีไม่พ้นความลำบากลำบนในยุคสมัยนี้ ที่ต้องวิ่งแข่งขันกันเป็นขบวนอย่างวิ่งสี่คูณร้อยวิ่งสุดแรงสุดพลัง หัวขวิดก้นเตี้ยแข่งกันอย่างหนัก ไม่ต่างกับเรื่องการหางานทำ ชนิดที่ว่า งานคือเงินตามความฝันว่า เงินคืองานบันดาลสุข เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรนั้นนั่นเชียว ในยามที่เศรษฐกิจเดินสวนไปทาง “ขาลง”อยู่อย่างทรงตัวไม่ค่อยจะขยับเขยื้อน ไปในเส้นทาง “ขาขึ้น” บ้าง ความยากลำบากต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียกกันว่า “ชักหน้าไม่ถึงหลัง”เป็นการเตือนสติ ถ้าไม่คิดเรื่องสตังค์อย่างมีสติว่าจะอยู่ได้อย่างไรในอนาคต นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว เรื่องความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัย เพราะมีผู้คนมากล้นเกินกว่างานที่จะจ้างคนเพิ่มขึ้น  แย่งงานกันทำ แย่งกันหาเงินรายได้ดีๆ ไม่ง่ายเลยในวันนี้   ในขณะที่เศรษฐกิจทั่วๆ ไประส่ำระสาย หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิกมานานแล้ว  หรือยิ่งไปกว่านั้น คือคนที่ตกงานมานานๆคิดมาก..มาก ออกอาการพะอึดพะอมกันมาคนละนานๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที แถมงานที่ทำจ่ายค่าจ้างไม่สมน้ำไม่สมเนื้อก็ยัง “พอรับได้”ทุกวันนี้ ถ้าหางานอะไรได้ก็ทำๆ กันไปก่อน....มหาลัยต่างผลิตคนจบปริญญาออกมาปีละไม่น้อย..เรียกได้ว่า ผลิตคนมีความรู้ความสามารถล้นกว่างาน  ใครมัวละห้อยเอ้อระเหยเลือกงานกันอยู่ก็น่าจะได้รู้ว่า “หัวโต..พุงแฟบ”เป็นอย่างไรถ้าไม่แคร์ไม่อยากจะรู้ ก็เลิกขวนขวายหางานทำ หรือเลิกเรียนหนังสือไปเลย แล้วจะรู้ซึกเมื่ออายุมากขี้นๆ แล้วยังต้องเกาะพ่อแม่ผู้ปกครอง อยู่กินไปวันๆ อย่างอย่างซังกะตายไร้อนาคต

แม้กระทั่ง “งานกุลี” ที่เคยปล่อยๆ ให้ชาวต่างชาติ หรือ เม็กซิกัน(ส่วนใหญ่เข้ามาใช้แรงงาน ) กุลี ที่ถือว่างานต่ำที่สุด ทุกวันนี้ ยังเข้มงวดกวดขันกันตรึม เพราะไม่ค่อยจะมีงานโปรเจ็คขนาดใหญ่ให้ทำ อย่างเช่น งานก่อสร้างตึกราม บ้านช่อง อาคารสูงๆ ศูนย์การค้า โรงงานผลิตสินค้าขนาดใหญ่ เป็นงานที่คอยรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ก็เงียบหงอย คนที่จะเข้ามาเพื่อใช้แรงงาน อย่างเช่นเพื่อนข้างบ้าน (แรงงานแม็กซิกัน)  ก็ต้องนั่งคอย หรือ ลอยคอในน้ำ พร้อมที่จะไหลเขาไปในเขต ประเทศมะริกา..กลายเป็นตำนานไปแล้ว เพราะเข้ายาก ด้วยความเข้มงวดกวดขันที่จะสกัด “ต่างชาติ”ไม่ให้เข้ามาทำงานใน มะริกาเพิ่มปัญหาให้ประเทศ ไม่ต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นมานานอย่างดักดาน ตั้งแต่นี้ต่อไป คนต่างชาติจะเข้าประเทศนี้ เพื่อหางานทำ ไม่ว่าจะเป็นงานชนิดไหนก็ตาม จะยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่กระทบคนรวยต่างชาติที่มีเงิน หอบเงินมาทำธุรกิจในมะริกา (เพราะประเทศของตนเองเศรษฐกิจย่ำแย่กว่ามะริกา)..มะริกา..มะริกัน..ได้แต่ยิ้มรับ“เวลคัม”สู่ ยูเอสเอ. ยิ้มออก (แม้จะฝืนใจกันบ้าง)  ยิ้มอย่างจืดชืด แต่ยังเบิ่งตามอง (ไม่ต้องให้ถึงกับแหกตามอง เพราะมองไม่ค่อยจะเห็น) แค่เบิ่งตามองก็จะน่าจะรู้อยู่บ้างว่าการนำเงินก้อนใหญ่ๆ มาลงทุนในมะริกา.. เป็นรายได้อีกอย่างหนึ่งของประเทศนี้ เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบของผู้บริหารประเทศไปได้อีก (หน่อยหนึ่ง) ไม่มากนัก

มะริกาเคยเป็นแหล่งผลิตสินค้า ส่งออกไปขายทั่วโลกได้อย่างสบายๆ วันนี้ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ (ต่อไปยังไม่รู้ว่าจะเป็น..หยังไง) หาได้เป็นยักษ์ใหญ่ เหมือนแต่ก่อนแต่ไรไม่ กลายเป็น “ยักษ์หลับ” ไม่รู้ว่า จะอีกนานเท่าไร? ไม่มีใครให้คำตอบชัดเจนได้ในวันนี้ มีแต่คิดกันไปว่า มะริกาจะเป็นยักษ์“หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี” ไปเสียแล้ว สินค้าหลักของมะริกันทุกวันนี้มีทรงกับทรุด ขยับตัวลุกขึ้นไม่ง่ายนัก (อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นตัวอย่าง)และจะเป็นอยู่อย่างนี้อีกต่อไปในวันข้างหน้า เหลืออยู่เป็นสินค้าที่ขายได้ คือ “การศึกษา” ทำเงินรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำจากนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจดี หรือค่อนข้างดี อย่างประเทศจีน ญี่ปุ่น เป็นต้น จะหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ  ไม่เหมือนการไหลเข้ามาของผู้คนจาก (นักเสี่ยงโชค) นานาชาติหาทางออกมามะริกามาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หรือ มาตายเอาดาบหน้า ที่เรียกกันว่า “โรบินฮู้ด” อย่างเดียวกับ “โรบินฮู้ดกะเหรี่ยง”มีอยู่จำนวนไม่น้อยเลย ที่ทางมะริกาออกวีซ่า ให้ในฐานะนักเรียนนักศึกษา ถ้าจะเรียกว่ามาเรียนก็เรียนจริงๆ อยู่ แต่เรียนน้อยอยู่นาน (นานแค่ไหนหรือ ..ก็นานพอจนเรียกได้ว่ารากงอก ประมาณนั้น) ก็โบกมือลา.. แยกย้ายกับเพื่อนๆ ไป คนละทิศคนละทาง คิดเสียว่า แยกกันเราอยู่อยู่ด้วยกันเป็นหมู่เราตาย  เมื่อยังไม่พร้อมที่จะตายหมู่ ก็ต้องแยกกันไปตายหาที่ตายทีละคนสองคน  หายกันไปจนลืม “ชื่อพ่อ” ของแต่ละคน น่าจะเป็นเพราะความจำเสื่อมเร็ว เกินว่าอายุ จนลืมหน้าลืมตาไม่เจอหน้ากันอีกเลยก็มีไม่น้อยไว้เจอกันชาติหน้าเถอะนะ เพื่อนๆ ที่เคยเรียนมาด้วยกัน มีทั้งที่จบมั่งไม่จบมั่งกลับบ้านมั่งยังคลำทางอยู่กลับบ้านไม่ถูกมั่งก็ยังต้องทู่ซี้ทนอยู่กันต่อไป คนที่อยู่ต่อต่างก็หางานทำ”ถอนทุนคืน”กันไว้กันอดตายเป็นเรื่องอนาคตที่ไม่ไกลเกินกว่าจะคิด(สำหรับคู่กัด) อิมมิเกรชั่น คงจะเล็งเห็นแล้วว่าน่าจะเลิกไล่จับ“โรบินฮู้ด”ส่งตัวกลับประเทศของพวกเขาเหล่านั้นที่เข้าประเทศมะริกามาด้วยวีซ่านักเรียนเสียบ้าง ณ เวลาปัจจุบันปล่อยปละละเลยไปมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวกะเหรี่ยง”(หน้าเหลืองแถมยังเหลือหน้าทั้งใบอยู่คนละแค่สองนิ้ว เท่านั้น)แต่ทว่า ประเภทที่มาด้วยวีซ่า นักเรียนนักศึกษานักศึกษาที่ที่มีกะตังส์ (เหล่านั้น) ที่เหลืออยู่  อย่างน้อยๆ ก็มีดีอยู่ส่วนหนึ่ง เพราะทางผู้ปกครองส่งเงินข้ามาประเทศมะริกาให้ลูกๆ หลานๆ )ที่อยู่กันที่นี่เสมอๆ  ไม่มากก็น้อยส่งมาให้บุตรหลานของตน ที่ ประเทศมะริกากะเหรี่ยงอย่างเหล่าเรายังดีกว่า ผู้อพยพเป็นคนของประเทศ “คู่สงคราม” หลั่งไหลเข้ามา เป็นภาระให้รัฐบาลมะริกา กับ มะริกันชนคนมะริกันทั่วๆ ไปต้องแบกภาระคนจ่ายภาษีต้องส่งเสียเลี้ยงดู อุปถัมภ์ เรฟฟูจีกันไปในฐานะ “พี่เบิ้ม”ของผู้อพยพคนจากประเทศแพ้สงคราม(ลูกน้องในความคุ้มครองของมะริกา)  หลั่งไหลพรวดพราดรวดเร็วเข้ามาเรี่ยราด ราวกับคน ”ท้องเดิน” มะริกันชนจะต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูแบกภาระเอาไว้ ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ของประเทศ ประชาธิปไตย ผู้ลี้ภัยทั้งหลายที่อยู่ภายใต้ปีกของพญาอินทรีย์ ผู้นำประเทศเสรีประชาธิปไตย..ทุกวันนี้คณะผู้บริหารคือรัฐบาลมะริกาออกอาการชักกะตุก  ทำท่ายึกๆ ยักๆ ไม่ค่อยอยากจะรับ ผู้ลี้ภัย ที่ทยอยเฮโรโห่ระทึกคึกคัก เข้ามาหนาหูหนาตาทำท่าว่า (มะริกา)กำลัง “อกแอ่น” เพราะต้องแอ่นอกรับอยู่ตลอดมา และยังทำทีว่าน่าจะ “อกแตก” อีกไม่นานนักจะอีกนานเท่าไรไม่รู้

เศรษฐกิจมะริกาทุกวันนี้ มีแต่ทรงกับทรุด เป็น สาละวันเตี้ยลง..เตี้ยลงสาละวันเตี้ยลงเดินหน้าเถิดสาละวันเอ๋ย..เดินหน้าเถิดสาละวันเอยเรา(กะเหรี่ยง) ขอบอกว่า ยังอยู่กันทุกวันนี้ อยู่กันที่นี่ มะริกา  ยังเรียกได้ว่า “อยู่อย่างสบายๆ” ไม่เดือดเนื้อร้อนใจสักเท่าไรนัก ยังพอเลี้ยงดูตัวเองอยู่ได้ค่อนข้างดี (ไม่ถึงกับอดอยากปากเหี่ยว..ก็ยังดี)  แต่ควรจะต้องขยันหมั่นเพียร “รัดเข็มขัดกันไว้บ้าง”เพราะในวันข้างหน้าถ้าเศรษฐกิจดินแดนนี้ ไม่กระเตื้องขึ้น ก็ควรจะนั่งนับวันเวลาถอยหลัง รอเวลากลับบ้านเกิดกันได้เลย เพราะถึงวันนั้นในประเทศมะริกา งานระดับพนักงานเสมียนตราธรรมดา ถ้าไม่จบปริญญาตรีจะควานหางานทำยากส์ ขวากหนามอย่างหนึ่งของเรา ชาวกะเหรี่ยง  คือไม่ใช่มะริกันชน (ไม่ใช่คนเกิดประเทศมะริกา)  ย่อมจะต้องเป็น  “คนละเรื่องเดียวกัน” ลักหลั่นกันอยู่เสมอๆ ไม่ว่าสำเนียงจะส่อภาษา (สำเนียงกะเหรี่ยง) กิริยาส่อตระกูล(กล้าๆ กลัว ) ไม่ค่อยจะมีความมั่นใจในตัวเอง มันก็เป็นเรื่องผสมผสานกันไป แต่ไม่ค่อยจะลงตัวกันได้เท่าไรนักยกเว้นสำหรับคู่แต่งงานพอจะมีเวลามากพออย่างแน่นอนจะอ้างว่าไม่มีไม่ได้..ต้องหาเวลามีให้ได้กับเรื่องการปฎิบัติหน้าที่  ต้องปรับตัวทั้งวาจา ใจ และ กายเรียนรู้กันและกันให้“เข้ากันได้” คือจุดเริ่มต้น จะต้องเข้าใจซึ้ง ซึ่งกันอย่างลงตัวใหไได้.ภายในเวลาไม่นานนัก..(ไม่ยังงั้น..ก็ไม่รู้ว่าจะแต่งงานกันไปทำไม..จริงไหมขอรับ..ครับผม....

                                                                       (อ่านต่อตอนต่อไป..ฉบับหน้า )