Get Adobe Flash player

คนล้มอย่าข้าม... โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

วันนี้ ความวุ่นวายในสังคมไทยมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้น ให้รู้สึกพะวักพะวงสงสัยว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่างต่างชนิด ดูช่างเปลี่ยนไป  เหมือนเตือนว่าระบอบระเบียบในสังคมไทย ถึงเวลาเดินไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ถึงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างยุคใหม่.(ตัวใครตัวมัน).ที่จะมาแทนยุคเก่าที่ผ่านมาเป็นเวลาช้านาน

ความสุขใจของประชาชนชาวไทย “รุ่นเก่า” เกิดมานานนักหนาก่อนหน้านั้น เรียกว่า “คนสมัยโบราณ” น่าจะมีความสุขกายสบายใจมากกว่า “ชนชาวไทยสมัยใหม่” ในวันนี้ เพราะ “คนสมัยโบราณ” ต่างคนต่างมีความเกรงอกเกรงใจกันและกัน มีความเคารพซึ่งกันและกัน อย่างน้อยๆในสังคม (คนหมู่มาก)  รู้จักเกรงใจคนต่างวัยขอย้ำว่า. รู้จักเด็ก ผู้ใหญ่  เด็กๆ ที่จะเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมา แทนสังคมเก่า สมัยยนั้น...ถ้าทำว่าไม่เข้าใจความหมาย เห็นว่า “เป็นสังคม..สังคังล้าหลัง” จะถูกด่าอยู่ในใจจากคนรุ่นใหญ่ว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” 

ตรงกันข้ามถ้าพ่อแม่สั่งสอนมาดี ทำให้สังคมไทย.. เป็นสังคมแห่งความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีความสงบสุข ..สงบจิตสงบใจ .. ไม่หน้าดำคร่ำเครียด เหมือนคน “แบกทุกข์” ค้างอยู่ในจิตฝังใจอยู่ ตลอดเวลาเหมือนผู้คนสมัยนี้    เพราะว่าสมัยนี้ เราอยู่กับสังคมแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน เอาเปรียบคนอื่นๆได้ ถือว่านั่นเป็นการกระทำกที่เรียกว่าดี (?) เรียกอีกอย่างได้ว่า เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ความคิดเห็นเช่นนั้นเป็นความเปลี่ยนแปลง ดิ่งลงต่ำเลื่อนไหลไปสู่ความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เมินหน้าไม่รับรู้กับคำที่ว่า “คนล้มอย่าข้าม”  คือข้อเตือนใจของคนสมัยก่อน  ณ วันนี้ เลิกพูดถึงกันแล้วกับวจีที่น่าจะเป็นข้อเตือนใจ ว่าไว้อย่างนั้น แต่กลับแสดงความเห็นแก่ตัว กับคำกล่าวที่ว่า “คนล้มอย่าข้าม”  กลายเป็นคำเตือนที่ “ล้ายุคล้าสมัย” (เชยแหลก) ไปแล้ว ณ . วันนี้ ไม่ค่อยจะพูดถึงเรื่อง  “คนล้มอย่าข้าม” เพราะมีคำเตือนไว้ให้ชนรุ่นหลังในสมัยนี้ ทำตามๆ กันไปอย่างรวดเร็ว เป็นที่นิยมนับถือเอาเป็นตัวอย่าง ทำตามๆ กันไปคือ เมื่อเห็น “คนล้ม” คนสมัยก่อน เตือนว่า“อย่าข้าม” แต่วันนี้สมัยใหม่  ถ้าเห็น “คนล้มให้มองข้ามไปเลย” อย่าสนใจ น่าจะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าทุกวันนี้ เหตุการณ์มันพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ “คนล้มอย่าข้าม”.ผันแปรเปลี่ยนไป.จนถึงปัจจุบัน จึงเห็น “คนล้มต้องกระทืบซ้ำ” ว่าเข้าไปนั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

คำว่า “เพื่อน” มองกันได้หลายแง่หลายมุม..แล้วแต่เหตุการณ์ที่เกิดขี้นมานั้นจะมองกันในแง่มุมไหน..ไหนๆ ก็ไหนๆ ควรเลือกคบเพื่อนที่มีความคิดคล้ายๆกัน คิดเลยเถิด มีข้ออ้างมากไปกว่านั้นคิดว่า  อุดมการณ์กินไม่ได้  “มนุษย์สุดประเสริฐ ได้ดีมีที่ไหน..มนุษย์สุดประสาท ได้ดีมีถมไป” จำไว้จะได้ไม่ต้องเจ็บใจ อีกต่อไป ถ้าเจออีกครั้งสองครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง จะได้ “ทำใจ” ได้

  “คนโง่..เป็นเหยื่อของคนฉลาด”  “อ้ายคนที่ทั้งโง่ทั้งงั่งอย่างตัวเรา (เกล้ากระผมเอง)ไม่รู้ว่าจะจัดอยู่ในหมวดหมู่ไหนดี..”  งั่งยิ่งกว่าโง่ คือตัว (เกล้ากระผมเอง อีกนั่นแหละ)  ควรจะจัดไว้ในหมวดหมู่ไหนได้บ้าง ใครต่อใคร ทุกวันนี้ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล จาก ศูนย์อำนาจรัฐ  น่าจะมีความนึกคิดเป็นอิสสระมากขึ้น  คิดเองได้ว่า จะเดินหน้าไปทางไหน..จะหันซ้าย..หรือหันขวาได้ตามอำเภอใจ เลือกกันเอาเอง คิดเองได้ ไม่เฉพาะเจาะจงในการเลือกข้างว่า  จะเลือกใคร..ข้างไหน.. เหลืองหรือแดง.. ต้องเลือกกันแล้วว่า “จะถือหาง” ข้างไหน..  ได้อย่างค่อนข้างจะถูกต้องมากกว่าถูกใจ นั้นคือคะแนนเสียง “การเลือกตั้ง”

  วันนี้วิวัฒนาการต่างๆ เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว โลกแคบลงที ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้น แต่ทั้งสิทธิและเสรีภาพต่างๆ ย่อมจะต้องอยู่ในขอบเขต (ข้อห้าม) ตามกฏหมาย ไม่เฉพาะเจาะจงลงไปว่าใครคนไหนจะมีสิทธิมีเสียงมากน้อยไปว่ากัน  มีสิทธิมีเสียงเสมอกันตามกฏหมาย ไม่ใช่ว่า “สิทธิและเสียง” แต่ละคนจะมีมากน้อยกว่ากัน อย่าเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้ที่ถือกฏหมายเท่านั้น”  ที่จะได้ “สิทธิพิเศษ” กว่าใครอื่น ยกตัวอย่าง เช่นสิทธิในการเลือกตั้ง “ทางการเมือง” ประชาชนผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หนึ่งเสียงหนึ่งคะแนน เท่าเทียมกัน  

ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจคนไหน กลุ่มใด “จะมายึด สิทธิเสรีภาพ ที่แค่ละคนมีสิทธิอยู่ ไปได้ ถ้าจะซื้อสิทธิที่ควรมี (อย่างการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมา) เป็นต้น  ทำผิด “กฏหมายทั้งผู้ขายเสียงและผู้ซื้อเสียง” แต่ก็ยังทำกันอย่างนั้นตลอดเวลามาช้านาน

 ทุกวันนี้ โลกเล็กลงวันเวลา เพราะสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ข่าวย่อมรู้กันไปทั่วหัวระแห งความคิดความอ่านที่ออกมาเป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด ถูกต้องหรือไม่ต่างก็ได้รับและรู้กันทั่วไป เพราะการสื่อสารฯ ทุกวันนี้ สามารถไปไกลและรวดเร็วได้ชั่วพริบตา

เมื่อตระหนักถึง “สิทธิเสรี” ที่เรามีกันอยู่อย่างถูกต้องตามกฏหมายแล้ว หวังว่า การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ถ้าจะตามมาในเร็วๆ นี้ ควรจะมีแสงส่องสว่าง ส่องทางให้ประชาชนว่า ควรจะเลือก “ประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน ถ้าพร้อมใจกันเลือก นักการเมือง “น้ำดี” เปลี่ยนภาพพจน์กันเสียใหม่ให้หมดจด....

            สมกับชื่อ ประชาธิปไตย..ถ้าจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป.อีกไม่นานเกินรอ