Get Adobe Flash player

กรรมใด....ใครก่อ...โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

มีคำกล่าวโดดเด่นอยู่คำหนึ่งยังทึ่งอยู่ คำๆนั้นจะแยกออกจากการเกิดมาเป็นมนุษย์ไปไม่ได้เลย เรียกกันว่า”กรรม” มาจากการกระทำของคนในโลกมนุษย์ คือ“กรรมใดใครก่อ” ใครทำเวรทำกรรมที่ก่อไว้ย่อมมีอันเป็นไปตามกรรม..

 เมื่อเวรกรรมยังตามไล่หลังมายังตามไม่ทัน แต่กำลังไล่หลังมาติดๆ ก็ตามจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวอะไรมากมายนักหนา เพราะยังมองไม่เห็นเพียงแต่คิดว่า ไม่วันใดวันหนึ่งข้างหน้า คงจะได้เห็นผลของการกระทำทั้งบุญทั้งกรรมคลุกเคล้าผสมกันอยู่ในที่เดียวกันคือ “ความสุขอยู่ในอกนรกอยู่ในใจ”เมื่อถูกแยกออกจากกันแล้ว การทำดีก็น่าจะรู้ว่าน่าจะได้ดี เพราะมีความสบายใจไม่ต้องกังวลว่า จะต้องชดใช้เวรกรรม ที่ทำมาเมื่อไหร่อย่างน้อยก็เป็นการรบกวนความสุขทางใจ แม้ว่าตัวเองลืมเรื่องทำเวรไปบ้างแล้วก็ตาม แต่เจ้าเวรนายกรรม ก็ยังถือบันทึกบัญชีไว้อยู่ในมือ พร้อมที่จะลงโทษ คนที่ทำเวรทำกรรมได้ทันทีทันใด ทั้งที่ไม่ต้องรอให้ตายไปเสียก่อน แม้ว่ายังมีชีวิตมีตัวมีตนมีลมหายใจอยู่ จะหลีกเลี่ยงหลบลี้หนีกรรมไปไม่พ้นแม้จะดึงดันไม่ยอมรับเป็นเพราะกรรมก็ตาม ถึงกระนั้น“กรรมยังตามทัน” หรือ “กรรมสนองกรรม”(อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ากรรมสนองกรรมไปแล้ว น่าจะจบกันไป ทำไม่ยังไม่จบไม่สิ้น ยังหอบหิ้วมาถึงตัวเรา เรียกว่า “เล่นไม่เลิกนะนี่”

การเกิดมาเป็นผู้เป็นคนเรียกรวมๆทั่วๆ ไปว่า “เป็นคนเหมือนกัน” ถึงกระนั้นคำ คำเดียวกันนั้นยังหาคำตอบไม่ได้แม้ว่าจะเป็นคนเหมือนกัน ก็ยังไม่เหมือนกัน..(อยู่ดี)ว่ากันว่า จะเป็นอย่างนั้นอีกนั่นแหละ...ไม่เปลี่ยนแปลง

            เกิดมาเป็นคนมีร่างกายมีตัวมีตนเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่เหมือนกันอยู่นั่นเอง(เพราะมีอวัยวะเพศต่างกัน)จึงเรียกจากเพศกำเนิดที่ต่างกันว่า ผู้หญิง หรือผู้ชายมีอีกส่วนหนึ่งยังเป็น “คนข้ามเพศ”(ใจกับกายแยกกันไปคนละทาง ต่างกัน) แม้จะเป็นพี่น้องคลานตามกันมาแน่นอนว่าจะต้องมีกรรมดี หรือ กรรมชั่ว ติดตัวกันมาแตกต่างกันแต่ละคนคนละทาง .. ตามคำกล่าวที่เคยๆ ได้ยินได้ฟังมา คือ คนเราเกิดมามีบุญมีเวรมีกรรมไม่เท่ากัน บุญใครจะสั้นบุญใครจะยาวกว่ากัน วัดกันไม่ได้เมื่อต่างคนต่างมีชีวิตจิตใจเป็นตัวของตัวเอง มือใครยาวสาวได้สาวเอา (เรียกกว่ากินบุญเก่า) บุญใครสั้น(สบายน้อย) บุญใครยาว (สบายมาก) ก็ว่ากันไปไม่ว่าใครจะชั่วช้าเลวทรามหรือดีเลิศประเสริฐศรีจะวิ่งจะหนีใครก็พอได้ แต่จะหนีกรรมที่ตนเองทำไว้ไม่ได้  แล้วทำไม่ถึงจะได้รู้ว่า ใครทำเวร หรือ ทำกรรม ทำเรื่องอะไรไว้ ตั้งแต่เมื่อไรรู้ได้อย่างไร เมื่อสิ้นบุญ (ที่จริงน่าจะเรียกว่า สิ้นเวรสิ้นกรรม) ตายใครจะเหยียบย่ำหรือสรรเสริญไปตามลมปากของคน คนที่ตายไปแล้ว น่าจะเหลือแต่วิญญาณที่ “หย่อนยาน”แต่มองไม่เห็นเป็นรูปธรรม ไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน จบสิ้นกันเสียทีกรมมใครกรรมมัน ตัวใครตัวมันแล้วถ้าได้เกิดใหม่มาเป็นตัวเป็นตนเป็นคนแล้วค่อยมา “ลุ้น” กันใหม่

ถามว่า มนุษย์ทุกตัวทุกตน เมื่อยังมีลมหายใจอยู่ ได้ทำดีไว้มากกว่าทำชั่วหรือไม่ หรือจะให้พูดยาวคิดยาวไปมากกว่านั้น คือเรื่องบุญกุศลที่ทำมาไม่เท่ากัน ผลแห่งบุญกุศล จะมีมากน้อยกว่ากันนั้นจึงต่างกัน น่าสงสัยหรือไม่ มีทั้งที่เชื่อและไม่เชื่อ ทั้งนี้เพราะว่ายังพิสูจน์ให้เห็นกับตา ให้รู้อยู่กับใจยังไม่ชัดเจน จะเป็นจริงเป็นจังเป็นไปดังเช่นที่ว่านั้นจริงหรือไฉน แต่ถ้าจะอ้างว่า  “ถึงคราวตายก็ตาย..ได้ง่ายๆได้เหมือนกัน  ไม้จิ้มฟังแทงเหงือกยังเสือกตาย”(เป็นการประชดประชัน ซะละมาก) ตายอย่างไม่น่าเชื่อไม้จิ้มฟันแทงเหงือกยังเสือกตาย หรือตายด้วยอุบัติเหตุอื่นๆ ที่เรียกว่าตายโหงคือชีวิตวอดวายตายไม่รู้ตัว(ส่วนตายห่านั้นเป็นโรคติดต่อตาย)จะตายยังไงก็ตามยังรับไม่ได้อยู่ดี (คิดกันว่ายังไม่น่าจะตาย) ถ้าต้องตายเพราะ “ไม้จิ้มฟันแทงเหงือก ดันเสือกตาย”จึงเป็นเรื่องตายน้ำตื้น(สมควรแล้ว กับการแกล้งหนีตายแบบนั้นดันตายจริงๆ)  เป็นวิธีที่ไม่น่าจะทำให้ถึงตาย น่าเศร้าใจแทน(คนโง่เง่า)  ใครจะเชื่อว่า เป็นไปได้อย่างใร “แหกตากันหรือไม่”ก็แล้วแต่จิตใจของแต่ละคน มีสิทธิคิดจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ได้เช่นกัน ไม่ขอเถียงหรือตั้งข้อโต้แย้งแต่ประการใด..ช้าก่อน หยุดก่อน แล้วๆฟังก่อน มีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ว่าไว้ “ทำบุญทำทานกันไว้เถิดเกิดเป็นคน ไว้เตรียมผจญชีวิตใหม่”  ประโยคนั้นยังลังเลอยู่ในใจว่า ควรจะเชื่อหรือไม่ เชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ต่างคนต่างจิตต่างใจแต่ถ้านึกถึงคำพูดที่ว่า “ฟังหู..ไว้หู” น่าจะคิดต่อไปว่า ถ้าไม่เชื่ออย่างเต็มๆ น่าจะเงียบเอาไว้ก่อน สงบปากสงบคำเป็นการป้องกันไม่ให้ต้องเสียค่าโง่ก็ไม่ว่ากัน ไม่ถามละว่าน่าจะเชื่อได้หรือไม่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็น่าจะถูกทั้งสองอย่าง เพราะว่าทั้งเชื่อหรือไม่เชื่อย่อมเป็นไปได้ ถ้าจะเชื่อมันทั้งสองอย่าง ก็น่าจะถูกสักอย่าง ไม่คาดคั้นว่าใครจะเชื่ออย่างไหน ตามใจพระเดชพระคุณเถอะ ต่างคนต่างคิดต่างจิตต่างใจ แต่มีเพลง ท่อนหนึ่งซึ้งใจ (โก๋แก่) มาก เป็นพิเศษ เพียงแค่เปลี่ยนเนื้อร้อง  ทำนองเดิมก็จะได้ใจจากผู้ฟังสำหรับเพลงอมตะ เพลงนี้มีตอนที่ว่า“ทำบุญทำคุณมามากแล้วจะกราบลา หนีปวงโรคาที่เบียดเบียน” เป็นประโยคที่มาอัดลูกกะเดือก กลืนไม่เข้าคายไม่ออกบอกไม่ถูก มใความแน่ใจว่าจะเป็นไปได้ คือ“ทำบุญทำคุณมามากแล้วจะกราบลา ..หนีภรรยาที่เบียดเบียน”(ส่วนใหญ่แล้วกลัวกันลนลานจนตาเหลือกตัวลีบ ไม่กล้าจะ “กราบลา”หายหน้าหลบตากันไปคนละทิศละทางหรอก..จะบอกให้)

จ้าประคุณ..ขอให้ คุณพระคุ้มครอง  คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ชาย” ทั้งหลายแหล่ ก่อนจะมีคู่ครองคิดให้ดีเสียก่อนจะมอบใจมอบกายให้ใครมาเป็น“ เจ้าชีวิต”อย่างเรียบร้อยโรงเรียนจีนหรือไม่(หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มาเป็นเจ้าเวรนายกรรม”(ตัวจริงเสียงจริง)คิดดูให้ดีก่อนนะพี่น้องผู้ชาย “อกสามศอก”ทั้งหลายก่อนที่หน้าอกจะหดลงเหลือสองนิ้วกับอีกหนึ่งกระเบียด  (เดี๋ยวจะหาว่า “หล่อ” ไม่เตือน)ดูให้ดีว่า นางแก้ว ที่ตัวเองเลือกไว้จะเป็นของของแท้หรือเลียนแบบ ? หลังจากที่ได้มาเป็นคู่เสน่หาแล้วนางแก้ว ที่เลือกมาจะกลับกลายเป็น “แก้วหน้าม้า”หน้าหงิก..ปากยาวลิ้นสองแฉกหรือไม่ถ้าผลีผลามเกินไปไม่ดูหน้าแลหลังให้รอบคอบเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจตรึกตรองดูสักสามสี่รอบ เพราะว่าพลาดพลั้งถลำตัวลึกจนมิดหัวมิดหูแล้ว อาจจะเสียใจไปจนตายถ้อยพาทีที่ตักเตือนไว้ในประโยคที่ว่า “หนีภรรยาที่เบียดเบียน” (ถ้าหนีไม่ได้ไปไม่เป็น หมายถึงชีวิตทั้งชีวิตไม่ต่างจากตายทั้งเป็น ทั้งๆที่ยังมีลมหายใจอยู่ทีเดียว เชียวละ ..จะต้องย้ำกันสักหน่อยก่อนไหมว่า “ให้คิดเสียให้ดี”ก่อนที่จะ”เล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะ”อย่าทำอะไรลงไปลวกๆ อย่าลืมคำเตือน เตือนว่าอะไรนะ...ยังคิดไม่ออก  (ใครรู้ช่วยบอกหน่อย ว่าอะไรกัน ที่ทำให้ตาบอด)ก้าวผิดคิดพลาดไปแล้วค่อยมาแก้ไขกันทีหลังน่ะ..มันไม่ถูกต้องคำพูดคำจาที่ว่ามานั้น จะได้ไม่เกิดแผลงฤทธิ์ แผลงเดชขึ้นมาจริง จนต้องคิดว่าจะ ต้อง“หนีภรรยาที่เบียดเบียน” (แค่คิดก็หนาวเหน็บเจ็บถึงกระดองใจเสียแล้ว) ที่ว่าการมีชีวิตคู่อยู่อย่าง“กล้าๆ กลัวๆ”น่าจะมีผู้เห็นด้วยมากกว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยความจริงควรจะเป็นเช่นทำบุญทำคุณมามากแล้วจะกราบลา..หนีภรรยาที่เบียดเบียนคิดให้ดีเสียก่อนจะต้องปวดหัวมาแก้ปมตะปุ่มตะป่ำกับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ หรือเบื่อๆ อยากๆ(กับตัวตนคนที่เรียกว่า ภรรยา)ถ้าหล่อนยังทำเหมือนเงาตามตัว ก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดเสียใหม่ให้ทันเหตการณ์ ปรับตัวเสียใหม่“ว่าอะไร..ก็ว่าตามกัน”เพราะว่าความจริงในโลกปัจจุบัน วันนี้ คือสามีจะต้องเป็น “ช้างเท้าหลัง” มีหน้าที่เดินตามช้างเท้าหน้าแต่ประการเดียวเท่านั้น “ทำใจกันได้แล้วหรือยัง”  ถ้าคิยังคิดผิดคิดใหม่ได้ เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ก็ “ทำใจ” กันได้แล้ว ควรจะเปลี่ยนความคิดไปตามนั้น คือให้ภรรยาเป็นช้างเท้าหน้า เดินไปทางไหนก็ว่ากันไปทางนั้นสิ้นเรื่องสิ้นราวไป ไม่ต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกันทำให้จิตใจขุ่นมัวไปเปล่าๆ

ถึงกระนั้นก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า มันเป็นเวรเป็นกรรมของผู้ชาย ทั้งๆที่ ไม่เชื่อ..ก็ต้องเชื่อว่า คนที่เกิดมาเป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่แล้ว ทำกรรมไว้มากมายกว่า “ผู้หญิง” การเกิดมาเป็นผู้ชาย เกิดพร้อมกับ “เวรกรรม”ที่เคยทำสะสมกันไว้ ในชาติก่อนๆ

ถ้ามันจะเป็นเช่นนั้นจริงคิดว่า “ตกกะไดพลอยโจน..” ก็แล้วกัน“ปลงเสียเถิด” อย่าคิดถึง สลัดตัดใจให้ขาด

ถ้ายังขัดขืน..โลกแห่งความจริงอยู่ “ไม่ยอมอ่อนข้อคล้อยตามกันไปเหมือนไผ่ต้องลม

ครั้งต่อไปถ้าถูกถีบ“ตกกะได,,ถ้าไม่พลอยโจน” ละก้อ เจ๊บทั้งตัว เจ็บทั้งใจ

คือจะเจ็บอก..เหมือนตก(ต้น)ตาล..ควบคู่กันไปอีกอย่างด้วยนะ..ขอบอก..