Get Adobe Flash player

ทหารป่วน..เพราะการเมืองปั่น โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ช่วยรับขวัญ..กันหน่อย...เพราะการเบ้านการเมืองระส่ำระสายถึงกับหอบฮักๆ เกือบจะทนไม่ไหวแล้วเอย..เสียงร้องโวยวายสนั่นลั่นเมืองจึงเกิดขึ้นส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ ถี่ขึ้นเรื่อยๆมาเรียงๆ..อยู่ในวันนี้

“คณะปฎิวัติ (ทหาร)”หรือว่ารัฐบาล คสช.หยิบยาผิด(แทนที่จะหยิบน้ำหวาน)ให้ประชาชนดื่ม จะใช้สดชื่นรื่นรมณ์กับการ ปฎิวัติดันไปหยิบขวดผิด กลายเป็น“ยาขม” ที่ไม่ใช่ตรา “น้ำเต้าทอง” แก้ช้ำในให้กินกัน แต่ดันหยิบยาผิดชื่อ“เต้าทอง”ให้แทนยา “น้ำเต้าทอง”ซ้ำเป็นยา “หมดอายุ” แล้ว

คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีชื่อคล้ายๆ กับ ปะ..ฉะ..ดะ.. ก็ไม่รู้ว่าจะการที่ทหารจะโยน “เต้าทอง” ให้ประชาชนแทนที่จะทำให้เข้าตาประชาชนใช้ จะได้ชิมรสหวาน จากการปฎิวัติ ไฉนถึงกลายเป็น “ยาขม”  ไปได้ (ก็เพราะหยิบยาปิดขวด..ไงเพ่..) ) จึงต้อง“แหกตา” กันไปพลางๆก่อนจนกว่าจะคลำหาทางออกได้ ”

 เรื่องของเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา กระเดียด (คนละอย่างกับกระแด๊ะ) ไปในทางทำให้คิดว่าเป็นการ“โยนหินถามทาง”โยนแล้วโยนอีก (ทั่วทั้งสี่ทิศสี่ทาง) ทับถมกันเข้ามาไปเป็น“กลลวง” ก็พอจะเข้าใจละว่าประชาชน (มีประชาธิปไตยอยู่เพียงครึ่งใบ) อย่าได้ตระหนกตกใจถึงขนาด “จับไข้..หัวโกร๋น” ขนร่วงกันไปให้มากเรื่องมากราวกับ เรื่องกำลังเป็นข่าวส่งเสียงระงมกันอยู่ทุกวันนี้เพราะการบ้านการเมืองระส่ำระสายคล้ายผึ้งแตกรัง แบ่งฝ่ายแบ่งพวกทั้งแตกแยกอีกด้วย (น่าจะพูดว่าแต๊กส์ทั้งแยกกันออกไป.)คนละทิศคนละทาง หรือว่าวันนี้ พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ระหว่าง คสช.ชื่อเต็มๆ ไม่รู้ว่าความหมายคืออะไรกับ ปชช.รู้แต่คำว่า ปชช.แปลว่า  ประชาชน

ต้องขอประทานโทษ.. เกิดเป็นคนไทยใจต้องกล้าหาญ รักษาดินแดนไทยไว้ให้ลูกหลานจึงขอทำความเข้าใจกับประชนสักหน่อยก่อนว่า..ไม่ควรจะใจเสาะเหมือนปลาซิว ปลาสร้อยหรือหอยทั้งน้อยทั้งใหญ่..(หอยอะไรดี?) อ้อ..เหมือนหอยแครง(หอยแครงยำน่าหม่ำยิ่งนัก) การที่ทหารเข้ามา “คุมอำนาจการบริหารของประเทศไทย”ไว้ในปัจจุบัน ไม่ต่างกับว่า  “ ขอ กินหอยนิดๆ หน่อยๆ (แบ่งกันมั่ง..เป็นไร)  แหม..ไม่น่า จะต้องโวยวาย ส่ง เสียงดังกระหื่มกันไปทั้งเมืองขนาดนั้นจากคนกุมอำนาจรัฐ“เรียกว่าใจไม่ถึง”  ทำเสียงดังฟังชัด เอาเสียงข่มเข้าไว้ก“ชิมลางก่อน” นิดๆ หน่อย ๆ ต้องทำใจให้ได้ ถ้าทำใจไม่ได้ หากว่ารัฐบาลทหารอยู่ยาวต่อไป “มิตายหงส์ตายห่ากันไปทั้งเมืองทั้งประเทศกันละหรือบอกก่อนก็ได้ว่า อย่าเพิ่งชิงกันตายไปทั้งหมดก่อนล่ะ. ขอบอก(ด้วยเจตนาดี มิได้มีความประสงค์ร้ายแต่อย่างไร).....รักษาเนื้อรักษาตัว สะสมพลังเตะปีบให้ดังไว้ก่อนนาน รอคอยการเลือกตั้งใหม่ อาจะเข้าใจผิ เพราะยังสับสนอยู่ไม่น่าจะยาวไปกว่าที่บอกไว้ว่าอีก 20  ปี นายกรัฐฐมนตรี ที่มีชื่อว่า ฯพณฯท่าน พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา จะมีอายุไม่ต่ำกว่า80 ปีถ้ายังคำรามขู่ฟอดๆเสียงดังฟังชัดอยู่ ไม่น่าจะหง่อมเป็นกล้วยหอมสุกจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ประชาชนณ วันนี้  (จะมีซักกี่คนกันเชียว) ที่มีอายุไล่เลี่ยกับ ฯพณฯ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีท่านน่าจะพัฒนาประเทศประเทศได้เรียบร้อย ก่อนอำลา เพราะเปรียบเทียบได้กับเหตุการณ์ ณ วันนี้ว่า พื้นดินของประเทศทั้งหมดเป็นโรงยี่เก..ส่วนประชาชน ที่เหลือยู่นั้นเป็นตัวประกอบของคณะยี่เก.. ทุกชีวิต “คนไทย”ไม่ว่าจะชายหณือหญิง คนใดอยู่ในฐานะ “หญ้าแพรก”ไทยแท้ ไทยผสม หรือ ไทยเทียม (จะเหยียบก็แหลกเก็บเอาไว้ดูเล่น ดีก่า) น่าจะได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์  ลืมตาอ้าปากกันบ้างก็น่าจะได้  แต่ปัจจุบันยังไม่ถึงเวลา รอเวลาท่านๆ ผู้ครองเมืองต่ออายุ.. ราชการหลังจากเกษียณ 60 ปี เป็น80 ปีเสียก่อนประชาชนก็น่าจะ “ขอต่ออายุ” กับยมพบาล บ้างเพื่อจะได้ดูผลงานการบริหารประเทศของ ฯพณฯประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากมีอายุครบ  80 ขวบแล้ว เชื่อว่าท่านคงจะหน้าอ่อนเหมือนเด็ก  ยังน่ารักน่าชังไม่ต่างกว่าปัจจุบันเท่าไรนัก

เรื่องปฎิวัติรัฐประหาร ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป (ยกเว้น คสช.)ผ่านไปแทบทุกครั้งทำให้ “ทหารป่วน เพราะถูกการเมืองปั่น”เป็นไปเช่นนั้น สืบทอดกันมาไม่หยุด ผลัดกันมึงมั่ง..กูมั่ง..คนละที..สองที

สาเหตุ...ที่เอามาเป็นข้ออ้างของทหาร “คณะปฎิวัติ” ทุกรุ่นทุกสมัยอ้างว่าที่จะต้องทำปฎิวัติรัฐประหาร ก็ว่า “นักการเมืองมันไม่เอาไหน “แด็กส์เอ๊าแด็กส์เอา..” อ้างกับแบบยี่เกอย่างนี้ทุกทีไป...บอกตรงๆ ได้ไหม.. ใครๆ ก็รู้กันทั้งเมืองแล้วว่า คติเตือนใจที่ทำให้ต้อง “ปฏิวัติ” คือ “ผลประโยชน์ไม่แบ่งกัน (จึงเป็นเรื่องขัดกัน) ก็บรรลัย.. มึงมั่งกูมั่ง ผลัดกันคนละทีของที”

การปฎิวัติรัฐบาล  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล่าสุดอ้างเรื่องการโกงข้าวค้างปี เก็บเอาไว้ (โกง) มันก็จริงอยู่ เห็นด้วยแต่มั่นใจว่า สาเหตุเกิดจากความคิดอ่านของ “หมวยปู” แล้วก็ยังมีเรื่องโยงใยกันมาจากเรื่อง “พี่ชาย” ของหล่อน ทักษิณ ชินวัตร ทำเรื่องราว “ฉาวโฉ่” เอาไว้หลายเรื่องแต่มา“ตกม้าตาย” ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องคือเรื่องเซ็นต์ชื่อซื้อที่ดิน จากการประมูลที่ดินมาได้ของภรรยา แน่นอน..ยิ่งกว่าต้องนอนแน่ๆ ว่า คู่สมรสของคุณหญิงผู้ภรรยา มีสามีชื่อ ทักษิณ ชินวัตรจะต้องลงไปพิมพ์นิ้วมือ เอ้ย..ไปลงลายมือ เซ็นต์ชื่อลายมือเซ็นต์ชื่อรับรู้ตามกฏหมาย“รับผิดชอบด้วยตามกฏหมายร่วมกัน” เมื่อภรรยาไปประมูลที่ดินได้ ก็ต้องให้สามี ร่วมเป็นผู้รับผิดชอบด้วย (ตามกฏหมายถือว่าสามีภรรยาเป็นบุคคลคนเดียวกัน) การทำธุรกรรมการซื้อขายโอนถ่ายที่ดิน ทั้งสามีและภรรยา จะต้อง”รับรู้” หรือ “รับผิดชอบร่วมกัน” กฏหมายข้อนั้นถือว่า น่าจะยังมีผลบังคับอยู่ การที่สามีไปเซ็นต์ชื่อร่วมกันกับภรรยานั่นเป็นสาระสำคัญ เข้าใจโดยทั่วกันว่า ผู้ซื้อที่ดิน ไม่ว่าจะ ภรรยา หรือ สามีจะเป็นผู้ตกลงซื้อหรือขายทั้งสองฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน กลับกลายเป็นข้อ (คร)หา ตัดสินจำคุก ทักษิณ ชินวัตร(ในการลงชื่อรับรู้ ซื้อที่ดินกับภรรยาด้วย) สองปี ถ้าไม่หนีก็มีหวังติดเชื้อในกระแสโลหิต หรือ ม้ามแตกตายนคุก หรือ อาจจะตายแบบพิศดาร คือ ใช้ถุงเท้าต่อกันสองถุง “ผูกคอตาย” กับบานพับประตูน่าหัวเราะเยาะผู้แถลงข่าวยิ่งนัก (เข้าใจว่า) ผู้แถลงข่าว อ่านโพยที่ได้มาจาก ดี.เอส.ไอ.แถลงข่าว จากโรคพยาบาลโรคจิต กันแล้วหรืออย่างไร

สำหรับการลงชื่อในสัญญาซื้อขายโอนที่ดินถ้ากฏหมายกำหนดไว้ให้ทั้งสามีและภรรยา ลงลายมือชื่อไว้ทั้งสองคน   คนที่ปฎิบัติตามกฏหมายจะต้อง ถูกลงโทษติดคุกแล้วละนะ (อย่าทำล้อเล่นไป) (ผมก็เลยกลายเป็นคนหัวรอ..(อยุธยา) นั่งหัวเราะเอานิ้วจิ้มพุงตัวเอง ยังหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง..อยู่ไม่รู้หาย)
           เมื่อรู้เรื่อง..ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องรู้ราว แต่น่าจะหมายความว่า ภรรยาหรือสามีลงชื่อแต่ผู้เดียวจะลงชื่อการซื้อ ขาย ที่ดินแต่คนเดียวไม่ได้ อย่าทำเป็นล้อเล่นไป ทักษิณ ชินวัตร ถูกตัดสินจำคุก สองปี  ในฐานะ สามีไปลงชื่อซื้อที่ดินกับภรรยาด้วย ก็ถือว่ามีผลตามกฏหมายคือติดคุก..

ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ (ก็เป็นจริงตามที่กล่าวมาแล้วจริงๆ) เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องซื้อขาย “ที่ดิน”ในกรณีนี้ ผู้ภรรยาซื้อที่ดินมา น่าจะมีผลถูกต้องแล้วตามกฏหมายการซื้อขายที่ดินแล้วจะต้องให้”คู่สมรส” จะต้องเซ็นต์ชื่อค้ำประกัน (อะไร) ทั้งเป็นการรับรู้หรือ ทั้งผู้รับผิดชอบ ร่วมกับกับคู่สมรสด้วย  จะต้องเป็นกฏเกณฑ์อยู่ในกฏหมายอย่างชัดเจนว่า “สามีหรือภรรยา” จะต้องเซ็นต์ชื่อร่วมรับรู้หรือเป็นเจ้าของที่ดินด้วยกัน มิฉะนั้นจะเอวัง ไม่ใครก็ใครจะต้องติดคุก ไปคนหนึ่ง

บอกตรงๆ ว่า ยังงส์งวยซวยละ (กู..) กลับเมืองไทยไปเช่าบ้านหรือคอนโดฯ อยู่ดีกว่า ถ้าเกิดว่า ไม่ท่องตำรากฏหมายไว้ให้ดีเสียก่อน อาจจะติดคุกได้ง่ายๆ เรื่อง พิพากษาให้ ทักษิณ ชินวัตร ติดคุก คิดขึ้นมาที่ไร..”หัวลุก..หัวชัน”ฝันร้ายขึ้นมาทันทีกรณีนี้นี้เป็นตัวอย่างว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจตัวเอง ถ้าคิดผิด “คิดคุก” ถ้าไม่หนี.. พอรู้เรื่อง ทักษิณ ชินวัตรถูกพิพากษจำคุก 2  ปี  ก็เลยกลัวจนตัวสั่นขนหัวลุก อย่าทำเป็นล้อเล่นไป ยังมีอะไรต่อมิอะไร ในเรื่องกฏหมายไทย ที่ยังไม่รู้อีกมากมาย.. จะไปไหนมาไหนก็ควรควรจะพกพาหนังสือกฏหมายอ่านให้รู้เรื่องท่องจำให้ขึ้นใจไป กันพลาด ถ้ายังไม่เข้าใจจากหนังสือกฏหมายที่มีอยู่ในมือ  ก็น่าจะโทรศัพท์ไปของความรู้ความเห็นจากทนายความ หรือตำรวจผู้รักษากฏหมายไว้ก่อน..ดีกว่า..

ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องกฏหมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขายต่อ หรือ โอนชื่อไปให้ใคร ทั้งสามีและภรรยา (ซึ่งกฏหมายถือว่าเป็นบุคคล คนเดียวกัน) จะต้องลงชื่อรับรู้ด้วยกัน ทั้งสามีกับภรรยจะต้องลงชื่อไว้เป็นหลักฐานมีส่วนรับรู้ด้วยกันตามกฏหมายขอย้ำว่าทั้งประโยคข้างต้น จำไว้ให้แม่น..มั่น.. ท่องจำไว้ให้ขึ้นใจกันไว้เถิด

แต่ว่า ..ถ้าคู่สมรส รู้อยู่เรื่อง ภรรยาถูกข่มขืน กระทำชำเรา มีเรื่องเล่าให้ระวังกันไว้ให้ดี(นึกไม่ออกว่าได้ข่าวนี้มาจากไหน)  เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้านกาแฟ อิมพอร์ทมาจากเมืองจีน หมวยสาวสวยขาวจั๊วน่าเจี๊ยะเสี่ยอ้วน ผู้เป็นสามี และเจ้าของร้านกาแฟ “อิมพอร์ท” มาจากเมืองจีน ลูกค้าเรียกหล่อนว่า “อาเจ๊”มีความสวยโดนใจลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง

เหนืกว่า “อ้วน” ยังมี “ผอม”มีชายไทยผอมกะหร่องคนหนึ่ง เป็นเจ้าประจำ มาจิบกาแฟ ก่อนจะปิดร้านตอนดึกๆ ทุกวัน จนเกิดความคุ้นเคยกับอาเจ๊ เมีย “เฮียอ้วน” เจ้าของร้านยิ่งนัก สัมผัสกันอย่างลึกซึ้ง (แค่ตาต่อตา เท่านั้น ยังไม่มีเรื่อง ฟัน ต่อฟันแต่อย่างไร) )อยู่มาวันหนึ่ง “เฮียอ้วน” เจ้าของร้านและเจ้าของร้าน แน่นอนว่าต้องเป็นเจ้าของ อาเจ๊ คนสวยด้วย มีธุระต้องไปสังสรรกับพรรคพวกในวันเปียแชร์ เลยติดลมเล่นไพ่เพลิน จนลืมเวลากลับเข้ามาถึงร้านเกือบสว่าง จับพิรุธภรรยาได้ว่า น่าจะมีอะไร..ต่อมิอะไร (ในกอไผ่)ผู้ต้องสงสัยเป็นหนุ่มไทยที่มาติดใจ กาแฟฝีมือการชงของ อาเจ๊ มีของกลางตกอยู่เป็นพยานชั้นดี คือถุงยางอนามัยใช้แล้ว เฮียอ้วน เลยไปแจ้งตำรวจจับหนุ่มไทยคนนั้น ตำรวจตั้งข้อหา “กระทำชำเรา” เมื่อมีการสอบสวน (ขั้นโรงพัก) จำเลยยอมรับว่า มีการเสพย์สมกับ“นางฟ้า”ภรรยาเฮียอ้วนจริง แต่เป็นความสมัครของ อาเจ๊ มิได้ข่มขืนชำเรา “อาเจ๊”แต่อย่างไรไม่ ตำรวจผู้สอบสวนจึงถามอาเจ๊ว่า ถูกชำเราจริงหรือไม่อาเจ๊ ตอบอย่างเหนียมอายว่า “ชำเขา..ชำเรา..อั้วละไม่เข้าใจ” แล้วพูดอย่างเหนียมๆ ต่อไปว่า “อีลังมา..อั้วก็ลังไป”เจ๊คนสวย ให้การแค่ประโยคสองประโยค.. ทำให้จำเลยถูกปล่อยตัวไป ไม่ผิดกฏหมายกระทำชำเรา..เลิกแล้วต่อกัน.. เพราะอาเจ๊สารภาพให้การแล้วว่า “อีลังมา..อั๊วก็ลังไป” ...

ส่วนเรื่องของอดีตนายิกฯ“หมวยปู”นั้น มันซ่อนเงี่ยง เอ้ย..มันซ่อนเงื่อนมีทั้งหนีบทั้งเหน็บ“เรื่องจำนำข้าว” ขมิบเงินที่ควรจะเป็นของแผ่นดินนับเป็นแสนๆล้านๆ(เว่อร์ไปหรือเปล่า..ม่ายรุ้จิงๆ)

การปฎิวัติ เป็นเรื่องธรรมดา (ของทหารไทย) ทุกครั้งที่ปฎิวัติไม่เห็นมีใครจะเป็นลมล้มลงดิ้นแหง็กๆเหมือนกับจะลงแดงตายให้เห็นสักคนหรือเพราะเห็นว่า เห็นบุญคุณที่ควรจะต้องตอบแทน..(ทำปฎิวัติตามใจประชาชน เสี่ยงการติดคุกติดตะรางถ้าทำไม่สำเร็จก็เสร็จพวกเขา (ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพวก) ถ้าไม่“ถูกประหารชีวิต ก็ติดตะรางกันหัวโต”ค่อนแคะกันนัก เดี๋ยวถ้าเกิดโมโหเลือดขึ้นหน้าจะยกประเทศไทย (ที่อยู่ในกำมือทหารขณะนี้)  คืนให้ รัฐบาล”ปู”ไปซะเลย ดีไหม.. แล้วอย่ามาร้องห่มร้องไห้ ขอให้ปฎิวัติอีกทีคราวนี้..ไม่เอาด้วย เกิดเป็นคนไทยชนิดไหนกัน (วะ)  แสดงให้เห็นถึงความไร้มาตรฐาน 

เมืองไทยตั้งแต่มีการปฎิวัติรัฐประหารครั้งหลังสุด  โดยทหารได้กรุณาใส่ท๊อปบู้ทถือปืนกระโดดหยองเหย็ง เข้าไปไล่รัฐบาล แต่ยังไม่ถึงกับเต้นแร้งเต้นการับบทบาทบริหารปัดกวาดบ้านเมืองมา จนถึงปัจจุบัน แทนพวกนักการเมืองกะล่อนทอง (ใจหาย..ทหารเรียนรู้ได้รวดเร็วอย่างน่าฉงน)มันส์เขาละ...มันส์พ่ะ..ย่ะ..ค่ะ เรียนวิชามายาร้อยเล่ห์มาแล้วพันเล่มเกวียนตระหนักว่า นักการเมืองไทยไม่ว่าจะสังกัดพรรคไหนเรียนรู้ได้รวดเร็วดังใจ..อย่างไม่เชื่อ..แต่ก็ต้องเชื่อกันละ ..ครานี้..

ถ้ามีการเลือกตั้งอีกครั้งสองครั้ง หนสองหน(บ่อยๆ หน่อยก็ได้)(อำนาจทางการเมืองมีฤทธิ์ไม่ต่างกว่ายาเสพย์ติด) ทหารที่ เสพย์ติดการเมืองอย่างฝังใจเข้าสายเลือด..ตีความได้อย่างั้น จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมนักการเมืองทุกพรรค ต่างติดใจกับ “รสชาดการเมือง” บอกให้ก็ได้ว่ามันสนุกกว่าเรื่องไหนๆ เป็นนักการเมืองแล้ว “น่าจะสบายไปแปดอย่าง”  ไม่ว่าจะเป็นมากี่สมัย ขอเป็นรัฐมนตรีสักสมัยเดียว ก็ คุ้มค่าไปเจ็ดชั่วโคตรแล้ว จึง ควรถอดเครื่องแบบกระโดด (ข้ามรั้ว) อีกครั้งเข้าไปแข่งขันรับเลือกตั้งกับ”กระสือ”นักการเมืองไทยไดโนเสาร์ เต่าล้านปี ที่ยังกระเสือกกระสนทนเก็บกดความกระสันต์จนตัวสั่นน้ำตาปริ่มขอบตา อยากกลับเข้าไป เสพย์สันต์ร่วมวงคลุกเคล้าการเมืองที่”เน่าเฟะ” อีกครั้ง

ณ วันนี้วิถีทางของทหาร ที่กระโดดลงมาเล่นการเมืองกันเป็นชุดใหญ่  รวมตัวกันไว้เป็น“ฟุบเฟ่คาบิเน็ต”ต่างเสพย์ติดการเมืองกันอย่างเข้าไส้ เข้าปอดไปแล้วกว่า50 เปอร์เซ็นต์ขอร้องว่า “เอาหัวแม่มือข้างซ้าย” คิดดูสักหน่อยก่อนว่า จะาเล่นการเมืองอย่างสง่างามได้อย่างไรถ้าไม่ได้ผ่านการเป็นส.ส.มาก่อน

ท่านๆ คนในเครื่องแบบที่น่านับถือ ขอเรียนอย่างตรงไปตรงมา ได้ว่าเป็น ทหารเข้ามาสู่วงการเมืองด้วย “อาวุธสงคราม” (ไม่อยากจะเรียกว่า เป็นการข่มขู่ เข้าไป อยู่ในรัฐสภาฯวันเวลาก็ผ่านไปพอสมควร

หากคิดได้ว่าหอมปากหอมคอ “พอแล้ว” .ควรลบล้างข้อครหาติฉินนินทาว่า“มาจากการปฎิวัติ”มาแล้วอยู่ยาวทำตัวเป็นจรเข้ขวางคลอง

กลับเข้ากรมกอง.ไปทำหน้าที่..ที่ควรจะทำ..น่าจะดีกว่า

ให้ประชาชนสบายใจทำมาหากินจ่ายภาษีให้รัฐบาล...

เงินเดือนที่ท่านๆ ได้รับ เป็นเงินจากประชาชนทั้งนั้น..ครับผม..