Get Adobe Flash player

ผู้แพ้โชคชะตา..แต่ชนะใจตัวเอง.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

“แพ้ก็แพ้ชะตาทราม..”เรื่องเล่าที่มาบอกกล่าวกันให้รู้ ถ้ายังสนใจของคนที่เกิดมาร่วมโลกเดียวกัน แต่ว่า “ชะตาชีวิต” แตกต่างกันแม้ว่าจะเป็นพี่น้องเกิดจากพ่อแม่คนเดียวกันก็ตาม   จะพูดถึงเรื่องของคนสนิทชิดเชื้อใกล้ตัวที่สุดกับ โชคชะตา “ลิขิต” ชีวิตคนมีตัวเป็นตนเปรียบเหมือนเป็น “ตัวละคร” ที่ต้องเล่นรับบทบาทความเป็นไปของแต่ละชีวิตที่ถูกลิขิตมา.

                เป็นเรื่องน่าคิด..ถ้าปลงใจได้ว่าเกิดมาเป็นได้แต่เพียง “ผู้แพ้” แต่ควรจะปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ จดจำใส่ใจไว้ว่าจะแพ้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ขอเป็นผู้ชนะสักครั้งสักหน..คือ เอาชนะใจตัวเองให้ได้.. สักครั้งไม่ได้เชียวหรือ..

ลองคิดย้อนหลังดูว่า เคยปล่อยปละละเลย ไม่รับรู้ “คำสั่งสอน” ล้วนแต่เป็นการให้สติกัน หรือไม่ ไม่เคยนึกไม่เคยคิดถึงคำขวัญ (คำเตือนคำปลอบใจ) ที่กล่าวไว้ว่าอย่างนั้นอย่างนี้แต่อย่างไร ในที่สุด “มันก็จะต้องจนใจตัวเอง ไม่เคยคิดละทิ้งความดื้อรั้นหัวดื้อหัวชนฝา ถ้าไม่ระมัดระวังตัวตนเอาไว้บ้าง มันอาจจะเดี้ยงแบบ “ปลาตายน้ำตื้น” ก็ย่อมได้

                ใครเคยนึกถึงคำพูดที่ว่า “ร้อยพ่อพันแม่..” กันบ้างในเวลานี้บางสิ่งบางอย่างที่เราเห็น อาจจะไม่มีใครรู้ใครเห็นก็ย่อมได้ ส่วนตัว (เราเอง) เห็นได้ชัดถนัดตากับการใช้ชีวิต “เร่ร่อน” เป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อนจนเหลืองจ๋อย ไม่รู้จะนอนที่ไหนเอย. บางครั้งบางหน ถึงกับถอดใจหนีไม่รู้ไม่ชี้กับความผิดหวังที่ประดังกันเข้ามา  ไม่ว่าจะตัดใจหรือหักใจ ยังไง..ยังไง.. ก็ยังหนีไม่พ้นตกที่นั่ง “ลำบาก”ชนิดที่เรียกได้ว่า “ค่ำนี้จะนอนที่ไหนเอย” เป็นปัญหาที่ “กะเหรี่ยง” (กะเลวฬาก.) อย่างตัวเรานี่ ผู้ที่เคยคิดว่า “ข้าก็แน่” เป็นหนึ่งในปฐพีนี้เหมือนกัลล์  กล้าหาญ ตามแห่ตามเสียงเถิดเทิงมาเสี่ยงโชคในมะริกาด้วยคนหนึ่ง  แล้วเป็นยังไง รู้แจ้งเห็นชัดจริงๆกับ “กระเหรี่ยงชน” รุ่นเก่าๆที่เคยเล่าประสบการณ์ไว้ให้ฟังให้คิดอย่างซาบซึ้งตรึงจิตตรึงใจ แม้กระทั่งเพื่อนๆ ที่เคยมีความมั่นอกมั่นใจว่าเป็น “เพื่อนตาย” ไม่เคยคิดว่าจะผิดหวังจริงๆ เสียด้วยกับเรื่อง “ ไว้ใจทาง แล้วก็วางใจคน” ก็ต้องยอม “จนใจตัวเอง”ยอมรับอย่างไม่หลีกไม่เลี่ยงไม่พ้นว่า เป็นเพื่อนตายจริง  เพราะเพื่อนๆ ทิ้งให้ตายจริงๆ เสียด้วย ความเห็นอกเห็นใจว่า ถ้ามัน (คือตัวของตัวเอง หรือตัวของมันเอง ) ช่วยตัวเองไม่ได้ในประเทศนี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของ “กะเหรี่ยง ร้อยพ่อพันแม่”ปะปนคลุกเคล้ากันอยู่กันมานานแล้ว มาจบลงกับคำพูดที่ว่า  “ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน”  อย่าสับสนว่าเป็นคนเหมือนกัลล์ ความจริงมันไม่เหมือนกัลล์ อยู่วันยังค่ำคืนยังรุ่งไม่ว่าจะเป็นวันพรุ่งนี้ หรือวันถัดไป  ตามสันดานของแต่ละคน

                ทุกสิ่งทุกอย่างที่ “เกิด” ในประเทศนี้ มันเป็นวิวัฒนาการของ “สังคมมะริกัน” เรียนรู้ระดับพื้นๆ ได้กับฐานะของครอบครัวพอมีพอกิน (ชนชั้นปานกลาง) ที่เคยคลุกคลีอยู่บ้าง น่าจะเรีกว่า “สังคมสามัญชน”  เป็นสังคมที่ไม่ค่อยจะมีช่องว่างห่างกันไกล หรือแตกต่างกันมากนัก กับสังคมที่เราเคยอยู่ในประเทศ “กะเหรี่ยง” แต่เป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” มาตั้งแต่เกิด มีชีวิตความเป็นอยู่ มีฐานะแค่เรียกว่า “มีมั่งไม่มีมั่ง” (เป็นส่วนใหญ่) แต่ไม่เคยถึงกับมั่งมี มีฐานะแค่พออยู่ได้ ไม่สบายตัวเท่าไรนัก แต่ก็สบายใจไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ มากเกินกว่าพอจะรับได้  

                สมัยที่ยังเป็นเด็ก (โข่ง) มีหน้าที่เรียนหนังสือ ก็เรียนไปอย่างงั้นๆเสียละมาก   แต่ส่วนใหญ่แล้วจะก้มหน้าก้มตาเรียน (ก้มหน้าก้มตาเรียน คือไม่ค่อยจะเงยหน้าสนใจเรื่องเรียนสักเท่าไรนักหรอก) เรื่อยๆ เปื่อยๆ เสียมากกว่า ไม่ค่อยสนใจกับเรื่องหนังสือหนังหามากนัก  ผลการเรียนแต่ละปีกระท่อนกระแท่นแค่เอาตัวรอด “สอบผ่าน”ได้ ตามขั้นตอนก็พอใจแล้ว

ตัวเอง (ตัวเขา..เรื่องของเขาไม่ใช่ตัวเรา)  “สอบไม่ผ่าน” การสอบแข่งขันเข้าโรงเรียน “เตรียมอุดม” ที่ พี่ชาย(เขา) ทั้งสองคนสอบผ่านไปเรียนในโรงเรียนนั้นได้ทั้งสองคน แต่ตัวเองยังมั่นใจว่า จะต้องขอแก้ตัวอีกครั้งในปีถัดไป หนึ่งปีที่ตามมา จะทำอย่างไรดีกับเวลาว่างทั้งปี ก่อนที่จะไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมฯ  ตามที่ตั้งใจไว้ว่า..ขอแก้ตัวอีกสักหน..(เอาจริง..ไม่ใช่เพียงแต่แก้ผ้าเอาหน้ารอด..เท่านั้น)

เวลาว่างหนึ่งปี ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เลยเข้าไปเรียนอาชีวะ .. ที่ตั้งอยู่เลยจากบ้านไปไม่ไกลนัก เพราะเพื่อนๆ ที่จบมัธยมปลายอยู่แถวเดียวกัน พาไปเรียนต่กันที่นั่นที่โรงเรียนแห่งนั้น (ซะละมาก) ผม (คือเขาละเพื่อนที่เล่าเรื่องราวให้ฟัง) ว่างไม่รู้จะทำอะไรดี ยังเคว้งคว้างไม่มีที่เรียน เช้าขึ้นก็นั่งร้านกาแฟ กับเพื่อนๆ บางคนที่มีที่เรียนอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยอยากจะไปโรงเรียนกันเท่าไรนัก  นั่งดูพวกนักเรียน (อาชีวะของรัฐบาล) ที่เปิดใหม่มาแค่สองปีตั้งอยู่ทางฝั่งธนฯ ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าไรนัก รู้สึกว่าน่าจะสนุกสนานชื่นบานกันดี  ที่ได้เรียนร่วมโรงเรียนเดียวกันกับนักเรียนผู้หญิง แต่ละคนที่เห็นผ่านตา เมื่อเวลาเช้า หรือบ่ายๆ เวลาเลิกเรียน ถึงตอนเย็น นักเรียนรอบบ่ายเลิกเรียน ก็เห็นหน้าค่าตากันอย่างสม่ำเสมอ อดสดชื่นรื่นในอารมณ์อยู่มิได้  นักเรียนหญิงสวยๆ ย่านฝั่งธนฯ แถวๆ วงเวียนเล็ก คือโรงเรียนศึกษานารี สตรีวุฒิศึกษา และโรงเรียนซางตะครูส คอนแวนต์ และโรงเรียนวัฒนะศึกษา ตั้งอยู่ตลาดพลู รวมเด็กนักเรียนสาวสวยย่านฝั่งธนฯไว้ที่นั่น  โรงเรียนที่กล่าวถึง เป็นโรงเรียนสตรีทั้งนั้น บ้านผม (คนเล่าเรื่อง) อยู่แถววงเวียนใหญ่ จึงได้เห็นหน้าตานักเรียนสาวเพิ่งจบ ม.หก จากโรงเรียนเหล่านั้น (เป็นสาวกันแล้ว)  ไปเรียนที่โรงเรียนอาชีวะ ที่เพิ่งเปิดใหม่ได้สักสองปี เป็นแหล่งรวม นักเรียนหญิงสวย นักเรียนชายหล่อ (เพราะนุ่งกางเกงขายาว) จนทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า น่าจะไปเรียนที่นั่นมั่ง เพื่อฆ่าเวลาสักปี แล้วค่อยกลับไปสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมฯ อย่างที่ตั้งใจไว้ อีกสักครั้ง

การตัดสินใจ..จะเข้าไปเรียนโรงเรียนอาชีวะที่ตั้งใหม่แห่งนั้น (เพราะผิดหวังจากการเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมฯ) ถือว่าเป็นการพักผ่อนไปในตัว แล้วค่อยไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ อีกครั้ง(ขอโทษที่ต้องเอ่ยชื่อโรงเรียนเตรียมอุดมฯ บ่อยครั้งเพราะอยากเข้าไปเรียนที่นั่นตามพี่ๆ บ้าง) เรียนอาชีวะสักปีน่าจะดีกว่าว่างอยู่เฉยๆ ผมจึงไปที่โรงเรียนอาชีวะ(ที่เพิ่งตั้งมาไม่นาน) แห่งนั้น เพราะมีเพื่อนๆที่จบม.หก พร้อมๆ กันเข้าไปเรียนกันที่นั่นหลายคน เป็นหนุ่มเหน้า..สาวสวย..น่าดูชม

ครั้งกระนั้นเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ต้อง ทำใจกล้า..หน้าด้าน  วัดดวงกัน ชนิด “ตาดีได้..ตาร้ายเสีย” ไปขอเข้าเรียนอย่างดื้อๆ โดยไม่ได้ผ่านการสอบแข่งขัน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนอาชีวะเปิดใหม่ท่านนั้นใจดี รับฟังข้ออ้างของผม มากไปกว่านั้นพอใจกับผลการเรียน ที่ผมนำสมุดพกไปให้ดูมีคะแนนสอบผ่านดี ทั้งยังมีข้อแก้ตัว น่าจะสมเหตุสมผลว่าในช่วงที่มีการสอบเข้าเรียนโรงเรียน(อาชีวะ)  ผมกับเพื่อน ขับรถขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่กัน กลับมาไม่ทันการสมัครเข้าสอบที่โรงเรียน (อาชีวะแห่งนั้น)ได้    ทั้งครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวย เข้า เรียนโรงเรียนเอกชนไม่ไหว ค่าใช้จ่ายสูงมีพี่น้องหลายคนกำลังเรียนอยู่ทั้งนั้น ผู้ปกครองก็ลำบากในการส่งเสียให้เรียน อาจารย์ใหญ่เข้าใจและเห็นใจพ่อแม่ รวมทั้งตัวผม (คือตัวเขาผู้เล่าเรื่อง) ยังอยากจะเรียนอาชีวะ จบแล้วทำงานเลย   อาจารย์ใหญท่านจึงรับไว้ คงจะเห็นใจเพราะว่า ผมอยากจะเรียนหนังสือ 

ผมเรียนอาชีวะ..(ทางบัญชี ไม่ได้เรียนทางช่าง)  เรียนพอรู้เรื่องแค่พอจะสอบผ่านได้..รู้ตัวเองดีว่าไม่มีทักษะในทางบัญชีเอาเลยทีเดียว เหตุเพราะว่า ไม่ค่อยจะทำการบ้าน และยิ่งกว่านั้นไม่เคยเอาใจใส่กับเรื่องบัญชีเลย  เรียนแค่ “เอาตัวรอด” เท่านั้น เพราะมีความตั้งใจว่า จะไปสอบเข้ามหาลัยอีกครั้ง ไม่เคยสนใจเรื่องบัญชี วิชาที่ผมอยากจะเรียนคือ กฏหมาย “นิติศาสตร์” อยากจะเข้าไปเรียนต่อมหาลัยแถวสามย่าน พี่ชายผมเคยเรียนอยู่ที่นั่น คณะแพทย์ศาสตร์  เขาเรียนได้ปีเดียว ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร หรือไม่อยากจะเป็นหมอ เลยไปสอบเปลี่ยนคณะใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เรียนอยู่ดี ๆไปลองสอบเข้าทำงาน ตำแหน่ง เอนจีเนียร์ กับสายการบินในประเทศ (ในขณะนั้นชื่อ บริษัท เดินอากาศไทย (หลังจากนั้นไม่นานบริษัทเดินอากาศไทย ก็เปลี่ยนชื่อใหม่ เปลี่ยนคณะผู้บริหารใหม่ เป็น บริษัทการบินไทยน.  หน้าที่การงานเป็น วิศวกรเครื่องบิน แล้วทางบริษัท การบินไทย ส่งไปเรียนต่อ ต่างประเทศจำได้ไม่ชัดเจนนักว่า เป็น แคนาดา หรือ สวีเด็น

สำหรับตัวผมเอง (ก็ตัวเขาคนเล่าเรื่อง)  อยากจะทำอย่างที่ได้ตั้งใจไว้คือ ขอสอบเข้ามหาลัยอีกครั้ง แต่ว่า วันที่สอบคัดเลือก ผู้ที่ “ควบคุมการสอบ” คนนั้นไม่รู้ว่าทำไมมาสนใจกับผมจริงๆ ดูหน้าดูตา แล้วก็ดูรูป ที่ติดไว้ (รูปถ่ายหน้าตรงแบบรูปติดบัตรทั่วๆ ไป) อย่างพินิจพิจารณา ไม่รู้ว่าจะเอาใจใส่กับผมไปถึงไหน น่ารำคาญ จนผมต้องจ้องหน้าสบสายตาด้วยบ่อยครั้ง ข้อสอบไม่ยากลำบากนักสำหรับผมคิดว่าผ่านได้  แต่เมื่อประกาศรายชื่อ ผมไม่มีชื่อสอบติดมหาลัย ถามตัวเองว่าทำไม? ผมเตรียมตัวไปสอบเป็นอย่างดี ทั้งเรียนกวดวิชาแบบว่า มีความพร้อมและตั้งใจจริงๆ แต่สอบไม่ผ่าน คิดไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆว่า เป็นเพราะอะไร แล้วก็ไปปักใจเชื่อเมื่อนึกถึงเรื่องผู้คุมสอบ จ้องมองผมบ่อยครั้งจนน่าอึดอัด ไม่น่าจะมีสาเหตุอื่นใดที่น่าคิดไปมากกว่า  เรื่องหน้าตาตัวจริงกับรูปถ่าย ผิดกันไปเป็นคนละคน ผมใช้รูปเดิม ตัดผมสั้นเกรียน สมัยเมื่อเรียนมัธยม แต่ในวันที่สอบครั้งหลัง ร่างกายผมบึกบึนหน้าตาเป็นหนุ่มขึ้นเปลี่ยนจากหน้าเด็กไปมาก  ณ วันและเวลานั้น ผมออกกำลังกายร่างกายสมบูรณ์เรียนอาชีวะ เริ่มเป็นหนุ่มใส่กางเกงขายาวไปโรงเรียน ทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไว้ผมยาว (อย่างสุดหล่อ)  โรงเรียนอาชีวะอนุญาตให้ไว้ผมยาวได้ ไปไหนมาไหนสวมใส่แต่กางเกงขายาว ดูผิดฝาผิดตัว ไม่เหมือนสมัยตัดผมสั้นหัวเกรียนเมื่อครั้งยังเรียนมัธยมปลายหน้าลีบ ผิวกร้าน เพราะซ้อมวิ่งกลางแดดทุกวันหน้าเกรียมตัวเกร็งผอมกะหร่อง  เวลาผ่านไป ออกกำลังกายยกน้ำหนัก (เล่นกล้าม) ไว้ผมยาว  จากหน้าตาดูเด็กๆ กลายเป็น “หนุ่มขึ้น” (ที่จริงผิวกร้านหน้าแก่) ไม่ได้ดูเป็นเด็กผอมแห้งแรงน้อยอีกต่อไป รอยต่อระหว่างวัย (มัธยมปลาย)และวัยเป็นหนุ่มแน่นมีเนื้อมีหนังไว้ผมยาว (จนหัวฟู)  ผิดไปเป็นคนละคน..น่าจะเป็นเพราะเหตุนั้น อาจจะถูกลงความเห็นว่า “เปลี่ยนตัวมาสอบแทนกัน” ผมหมดหวังที่จะเรียนมหาลัย กลับไปเรียนอาชีวะจนจบ..หลังจากเวลา ผ่านไปแล้วสามปี ไม่ค่อยจะยินดียินร้ายกับการเรียนมหาลัยเท่าไรนัก อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน เป็นไรเป็นกันก็เท่านั้นเอง  เรื่องความขัดสนยังคงตัว.. ไม่สนใจไม่สนใจไฝ่หา มีได้ก็ดี ไม่มีก็อยู่ได้ตามอัตโนนาโถ! ไม่ว่าอะไรมันจะเกิด..ให้มันเกิดไป ใจคอแข็งแกร่งพอ รับได้ ไม่ต้องวุ่นวายอะไรทั้งสิ้น ..ความคิดความอ่านเปลี่ยนไปตามชะตาชีวิต..ลิขิตหักเห.. แต่ไม่เคยคิดเสียดมเสียดายอะไรอีกเลย ..ผ่านความผิดหวังมามากต่อมากแล้ว เหลืออยู่อีก “บทเดียว”เท่านั้น ก็จะจบบทสุดท้าย จะได้นอนหนังตาปิดสนิทไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัวปวดใจไปเปล่าๆ ไม่ต้องกระวนกระวาย..อีกต่อไป       เหลืออีกบทเดียว เท่านั้น..เท่านั้นจริงๆ รับได้..ทำใจไว้แล้ว...

หลับไม่ตื่น...ฟื้นไม่มี..... มีความว่างเปล่าเท่านั้น..เป็นนิรันดร....